Masukไป๋หนิงเฟิ่งหันไปมองด้วยสายตาเย็นชา นางไม่อยากจะเชื่อว่าท่านอาสามของนาง จะขี้ขลาดเช่นนี้ “ท่านอาสาม เช่นนั้นเหตุใดท่านไม่ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานแทนข้าล่ะ เวลานั้นใครก็ไม่สามารถเอาผิดกับตระกูลไป๋ได้”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ บุตรสาวของข้าเป็นเพียงบุตรจากบ้านสาม หาใช่บ้านใหญ่ แต่งเข้าไปก็เป็นได้แค่เพียงอนุเท่านั้น” นายท่านสามไป๋ตวาดออกมา ไม่คิดว่าหลานสาวจะหาเรื่องตายให้บ้านตนเอง
ไป๋หนิงเฟิ่งยกยิ้มเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน นางโค้งศีรษะต่ำแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ลูกยังยืนยันตามเดิม หากไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว ลูกขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ ท่านพ่อ”
จากนั้นนางจึงเดินออกมาจากโถงใหญ่ พร้อมกับสาวใช้ข้างตัวด้วยความสง่างาม
ทว่าไม่มีใครคาดคิดข่าวที่ไป๋หนิงเฟิ่งปฏิเสธการแต่งงาน จะแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ม จากโถงใหญ่ของจวนตระกูลไป๋ แพร่กระจายไปสู่ปากชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ จวนไป๋ จนไปถึงหูเหล่าขุนนางที่คอยจับตามองเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากมีใครบ้างที่ไม่อยากให้บุตรสาวและหลานสาวของตน ได้แต่งงานกับต้วนอ๋อง
ดังนั้นไม่กี่วันถัดมา ก็ได้มีคำสั่งเรียกให้ราชครูไป๋และบุตรสาวไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ห้องทรงอักษร
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
“ถวายบังคมเพคะ ฝ่าบาท”
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด พวกเจ้าทั้งสองคนรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเหตุใดเราถึงเรียกพวกเจ้าเข้ามาพบ” ฮ่องเต้เซียวหยางตรัสด้วยเสียงราบเรียบแต่แฝงความดุดันทรงอำนาจ เพื่อต้องการคำตอบจากข่าวลือที่เกิดขึ้น
“เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันทราบเรื่องที่พระองค์เรียกพบในวันนี้ดีเพคะ” นางกล่าวเสียงหนักแน่นเช่นกัน แม้ภายในใจจะหวาดหวั่นอย่างมากก็ตาม
“เช่นนั้นเราขอถามได้หรือไม่ เหตุใดเวลานี้คุณหนูไป๋ถึงไม่ยินดีแต่งงานกับต้วนอ๋อง ตามที่บิดาของเจ้าร้องขอมาจากความต้องการของเจ้าเอง”
“หม่อมฉันผิดเองเพคะ เวลานั้นหม่อมฉันคิดแค่ว่าอยากแต่งเข้าจวนอ๋อง เลยให้บิดามาร้องขอราชโองการงานแต่งให้หม่อมฉันกับท่านอ๋อง ทว่าเวลาผ่านไป หม่อมฉันก็รู้แล้วว่า ตัวของหม่อมฉันเพียงแค่ชื่นชมในความสามารถท่านอ๋อง อีกทั้งทราบว่าสตรีที่ท่านอ๋องรักไม่ใช่หม่อมฉันเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ประโยคสุดท้ายมีเสียงสะอื้นปะปนไปด้วย เหมือนคนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ให้กับความรักของท่านอ๋องที่มีต่อคนรัก
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ฮ่องเต้เซียวหยางมีท่าทีตกใจไม่น้อย “เจ้ากำลังจะบอกเราว่า คนที่ต้วนอ๋องรักและหวังจะแต่งงานด้วย ไม่ใช่เจ้าเช่นนั้นหรือ”
ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้เท่านั้นที่ตกใจ ราชครูไป๋ซึ่งเป็นบิดาของนาง ก็มีอาการตื่นตกใจเหมือนกัน
“ใช่เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินเรื่องนี้ก็เริ่มสืบว่าสตรีนางนั้นเป็นผู้ใด หากเป็นเพียงสตรีชาวบ้านหม่อมฉันอาจจะยอมรับการแต่งงานในครั้งนี้ แต่ทว่าสตรีนางนั้นมีฐานะไม่ต่างจากหม่อมฉัน และไม่แน่ว่าอาจจะสูงส่งกว่าด้วยซ้ำ หม่อมฉันจึงไม่อยากตัดด้ายแดงของผู้ใด ดังนั้นฝ่าบาทโปรดยกเลิกงานแต่ง ระหว่างหม่อมฉันกับต้วนอ๋องด้วยเถิดเพคะ” นางกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่
ไม่ว่าอย่างไร ไป๋หนิงเฟิ่งต้องยกเลิกงานแต่งครั้งนี้ให้ได้ แล้วจะเลือกเส้นทางเดินใหม่ให้กับตนเอง และนางต้องสืบให้แน่ชัดว่าใครคือกบฏที่แท้จริง
“เช่นนั้นเจ้าบอกเราได้หรือไม่ ว่าสตรีนางนั้นคือผู้ใด”
“คุณหนูตระกูลหลี่ หลี่ชุยผิงเพคะ นางคือคนรักที่แท้จริงของท่านอ๋อง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อะไรนะ คุณหนูตระกูลหลี่คนนี้ ไม่ใช่สหายของเจ้าหรอกหรือ” ฮ่องเต้ถามย้ำอีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องความรักของหนุ่มสาว ถึงได้วนเวียนไปมาเช่นนี้
“ใช่แล้วเพคะ หม่อมฉันจึงไม่อยากตัดวาสนาของทั้งคู่ หนึ่งก็สหายที่หม่อมฉันรัก หนึ่งก็บุรุษที่มีความสามารถที่ช่วยปกครองแคว้นอย่างกล้าหาญ แต่หากฝ่าบาทไม่อยากให้ตระกูลไป๋ต้องขายหน้า เช่นนั้นมอบสมรสพระราชทานให้กับบุตรสาวสายรองแต่งเข้าเป็นชายารองหรืออนุก็ได้เพคะ ส่วนหม่อมฉันยินดีที่จะรับชื่อเสียงที่เสียนี้เอง” นางกล่าวย้ำชัดเจน
ราชครูไป๋ไม่คิดว่าบุตรสาวจะยอมยกงานแต่งให้กับน้องสาวจากสายรอง แต่นึกไปแล้วแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยบ้านสายรองก็ได้แต่งเข้าจวนต้วนอ๋อง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงชายารองหรืออนุก็ตาม
“ท่านราชครู ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร เรื่องนี้เรายกให้ท่านตัดสินใจ เราจะได้ออกราชโองการให้” ฮ่องเต้กล่าวอย่างจนปัญญา เนื่องจากคุณหนูตระกูลหลี่ คือคุณหนูจากจวนเสนาบดี เขาจึงไม่คิดที่จะขัดในเรื่องนี้
“เช่นนั้นก็เอาตามที่บุตรสาวของกระหม่อมกล่าวมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ราชครูไป๋ถอนหายใจเล็กน้อย “หม่อมฉันเองก็ไม่อยากฝืนใจบุตรสาว ในเมื่อคุณหนูหลี่คือสตรีในดวงใจของท่านอ๋อง เช่นนั้นก็แล้วแต่บุญวาสนาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นทำตามที่ท่านราชครูกล่าวมาก็แล้วกัน เราจะออกราชโองการให้บุตรสาวสายรองของตระกูลไป๋ แต่งเข้าจวนอ๋องเพื่อเป็นอนุก็แล้วกัน ส่วนคุณหนูตระกูลหลี่ เราจะส่งจดหมายหาต้วนอ๋อง ให้เขามาจัดการเอง หากเขาต้องการสมรสพระราชทาน เราจะออกราชโองการให้”
นี่คงเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว หากต้วนอ๋องอยากแต่งกับคุณหนูหลี่ผู้นั้นจริง คงมาขอราชโองการสมรสพระราชการกับตนเอง
‘นึกแล้วก็เสียดาย หากบุตรของเราได้นางมาเป็นชายาคงจะดีไม่น้อยเลย’ ฮ่องเต้ได้แต่คิดในใจ
“หม่อมฉันก็ดีใจเช่นกันเพคะ ตาแก่พวกนั้นที่ทำให้ท่านพี่ต้องปวดหัว และพยายามยัดเยียดสตรีเข้าวังหลัง หากรู้ว่าท่านกำลังมีบุตรและหม่อมฉันไม่ใช่แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ จะทำสีหน้าอย่างไร” ไป๋หนิงเฟิ่งกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา นางไม่อยากสร้างศัตรู แต่ไม่ลืมคนที่ทำให้พระสวามีของนางปวดหัว“เจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง เอาล่ะ ข้าจะสั่งเปิดโรงทานสักเจ็ดวัน ทุกหัวเมือง ฮองเฮาของข้า เจ้าคิดว่าดีหรือไม่ จริงสิ ต้องส่งข่าวบอกพ่อตากับเสด็จพ่อด้วย” เขาพูดอย่างหลอกล้อนาง และบอกสิ่งที่อยากจะทำ โดยไม่ลืมส่งข่าวเรื่องนี้ให้กับบิดาและพ่อตาของตนได้รับรู้“ดีเลยเพคะ แม้ว่าบ้านเมืองของเราจะอยู่ในภาวะที่สงบ แต่การเปิดโรงทานให้ชาวบ้าน จะแบ่งเบาค่าใช้จ่ายพวกเขาไปไม่น้อยเลยเพคะ” นางกล่าวอย่างยินดีและเห็นด้วยที่สามีจะเปิดโรงทาน“เช่นนั้นก็เอาตามนี้”จากนั้นฮ่องเต้จึงหันมาสั่งการคนสนิท เพื่อเปิดโรงทานทุกหัวเมืองข่าวเรื่องที่ฮองเฮาทรงพระครรภ์ได้กระจายไปทั่วทั้งวังหลวงและนอกวัง ราษฎรต่างแสดงความยินดีอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ฮ่องเต้เซียวเฟยหลงขึ้นครองราชย์ ทุกอย่างก็ยิ่งดีขึ้น พระองค์ทรงลดภาษีให้กับชาวบ้านสามปี ทำให้ชาวบ้านต่างก
ตอนพิเศษ ฮองเฮาเพียงหนึ่งเดียวครึ่งปีผ่านไปเวลานี้เซียวเฟยหลงได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ส่วนอดีตฮ่องเต้เหมือนได้พัก แต่ก็พยายามเร่งให้บุตรชายรีบทำให้พระชายาตั้งครรภ์ อีกทั้งพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลาย ต่างก็พยายามถวายฎีกา เพื่อให้ฮ่องเต้พระองค์เฟยหลงรับนางกำนัลและพระสนมเข้าวัง นี่จึงทำให้ฮ่องเต้โกรธมาก พระองค์ได้ส่งองครักษ์ข้างกายไปตรวจสอบเรื่องราวของขุนนางพวกนั้น ทำให้แต่ตระกูลอลหม่านวุ่นวายไม่จบสิ้น จนต้องเงียบปากและกล้าไม่เข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้อีกส่วนตระกูลหลี่ได้ส่งหลี่ชุยผิงแต่งเข้าตระกูลพ่อค้า เนื่องจากนางเลยวัยแต่งงานมาหลายปีแล้ว ที่สำคัญแม้ว่านางจะแต่งเข้าไปเป็นภรรยาเอก แต่ฝ่ายชายกลับมีอนุที่รักมากอยู่แล้วนั่นจึงทำให้หลี่ชุยผิงแต่งเข้าไป ก็ไม่ต่างกับตายทั้งเป็น นางพยายามเขียนจดหมายหาต้วนอ๋อง เพื่อให้เขาเห็นใจและมาพานางออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นแม้ว่าไป๋หนิงเฟิ่งจะอยู่วังหลัง ทว่านางยังคงได้ข่าวของหลี่ชุยผิงอยู่ตลอด โดยรับรู้จากนางกำนัลคนสนิทอย่างเสี่ยวหลัน‘ไม่คิดว่าเจ้าจะมีชะตากรรมที่เลวร้าย ไม่ต่างจากข้าเมื่อชาติก่อน’นางคิดในใจถึงชะตาก
รองแม่ทัพชิงกล่าวตามที่เขาคิด จากนั้นก็ยกเหล้าขึ้นมาดื่ม เขาพอจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง และรู้ว่าเพราะเหตุใดที่ต้วนอ๋อง แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล จึงกลับมาประจำการอยู่ที่นี่ แทนที่จะพักในเมืองหลวงนาน ๆ“คงเป็นจริงอย่างที่เจ้าว่ามา” ต้วนอ๋องได้แต่ยิ้มออกมาอย่างฝืน ๆ ก่อนจะนั่งดื่มเหล้าชมจันทร์กับรองแม่ทัพคู่กายเงียบ ๆ‘หวังว่าสักวัน ข้าจะพบรักแท้อีกครั้ง’ เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ตอนนี้ฮ่องเต้ตัดสินใจสละราชบัลลังก์อย่างที่เคยบอกไว้ เลยเรียกองค์รัชทายาทและพระชายามาพบที่ตำหนัก“วันนี้เราเรียกพวกเจ้าทั้งสองคนมาเพื่อแจ้งข่าว เราเหนื่อยแล้วจึงอยากจะพักผ่อน”ได้ยินเพียงเท่านี้ ไป๋หนิงเฟิ่งจึงเข้าใจได้ทันทีว่า งานหนักคงตกมาที่นางอีกแล้ว ‘ต่อไปข้าคงได้รับหนังสือร้องเรียนจำนวนมากแน่’ นางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“หากเสด็จพ่อเหนื่อย กระหม่อมยินดีที่จะสะสางราชกิจต่อเอง ถึงอย่างไรขุนนางเฒ่าพวกนั้น ก็ไม่สามารถเล่นงานกระหม่อมได้อยู่แล้ว”เซียวเฟยหลงกล่าวอย่างจริงจัง เขาไม่ได้มีท่าทีร้อนใจในเรื่องนี้ เพราะเตรียมใจไว้แล้วกับเรื่องที่ต้องขึ้นครองราชย์แทนบิดา อีกทั้งตั้งแต่มาอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาท รา
บทส่งท้าย ชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไปแล้วหลายเดือนผ่านไป...ไป๋หนิงเฟิ่งได้เข้ามาอยู่ในตำหนักบูรพาแล้ว ทว่านางยังคงทำหน้าที่ของตนไม่บกพร่อง เนื่องจากเซียวเฟยหลงส่งกุญแจคลังและสมุดรายการทรัพย์สินให้ นางจึงรู้ได้ว่าพระสวามีนั้นร่ำรวยกว่าผู้ใด ทรัพย์สินและเงินที่เขามี น่าจะมากกว่าคลังหลวงหลายเท่าซึ่งไม่ต่างจากเซียวเฟยหลง หลังจากเป็นองค์รัชทายาทแล้ว พระองค์ยังทรงงานหนักมากกว่าเดิมจนแทบมีเวลาพัก แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ยังเติมความหวานให้กับพระชายาอยู่เสมอหากจะไม่เอ่ยถึงคนตระกูลไป๋สายรองก็คงไม่ได้ เนื่องจากอารองและอาสามของนาง วางแผนเข้าร่วมกับองค์ชายสามเพื่อก่อการกบฏ ทำให้คนพวกนั้นต้องโทษทั้งหมด ทั้งถูกยึดทรัพย์และถูกส่งไปยังถิ่นทุรกันดาร รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ก็ต้องรับโทษด้วย หลายเดือนมานี้ จวนสกุลไป๋จึงกลับมาสงบลงอีกครั้ง“กำลังนั่งคิดสิ่งใดอยู่หรือ” องค์รัชทายาทเดินเข้ามา แล้วโอบอุ้มภรรยาขึ้นมานั่งบนตักพร้อมกับกอดนางเอาไว้แน่น“ท่านพี่ อายบ่าวเสียบ้างเถิด ดูสิ ข้าไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใดแล้ว” นางกล่าวอย่างเขินอายและทุบอกเขาเล็กน้อย เนื่องจากนางกำนัลยังอยู่บริเวณนี้หลายคน“จะอายทำไมกัน เจ้ากั
ชายชราตรงหน้ามองคนรุ่นหลานด้วยสายตาตื่นตระหนก เงาของดาบวาววับเข้าตา ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลง พร้อมกับลมหายใจของเสนาบดีเสิ่นผู้ยิ่งใหญ่จวนตระกูลเสิ่นเวลานี้นองไปด้วยเลือด หากใครจะกล่าวว่าองค์ชายรองเซียวเฟยหลงคือทรราช องค์ชายผู้นี้รองเหี้ยมโหดเกินไป เขาคงไม่ใส่ใจ เนื่องจากเหตุการณ์ในวันนี้ เขาทำเพื่อคนที่รัก หาไม่แล้วหากปล่อยให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้ วันหนึ่งพวกมันคงหาวิธีกลับมาล้างแค้นอย่างแน่นอนสตรีและคนที่ยอมศิโรราบ ถูกส่งตัวเข้าคุกหลวง แล้วรอคำตัดสินเนรเทศไปอยู่ชายแดนเพื่อเป็นทาสเมื่อองค์ชายใหญ่รู้ข่าวของมารดาและตระกูลเสิ่น เขาแทบสิ้นสติ เนื่องจากเขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ใจคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีฮ่องเต้อยู่เบื้องหลังเป็นแน่ หาไม่แล้วเซียวเฟยหลงคงไม่กล้าทำเรื่องใหญ่โตกับตระกูลเสิ่นเข่นนี้เช้าวันต่อมาข่าวเรื่องการทำผิดและถูกกวาดล้างตระกูลเสิ่น แพร่กระจายดังไปทั่วเมืองหลวง และยังมีข่าวอีกว่าเสนาบดีเสิ่นและบุตรชายต่อต้าน ไม่ยอมถูกจับ เลยถูกองค์ชายรองสังหารส่วนฮองเฮายังมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากวังหลวงว่าพระนางคบชู้ ซึ่งฮ่องเต้จับได้คาหนังคาเขา พระองค์จึงประทานยาพิษทันทีไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฮ่องเต
กวาดล้างตระกูลเสิ่นเมื่อเห็นท่าทีของมารดาเป็นเช่นนี้ เซียวอี้เฉิงจึงขมวดคิ้วเป็นปม ‘ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสด็จแม่ ถึงได้ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะท่านตาน่าจะส่งข่าวมาแล้วมิใช่หรือ ทว่าเรื่องนี้เจ้าสามไม่รู้เรื่อง ข้าจึงนิ่งเงียบไว้ก่อน’ เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ“เหตุใดเสด็จแม่จึงดูเหมือนไม่รู้เรื่อง หรือว่าเสด็จพ่อไม่ได้บอกกล่าวเสด็จแม่ถึงเรื่องนี้ จริงสิ เหมือนพี่รองจะจับกุมพวกนักฆ่าไว้ได้เกินครึ่ง เวลานี้น่าจะสอบสวนอยู่” องค์ชายสามเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งยิ่งได้ยินเช่นนี้ เสิ่นฮองเฮายิ่งกำมือแน่นด้วยความหวาดหวั่น เรื่องนี้นางไม่รู้เลย ใบหน้าจึงซีดเผือดโดยไม่รู้ตัว ‘เหตุใดข้าไม่ว่าว่าฮ่องเต้ไปงานมงคลของมัน แล้วเหตุใดท่านพ่อยังลงมือต่อหน้าฝ่าบาทอีก เรื่องที่ฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทต้องมีเงื่อนงำ และไม่เป็นผลดีกับโอรสของข้าแน่’ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว อีกทั้งเรื่องทั้งหมดโอรสอีกคนของนางไม่รู้เรื่องด้วย เช่นนั้นจึงคิดว่าควรให้เขากลับไปก่อน “เจ้าสาม เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องสนทนากับพี่เจ้าสักหน่อย”องค์ชายสามได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ทันทีว่าเสด็จแม่ของเขา คงต้องปรึกษาเรื่องนี้กับองค์ชายใหญ่ จึง







