เข้าสู่ระบบด้วยความที่ดึกมากแล้วภูริดลจึงเลือกที่จะพาฟ้าพราวมาค้างคืนที่บ้านของหรรษาก่อน แล้วค่อยพากลับบ้านไร่ที่เชียงรายในวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มขับรถสปอร์ตซีดานสุดหรูเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังใหญ่แล้วอุ้มภรรยาที่ร้องไห้มาตลอดทางจนหลับลงจากรถ แล้วพาเข้าไปในห้องโถง
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณหญิง” หรรษาที่นั่งรออยู่รีบเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง น้องชายเธอโทร. มาบอกล่วงหน้าแล้วว่าจะมาค้างด้วยเพราะเกิดเรื่องที่วัง แต่ยังไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง
“อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เจ้ ไปเปิดห้องนอนให้ก่อน”
“ได้ๆ” หรรษารีบเดินนำขึ้นชั้นบนแล้วเปิดห้องนอนให้
ภูริดลวางภรรยาลงบนเตียงอย่างเบามือ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างให้จนถึงหน้าอกแล้วจ้องมองใบหน้าสวยหวานที่มีรอยน้ำตาเปียกชื้นอยู่ที่แพขนตาและสองข้างแก้มด้วยความสงสารจับใจ เขาเข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกบุพการีทำเหมือนไม่ใช่ลูกมันเจ็บปวดแค่ไหน
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ดิน” หรรษาถามอีกครั้งด้วยความร้อนใจเพราะสีหน้าของน้องชายดูโกรธมาก
“คุณหญิงถูกท่านชายดนัยประกาศตัดพ่อตัดลูก”
“ทำไมล่ะ!” หรรษาตกใจ
“ท่านชายดนัยจะให้คุณหญิงฟ้องหย่าแล้วเรียกสินสมรสจากผม แต่คุณหญิงไม่ยอม คุณหญิงเลือกที่จะอยู่กับผม ท่านชายดนัยโกรธมากถึงกับตบหน้าคุณหญิง” ภูริดลตอบพลางนั่งลงที่ขอบเตียงแล้วมองหน้าภรรยาที่ยังหลับสนิทอยู่ด้วยความเต็มตื้นในหัวใจ จากนั้นจึงเล่าเรื่องทุกอย่างให้พี่สาวฟังอย่างละเอียด
“โถคุณหญิง น่าสงสารจริง” หรรษาถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเห็นใจน้องสะใภ้ “ตอนนี้คุณหญิงไม่เหลือใครแล้ว แกต้องดีกับคุณหญิงให้มาก ห้ามทิ้งคุณหญิงเด็ดขาด”
“รู้น่า” คนเป็นน้องชายตอบเบาๆ พลางไล้ข้อนิ้วไปบนพวงแก้มที่ขึ้นรอยแดงเป็นปื้นจากการถูกตบอย่างอ่อนโยน
“แกรักคุณหญิงฟ้าแล้วใช่มั้ยดิน” หรรษาถามหลังจากสังเกตท่าทีของภูริดลที่มีต่อฟ้าพราวมาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตอนที่เขาพาฟ้าพราวไปที่ร้านเสื้อของเธอเมื่อเช้า โดยเฉพาะตอนนี้ ที่น้องชายของเธอมองภรรยาด้วยแววตาอาทรอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน “ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจ้แน่ใจว่าแกคงไม่ฟังคุณหญิงอธิบาย แกจะต้องอาละวาด ด่าทั้งคุณหญิง ทั้งท่านพ่อของเธอจนวังแตกไปแล้ว แต่วันนี้แกใจเย็น มีเหตุผล แล้วแกก็ปกป้องคุณหญิงด้วย”
ภูริดลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดในใจเขาตอนนี้คือ ความสงสาร “มันไม่ใช่ความรักหรอกเจ้ ผมกับคุณหญิงเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ผมจะรักเธอได้ยังไง ที่ผมทำลงไปก็เพราะสงสารมากกว่า ผมเคยถูกแม่แท้ๆ ของตัวเองทำกับผมเหมือนผมไม่ใช่ลูกมาก่อน ผมเลยเข้าใจความรู้สึกของคุณหญิงดี”
หรรษายิ้มละมุนให้น้องชายเมื่อได้รับคำตอบ “ความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ถ้าคนสองคนคลิกกัน ความรักก็เกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาที แล้วอีกอย่าง ชีวิตแต่งงานของหลายคู่ที่ไปกันรอด ไม่ใช่เพราะความรักอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันอย่างที่ดินกับคุณหญิงกำลังมีให้กันตอนนี้นี่แหละ”
“แต่สำหรับผมกับคุณหญิง ไม่รู้ว่าเราจะไปกันรอดหรือเปล่านะเจ้” ภูริดลบอกอย่างไม่แน่ใจ เพราะเขากับเธอแตกต่างกันมากราวฟ้ากับดิน เหมือนชื่อของทั้งคู่นั่นแหละ
“รอดหรือไม่รอด ตอนนี้ขึ้นอยู่ที่แกคนเดียวแล้วดิน คุณหญิงเลือกแกแล้ว หน้าที่ของแกคือรักษาคุณหญิงเอาไว้ให้ได้ เจ้แน่ใจว่าไม่มีใครทำให้คุณหญิงไปจากแกได้ นอกจากตัวแกเอง”
“พูดอย่างกับผมจะไปทำร้ายคุณหญิงงั้นแหละ”
“เจ้รู้ ว่าแกไม่มีวันทำร้ายร่างกายคุณหญิง แต่จิตใจ แกคิดว่าจะดูแลจิตใจคุณหญิงได้ดีพอหรือเปล่า เพราะเท่าที่เจ้รู้ ที่ผ่านมาแกร้ายกับคุณหญิงไม่เบาเลยนะ” หรรษาเห็นน้องชายเอาแต่ก้มหน้านิ่งเงียบ จึงพูดต่อ “เลิกยึดติดกับอดีตแล้วก้าวไปข้างหน้า แกมีคนที่พร้อมจะร่วมทางไปกับแกแล้ว แค่จับมือแล้วเดินไปด้วยกัน”
“ผมจะพยายามนะเจ้” ภูริดลตอบออกมาในที่สุดหลังจากเงียบไปนาน ในเมื่อเขากับฟ้าพราวแต่งงานกันแล้ว และที่เขามากรุงเทพฯ คราวนี้ก็เพื่อมารับเธอกลับไร่ มันก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยายามประคับประคองสถานะ ‘สามี-ภรรยา’ ไปให้ตลอดรอดฝั่ง อีกอย่าง ตอนนี้ฟ้าพราวก็ไม่เหลือใครแล้ว เขาคงไม่ใจร้ายพอที่จะทอดทิ้ง หรือทำให้เธอเจ็บช้ำมากไปกว่านี้
“ดึกแล้ว ไปอาบน้ำนอนเถอะ เดี๋ยวเจ้ไปเอาชุดนอนของผัวเจ้มาให้”
“ขอบคุณมากนะเจ้ แล้วก็ขอโทษด้วยที่มารบกวนกลางดึกแบบนี้”
“พูดอย่างกับไม่ใช่พี่น้องกัน เจ้ดีใจนะที่แกนึกถึงเจ้เวลามีปัญหา” หรรษาตบบ่าน้องชายเบาๆ อย่างเข้าใจแล้วเดินออกไป
ภูริดลคิดทบทวนคำพูดของหรรษาพลางมองหน้าฟ้าพราวที่นอนหลับอยู่ แล้วตัดสินใจว่า เขาจะลองเสี่ยงมอบหัวใจให้ผู้หญิงคนนี้เป็นคนสุดท้ายในชีวิต
“คุณดิน...” ฟ้าพราวละเมองึมงำพลางปัดมือไปในอากาศไขว่คว้าหาสามี
“ผมอยู่นี่” ชายหนุ่มโน้มตัวลงกอดภรรยาแล้วกระซิบบอกที่ข้างหู “ผมอยู่กับคุณหญิงตรงนี้ ไม่ได้หนีไปไหน”
“ฟ้าอยากกลับบ้าน กลับบ้านเรากันนะ”
ภูริดลชะงักไปนิดหนึ่งด้วยความไม่คุ้นหูเมื่อเธอได้ยินหญิงสาวพูดแทนตัวเองว่า ‘ฟ้า’ แต่แล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความชอบใจ เพราะมันทำให้รู้สึกว่า เขาและเธอได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว
“พรุ่งนี้ ‘พี่’ จะพาฟ้ากลับบ้าน” คนเป็นสามีรับปากด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแล้วจูบที่หน้าผากภรรยาอย่างอบอุ่นอ่อนโยน
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







