เข้าสู่ระบบฟ้าพราวสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด ความเสียใจที่ถูกพ่อบังเกิดเกล้าทำร้ายจิตใจยังฝังแน่นอยู่ในความรู้สึก หญิงสาวกวาดตามองไปรอบตัว เห็นว่าเป็นห้องนอนที่ไม่คุ้นตา ไม่ใช่ที่วังดุษฎีรังสรรค์และไม่ใช่ที่ไร่ภูสรวง ถ้าเป็นเวลาปกติเธอคงตกใจมากที่ตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่ตอนนี้เธอมีภูริดลนอนอยู่ด้วย เพียงมีเขาอยู่เคียงข้าง โลกนี้ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว
หญิงสาวเบียดตัวเข้าหาอกกว้างของสามีที่คิดว่ากำลังหลับอยู่ ทว่าเขากลับกระชับอ้อมแขนรั้งตัวเธอเข้าไปแนบอกแน่นขึ้น แล้วกดจูบหนักๆ ที่หน้าผากก่อนกระซิบถามพึมพำ
“ตื่นแล้วเหรอ”
“ตื่นแล้ว” ตอบเสียงเบาแล้วเงยหน้าขึ้นถามสามีที่ยังคงนอนหลับตาอยู่ “ที่นี่ที่ไหน”
“บ้านเจ้หลิว” ภูริดลที่อยู่ในชุดนอนของสามีของหรรษาตอบพลางพลิกตัวขึ้นทาบทับบนทรวงอกของภรรยา ดวงตาสีเข้มกวาดมองไปทั่วไปทั่วใบหน้าเรียวเล็ก เห็นว่าเปลือกตาของเธอบวมช้ำ “ร้องไห้จนตาบวมไปหมดเลย” ว่าแล้วก็จูบซับที่เปลือกตาทั้งสองข้างของคนที่นอนอยู่ใต้ร่างเพื่อปลอบประโลมอย่างนุ่มนวล
การกระทำที่แสนอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนของเขาทำให้ฟ้าพราวกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“ร้องไห้ทำไม ผมยังไม่ได้ทำอะไรคุณหญิงเลยนะ”
หญิงสาวมองสบตาสามีผ่านม่านน้ำตา ในใจรู้สึกอบอุ่นมาก ตั้งแต่แม่เสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อน ก็ไม่มีใครเป็นที่พึ่งทางใจให้เธออีกเลย จนกระทั่งได้มาเจอเขา ผู้ชายปากร้าย การกระทำป่าเถื่อน แต่จิตใจอ่อนโยนที่สุด
“ทำไมไม่แทนตัวเองว่า ‘พี่’ เหมือนเมื่อคืนนี้ละคะ” ฟ้าพราวถามด้วยรอยยิ้ม
“คุณหญิงได้ยินด้วยเหรอ” ถามแล้วก็ปั้นหน้าไม่ถูก เมื่อคืนเขาเผลอเผยมุมที่อ่อนโยนออกมาเพราะสงสารเธอมากไปหน่อย แต่ตอนนี้พอสติกลับมาครบถ้วนก็รู้สึกกระดากปาก ไม่กล้าพูดแบบนั้นอีกแล้ว
“ได้ยินค่ะ”
“ได้ยินอะไรบ้าง” ถามเสียงเบาอ้อมแอ้ม
“ได้ยินพี่ดินสัญญา ว่าวันนี้จะพาฟ้ากลับบ้านไร่ของเรา” ฟ้าพราวได้ยินเฉพาะประโยคสุดท้ายที่สามีกระซิบบอก ช่วงที่เขาคุยกับหรรษานั้นเธอหลับสนิทอยู่จึงไม่ได้ยิน
“คุณหญิง” ภูริดลรำพึงเสียงแผ่ว ไม่ชินกับสถานการณ์ละมุนละไมแบบนี้เลยจริงๆ ให้ตายเถอะ
“จะไม่มีคุณหญิงอีกต่อไปแล้วนะคะ มีแต่ฟ้ากับพี่ดิน” หญิงสาวใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดันร่างหนาที่ทาบทับอยู่บนลำตัวท่อนบนให้นอนหงายลงกับที่นอนแล้วเป็นฝ่ายพลิกตัวขึ้นนอนพาดบนแผงอกกว้างของเขา
“คุณหญิง” ชายหนุ่มเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึงว่าภรรยที่ไม่ประสีประสาเรื่องบนเตียงของเขาจะกล้าทำตัวเป็นฝ่ายรุกแบบนี้
“เรียกฟ้าสิคะ” ฟ้าพราวแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากหยักสวยของสามี “ต่อไปนี้ห้ามเรียกคุณหญิงแล้วนะคะ ฟ้าอยากเป็นแค่ฟ้า เมียพี่ดิน” สีหน้าของเธอสลดลงเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ “อีกอย่าง พี่ดินก็เห็นว่าเมื่อคืนนี้ท่านพ่อประกาศตัดขาดกับฟ้าแล้ว”
“เสียใจมั้ย” คนเป็นสามีถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางจับเส้นผมนุ่มสลวยที่ตกลงมาปิดเสี้ยวหน้าสวยหวานขึ้นไปทัดหูให้
“เสียใจสิคะ” ตอบแล้วนิ่งไปอึดใจเพื่อข่มความเจ็บปวดเอาไว้ข้างใน “แต่ที่เสียใจมากกว่าคือการที่ท่านพ่อจะให้ฟ้าฟ้องหย่าแล้วเรียกสินสมรสจากพี่ดิน ฟ้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าท่านพ่อวางแผนเอาไว้แบบนี้ตั้งแต่แรก”
“ขอบคุณนะที่ฟ้าไม่เห็นด้วยกับความคิดของท่านพ่อ”
“ฟ้าบอกแล้วไงว่าฟ้าชอบพี่ดิน ฟ้าจะทำแบบนั้นกับพี่ดินได้ยังไง ส่วนเรื่องท่านพ่อ ฟ้าคงหาโอกาสไปกราบขอโทษท่านทีหลังที่ฟ้าทำตามความต้องการของท่านไม่ได้”
“ฟ้ารู้ตัวมั้ยว่าฟ้าเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก พี่พยายามทำใจแข็งกับฟ้ามาตลอดแต่ก็ทำไม่สำเร็จ” บอกเสียงนุ่มพลางจับตัวภรรยาพลิกกลับให้ลงมานอนใต้ร่างเขาตามเดิม
“พี่ดินหมายความว่ายังไง” หญิงสาวใจเต้นตึกตัก คำพูดของเขาเหมือนการเกริ่นนำก่อนสารภาพรัก แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่กล้าสรุปเข้าข้างตัวเอง
“พี่ชอบฟ้า”
“พี่ดินว่าไงนะ” หญิงสาวเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“พี่ชอบฟ้า” ภูริดลย้ำหนักแน่นแล้วประกบริมฝีปากลงบนเรียวปากนุ่มเนิ่นนาน
“พอแล้วค่ะพี่ดิน ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรานะ ถ้ามีคนเข้ามาจะทำยังไง” หญิงสาวบอกเสียงหอบด้วยความกังวลเมื่อสามีถอนจูบออก
“ประตูล็อกอยู่”
“แล้วถ้ามีคนมาเคาะห้องล่ะ”
“ยังเช้าอยู่ คนบ้านนี้ยังไม่ตื่นกันหรอก” บอกพลางยันตัวลุกขึ้นนั่งคร่อมบนหน้าขาของภรรยาแล้วถอดเสื้อชุดนอนของตัวเองออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นตึงอันเกิดจากการทำงานในไร่อย่างหนักมากกว่าการตั้งใจเข้ายิมเพื่ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อโดยเฉพาะ
“พี่ดิน...จะ...ทำจริงเหรอคะ” ฟ้าพราวถามสามีเสียงแผ่ว ใบหน้าแดงซ่าน จังหวะหัวใจเต้นถี่รัว
“ทำกันมาตั้งหลายครั้งแล้วยังกลัวพี่อยู่อีกเหรอ” ถามพลางปลดกระดุมเสื้อชุดนอนแบบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นผ้าเนื้อนิ่มของหญิงสาวออกอย่างใจเย็นทีละเม็ดจนหมดแล้วแหวกสาบเสื้อออกจากกัน เผยให้เห็นทรวงอกอวยที่ถูกห่อหุ้มด้วยบราเซียร์สีชมพูอ่อนแบบที่ไม่ได้เสริมฟองน้ำและไม่มีโครงเหล็ก
“ฟ้าไม่ได้กลัวพี่ดิน แต่ฟ้า...เขิน” ว่าแล้วก็นอนคว่ำหน้าลงกับที่นอน ทำให้ภูริดลที่นั่งทับหน้าขาเธออยู่โงนเงนเสียการทรงตัวไปนิดหนึ่ง ฟ้าพราวได้ยินเขาหัวเราะในลำคอเบาๆ พร้อมกับเสื้อชุดนอนที่ถูกดึงออกจากร่างกายของเธอ ตามด้วยตะขอบราเซียร์ที่ถูกปลดออก
“ไม่เห็นต้องเขินเลย พี่เคยบอกแล้วไงว่าเอากันเป็นเรื่องธรรมชาติ”
“พูดแบบนี้อีกแล้วนะ” ฟ้าพราวต่อว่าเสียงอู้อี้ ใบหน้าสวยหวานที่เอียงซบอยู่กับหมอนใบนุ่มแดงจัดด้วยความเขินอาย
“ไหนฟ้าบอกว่าชอบพี่ไง ให้ความสุขพี่แค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ” ภูริดลถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางดึงกางเกงชุดนอนของภรรยาออกพร้อมกับกางเกงชั้นใน จากนั้นกำจัดกางเกงชุดนอนของตัวเองออกอย่างรวดเร็วแล้วทิ้งตัวแนบนาบลงบนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนที่นอน ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาปราศจากหนวดเคราซุกไซ้ที่ซอกคอขาวละมุน มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้ร่างเล็กแล้วฟอนเฟ้นทรวงอกอวบสลับกับบดขยี้ปลายยอดอย่างเร่าร้อน
“อื้อ...พี่ดินเอาแต่ใจตัวเองอีกแล้วนะ” เสียงหวานต่อว่าต่อขานด้วยความซ่านสยิว ยิ่งเขาเลื่อนมืออีกข้างหนึ่งลงไปป้วนเปี้ยนบริเวณเนินเนื้อเบื้องล่างแล้วสะกิดตุ่มติ่งที่ไวต่อความรู้สึกพร้อมพูดยั่วเย้าที่ข้างหู
“วันนี้จะเอาใจเมีย”
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







