LOGINภูริดลไม่ได้จัดงานเลี้ยงเปิดตัวฟ้าพราวให้คนงานในไร่รู้จัก อย่างเป็นทางการ แต่เขาก็พาภรรยาขับรถชมไร่และจอดแวะทักทายคนงานตามจุดต่างๆ จนคนงานทุกคนรู้จัก ‘คุณนาย’ ของไร่ภูสรวงกันถ้วนหน้า
“เป็นไง จากคุณหญิง กลายมาเป็นคุณนายบ้านไร่” คนเป็นสามีถามขณะพาเธอไปนั่งพักที่แคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่
“ก็แปลกๆ ดีค่ะ” ฟ้าพราวตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สายตามองไปยังคนงานทำงานกลางแดดยามบ่ายแก่กันอย่างขะมักเขม้น
“แปลว่าดี” ชายหนุ่มถามอย่างไม่แน่ใจ
“ดีค่ะ” เธอย้ำให้สามีมั่นใจ
“แน่ใจเหรอว่าจะอยู่ที่นี่ได้ แรกๆ มันอาจสนุก แปลกใหม่ ตื่นเต้น แต่นานไปอาจจะเบื่อ ที่นี่มีแต่ต้นไม้ ป่า เขา ไม่มีห้าง ไม่มีโรงหนัง ไม่มีแสงสีเหมือนที่กรุงเทพฯ”
“พูดอย่างกับที่นี่อยู่หลังเขา ขับรถแป๊บเดียวก็ถึงตัวเมืองแล้ว ทีนั้นก็มีทุกอย่างเหมือนกรุงเทพฯ แล้วในไร่ก็มีไฟฟ้า มีอินเตอร์เน็ต ไม่ได้ห่างไกลความเจริญเหมือนในหนังไทยเมื่อสามสิบปีก่อนสักหน่อย” ฟ้าพราวเอนศีรษะไปซบที่ไหล่กว้างของสามี “ฟ้าจะอยู่ที่นี่กับพี่ดิน ยกเว้นพี่ดินจะไม่อยากให้ฟ้าอยู่ด้วย ฟ้าถึงจะไป อย่ามาปากไวไล่ฟ้าอีกก็แล้วกัน”
ภูริดลฉุนขึ้นมาทันที อยากจับคนปากดีที่ชอบด่าสามีมาจูบลงโทษให้หนัก แต่ก็เกรงใจสายตาคนงานที่คอยแอบมองมาเป็นระยะ
“พี่ดินทำไร่ชามากี่ปีแล้วคะ”
“เกือบสามปีแล้ว พี่ซื้อไร่ต่อจากเจ้าของเก่าที่กำลังจะเจ๊ง สภาพไร่ตอนที่ซื้อมาโทรมมาก กว่าจะปรับปรุงมาได้ขนาดนี้ก็สาหัสอยู่เหมือนกัน” ภูริดลทอดสายตามองไร่ชากว้างใหญ่ที่เขาพลิกฟื้นมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ตอนนี้เขาเพียงแค่ปลูกและขายใบชาสดให้โรงงานนำไปแปรรูป แต่ในอนาคต เขาวางแผนไว้ว่าจะทำโรงงานแปรรูปใบชาและสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง
“พี่ดินขายแค่ใบชาสดเหรอคะ”
“ใช่ ตอนนี้มันเพิ่งเริ่มต้น ทำเท่านี้ไปก่อน”
ฟ้าพราวนิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วออกความเห็น “เราน่าจะลองแปรรูปแล้วทำเป็นแบรนด์ชาของตัวเองนะ ทำแบบเล็กๆ ก่อน ถ้าเวิร์ค ค่อยขยายเป็นโรงงานแบบครบวงจรไปเลย หาตลาดส่งออกด้วยก็น่าจะดีนะคะ”
ภูริดลคาดไม่ถึงว่าฟ้าพราวจะคิดแบบเดียวกับเขา “ออกไอเดียแล้วต้องช่วยทำด้วยนะ ไม่ใช่มาพูดๆ แล้วสุดท้ายก็ทิ้งไร่ไป”
“ฟ้าจะไปไหนได้”
“ใครจะไปรู้”
“ฟ้าไม่ไปไหนหรอกค่ะ ฟ้าจะอยู่ช่วยพี่ดินทำงานที่ไร่ของเรา”
“ไร่ของเรา?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม
“ค่ะ ไร่ของเรา” คนตีเนียนทำตัวเป็นเจ้าของไร่ร่วมกันยิ้มสดใส ตื่นเต้นกับชีวิตรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น “แต่ถ้าพี่ดินไม่กลับไปทำงานโรงแรม ใครจะรับช่วงต่อจากคุณพ่อ ท่านมีพี่ดินเป็นลูกชายคนเดียวไม่ใช่เหรอคะ”
“ท่านมีพี่เป็นลูกชายคนเดียว แต่ไม่ได้มีลูกคนเดียว”
“แปลว่ามีลูกสาวด้วย”
“ฉลาด”
“พูดแค่นี้ก็เดาได้แล้ว”
“คะนิ้งเป็นลูกของคุณพ่อกับคุณแม่มณี คะนิ้งฝันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากเป็นประธานโรงแรม แต่คุณพ่อไม่ให้”
“ทำไมละคะ”
“คิดว่าคนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลแบบนั้นจะมีเหตุผลด้วยเหรอ”
“ตอนนี้คะนิ้งอยู่ที่ไหนคะ ทำไมฟ้าไม่เคยเจอเลย”
“อยากรู้ไปหมดทุกเรื่องเลยนะ” ชายหนุ่มแกล้งลุกพรวดพราวดขึ้น ทำให้หญิงสาวที่ซบอยู่กับไหล่ล้มลงบนแคร่
“พี่ดิน! แกล้งฟ้าอีกแล้วนะ” ฟ้าพราวทำหน้ามุ่ยแล้วเดินตามสามีไปที่รถพลางถามไม่หยุดปาก “ทำไมพี่ดินถึงมาทำไร่ชา พี่ดินเรียนจบโทบริหารการโรงแรมจากเมืองนอก ไม่บอกก็รู้ว่าเรียนมาเพื่อเตรียมตัวรับช่วงโรงแรมต่อจากคุณพ่อ”
ภูริดลขบกรามแน่น ทว่าไม่ได้ตอบว่าที่เขาต้องเรียนบริหารการโรงแรมก็เพราะถูกพ่อบังคับ ตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่เคยได้เลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเองสักครั้ง แม้แต่การมาทำไร่ชาแห่งนี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับการ ‘เดิมพัน’ ระหว่างเขากับพ่อ ซึ่งเกี่ยวเนื่องมาถึงเรื่องการแต่งงานระหว่างเขากับฟ้าพราวด้วย
‘คราวที่แล้วบังคับให้ผมเลิกกับก้อย คราวนี้จะมาบังคับให้ผมแต่งงานกับคุณหญิงนางฟ้านางสวรรค์อะไรนั่นอีกแล้ว ตกลงคุณพ่ออยากให้ผมมีเมียหรือไม่อยากให้มีกันแน่’
‘ฉันอยากให้แกได้เมียเป็นผู้หญิงที่ดี ไม่ใช่ผู้หญิงที่หวังสูบเลือดสูบเนื้อแก เหมือนที่แม่แกทำกับฉัน’
‘คุณพ่อจะเอาประสบการณ์ของตัวเองมาตัดสินคนอื่นแบบนี้ไม่ได้’
‘ได้หรือไม่ได้ ฉันก็ทำให้แกเห็นแล้วว่าก้อยไม่ได้รักที่ตัวตนของแก ผู้หญิงคนนั้นรักแค่เงินของแก’
‘แล้วคุณพ่อคิดเหรอว่าคุณหญิงไฮโซอะไรนั่นจะไม่ได้รักแค่เงินของผม’
‘ฉันแน่ใจว่ามองคนไม่ผิด คุณหญิงฟ้าจะอยู่กับแกได้ เธอจะเป็นเมียที่ดีของแก และจะเป็นแม่ที่ดีของลูกแกด้วย’
‘อะไรที่ทำให้คุณพ่อมั่นใจในตัวผู้หญิงคนนั้นมากขนาดนี้’ ภูริดลแค่นยิ้ม เขาไม่เชื่อว่าผู้ดีแบบนั้นจะยอมเป็นนางฟ้าตกสวรรค์มาอยู่กับชาวไร่กระจอกๆ อย่างเขาได้ อย่างมากก็เข้ามาสูบเงินเขาจนพอใจแล้วก็คงทิ้งเขาไป
‘งั้นก็มาเดิมพันกันอีกครั้ง กล้าหรือเปล่า’
‘ทำไมจะไม่กล้า’ คนที่ไม่ชอบถูกท้าทายตอบรับอย่างไม่ลังเลใจ ‘ถ้าผมชนะ คุณพ่อต้องเลิกยุ่งกับชีวิตผม แล้วต้องยกโรงแรมให้คะนิ้ง’
‘ได้! แต่ถ้าฉันชนะ แกต้องยอมรับตำแหน่งประธานบริหารโรงแรมอย่างไม่มีเงื่อนไข’
‘ไม่มีปัญหา’ ภูริดลมั่นใจมากว่าชัยชนะครั้งนี้ต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน ‘ผมให้เวลาคุณหญิงของพ่ออยู่กับผมยาวๆ เลย สามปี ถ้าทนอยู่กับผมได้นานขนาดนั้น ผมก็ยินดียอมรับความพ่ายแพ้’
ทั้งที่รู้ว่ามีการเดิมพันค้ำคออยู่ แต่เขาก็ห้ามใจตัวเองไม่ให้รู้สึกดีกับเธอไม่ได้
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







