เข้าสู่ระบบหลังจากกินข้าวเสร็จ น้ำมณีแอบดึงตัวภูริดลมาคุยกันตามลำพังในมุมลับตา
“คุณแม่มีเรื่องอะไรเหรอครับ ทำไมต้องแอบคุยกันอย่างนี้ด้วย”
“ดินจำสัญญาที่ให้ไว้กับคะนิ้ง ก่อนที่น้องจะไปเรียนต่อได้ใช่มั้ย”
หัวใจภูริดลกระตุกวูบ เมื่อผู้ที่รักและเคารพยิ่งกว่าแม่ผู้ใหญ่กำเนิดทวงถามถึงสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับลูกสาวของท่าน “จำได้ครับ ผมสัญญากับน้องไว้ว่า จะต้องเอาชนะคุณพ่อแล้วเอาตำแหน่งประธานโรงแรมมาให้น้องให้ได้”
“แต่การที่ดินจะชนะคุณพ่อ หนูฟ้าต้องทิ้งดินไป แต่ตอนนี้หนูฟ้าอาจจะท้อง แล้วแม่ก็ดูออกว่าเธอรักดิน เธอไม่มีทางไปจากดินแน่นอน ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ ดินจะทำยังไง ได้คิดไว้บ้างหรือเปล่า”
ภูริดลนิ่งเงียบ รู้สึกเหมือนถูกบีบอัดทุกด้าน จะเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้
“แม่ขอร้องนะดิน...”
จังหวะการทอดเสียงของน้ำมณีทำให้ภูริดลกลัวประโยคที่กำลังจะตามมาเหลือเกิน เขากลัวว่าจะทำในสิ่งที่น้ำมณีขอไม่ได้ เขารักน้อง แต่เขาก็ทำร้ายฟ้าพราวไม่ได้
“...ทำตามหัวใจตัวเอง ถามตัวเองว่าทางไหนที่ทำแล้วมีความสุข ให้เลือกทางนั้น แม่อยากเห็นดินมีความสุข”
“คุณแม่...” ชายหนุ่มครางเสียงแผ่ว ตั้งแต่เด็ก น้ำมณีเป็นคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของเขา จนถึงตอนนี้ ‘แม่’ คนนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนที่เคยเป็นเสมอมา
“ไม่ต้องห่วงนิ้ง แม่นะคุยกับนิ้งเอง”
“อย่าเพิ่งครับคุณแม่ ยังมีเวลาอีกสองปีกว่าที่นิ้งจะกลับมา ถึงตอนนั้น ผมอาจจะหาทางออกที่ดีให้กับทุกฝ่ายได้”
น้ำมณีพยักหน้าเป็นการยอมรับการตัดสินใจของลูกชาย “แต่อย่าลืมคำแม่นะ ทำตามหัวใจตัวเอง”
“ขอบคุณครับคุณแม่” ภูริดลกราบที่อกของน้ำมณีด้วยความรักและซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
ที่โรงพยาบาล ฟ้าพราวนั่งกระสับกระส่าย มือเย็นเฉียบ ระหว่างรอผลตรวจการตั้งครรภ์ ส่วนภูริดลที่นั่งอยู่ข้างกันก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ท่าทางลุ้นหนักมากเช่นเดียวกัน
“ท้องมั้ยคะหมอ” ฟ้าพราวรีบถามอย่างร้อนรนเมื่อคุณหมอวัยกลางคนขยับแว่นตาเตรียมแจ้งผล
“ใจเย็นสิฟ้า คุณหมอกำลังจะบอกอยู่นี่ไง” ภูริดลเตือนภรรยา
คุณหมอยิ้มอย่างเข้าใจ เพราะผ่านการแจ้งผลการตรวจการตั้งครรภ์กับคนไข้มานับไม่ถ้วนตลอดชีวิตการทำงาน “หมอขอแสดงความยินดีกับคุณทั้งสองคนด้วยนะครับ”
ฟ้าพราวกับภูริดลหันมามองสบตากันอย่างเงียบงัน ความรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน จนกระทั่งคุณหมอพูดต่อ
“คุณฟ้าพราวไม่ได้ตั้งครรภ์ครับ”
“คะ!?”
ฟ้าพราวงงหนักมาก ภูริดลก็เช่นกัน
“ไม่ท้องแล้วคุณหมอแสดงความยินดีกับเราทำไมครับ”
“หมอผ่านคู่สามีภรรยาที่มาตรวจการตั้งครรภ์มานับไม่ถ้วนแล้ว ถ้าคู่ไหนมีท่าทางกระวนกระวายใจ เคร่งเครียดแบบคุณสองคนแสดงว่ายังไม่พร้อมที่จะมีลูก หมอถึงได้แสดงความยินดีด้วย คุณสองคนยังมีเวลาเตรียมตัวสำหรับการเป็นคุณพ่อคุณแม่ในอนาคต”
“เราสองคนแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอคะหมอ” หญิงสาวถามเสียงอ่อย รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
คุณหมอเพียงแค่ยิ้มแทนคำตอบแล้วสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม “คุณฟ้าพราวบอกว่าอ่อนเพลียมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว และมีอาการง่วงนอนตลอดเวลา แล้วก็หน้ามืดเป็นบางครั้งด้วย”
“ใช่ค่ะ ถ้าไม่ท้องแล้วฉันเป็นโรคอะไรคะ”
“เป็นอาการของการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความดันต่ำนิดหน่อย เลยทำให้หน้ามืด ช่วงที่ผ่านมาคุณฟ้าพราวนอนดึกหรือเปล่าครับ”
ใบหน้าของฟ้าพราวร้อนผ่าว เธอนอนดึกทุกคืน บางคืนก็เกือบเช้า เพราะถูกสามีก่อกวนจนแทบไม่ได้หลับได้นอน “นอนดึกทุกวันค่ะ แล้วก็ต้องตื่นแต่เช้ามาเตรียมอาหารเช้าให้สามีก่อนเขาออกไปทำงาน”
“คุณฟ้าพราวต้องทำงานให้น้อยลง นอนให้เร็วขึ้น เวลาที่เหมาะสมที่จะเข้านอนคือสี่ทุ่ม ถ้าเลทก็ไม่ควรเกินเที่ยงคืน” คุณหมออธิบายแล้วหันไปบอกกับภูริดลโดยเฉพาะ “ตรงนี้หมออยากให้สามีช่วยดูแลด้วยนะครับ อย่าปล่อยให้ภรรยาทำงานหนักเกินไป”
“ครับ” ชายหนุ่มตอบไม่เต็มเสียงนัก เพราะไม่แน่ใจว่าที่หมอพูดแบบนี้เป็นเพราะรู้ว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฟ้าพราวพักผ่อนไม่เพียงพอหรือเปล่า
“แล้วที่ประจำเดือนยังไม่มาละคะหมอ”
“ประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนดแค่ไม่กี่วันหมอคิดว่ายังไม่น่ากังวล แต่ถ้าอีกสองสัปดาห์ยังไม่มา คุณฟ้าจะมาอัลตร้าซาวน์ช่องท้องเพื่อดูว่ามีถุงน้ำหรือช็อกโกแลตซีสต์หรือเปล่าก็ได้ เพื่อความสบายใจ ถ้าเป็นจริง ตรวจพบเร็วก็รักษาง่าย แค่ทานยา ไม่ต้องผ่าตัด”
“ค่ะ” ฟ้าพราวยิ้มรับอย่างโล่งใจแล้วหันไปกระซิบเย้ยสามีเบาๆ “น้ำยาพี่ดินบูดแน่เลย”
ภูริดลได้แต่ขึงตาใส่ภรรยาตัวแสบ พอสบายใจแล้วก็กลับมาปากเก่งเหมือนเดิม ถึงขนาดกล้าสบประมาทเขาต่อหน้าหมอ
แผนกการเงินของโรงพยาบาลเอกชนในตัวเมืองเชียงรายมีผู้ที่รอคิวอยู่ไม่มาก ฟ้าพราวเดินเข้ามาพร้อมกับภูริดลที่คุยโทรศัพท์กับน้ำมณีอยู่
“ไม่ท้องนะครับคุณแม่” น้ำเสียงของเขาแสดงความโล่งใจออกนอกหน้าจนฟ้าพราวแอบหมั่นไส้ “ฝากบอกคุณพ่อด้วยว่า สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร เกมนี้เรายังมีเวลาเล่นกันอีกนาน”
“พี่ดินกำลังเล่นเกมอะไรกับคุณพ่ออยู่กันแน่” ภรรยาถามหลังจากสามีวางสายแล้ว
“ไม่ต้องรู้หรอก”
“ถ้าไม่อยากให้ฟ้ารู้แล้วมาบอกว่ามีการเดิมพันที่เกี่ยวกับฟ้าทำไม ถ้าไม่อยากให้รู้ก็บอกว่าไม่มีก็ได้ ฟ้าจะได้ไม่ต้องอยากรู้” หญิงสาวบ่นหน้ามุ่ย
“ไม่ชอบให้พี่โกหกไม่ใช่เหรอ”
“แล้วใครที่เคยพูดกับเจ้หลิวว่า การโกหกกับการไม่พูดความจริง ผลมันก็ไม่ต่างกัน”
“ทุกเรื่องมันต้องมีข้อยกเว้น”
“พี่ดินขี้โกง” ว่าแล้วก็บิดเนื้อที่ต้นแขนสามีไปอย่างแรงหนึ่งที
“โอ๊ย! ทำร้ายร่างกายผัวกลางโรงพยาบาลเลยเหรอ” แกล้งโวยวายแล้วบีบแก้มภรรยาเป็นการแก้แค้น
“ฟ้าเจ็บนะพี่ดิน”
“แค่บีบเบาๆ ไม่ต้องมารยา”
“โหย...ด่ากันขนาดนี้เลยเหรอ ปากเสียแบบนี้ให้หมอรักษาหน่อยดีมั้ยคะ”
สองสามีภรรยาที่กำลังหยอกเย้ากันเงียบลงทันทีที่ม่านไหมเดินเข้ามาทัก
“บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะคะ พี่ดิน คุณฟ้า” เพื่อนบ้านสาวทักทายยิ้มแย้ม
ฟ้าพราวฉีกยิ้มทักทายตามารยาทพลางนึกในใจว่าเชียงรายก็ไม่ใช่เมืองเล็ก แต่ทำไมไปไหนก็บังเอิญเจอผู้หญิงคนนี้ตลอดเวลา พอเห็นม่านไหมมองหน้าภูริดลแล้วยิ้มหวานให้ คนขี้หวงก็ขยับตัวเข้าไปชิดสามีแล้วเกาะแขนเขาไว้อย่างประกาศความเป็นเจ้าของ
“ไหมมาทำอะไรที่โรงพยาล” ภูริดลถามสีหน้าแปลกใจ เพราะม่านไหมดูไม่เหมือนคนป่วยที่ต้องมารักษาตัว
“มาเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลให้แขกของรีสอร์ตค่ะ เขาแพ้กุ้ง แล้วเผลอไปกินกะปิคั่วโดยไม่รู้ว่ามีกุ้งป่นผสมอยู่ด้วย ความจริงไม่ใช่ความผิดของทางรีสอร์ตหรอกค่ะเพราะเขาไม่ได้แจ้งเราไว้ตั้งแต่แรกว่าแพ้กุ้ง ทางเราก็เลยเตรียมเมนูเด็ดของเราไว้ให้ แต่เขาเป็นเจ้าของเพจรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวคนดัง มีคนตามเพจตั้งห้าล้านกว่าคน ไหมก็เลยต้องดูแลเขาเป็นพิเศษนิดนึง แล้วนี่พี่ดินกับคุณฟ้ามีใครป่วยเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่ได้ป่วยหรอก...” ภูริดลพูดยังไม่ทันจบ ฟ้าพราวก็รีบพูดขึ้น
“ฉันมาตรวจท้องค่ะ”
“คุณฟ้าท้องแล้วเหรอคะ” น้ำเสียงของม่านไหมจะบอกว่าดีใจด้วยก็ไม่ใช่ ผิดหวังก็ไม่เชิง
ฟ้าพราวเพียงแค่ยิ้ม ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ จงใจทำให้ม่านไหมคิดว่าเธอท้อง ภูริดลรู้ทันภรรยาตัวแสบทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







