Masukภูริดลไม่สนใจเสียงหวานที่ต่อว่าต่อขาน เขารับรู้ได้จากการตอบสนองทางร่างกายของเธอว่าชอบสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เพราะปลายถันสีกุหลาบที่ถูกไล้เลียและดูดดึงมันชูชันหดเกร็งอยู่ในปากของเขา ลมหายใจของเธอหอบกระชั้น มือที่ดันอยู่บนบ่าเลื่อนขึ้นไปโอบรอบคอแล้วกดศีรษะของเขาลงมาพร้อมกับแอ่นหน้าอกเข้าหาปากและลิ้นช่ำชองอย่างสุขซ่าน
อาจเป็นเพราะความปรารถนาที่ยังคั่งค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนถึงทำให้เธอจุดติดเร็วขนาดนี้ เมื่อคืนนี้ หลังจากทุกอย่างหยุดชะงักลงกลางคัน เขาก็เข้าไปปลดปล่อยตัวเองในห้องน้ำ ส่วนฟ้าพราว เขาไม่รู้ว่าเธอได้จัดการกับความต้องการของตัวเองหรือไม่ แต่เท่าที่ดูจากความกระหายใคร่อยากของเธอตอนนี้ เขาคิดว่าไม่
“ถ้าอยากมาก ผัวก็จะจัดให้” เขาพูดพึมพำอยู่กับทรวงอกอวบอิ่มแล้วเลื่อนตัวขึ้นไปจูบที่ริมฝีปากของเธออย่างดูดดื่ม เธอตอบสนองเขาอย่างอ่อนหวาน เผยอริมฝีปากขึ้นเพื่อเปิดทางให้เขาสอดแทรกปลายลิ้นเข้ามาในปากเธอ
ฝ่ามือใหญ่ร้อนผ่าวที่ลูบไล้อยู่ข้างลำตัวลากเลื่อนลงมาตามเนินหน้าท้องแล้วสอดเข้าไปใต้ขอบกางเกงชั้นในตัวบาง กอบกุมและฟอนเฟ้นเนินเนื้อนุ่มอย่างอ่อนโยนก่อนจะกรีดปลายนิ้วไปตามรอยแยกแล้วสะกิดตุ่มติ่งที่ไวต่อความรู้สึก
“อื้อ” ลมหายใจของฟ้าพราวหอบกระชั้น สะโพกบิดส่ายตอบสนองสัมผัสจากปลายนิ้ว เมื่อคืนเขาก็แตะต้องเธอแบบนี้ แล้วเขาก็ใจร้ายทิ้งเธอให้เคว้งคว้างอยู่กลางทางเพียงลำพัง ความโกรธที่ถูกปล่อยให้คั่งค้าง ทำให้ฟ้าพราวเผลอทุบไหล่เขาอย่างแรง
“โกรธอะไรผัว...หือ?” ภูริดลหัวเราะเสียงทุ้มต่ำในลำคอแล้วกดปลายนิ้วแทรกลึกเข้าไปในความอ่อนนุ่ม ไล้วนเป็นวงเชื่องช้าชวนบ้าคลั่ง บดขยี้ปุ่มเนื้ออ่อนไหวซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในอย่างลึกลับที่แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยแตะต้องมันมาก่อน
ฟ้าพราวรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายให้ได้ ลมหายใจของเธอหอบลึกขาดเป็นห้วง ความร้อนผ่าวแผ่กระจายอยู่ใต้ผิวหนังทั่วร่าง ยามที่นิ้วแข็งแกร่งขยับเข้าออกเป็นจังหวะรัวเร็ว หญิงสาวก็รู้สึกถึงความแข็งเกร็งของร่างกาย ความเครียดครัดขมวดเป็นเกรียวแน่นขึ้นและแน่นขึ้นอยู่ภายในช่องท้อง กล้ามเนื้อภายในส่วนที่ลึกลับที่สุดบีบรัดเป็นจังหวะรุนแรง ครู่หนึ่งก็ระเบิดเสียงกรีดร้องหวานล้ำพร้อมกับแตกกระจายออกมาเป็นเศษเสี้ยวนับร้อยพัน ความอัดอั้นที่คั่งค้างมาตั้งแต่เมื่อคืนหายไปเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงความสุขซ่านชนิดที่ไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต
“ไม่ค้างแล้วนะ” เขายิ้มเยาะใส่นัยน์ตาเธอแล้วเช็ดนิ้วที่เปียกชุ่มกับชายเสื้อที่พันอยู่เหนือเนินอก
หญิงสาวอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี เขาร้ายกาจมากที่จับความรู้สึกของเธอได้ทั้งที่คิดว่าเก็บงำความรู้สึกไว้อย่างมิดชิดที่สุดแล้ว
“ไม่ต้องอายหรอกน่า รอบนี้ผมทำให้คุณหญิงแล้ว รอบหน้าคุณหญิงก็ทำให้ผมบ้างก็แล้วกัน” พูดพลางดึงชายเสื้อของคนที่ยังนอนหายใจหอบสะท้านหมดเรี่ยวแรงลงให้เรียบร้อย เสร็จแล้วขยับตัวไปนั่งพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางสบายๆ
“จะให้ฉันทำอะไร” ฟ้าพราวยันตัวลุกขึ้นนั่งก้มหน้าด้วยความอับอาย ยิ่งเห็นบราเซียร์ตกอยู่ที่พื้นก็ยิ่งปั้นหน้าไม่ถูก
“คืนนี้จะบอก” ว่าแล้วก็รวบเอวคนตัวบางให้ขึ้นมานั่งบนตักสองแขนโอบกอดเธอไว้หลวมๆ แล้วซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับซอกคอหอมละมุน โดยที่หญิงสาวก็ปล่อยให้เขานัวเนียเนื้อตัวเธออย่างอิสระ “จะทำสัญญาอะไรกับผมก็ว่ามา”
“อย่าใจร้ายกับฉันมากนักได้มั้ย มีอะไรก็คุยกันดีๆ คุณอยากให้ฉันทำอะไร หรือไม่อยากให้ทำอะไรก็บอก ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะมาเป็นภรรยาของคุณ คุณก็ช่วยทำตัวเป็นสามีที่น่าอยู่ด้วยหน่อยได้มั้ย”
คำของร้องอย่างตรงไปตรงมาทำให้ภูริดลนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนตอบเสียงห้วน “จะพยายามก็แล้วกัน”
ฟ้าพราวมองสบตาสามีผู้แข็งกระด้างแล้วยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวานเป็นครั้งแรก คนเอาแต่ใจตัวเองอย่างเขายอมรับปากว่าจะ ‘พยายาม’ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ดีมากแล้ว
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







