LOGINจากหน้าต่างห้องครัวที่ฟ้าพราวกับน้ำมณีช่วยกันทำอาหารเช้าควบกลางวัน หญิงสาวมองออกไปเห็นภูริดลกำลังเดินคุยกับนทีอยู่ในสวน สีหน้าของเขาเคร่งเครียด และจากภาษากายที่สามีของเธอแสดงออกต่อผู้เป็นพ่อ เธอแน่ใจว่าเขาไม่ค่อยลงรอยกับผู้เป็นพ่อสักเท่าไรนัก
“คุณดินดูไม่ค่อยสนิทกับคุณพ่อเลยนะคะ ท่าทางเขาสนิทกับคุณแม่มากกว่า” ลูกสะใภ้เลียบเคียงถามแม่สามี
“พ่อลูกคู่นี้ก็เป็นแบบนี้แหละ พูดดีกันได้ไม่เกินสามคำ พ่อชอบออกคำสั่ง ส่วนลูกชายก็ดื้อมาก ยิ่งช่วงก่อนที่แม่จะแต่งงานกับคุณนที พี่เลี้ยงของดินเล่าว่าสองพ่อลูกทะเลาะกันทุกวัน พอมีแม่เข้ามาช่วยเป็นตัวกลางถึงได้เบาลง”
“คุณแม่ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของคุณดินเหรอคะ” ฟ้าพราวถามด้วยความเกรงใจ
“แม่เป็นแม่เลี้ยงจ้ะ”
“คุณแม่คุณดินเสียแล้วเหรอคะ”
“ยังจ้ะ ตอนนี้อยู่ต่างประเทศกับสามีใหม่ แม่ของดินเลิกกับคุณนทีตอนที่ดินอายุหกขวบ เลิกกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นแผลในใจดินมาจนทุกวันนี้”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” หญิงสาวอดถามไม่ได้
น้ำมณีหยุดคิดนิดหนึ่งว่าจะเล่าต่อดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่า เผื่อว่าฟ้าพราวจะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจลูกชายของเธอขึ้นมาบ้าง
“เรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นแหละ แบ่งสินสมรสกันไม่ลงตัว แม่ของดินเรียกร้องมากเกินไป คุณนทีไม่ยอม แม่ของดินก็เลยวางแผนกับสามีใหม่จับดินไปเรียกค่าไถ่ ดินถูกจับขังไว้ในตึกแถวร้างคนเดียวตั้งหลายวัน แถมโดนสามีใหม่ของแม่ทำร้ายโดยที่แม่แท้ๆ ก็ไม่ช่วย” น้ำมณีเล่าไปก็ร้องไห้ไปจนต้องหยุดซับน้ำตาเป็นระยะ
“คุณดินคงเจ็บปวดมากที่แม่แท้ๆ ของตัวเองเห็นเงินสำคัญกว่าลูกในไส้” ฟ้าพราวน้ำตาซึมด้วยความสงสารสามี มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากสำหรับเด็กอายุแค่หกขวบ คงไม่ง่ายเลยที่เขาจะทำใจให้ลืมเรื่องเลวร้ายในอดีตได้
“ชีวิตดินน่าสงสาร มีแฟนกี่คนก็เจอแต่ผู้หญิงหิวเงินเหมือนแม่แท้ๆ ของเขานั่นแหละ รายล่าสุดชื่อก้อย กำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่ก็ทิ้งดินไปแต่งงานกับหม่อมเจ้าภาณุเดชหน้าตาเฉย”
“ท่านลุงภาณุกับหม่อมก้อยเหรอคะ” ฟ้าพราวรู้จักทั้งสองคนดี เพราะหม่อมเจ้าภาณุเดชเป็นพี่ชายแท้ๆ ของหม่อมเจ้าดนัยเทพผู้เป็นท่านพ่อของเธอ
“ใช่จ้ะ ท่านลุงภาณุของหนูฟ้านั่นแหละ”
ฟ้าพราวพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมภูริดลถึงได้ตั้งแง่รังเกียจผู้หญิงที่ยอมแต่งงานเพื่อเงินอย่างเธอมากขนาดนี้
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ฟ้าพราวกับภูริดลก็เดินไปส่งน้ำมณีกับนทีที่รถที่จอดอยู่หน้าบ้าน
“หนูฟ้าแน่ใจนะว่าจะอยู่ที่ไร่ได้” แม่สามีถามด้วยความเป็นห่วงและไม่สบายใจเป็นอย่างมากที่เห็นลูกสะใภ้ที่เคยอยู่ในวังใหญ่โตต้องมาอยู่บ้านไร่หลังเล็กๆ แบบนี้
“ฟ้าอยู่ได้จริงๆ ค่ะ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
“พ่อจะส่งแม่บ้านมาช่วยทำงานบ้าน คุณหญิงจะได้ไม่ลำบาก พ่อรับปากกับท่านชายดนัยไว้แล้วว่าจะช่วยดูแลคุณหญิงเป็นอย่างดี พ่อก็ต้องทำตามที่รับปากกับท่านให้ได้” นทีบอกกับลูกชาย
“ไม่ต้องหรอกครับคุณพ่อ” ภูริดลปฏิเสธทันที “งานบ้านไม่มีอะไรมาก แค่ถูบ้าน ล้างจาน ซักผ้า ทำกับข้าว ไม่มีอะไรยาก คุณหญิงทำเองได้”
“พ่อขอคุณหญิงให้มาเป็นเมียแก ไม่ได้ขอให้มาเป็นคนทำงานบ้านให้แก” นทีต่อว่าลูกชายเสียงแข็ง
“คิดจะเป็นเมียชาวไร่ก็ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่อยากทำก็ไปหาผัวใหม่เป็นพวกผู้ดีเหมือนกันโน่น จะได้มีคนรับใช้ไว้รองมือรองเท้า”
“ไอ้ดิน! ปากแกนี่ให้มันน้อยๆ หน่อย แล้วก็รู้จักให้เกียรติคุณหญิงบ้าง” นทีชักจะเหลืออดกับความหัวดื้อของลูกชาย
“งานบ้านแค่นี้ฟ้าทำได้ค่ะคุณพ่อ ถ้าไม่ไหว ฟ้าจะบอกนะคะ” ฟ้าพราวหาทางประนีประนอมทั้งสองฝ่าย แล้วแอบส่งสายตาบอกน้ำมณีให้พานทีกลับ ก่อนที่สองพ่อลูกจะทะเลาะกันหนักกว่านี้
“กลับกันเถอะคุณ วันหลังค่อยมาเยี่ยมลูกกันใหม่” น้ำมณีดึงแขนสามีไปขึ้นรถที่คนขับรถสตาร์ทรถรออยู่
หลังจากรถของน้ำมณีกับนทีขับออกไปแล้ว ฟ้าพราวก็หันมาจ้องหน้าภูริดลอย่างเอาเรื่อง
“คุณดิน”
“อะไร” คนเป็นสามีขานรับเสียงห้วนโดยไม่มองหน้าภรรยาพลางเดินนำเข้าบ้าน
“เราต้องคุยกัน” ฟ้าพราวเดินตามหลังไปติดๆ
“มีอะไรก็ว่ามา” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เดินข้ามตะกร้าแมวไปนั่งที่โซฟา แล้วหันมาแยกเขี้ยวใส่แมวอ้วนที่ร้อง ‘เมี้ยว’ ใส่ เหมือนจะต่อว่าที่เขาบังอาจเดินข้ามหัวมันไป
“ฉันขอทำสัญญาสงบศึก” หลังจากที่คิดวิเคราะห์แยกแยะได้แล้วว่าที่ภูริดลตั้งแง่รังเกียจเธอก็เพราะเขามีปมในใจ ดังนั้นเธอก็จะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเธอไม่เหมือนผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมาของเขา แต่ก็ต้องขอความร่วมมือจากเขาด้วย
“ผมไปรบกับคุณหญิงตั้งแต่เมื่อไหร่” ตอบหน้านิ่งแบบจงใจกวนประสาทแล้วดึงร่างเล็กมานั่งคร่อมบนตัก สองแขนโอบเอวเธอไว้ไม่ให้ลุกหนี
“นี่คุณ! นั่งคุยกันดีๆ ไม่ได้หรือไง ทำไมต้องก่อกวน” ยิ่งดิ้น เขาก็ยิ่งกอดรัดเธอแน่นขึ้น มือหยาบกร้านข้างหนึ่งสอดเข้ามาลูบไล้แผ่นหลังเรียบเนียนซึ่งปราศจากเส้นสายของบราเซีย ส่งผลให้ร่างเล็กหยุดชะงัก นั่งตัวแข็งทื่อ หายใจไม่ทั่วท้อง
“โนบราเหรอ” เขาเลิกคิ้วถาม แววตาเป็นประกายไม่น่าไว้วางใจ
ฟ้าพราวกัดริมฝีปากล่างไว้เพื่อข่มความรู้สึกวาบหวามเมื่อคนถามเลื่อนฝ่ามือร้อนผ่าวมาด้านหน้า กอบกุมทรวงอกข้างหนึ่งผ่านบราเซียร์แบบปีกนกที่แปะอยู่ เขาบีบแล้วคลายสลับกับเคล้นคลึงนุ่มนวล
“อ้อ...ใส่นี่ บราเดี๋ยวนี้มีแบบแปลกๆ เนอะ แต่ก็ถอดง่ายดี” ว่าแล้วก็ดึงบราเซียร์รูปทรงแปลกตาออกมาชูไว้ตรงหน้าระดับสายตาของหญิงสาว แล้วโยนมันทิ้งแบบกวนประสาทสุดๆ
“ถ้าคุณยังไม่พร้อมคุย เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังก็ได้” ฟ้าพราวประคองสติแล้วจะดันตัวเองลุกขึ้นแต่ถูกเขาจับกดให้นอนหงายลงบนโซฟาตัวนุ่มแล้วพลิกตัวขึ้นคร่อม เขาจับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอดันไว้เหนือศีรษะด้วยมือของเขาเพียงข้างเดียว แล้วใช้สะโพกกดตรึงท่อนล่างของเธอเอาไว้
“จะพูดอะไรก็พูดมา ผมรอฟังอยู่” น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบทว่าเซ็กซี่จนฟ้าพราวขนลุกชันไปทั้งตัว เธอพยายามบิดตัวหนีเมื่อเขาเลิกชายเสื้อยืดตัวโคร่งของเธอขึ้นอย่างเชื่องช้า อีกทั้งยังจงใจกรีดไล้ปลายนิ้วขึ้นไปตามผิวเนื้ออ่อน ก่อให้เกิดความวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เมื่อชายเสื้อถูกม้วนขึ้นไปไว้บนเนินอก ใบหน้าคมคร้ามที่เต็มไปด้วยหนวดเคราก็ก้มลงซุกไซ้ดูดกลืนทรวงอกเต่งตึง
“อื้อ...คนบ้า หยุดหื่นกับฉันสักวินาทีไม่ได้หรือไง”
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







