LOGINฟ้าพราวอาบน้ำชำระล้างรอยคราบแห่งความสุขที่ได้รับจากสามีแล้วแต่งตัวใหม่ด้วยชุดแม็กซี่เดรสสายเดี่ยวสีแดงลายดอกไม้สีขาวเล็กๆ น่ารัก จากนั้นรื้อของออกจากกระเป๋าเดินทางที่น้ำมณีขนมาให้จากกรุงเทพฯ จัดใส่ตู้เสื้อผ้ารวมกับของภูริดล โดยมีเจ้าแมวอ้วนเดินพันแข้งพันขาอยู่ไม่ห่าง
“เนี่ยเหรอ ‘ที่รัก’ ที่คุณหญิงละเมอหาเมื่อเช้า” คนที่นั่งเหยียดขาพิงหัวเตียงมองภรรยาจัดของถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หญิงสาวมองค้อนนิดหนึ่ง เพราะยังไม่หายเคืองที่ถูกเขาตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงสำส่อน ผ่านผู้ชายมานับไม่ถ้วนเพราะความเข้าใจผิดของเขาเอง “ใช่ ท่านพ่อเพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันรับปริญญาเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง”
“เพิ่งเรียนจบ...?”
“ฮื่อ” ตอบพลางจัดเรียงเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิวยี่ห้อดังจากต่างประเทศไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างเป็นระเบียบ
“อายุเท่าไหร่” เขาเพิ่งสังเกตว่าหญิงสาวรูปร่างบอบบางที่สูงเพียงแค่ไหล่เขามีใบหน้าที่อ่อนวัยมาก ถ้าบอกว่าสักสิบแปดหรือสิบเก้าเขาก็เชื่อ
“ตอนนี้ยี่สิบเอ็ด แต่เดือนหน้าก็จะยี่สิบสองปีเต็มแล้ว” ตอบแล้วก็หันมาเขาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรมากขึ้น “แล้วคุณล่ะ”
“สามสิบ”
“แก่จัง” ฟ้าพราวพูดเบาๆ กับตัวเองแล้วหันไปจัดของต่อ แต่ภูริดลก็ได้ยิน เขาลุกพรวดมาสวมกอดเธอไว้แน่นจากทางด้านหลังแล้วพูดเสียงเข้มที่ข้างหูพลางมองสบตาเธอผ่านกระจกเงาบานใหญ่อย่างดุดัน
“แก่แล้วไง เป็นผัวคุณหญิงได้ก็แล้วกัน”
“หยาบคายอีกแล้วนะ” หญิงสาวต่อว่าเสียงเบาแล้วพลิกตัวอยู่ภายในวงแขนแข็งแกร่งเพื่อหันมามองหน้าเขา “เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะพูดกันดีๆ”
“แล้วผมพูดไม่ดีกับคุณหญิงตรงไหน” คราวนี้น้ำเสียงของเขาอ่อนลง แววตาสีเข้มก็ลดแววแข็งกระด้างลงไปมาก “จะให้ผมพูดสามีอย่างงู้น สามีอย่างงี้ ผมพูดไม่ได้หรอก เจ็บปาก”
“ฉันไม่เถียงกับคุณแล้ว อยากพูดอะไรก็พูดไปก็แล้วกัน เอาที่คุณสบายใจเลย” ว่าแล้วก็ดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของเขา แล้วก้มลงอุ้มเจ้าแมวอ้วนไปนั่งที่เตียง
ภูริดลเดินตามไปนั่งข้างๆ มองหน้าแมวคู่อริด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย “ผมไม่ให้ไอ้แมวอ้วนนี่นอนเตียงเดียวกับเรานะ”
“แต่ฉันต้องนอนกอดที่รักถึงจะนอนหลับ”
“กอดผมแทนก็ได้” เขาบอกหน้าตาเฉย
“หือ?” ฟ้าพราวเลิกคิ้วมองหน้าเขา “ไม่เหมือนกัน”
“ไม่เหมือนตรงไหน”
“คุณไม่ได้น่ารักเหมือนที่รัก”
“แต่ผมทำให้คุณหญิงมีความสุขได้มากกว่าไอ้ที่รักหลายเท่าก็แล้วกัน อยากลองอีกมั้ย” ว่าพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือลงบนลาดไหล่เล็กเปลือยเปล่าที่มีเพียงเส้นสายเล็กๆ ของชุดเดรสพาดผ่านแล้วปัดปลายนิ้วโป้งไปบนลำคอยาวระหงแผ่วเบาอย่างยั่วเย้า
“นี่คุณ อย่าแกล้งสิ” ฟ้าพราวบอกเสียงสั่น ความวาบหวามแล่นวาบไปตามเนื้อตัวราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน ถ้าจะบอกว่าเขาหื่นจัด ก็ต้องยอมรับว่าเธอเองก็จุดติดง่ายพอกัน
“เอาจริง ไม่แกล้ง” ใบหน้าคมคร้ามโน้มเข้าไปกระซิบเตือนด้วยน้ำเสียงแตกพร่าที่ข้างหูคนตัวเล็ก “เตือนไว้ก่อนนะว่าผมเซ็กซ์จัดมาก เป็นเมียผมต้องอึด ผมต้องการตอนไหน คุณหญิงก็ต้องพร้อมเสมอ”
“ไม่ต้องขู่” เธอแอบบิดกล้ามท้องเขาไปทีหนึ่ง แล้วอุ้มแมวหนีไปยืนริมหน้าต่าง เขาหัวเราะเบาๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง
“คุณดิน” ฟ้าพราวเรียกเขาเสียงเบาอย่างเกรงใจ
“ว่า...?”
“คุณแม่คุณไม่ได้เอาอาหารแมวของที่รักมาให้ด้วย กระบะทรายก็ไม่ได้เอามา ที่นอนก็ไม่มี คุณพาฉันออกไปซื้อหน่อยได้มั้ย”
ภูริดลถอนหายใจพรืด กลอกตามองเพดาน เขาไม่ถูกชะตากับเจ้าแมวอ้วนนั่นอย่างแรง แล้วทำไมต้องพาเธอไปซื้อของให้มันด้วย “เหนื่อย ขี้เกียจขับรถ”
“ถ้างั้นฉันขอยืมรถคุณขับไปเองก็ได้”
“รู้ทางเหรอ”
ฟ้าพราวส่ายหน้าจ๋อยๆ แล้ววางที่รักไว้บนพื้นข้างหน้าต่างก่อนจะขึ้นมานั่งบนเตียง เขย่าแขนออดอ้อนสามีด้วยความลืมตัว ซึ่งเป็นกิริยาที่เธอมักจะทำกับท่านพ่อเป็นประจำเวลาที่ต้องการอะไรสักอย่างจากท่าน “คุณดินพาหญิงไปซื้อของให้ที่รักหน่อยนะคะ นะๆๆ ที่รักกินอาหารคนไม่ได้”
ชายหนุ่มมองหน้าใสๆ ของภรรยาที่โน้มอยู่เหนือใบหน้าเขาแล้วกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ “จูบผมก่อนแล้วจะพาไป”
“แกล้งอีกแล้วนะ” ฟ้าพราวทำท่าจะไม่ยอม
“งั้นก็ปล่อยให้ที่รักของคุณหญิงหิวไปก็แล้วกัน”
“ใจร้าย” หญิงสาวต่อว่าหน้ามุ่ย
“ผมก็ไม่เคยบอกว่าผมใจดีหรือรักสัตว์ โดยเฉพาะไอ้แมวอ้วนตัวนี้ บอกตรงๆ ไม่ถูกชะตาอย่างแรง” ว่าพลางจะดีดตัวลุกขึ้นนั่งแต่ถูกฟ้าพราวใช้มือกดหน้าอกเอาไว้
“เพื่อที่รักของฉัน ฉันยอมจูบคุณก็ได้” ความสัมพันธ์ของเธอกับเขานับว่าไปไกลกว่าจูบหลายขั้นแล้ว ยอมจูบเขานิดหน่อยเพื่อแมวสุดที่รักคงไม่เป็นไร
“เหอะ! รักมันมากขนาดนั้นเชียว” ภูริดลแค่นยิ้ม จะว่าเขาหมั่นไส้แมวหรืออิจฉาแมวก็คงไม่ผิด “ถามหน่อย แมวกับผัว รักใครมากกว่ากัน”
“ถ้าให้ตอบตามตรง ตอนนี้ฉันรักที่รักมากกว่าคุณ แต่ฉันก็แน่ใจว่าสักวันฉันจะรักคุณได้ เพราะตอนนี้ฉันไม่มีใคร แล้วฉันก็ตั้งใจไว้แล้วว่าชีวิตนี้จะมีสามีแค่คนเดียว ก็คือคุณ แล้วคุณล่ะ จะรักฉันได้หรือเปล่า”
หนุ่มชาวไร่ถึงกับอึ้งไปเลย ราชนิกุลสาวผู้สูงศักดิ์หน้าหวานคนนี้พูดจาตรงไปตรงมาเป็นบ้า
“คุณลืมคนในอดีตของคุณได้หรือยัง” ฟ้าพราวถามเมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปนาน
“หมายถึงใคร”
“หม่อมก้อย”
“คุณหญิงรู้เรื่องก้อยด้วยเหรอ” เสียงของเขาแผ่วเบาคล้ายจะติดอยู่แค่ในลำคอ
ฟ้าพราวพยักหน้ารับ “คุณจะลืมผู้หญิงคนนั้นแล้วรักฉันได้หรือเปล่า”
“ทำไมถามแบบนี้”
“คงไม่แฟร์ ถ้าในขณะที่ฉันพยายามรักคุณ แต่คุณยังรักคนอื่นอยู่”
“มันก็ขึ้นอยู่กับคุณหญิง ว่าจะทำให้ผมลืมก้อยได้หรือเปล่า”
“ฉันจะทำให้คุณลืมผู้หญิงทุกคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต” ฟ้าพราวบอกมุ่งมั่นพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของสามีแล้วโน้มใบหน้าลงไปแนบริมฝีปากลงบนริมฝีปากที่มีหนวดเครารกรุงรังน่ารำคาญ จากตอนแรกที่ตั้งใจจะจูบอย่างอ่อนหวานก็กลายเป็นหยุดชะงัก
“ไหนบอกจะจูบ จูบสิ” ภูริดลขยับปากคลอเคลียอยู่กับเรียวปากนุ่มของภรรรยา
“หนวดคุณทิ่มจมูกฉันอ่ะ”
“เรื่องมาก จูบเร็ว จะได้ไปซื้อของกัน”
ฟ้าพราวกลั้นหายใจแล้วจะจูบเขาให้เสร็จๆ ไป แต่แล้วก็ทนไหวต้องดีดตัวขึ้นมา “ฮะ...ฮะ...ฮัดชิ้ว!”
ภูริดลยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดังแปะ โมเมนท์โรมานซ์พังยับเยิน เขาอุตส่าห์แอบวางแผนไว้ในใจว่า พอเธอจูบเขา แล้วเขาจะตลบหลังทำอะไรที่มากกว่านั้น แต่เขาจะปล่อยเธอไปก่อนก็ได้ เพราะถึงยังไงวันนี้เธอไม่รอดแน่
สามปีผ่านไป...เรนเดียร์ยืนมองพันแสงและลูกแฝดชายหญิงวัยสองขวบของเธอช่วยกันก่อปราสาททรายอยู่บนชายหายอย่างสนุกสานด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เสียงหัวเราะของพ่อลูกที่สอดประสานกันดังก้องไปทั่วชายหาดส่วนตัวที่เงียบสงบพันแสงรักและดูแลลูกเป็นอย่างดีสมกับที่เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะมีลูกให้ได้ โดยเฉพาะในเวลาที่เธอท้องลูกคนแฝดได้หกเดือนอย่างนี้ หน้าที่การเลี้ยงลูกสองคนแรกก็แทบจะตกเป็นของเขาทั้งหมด“พี่ซันพาลูกเข้าบ้านได้แล้วค่ะ แดดแรงแล้ว เดี๋ยวลูกไม่สบาย” เธอเดินอุ้มท้องอุ้ยอ้ายเข้าไปหาสามีและลูกๆ ที่ยังสนุกอยู่กับการก่อปราสาททราย“ลูกยังสนุกอยู่เลย ใช่มั้ยครับลูก”เด็กน้อยทั้งสองคนหันมาประสานเสียงตอบคุณพ่อเสียงใสแจ๋ว แล้วก้มหน้าตกแต่งปราสาททรายแสนสวยด้วยเปลือกหอยอย่างตั้งอกตั้งใจกันต่อ“ให้ลูกเล่นอีกแป๊บนึงนะ ยังสนุกกันอยู่เลย” พันแสงลุกขึ้นมาโอบไหล่ภรรยาที่ไม่สามารถนั่งลงที่พื้นทรายกับลูกแฝดทั้งสองได้ เพราะติดท้องลูกแฝดคู่ใหม่“อุ๊ย!” เรนเดียร์สะดุ้งแล้วยกมือขึ้นมาลูบท้องที่นูนป่องของตัวเองเบาๆ จนพันแสงพลอยตกใจตามไปด้วย“เจ็บท้องคลอดแล้วเหรอ”“ยังไม่คลอดค่ะ เพิ่งหกเดือนเองนะคะ” เธอบอกขำๆ“แล้วเป
แพทย์ผู้ดูแลครรภ์ของเรนเดียร์อธิบายให้ฟังว่า อาการแพ้ท้องแทนภรรยาคือ อาการที่ว่าที่คุณพ่อมีอาการต่างๆ คล้ายกับว่าที่คุณแม่เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คลื่นไส้ วิตกกังวล หรืออยากกินอาหารแปลกๆ ที่ปกติไม่เคยกินมาก่อน ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของคือ Couvade Syndrome คำว่า Couvade เป็นภาษามิลาน แปลว่า กกไข่ หรือฟักไข่นอกจากนี้การแพ้ท้องแทนภรรยายังเป็นเรื่องทางจิตวิทยาอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์พบว่าที่คุณพ่อที่มีลูกยาก หรือภรรยาเคยแท้งลูกมาก่อนจะมีอาการแพ้ท้องแทนภรรยามากกว่าว่าที่คุณพ่อทั่วไป เนื่องจากมีความเข้าใจในความรู้สึกของภรรยา และอยากมีลูกมากจึงใส่ใจกับการตั้งครรภ์เป็นพิเศษ“เดียร์ยังมึนหัว คลื่นไส้ อยากอาเจียนอยู่มั้ย” พันแสงถามด้วยความความเป็นห่วง“เดียร์หายแพ้ท้องตั้งแต่เดือนที่สามแล้วค่ะ มีแต่พี่ซันนั่นแหละที่ยังแพ้อยู่” เรนเดียร์บอกยิ้มๆ มีแต่สามีเธอคนนี้นี่แหละที่ยังแพ้ท้องไม่หายเสียที “วันนี้พี่ซันจะไปทำงานไหวมั้ยคะเนี่ย” เธอเห็นหน้าซีดๆ ของสามีแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้“ไหว...แต่ไม่อยากไป”“อ้าว...ทำไมละคะ”“เป็นห่วงเมีย” เขาทำหน้าเป็นห่วงจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดเล่น“ไม่ต้องเป็นห่
หลังจากความพยายามในการทำลูกของพันแสงล้มเหลวมาหลายครั้ง คราวนี้ทุกฝ่ายจึงประสานกำลังกันอย่างเต็มที่ เริ่มจากพิมพ์ผกาที่ไปเสาะแสวงหาสมุนไพรจีนหลายขนานมาต้มให้บุตรชายและลูกสะใภ้ดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย ส่วนเรนเดียร์กับพันแสงก็ไปปรึกษาแพทย์และพบว่าแท้จริงแล้วปัญหาอยู่ที่ตัวเธอเอง“เดียร์ขอโทษนะคะพี่ซัน เดียร์ไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะมีลูกยาก” เธอบอกอย่างรู้สึกผิด เพราะปล่อยให้คนเป็นสามีหลงโทษตัวเอง และสูญเสียความมั่นใจในความเป็นชายของตัวเองอยู่นานหลายเดือน“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เดียร์ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”“เดียร์ทำให้ทุกคนคิดว่าพี่ซันไม่มีน้ำยาอยู่ตั้งนาน”พันแสงยิ้มอารมณ์ดี แล้วประกาศอย่างมั่นใจเต็มที่ว่า “พี่จะทำลูกแฝดให้ดูเลย ทุกคนจะได้รู้ว่าพี่ฟิตปั๋งขนาดไหน”“แล้วถ้าเดือนนี้เดียร์ยังไม่ท้องอีกละคะ” เรนเดียร์ถามอย่างวิตกกังวล กลัวจะทำให้สามีผิดหวังอีก“ถ้าเดือนนี้ไม่ท้อง เดือนหน้าก็ทำใหม่ ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะท้อง เดียร์เป็นคนบอกพี่เองไม่ใช่เหรอว่าชอบทำลูก” เขาย้อนคำพูดที่เธอเคยปลอบใจเขาเมื่อครั้งก่อน“ก็ชอบอยู่หรอกค่ะ แต่ทำด้วยความคาดหวังของคุณแม่กับพี่ซันแบบนี้ เดียร์ก็กดดันเหมือนกันนะคะ
ทันทีที่เรนเดียร์ก้าวเข้ามาในห้องรับแขกของบ้านซึ่งเคยเป็นเรือนหอของเธอกับพันแสง ความอบอุ่นของคำว่า ‘บ้าน’ และ ‘ครอบครัว’ ก็พวยพุ่งเข้าโอบล้อมหัวใจที่เปลี่ยวเหงามานานหญิงสาวมองสำรวจไปทั่วบ้านแล้วยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้กลับมายืนในบ้านหลังนี้ร่วมกับผู้ชายที่เธอรักที่สุดอีกครั้งหนึ่ง คงไม่มีที่ใดโลกที่จะอบอุ่นและปลอดภัยเท่าอ้อมกอดแห่งรักของเขาอีกแล้ว“ยินดีต้อนรับกลับบ้านของเรานะครับ” พันแสงกระชับวงแขนที่โอบอยู่รอบเอวของเรนเดียร์เพื่อรั้งเธอเข้าหาตัวให้แนบชิดกันยิ่งขึ้นด้วยความตื้นตันใจที่วันนี้บ้านจะกลับมาเป็นบ้านอีกครั้ง “รู้มั้ยว่าบ้านที่ไม่มีเดียร์มันเงียบเหงาแค่ไหน”“อีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็จะมีเด็กๆ มาเพิ่มสีสันให้แล้วนะคะ”“พี่ขอหลายๆ คนเลยนะ”“แล้วแต่พี่ซันจะทำไหวเลยค่ะ” เธอบอกยิ้มๆ แล้วเดินสำรวจบ้านไปทั่วทุกตารางนิ้วด้วยความคิดถึง โดยมีพันแสงเดินตามคลอเคลียอยู่เคียงข้างไม่ห่าง ทุกอย่างในบ้านยังยังจัดวางเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่ห้องนอน ทว่ามีสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป“ทำไมชุดนอนเดียร์ถึงได้เก่าแบบนี้ กระดุมขาดด้วย เขากวางก็หายไปข้างนึง พี่ซันฆาตกรรมกวางน้อยของเดียร์เหรอ” เรน
“Happy Birthday, my dear” พันแสงเข้ามากอดเรนเดียร์จากทางด้านหลังแล้วโน้มใบหน้าลงจูบที่แก้มนวลเนียนอย่างอ่อนโยนขณะที่เธอกำลังยืนมองทิวทัศน์ยามเที่ยงคืนที่เต็มไปด้วยสีสันของมหานครนิวยอร์กอยู่บนระเบียงห้องนอนใน อพาร์ตเมนต์ คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เธอจะได้อยู่ที่นี่ก่อนจะบินกลับเมืองไทยพร้อมผู้เป็นสามีในวันพรุ่งนี้“อุ่นจัง” หญิงสาวยิ้มละมุนพลางเอนหลังพิงอกกว้างด้วยท่าทีผ่อนคลาย คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กลับสู่อ้อมกอดของคนที่รักอีกครั้งเช่นนี้“วันเกิดปีนี้อยากได้ของขวัญอะไรเป็นพิเศษมั้ยครับ” เขากระซิบถามเสียงแผ่วแนบชิดใบหูแล้วไซ้ปลายจมูกสูดดมกลิ่นหอมเย้ายวนไปตามซอกคอและพวงแก้มเต็มอิ่มเรนเดียร์พลิกตัวหันมามองสบตาสามีด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักลึกซึ้ง “เดียร์ได้รับของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตแล้วค่ะ ตอนนี้เดียร์ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”พันแสงมองหน้าคนในอ้อมกอดด้วยความประหลาดใจ เพราะเท่าที่จำได้เขายังไม่เคยให้ของที่มีค่ามากมายขนาดนั้นกับเธอเลย“ความรักจากพี่ซันคือของขวัญที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตเดียร์แล้วค่ะ”“ปากหวาน”“ไม่ได้หวานแค่ปากนะคะ อย่างอื่นก็หวานมาก” เธอยกแขนขึ้นโอบรอบคอเข
“พี่ขอโทษ ที่พี่ทำไปเพราะไม่อยากรบกวนสมาธิในการเรียนของเดียร์” พันแสงลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนคนที่สะอื้นไห้จนตัวโยน “ไม่ร้องนะ ปีนี้เดียร์อายุยี่สิบสองแล้วนะ ยังจะขี้แยเป็นเด็กๆ อยู่อีก” เขาจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอดันออกห่างตัวนิดหนึ่ง แล้วมองสำรวจใบหน้าและร่างกายเธออย่างพิจารณาและพบว่าปีนี้เธอโตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว สวยขึ้น สูงขึ้น ส่วนเว้าส่วนโค้งก็ชัดเจนแถมยังเซ็กซี่มากขึ้นอีกด้วย “พี่รู้สึกเหมือนได้เมียใหม่เลย” เขาพูดขำๆ“ไม่ต้องมาพูดดีเลยคนใจร้าย ปล่อยให้เดียร์เหงาอยู่คนเดียวตั้งหลายปี”“พี่ก็เหงาไม่ต่างจากเดียร์ แต่พี่จำเป็นต้องทำเพื่ออนาคตของเดียร์”“เดียร์คิดถึงพี่ซันใจจะขาดอยู่แล้ว” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นสั่นสะท้านราวกับจะขาดใจอย่างที่พูดจริงๆ“พี่ก็คิดถึงเดียร์ใจจะขาดเหมือนกัน” พันแสงใช้สองมือประคองใบหน้าสวยหวานให้เงยขึ้น แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเพื่อส่งผ่านความรักและคิดถึง ซึ่งอัดแน่นอยู่ภายในใจให้เธอได้รับรู้ ก่อนจะก้มหน้าลงแนบริมฝีปากจูบเธออย่างอ่อนโยนเรนเดียร์จูบตอบเขาอย่างอบอุ่นแสนหวาน ความทรมานจากความคิดถึงที่มีมาตลอดหลายปีหายไปจนหมดสิ้น“เราจะไม่อยู่ห่างกันอย่างนี้







