Masukเขาไม่พูดอะไร แต่เร่งจังหวะการเคลื่อนไหวของปลายลิ้นให้ถี่กระชั้นและรุนแรงมากขึ้นพร้อมกับบดขยี้ปุ่มเนื้อที่อยู่ภายนอกเพื่อเร่งส่งเธอให้ทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุด
“อร้าย!” ฟ้าพราวกรีดร้องเสียงแผ่วหวานพร้อมกับร่างกายที่กระตุกเฮือกอย่างรุนแรงสองถึงสามครั้งแล้วยืนนิ่งตัวสั่นเทิ้ม จากนั้นก็รับรู้ได้ถึงสัมผัสจากปลายลิ้นสากที่ไล้เลียแล้วปาดเอาความชุ่มฉ่ำที่อุ่นวาบอยู่กึ่งกลางกายไปจากเธอจนหมดสิ้น
ภูริดลยืดตัวขึ้นมามองสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อน ใบหน้าของเขาแดงก่ำและชื้นเหงื่อ ลมหายใจถี่กระชั้น เขาไล้ปลายลิ้นเลียริมฝีปากของตัวเองแล้วพูดเสียงต่ำพร่า “หวานมาก...เมียจ๋า”
ฟ้าพราวอายจนไม่กล้าสู้หน้าเขา เธอจะเดินหนี ทว่าถูกเขาจับเอวทั้งสองข้างล็อกไว้แล้วยกตัวเธอขึ้นนั่งบนโต๊ะ เขาปัดถุงอาหารสดและอาหารแห้งที่เตรียมไว้สำหรับทำอาหารเย็นที่อยู่ด้านหลังหญิงสาวทิ้งระเนระนาด จากนั้นกดไหล่เธอให้นอนราบลง ดันขาเรียวงามทั้งสองข้างที่ตั้งชันให้แยกกว้างออกแล้วแทรกตัวเข้าไปตรงกลาง
“จะ...ทำอะไร” ฟ้าพราวถามเสียงแผ่ว แววตาตื่นตระหนก ถึงแม้จะเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว แต่ก็อดกลัวไม่ได้ และไม่คิดว่า ‘ครั้งแรก’ ระหว่างเธอกับเขาจะเกิดขึ้นในห้องครัวอย่างดิบเถื่อนแบบนี้
“ทำเรื่องที่เราควรทำกับตั้งแต่เมื่อคืนนี้ไง” เขาบอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางดึงกางเกงและกางเกงชั้นในลงจนพ้นสะโพก ปลดปล่อย ‘อนาคอนดา’ ให้โผดผงาดอย่างเป็นอิสระ แล้วจัดการสวมเครื่องป้องกันกลิ่นช็อกโกแลตให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็โน้มกายลงไปทาบทับร่างเล็กที่นอนชันขาอยู่บนโต๊ะ ถูไถความเป็นชายแข็งขึงเข้ากับกลีบเนื้อนุ่มที่ชุ่มชื้น
ฟ้าพราวรู้ดีว่าคงต้านทานความปรารถนาของของสามีจอมเถื่อนคนนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วจึงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ปล่อยให้เขาจูบซุกไซ้ไปทั่วซอกคอ สองแขนเรียวเล็กโอบกอดเขาเอาไว้แล้วกระซิบถามเสียงแผ่วด้วยความหวาดวิตก “จะเจ็บมากมั้ย”
ภูริดลเลื่อนใบหน้าจากซอกคอขึ้นมามองสบตากับเธออย่างเคลือบแคลงสงสัยว่าทำไมเธอถึงได้ทำท่าหวาดกลัวราวกับเป็นครั้งแรกแบบนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะคิดว่าคงเป็นแอคติ้งเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง เขากดหน้าผากลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อ แตะปลายจมูกลงบนปลายจมูกเล็กน่ารักและน่างับ แล้วบอกอย่างภูมิใจนักหนา “อาจจะเจ็บบ้าง เพราะของผมใหญ่มาก”
“ทำเบาๆ นะ” เธอบอกเสียงสั่นระริกอย่างหวาดหวั่น
“ทำไมต้องกลัว หรือว่าเคยโดนแต่ของเล็กๆ” เขายิ้มเยาะแล้วจรดส่วนปลายโค้งมนเข้ากับปากทางอ่อนนุ่มแล้วกดเข้าไปรวดเดียวจนสุดความยาวอย่างไม่ออมแรง แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อหญิงสาวใต้ร่างกรีดร้องอย่างน่าสงสาร
“อร้าย! เจ็บ...” ใบหน้าสวยหวานแดงก่ำเหยเก หยาดน้ำตาเม็ดเล็กไหลพลิ้วออกมาทางหางตา เธอกัดริมฝีปากตัวเองเอาไว้จนขึ้นเป็นรอยแดงเพื่อข่มความเจ็บแปลบที่เสียดลึกอยู่กลางร่างกาย ความเป็นชายที่ร้อนระอุของเขาฝังลึกอยู่ในกายเธออย่างแนบแน่น ความใหญ่โตของมันทำให้เธออึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เขาไม่ได้โกหก...มันใหญ่มากจริงๆ
ภูริดลมองสบตากับหญิงสาวใต้ร่างที่ตัวสั่นระริกด้วยความตกใจ เธอยังบริสุทธิ์อยู่ ยืนยันได้จากการที่เขาเพิ่งทะลวงผ่านเยื่อพรหมจรรย์ของเธอเข้าไปอย่างไม่ทะนุถนอมเลยสักนิด
“เชี่ยเอ้ย!” เขาสบถเสียงแหบห้าวในลำคอ แต่จะให้เขาหยุดตอนนี้เขาก็ทำไม่ได้ เขามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับแล้ว
“ฉันอึดอัด ฉันเจ็บ ฮือ...” ฟ้าพราวบอกเสียงแผ่วพลางดันไหล่กว้างให้ถอยห่างออกไปอย่างน่าสงสาร เพราะขนาดตัวที่แตกต่างกันมาก เธอจึงเจ็บมากเป็นธรรมดา
“อดทนหน่อยนะ อีกสักพักคุณหญิงจะรู้สึกดีขึ้น” ภูริดลเกลี้ยกล่อมเสียงหอบกระเส่า พยายามอดทนกับความต้องการที่เต้นเร่าของตัวเองอันเกิดจากการถูกบีบรัดอย่างรุนแรง
ภูริดลมอบจูบอ่อนหวานเป็นการปลุกปลอบและเบี่ยงเบนความสนใจของเธอจากความเจ็บแปลบเบื้องล่าง มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อยืด ปลดตะขอบราเซียร์ออกแล้วดันมันขึ้นไปไว้บนเนินอก เขาทาบฝ่ามือร้อนผ่าวลงบนก้อนเนื้อนุ่มหยุ่น หมุนคลึงเป็นวงอย่างอ่อนโยน ปลายยอดสีหวานหดเกร็งพลิกพลิ้วอยู่ใต้ฝ่ามือของเขา
“อื้อ...” ฟ้าพราวส่งเสียงครางแผ่วหวิวด้วยความรัญจวนใจ ความเจ็บแปลบเริ่มคลายลง และดูเหมือนว่าร่างกายเธอจะปรับตัวเข้ากับเขาได้บ้างแล้ว เธอเริ่มขยับสะโพกเบาๆ อย่างเร่งเร้าอยู่ในที ส่งผลให้ชายหนุ่มที่แช่ค้างอยู่ในกายเธอส่งเสียงครางกระหึ่ม
“คุณหญิงโอเคแล้วใช่มั้ย” เขากระซิบถามที่ข้างหู ลมหายใจหนักหน่วงหอบลึก
ฟ้าพราวพยักหน้ารับช้าๆ ในแววตาฉายแววความประหม่าอย่างปิดไม่มิด เธอหลับตาลงพร้อมกับจิกปลายเล็บลงบนแผ่นหลังของเขาเมื่อเขาเริ่มขยับตัวออกไปอย่างเชื่องช้า แล้วผลักดันกลับเข้ามาอย่างนุ่มนวล
“อ๊ะ...” เธอส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ
“เจ็บเหรอ”
“เจ็บ...แต่ทนได้”
คำตอบของเธอทำให้คนเป็นสามีโล่งอก เขาก้มลงจูบเธออย่างดูดดื่มแล้วเริ่มขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้จังหวะการเคลื่อนไหวของเขาถี่กระชั้นและรุนแรงมากขึ้น ยิ่งเธอขยับสะโพกสอดประสานกับเขาเป็นจังหวะเดียวกันได้อย่างลงตัว เขาก็ยิ่งกระแทกกระทั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ฟ้าพราวกอดเขาไว้แน่น รับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถี่รัวของเขาจากหน้าอกที่แนบชิดกันจนแทบเป็นหนึ่งเดียว ภายในห้องครัวเล็กๆ ที่เงียบเชียบ เสียงเนื้อกระทบเนื้อจึงดังก้องกว่าปกติ ขาโต๊ะตัวเล็กที่เขาและเธอใช้ต่างเตียงนอนดังเอี๊ยดอ๊าดจนน่ากลัวว่ามันจะพังครืนลงมา แต่กระนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ผ่อนแรงลงเลยแม้แต่น้อย มีแต่จะโหมกระแทกเข้าใส่เธอรุนแรงมากขึ้น...และมากขึ้นทุกขณะ
ความเครียดครัดขมวดเป็นเกลียวในช่องท้องของหญิงสาว ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนกลางวัน ทว่าตอนนี้มันรุนแรงกว่า ความเป็นชายที่แข็งแกร่งของเขาเติมเต็มเธอได้มากกว่าปลายนิ้วหลายเท่า ร่างเล็กเริ่มบิดเกร็งและสั่นระริก ในขณะที่เขาก็ยังคงขับควบไม่หยุดยั้ง
“ไปให้ถึงนะคุณหญิง ไปให้ถึง...แล้วคุณหญิงจะรู้สึกดี”
ถ้อยคำที่กระซิบบอกอย่างไม่หายใจหายคอซึ่งมาพร้อมกับจังหวะการรุกล้ำที่ถี่รัวและรุนแรงของเขา กระตุ้นเร้าให้ฟ้าพราวปลดปล่อยตัวเองออกมาอย่างอิสระพร้อมกับเสียงกรีดร้องหวานล้ำที่บาดลึกเข้าไปถึงหัวใจของคนตัวโตที่โน้มตัวอยู่เหนือร่างเธอ จากนั้นไม่นาน เขาก็ระเบิดตัวเองตามเธอไปติดๆ พร้อมกับเสียงคำรามทุ้มต่ำในลำคอด้วยความสุขซ่าน
เขาหยุดนิ่งทุกการเคลื่อนไหว ทิ้งตัวลงซุกซบบนร่างเล็กอย่างหมดเรี่ยวแรงโดยที่ยังไม่ยอมถอดถอน เนิ่นนานจนลมหายใจของทั้งคู่กลับมาเป็นปกติจึงยกศีรษะขึ้นมามองสบตากับเธอ
“คุณหญิงโอเคมั้ย” เขาถามด้วยความคาดหวัง
“ไม่โอเค” ฟ้าพราวส่ายหน้า ทำให้คนถามแทบหมดความมั่นใจ
“ทำไม?”
“ครั้งแรกของฉันมันไม่ควรเกิดขึ้นในห้องครัวป่ะ” ใบหน้าเธอแดงจัด ทั้งโกรธทั้งอาย “ป่าเถื่อนที่สุด”
ภูริดลหัวเราะเบาๆ แล้วช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้มโดยที่กึ่งกลางกายยังสอดประสานกันอยู่ ฟ้าพราวเกี่ยวขาทั้งสองข้างรัดรอบเอวสอบ สองแขนโอบรอบคอของเขาไว้แน่นเพราะกลัวตก
“งั้นไปทำต่อในห้องนอนบนเตียงนุ่มๆ อีกรอบนะ”
“ไม่เอาแล้ว” เธอส่ายหน้าอย่างแรงจนเส้นผมที่ยาวถึงกลางหลังปลิวกระจาย
“เอาเถอะ ผมยังไม่หายอยากเลย” เขาจูบหนักหน่วงที่แก้มเธออย่างมันเขี้ยวเป็นการยืนยันความต้องการ
“เหนื่อย เจ็บด้วย ไม่เอาแล้ว” ภรรยาที่เด็กกว่าหลายปีออกอาการงอแงอย่างน่ารัก
“รอบนี้จะทำเบาๆ สัญญา” ว่าพลางเริ่มขยับสะโพกหมุนวนเป็นวงเชื่องช้าอย่างยั่วเย้า แล้วอุ้มร่างเล็กเดินออกไปจากห้องครัว โดยที่มือทั้งสองข้างที่ประคองบั้นท้ายของเธออยู่ก็ขยุ้มขยำไปด้วย
“อื้อ...” ฟ้าพราวส่งเสียงครางแผ่วหวิว เมื่อจุดเชื่อมต่อถูกกระตุ้น ความเสียวซ่านก็ก่อตัวขึ้น ณ ที่ตรงนั้นอีกครั้ง เธอซุกหน้าลงกับซอกคอชื้นเหงื่อของสามี ใช้ทั้งแขนและขากอดรัดเขาไว้แน่น และถึงแม้ปากจะบอกว่า ‘ไม่’ แต่กล้ามเนื้อภายในกลับบีบรัดและเร่งเร้าอย่างหน้าไม่อาย
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







