Masuk“เห็นไหมครับ นายน้อย คนใกล้ชิดกลับต้องมาติดอยู่ในกับดักเพราะคุณ ถ้าคุณตกลงตามเงื่อนไขของผม… ผมจะปล่อยเด็กคนนี้ไปทันที ไม่ทำร้ายแม้แต่เส้นผม” อาเจียงพูดช้าๆ นิ้วชี้ไปที่ร่างสั่นเทาของสกาย
“เงื่อนไขอะไร” ทิมกรีดเสียงต่ำ กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาไม่เคยห่างจากสกาย “ง่ายแสนง่าย” อาเจียงก้าวเข้ามาอีกก้าว “นายน้อยต้องกลับไปกับผม… กลับไปหาคุณท่าน รับหน้าที่ที่ควรเป็นของคุณ ไม่หนีอีกต่อไป ส่วน… หมอนี่…” เขาเหวี่ยงสายตามาที่วอร์อย่างดูหมิ่น “เขาเป็นคนนอกที่หมายเอาชีวิตของนายน้อย ย่อมต้องเป็นไปตามกฎของแก๊ง เขาจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับโทษตามที่ควรจะเป็น” “ไม่ได้!” ทิมก้าวขึ้นมาขวางหน้าวอร์ทันที ดวงตาคมกริบดุดัน “ฉันไม่ยอมให้ทำอะไรเขาเด็ดขาด!” ทิมรู้ดีว่าการลงโทษที่อาเจียงพูดถึง คือความตาย “ถ้านายน้อยอยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี… คุณก็เลือกสิครับ ระหว่างเด็กที่คุณห่วงใย หรือคนที่คุณรัก คุณเลือกช่วยได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ทิมตัวสั่นด้วยความโกรธ หัวใจถูกบีบจนแทบแตกสลาย มองสกายที่พยายามส่งสายตาขอร้องอย่างท้อแท้ แล้วหันมองวอร์ที่พร้อมจะปกป้องเขาแม้ต้องแลกด้วยชีวิต “ฉันยอมไปกับแก ปล่อยเด็กไปซะ” วอร์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “คุณวอร์…” ทิมหันมามองวอร์ด้วยความตกใจ “เห็นนายน้อยเป็นห่วงเป็นใยเขาขนาดนี้ ผมจะไม่ทำอะไรเขาก็ได้ครับ แต่นายน้อยต้องยอมกลับไปกับผม” อาเจียงถอนหายใจพร้อมพูดออกมาอย่างหมดทางเลือก “ฉัน… ตกลง แต่แกต้องปล่อยสกายเดี๋ยวนี้ และห้ามแตะต้องคุณวอร์เด็ดขาด!” เสียงของทิมสั่นพร่า แต่หนักแน่น “งั้นก็ไปกันเถอะครับ นายท่านรออยู่” “ทำตามที่ตกลงซะ” ทิมจ้องอาเจียง เมื่อเห็นว่าสกายยังถูกมัดอยู่ “ปล่อยเด็กไป” อาเจียงหัวเราะเบาๆ ดีดนิ้วสั่งลูกน้อง ลูกน้องแกะเชือกและฉีกเทปกาวออกจากปากสกายทันที สกายร้องไห้โฮทำท่าจะวิ่งเข้ามาหา แต่ถูกกั้นตัวไว้ “พี่ทิม! อย่าไปนะพี่ทิม!” ทิมเหลือบมองสกายแวบเดียว สายตาส่งสัญญาณบางอย่าง สกายมองตอบรับด้วยดวงตาที่ยังนวลไปด้วยน้ำตา แต่ก็ค่อยๆ พยักหน้าอย่างแนบเนียน เข้าใจทุกถ้อยคำที่ไม่ได้เอ่ยออกมา ทิมหันกลับมามองวอร์ มือบางกุมมือหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก วอร์บีบมือตอบรับเบาๆ สายตาคมกริบอ่อนโยน ก้าวเดินตามลูกน้องที่นำทาง อาเจียงเดินตามมาข้างหลัง มุมปากยกยิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย คฤหาสน์หลังใหญ่ รถคันหรูจอดสนิทหน้าประตูไม้บานใหญ่ที่เปิดรออยู่ ทิมเดินลงจากรถแล้วรีบก้าวมาจับมือวอร์ไว้ไม่ให้ห่างกาย นิ้วเรียวของวอร์เกาะกุมแน่นราวกับรู้ว่าหากปล่อยไปอาจไม่มีโอกาสได้สัมผัสอีก อาเจียงเดินนำหน้าทันที ลูกน้องอีกสองคนถือปืนจ่อเดินตามมาติดๆ ห้องทำงานของหัวหน้าแก๊ง เมื่อประตูกว้างถูกเปิดออก ชายชรานั่งพิงเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานตัวเดิม สายตาคมกริบจ้องมองหลานชายด้วยความไม่พอใจจนฉายชัด “ก่อเรื่องวุ่นวายอยู่ตั้งนาน! จนคนทั้งแก๊งต้องวุ่นวายตามหา แถมยังพาคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องอีก! แกรู้ตัวบ้างไหมว่าทำให้ฉันเสียเกียรติแค่ไหน!!!” ปู่เอ่ยเสียงเย็นเยือก “เหอะ… เกียรติบ้าบออะไรกัน กินได้หรือไง” ทิมพูดอย่างไม่สนใจ “แก!” ปู่ตะคอก “พาเขาไปขังไว้ในห้อง จนกว่าฉันจะสั่ง ห้ามให้ออกจากห้องเด็ดขาด!” ลูกน้องสองคนก้าวเข้ามาประชิดตัวทิม แต่ทันใดนั้น…! ทิมพลิกมือฉวยปืนที่เอวของลูกน้องคนหนึ่งมาครอบครองอย่างรวดเร็ว! ก่อนจะหันปลายกระบอกปืนจ่อไปยังผู้เป็นปู่อย่างไม่ลังเล! “ถ้าคิดจะทำร้ายคุณวอร์… ผมจะทำให้ทุกอย่างที่ปู่สร้างมาพังพินาศตรงนี้แหละ!! ปล่อยคุณวอร์ไปเดี๋ยวนี้!” ทิมส่งเสียงลั่น คำพูดหนักแน่น สายตาเด็ดเดี่ยวจ้องมองผู้เป็นปู่โดยไม่กะพริบ ระหว่างนั้น…! ร่างสูงในชุดสูทสีดำเดินเข้ามาจากทางด้านหลัง ย่างเท้าเบาแทบไม่ได้ยินเสียง และไม่ทันมีใครตั้งตัว ปึ้ก! เสียงดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกหนักที่ท้ายทอย ทิมดวงตาลายมัว ร่างอ่อนยวบลงทันที ก่อนจะหมดสติไปในอ้อมแขนที่รับไว้ได้อย่างรวดเร็ว “คุณทิม!” วอร์ร้องลั่น น้ำเสียงแหบพร่า แต่ถูกลูกน้องอีกคนล็อกตัวไว้ “หึ…” พสินยืนถือกระบอกปืนสั้น ยิ้มเยาะอย่างสะใจขณะช้อนอุ้มร่างบางของทิมแนบอก วอร์ตาแดงก่ำด้วยความโกรธที่เผาไหม้ในใจ พุ่งเข้าหาสุดแรงจนพ้นพันธนาการชายที่พยายามดึงไว้ ด้วยความตั้งใจจะฉุดคนรักกลับมา แกร็ก! “หยุด!” ปู่กระดิกนิ้วชี้เบาๆ ลูกน้องยกกระบอกปืนจ่อตรงขมับทิมที่ยังไม่ได้สติ “ถ้าแกยังไม่นิ่ง… ฉันจะยิงเป่าสมองหลานฉันให้แหลกตรงนี้เลย!” ทั้งวอร์และพสินต่างชะงักค้าง วอร์กำหมัดแน่น น้ำตาแห่งความหมดหวังแทบไหลออกมา ต้องหยุดนิ่งเพียงเพราะชีวิตคนที่รักตกอยู่ในอันตราย ทำได้เพียงมองตามหลังพสินที่อุ้มทิมออกจากห้องไป ก่อนจะถอนหายใจลึก หันกลับมาหาชายชรา ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้นทับถมทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่ปะปนกัน “ฉันชอบคนฝีมือดีแบบแก” ชายชราเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ถ้าแกยอมมาทำงานให้ฉัน ฉันจะให้ทุกอย่างที่แกต้องการ” “ฉันต้องการชีวิตแก แกให้ฉันได้ไหมล่ะ” “ใจกล้าดีนี่ ความไม่กลัวตายของแกทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในอดีต แต่มันก็ทำให้ฉันรำคาญมากด้วย ฉันอยากจะฆ่าแกซะตอนนี้! แต่ถ้าฉันทำ… หลานฉันต้องไม่อภัยให้ฉันแน่” เขาถอนหายใจยาว “ฉันทำผิดกับเด็กคนนั้นเอาไว้มาก และฉันก็ต้องการจะชดใช้สิ่งที่ทำลงไป” ชายชราหัวเราะเบาๆ แต่สายตาจริงจัง “เหอะ ถ้าอยากชดใช้จริง แกก็ปล่อยทิมไปซะสิ ให้เขาได้ใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ต้องการ ไม่ต้องถูกกักขังในอำนาจที่เขาไม่ต้องการอีก” “ฉันก็อยากจะทำแบบนั้น แต่สิ่งที่ฉันสร้างมาไม่ใช่สิ่งที่ยกให้ใครง่ายๆ ฉันทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างกว่าจะได้อำนาจมาขนาดนี้ ฉันสร้างทุกอย่างนี้… ก็เพื่ออนาคตของเขา” “นั่นมันความต้องการของแกเองต่างหาก แกไม่เคยถามความต้องการของทิมเลย” “วันนี้เขาอาจจะยังคิดไม่ได้ แต่ถ้าเขาได้ขึ้นมานั่งตำแหน่งเดียวกับฉัน เขาจะต้องคิดเหมือนฉันแน่ เพราะงั้น…” ชายชราหยุดมองวอร์ “ฉันมีทางเลือกให้แกแค่สองทาง ทางที่หนึ่ง แกต้องเข้าร่วมแก๊ง มาเป็นมือขวาอีกคนของทิม คิดว่าสิ่งนี้ทิมก็คงต้องการเหมือนกัน ทางที่สอง คือแกลั่นไก… ระเบิดสมองตัวเองตรงนี้ซะ! ถ้ายอมตายเอง ทิมก็คงไม่โทษว่าเป็นความผิดของฉัน” “แกนี่มันเลวจริงๆ!” วอร์กัดฟันพูดด้วยความโกรธ “ฉันไม่เคยใจเย็นกับใครขนาดนี้มาก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะแกเป็นคนที่หลานชายฉันรัก ฉันคงจะฆ่าแกไปนานแล้ว!” วอร์เงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าครุ่นคิดหนัก นึกถึงทิมที่ถูกพาตัวไปที่ไหนสักแห่ง เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เจอทิมอีกครั้ง วอร์เงยหน้าขึ้นมาสบตาชายชราอย่างจริงจัง “ก็ได้ ฉันจะยอมเป็นมือขวาของทิม แต่ฉันจะไม่ยอมให้แกใช้งานเด็ดขาด” “เท่านั้นก็พอ แต่ก่อนที่แกสองคนจะได้เจอกัน ฉันก็ต้องสะสาง… เรื่องที่แกทำไว้กับฉัน” ชายชรากระดิกนิ้วอีกครั้ง ทันใดนั้นลูกน้องสามคนก็เข้ามาจับตัววอร์ไว้แน่น สองแขนถูกกระชับดึงอย่างแรง “แกจะทำอะไร!” วอร์พยายามดิ้นออก แต่ไม่สามารถทำได้ “โดนซ้อมสักหน่อย… คงไม่ตายหรอกมั้ง” ชายชราเอ่ยเสียงเยือกเย็น ชายฉกรรจ์สามคนลากวอร์ออกจากห้องทำงานอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของหัวหน้า เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ชายชรานิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยืนหน้าต่าง ดวงตาเลื่อนลอยมองออกไปที่ท้องฟ้าสีดำซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาว เขาถอนหายใจยาว ราวกับกำลังคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ห้องของทิมภายในคฤหาสน์ ทิมค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางแสงสลัวของค่ำคืน ท้ายทอยปวดตุบๆ ราวกับยังจำแรงกระแทกครั้งนั้นได้ ทิมพยายามตั้งสติ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพร้อมกวาดสายตามองไปรอบห้อง “ตื่นแล้วเหรอ” ชายร่างสูงใบหน้าหล่อเหลานั่งรออยู่ที่ขอบเตียง มุมปากยกยิ้มจางๆ “พสิน… คุณวอร์อยู่ไหน” ทิมจ้องพสินตาไม่วางตา “ตื่นมาก็ถามหาคนรักเลยนะ… ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ตอนนี้เขากำลังถูกต้อนรับน้องใหม่อยู่ เดี๋ยวเขาก็จะได้อยู่เคียงข้างนายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว” พสินหัวเราะในลำคอเบาๆ “หมายความว่ายังไง” “ก็หมายความว่า…” พสินขยับเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงมาจ้องตาทิมที่ยังนั่งอยู่บนเตียง “หลังจากนี้ ไอ้หมอกระจอกนั่นก็จะกลายมาเป็นลูกน้องของนายไง ตามที่นายต้องการไม่ใช่เหรอ” “ใช้ได้นี่… ตาแก่รู้จักเอาใจฉันด้วย” ทิมยกยิ้มอย่างพอใจ “นี่สินะ เหตุผลที่นายยอมเข้ามาติดกับดักด้วยตัวเอง สงสารไอ้หมอนั่นชะมัด ไม่น่าหลงกลคนอย่างนายเลย” พสินกระซิบใกล้ชิดจนลมหายใจรดแก้ม ทิมฉุดคอเสื้อพสินกระชากเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบสัมผัสกัน “นายสงสารหรืออิจฉากันแน่ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่านายยังมีใจให้ฉันอยู่” พสินชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้าง “ใช่… ฉันอิจฉามัน ฉันอยากทำกับนายแบบที่มันทำบ้าง ฉันคิดถึงนายมากเลยนะ…” พสินเหลือบมองรอยจูบที่ต้นคอทิมซึ่งวอร์ทำทิ้งไว้ ก่อนจะกลับมามองดวงตาคู่เดิมอีกครั้ง “ได้สิ… นายแค่ต้องทำตามที่ฉันบอกอย่างหนึ่ง” “อะไรล่ะ พูดมาได้เลย ฉันทำให้นายได้ทุกอย่าง” “นายช่วย… ไปตายซะ!!” ทิมกระชากเสียงแรงพร้อมผลักอกพสินออกห่างจากตัวอย่างแรง “หึ… ฮ่าๆๆ!” พสินหัวเราะลั่นอย่างไม่สะทกสะท้าน “สมกับเป็นนายจริงๆ ใจนายทั้งแข็งและเย็นชา ไม่รู้ไปถูกตาต้องใจไอ้หมอนั่นได้ยังไง” “ไสหัวออกไปจากห้องฉัน!” แกร็ก! ประตูถูกเปิดออกอย่างรีบร้อน โยฮันก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ “พี่ทิม!… ทำไมพี่พสินถึงอยู่ที่นี่” โยฮันจ้องพสินด้วยความไม่พอใจ “ทำไมฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ ฉันเข้ามาที่ห้องนี้บ่อยกว่านายซะอีก” พสินยืดตัวตรง มือล้วงกระเป๋าตอบกลับทันที “แล้วพี่พสินเข้ามาทำอะไรล่ะครับ รู้สึกว่าพี่ทิมก็ไม่ได้นอนห้องนี้นานแล้วนะ คงไม่ได้เข้ามาช่วยตัวเองหรอกมั้ง” โยฮันก้าวเข้ามาจ้องพสินตาไม่กะพริบ “ปากดีเหมือนเจ้านายเลยนะ ไม่รู้ว่าที่รักภักดีขนาดนี้เพราะตัวประกันหรือเปล่า” พสินยิ้มมีเลศนัย “พี่ไปรู้อะไรมา!” โยฮันกำหมัดแน่น “พสิน! นายกลับไปซะ ออกไปเดี๋ยวนี้เลย!” ทิมสั่งเสียงเข้ม “ทำไมล่ะ… ไม่อยากให้ฉันบอกความจริงให้มันรู้หรือไง” “ความจริงอะไร หรือเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของผมกันแน่!” “น้องชายของนาย…” พสินเน้นเสียงช้าๆ “ตายไปนานแล้ว…” “อะไรนะ!… เป็นไปไม่ได้ วันก่อนอาเจียงยังบอกว่าเขาสบายดี รักษาตัวอยู่ต่างประเทศ!” โยฮันสั่นระริก มือที่กำแน่นคลายออก ดวงตาหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่เชื่อฉันเหรอ ถามเจ้านายของนายดูสิ… เขาก็อยู่ด้วยตอนที่น้องชายนายตาย” พสินเบือนหน้าไปหาทิม ซึ่งกำลังมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ไอ้พสิน!! แกต้องการอะไรกันแน่!” ทิมกัดฟันพูดด้วยความโกรธ “ฉันไปก่อนล่ะ… วางระเบิดเรียบร้อยแล้ว” พสินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินตัวปลิวออกจากห้องไปอย่างสะใจ แกร็ก! ประตูปิดลง… ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่หนักอึ้ง โยฮันก้มหน้าลงต่ำจนแทบซ่อนใบหน้าไว้ไม่ให้ใครเห็น เขากำลังกดกลั้นความเจ็บปวดที่กำลังจะระเบิดออกมา “พี่ทิม… ที่พี่พสินพูด เป็นเรื่องโกหกใช่ไหมครับ” เสียงของโยฮันแผ่วพร่า สั่นระริกจนแทบไม่เป็นคำ เขาไม่กล้าสบตาคนตรงหน้า กลัวว่าความจริงจะมาพรากความหวังสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในห้องทำงานของทิมเมื่อได้อยู่กันตามลำพัง ทิมหันหน้ามาสบตาวอร์ ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวที่จะสูญเสีย ส่วนวอร์ยืนนิ่งจนดูเย็นชา ไม่มีคำถามใด เพียงแค่จ้องรอฟังความจริงที่ถูกปิดบังมาตลอด“คุณวอร์… ขอโทษนะครับที่ต้องโกหกคุณ แต่ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ” ทิมเอ่ยเสียงแผ่ว “แก๊งนี้เป็นของผมเองครับ ผมก่อตั้งขึ้นมาเพื่อต่อกรกับปู่ ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง… แค่ไม่รู้จะอธิบายยังไง”“แล้วคุณ...ยังมีอะไรปิดบังผมอีก” วอร์ถามเสียงราบเรียบ แววตายังยอมรับความจริงไม่ได้“คุณอยากรู้เรื่องอะไรล่ะครับ” “ผมรู้สึกมาตลอดว่าเรื่องที่เราได้เจอกัน… เหมือนมีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ผมอยากรู้ว่าใช่คุณหรือเปล่า”ทิมหลบสายตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบรับอย่างตรงไปตรงมา “ผมเป็นคนส่งข่าวให้คุณวอร์เอง… วางแผนทั้งหมดให้เราได้เจอกัน เพราะตอนแรกผมอยากให้คุณเป็นคนฆ่าผมเองกับมือ ผมรู้ว่าคุณมีความแค้นกับปู่ หวังว่าคุณจะช่วยให้ผมพ้นจากชีวิตนี้ และอาจจะช่วยให้คุณได้ล้างแค้นด้วย”“เหอะ!…” วอร์หัวเราะเสียงเย็น “คุณคิดว่าถ้าผมฆ่าคุณ ความแค้นผมจะหายไปงั้นหรอ?! ผมไม่ใช่คนที่เอาความแค้นมาลงกับลูกหลาน คุณมอ
ทิมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกลั้นใจพูดสิ่งที่ไม่อยากพูดออกมา“ฉันไม่อยากโกหกนาย… แต่น้องนาย เขาตายแล้วจริงๆ”“ตั้งแต่เมื่อไหร่… แล้วเขาตายได้ยังไง” โยฮันยืนตัวสั่นเทา ร่างสูงใหญ่ที่เคยกล้าหาญดูอ่อนแอราวกับจะล้มลง“หกปีก่อน… ที่ค่ายทหาร ร่างกายเขาอ่อนแอ รับการฝึกไม่ไหว ไข้ขึ้นสูงจนชัก… แล้วก็จากไป” ทิมพูดเสียงสั่น ไม่กล้าสบตาโยฮันตรงๆ“ได้ยังไงกัน! ถ้างั้น… ตอนนั้นเขาไปทำอะไรที่นั่น เขาไม่ใช่คนที่จะเข้าไปฝึกแบบนั้นได้สักหน่อย!” โยฮันเผลอโต้ตอบออกมาด้วยความตื่นตระหนก“นายก็รู้กฎของแก๊ง เด็กทุกคนที่จะอยู่ในแก๊งได้ ต้องผ่านค่ายฝึกทหารก่อน ที่นั่นอยู่กลางป่า หมอหรือยารักษาแทบไม่มี… ช่วยเขาไว้ไม่ได้จริงๆ” ทิมหลบสายตาลง“พี่ต้องจำผิดคนแน่ๆ!” โยฮันส่ายหน้าแรง “น้องชายผมชื่อโยชิ เขาอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ตัวเล็กนิดเดียว จะทนการฝึกที่โหดร้ายแบบนั้นได้ยังไง!”“แล้วแต่นายจะคิดแล้วกัน… ฉันบอกได้แค่นี้”“ผมจำได้ ครั้งสุดท้าย… ตอนนั้นเขาอายุแค่สิบสองปี ป่วยหนักมาก ปู่พี่บอกจะพาไปรักษาที่ต่างประเทศ ผมยังได้คุยกับเขาบ้าง จนกระทั่งหกปีก่อน ปู่พี่บอกว่าเขาติดเชื้อใน
“เห็นไหมครับ นายน้อย คนใกล้ชิดกลับต้องมาติดอยู่ในกับดักเพราะคุณ ถ้าคุณตกลงตามเงื่อนไขของผม… ผมจะปล่อยเด็กคนนี้ไปทันที ไม่ทำร้ายแม้แต่เส้นผม” อาเจียงพูดช้าๆ นิ้วชี้ไปที่ร่างสั่นเทาของสกาย“เงื่อนไขอะไร” ทิมกรีดเสียงต่ำ กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาไม่เคยห่างจากสกาย“ง่ายแสนง่าย” อาเจียงก้าวเข้ามาอีกก้าว“นายน้อยต้องกลับไปกับผม… กลับไปหาคุณท่าน รับหน้าที่ที่ควรเป็นของคุณ ไม่หนีอีกต่อไป ส่วน… หมอนี่…” เขาเหวี่ยงสายตามาที่วอร์อย่างดูหมิ่น “เขาเป็นคนนอกที่หมายเอาชีวิตของนายน้อย ย่อมต้องเป็นไปตามกฎของแก๊ง เขาจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับโทษตามที่ควรจะเป็น”“ไม่ได้!” ทิมก้าวขึ้นมาขวางหน้าวอร์ทันที ดวงตาคมกริบดุดัน “ฉันไม่ยอมให้ทำอะไรเขาเด็ดขาด!” ทิมรู้ดีว่าการลงโทษที่อาเจียงพูดถึง คือความตาย“ถ้านายน้อยอยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี… คุณก็เลือกสิครับ ระหว่างเด็กที่คุณห่วงใย หรือคนที่คุณรัก คุณเลือกช่วยได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น”ทิมตัวสั่นด้วยความโกรธ หัวใจถูกบีบจนแทบแตกสลาย มองสกายที่พยายามส่งสายตาขอร้องอย่างท้อแท้ แล้วหันมองวอร์ที่พร้อมจะปกป้องเขาแม้ต้องแลกด้วยชีวิต
ค่ำวันนั้นขณะที่วอร์กำลังยืนมองวิวนอกหน้าต่างอย่างผ่อนคลาย มือบางของทิมค่อยๆ ฉีกซองผงสีขาวที่เก็บมาจากถุงโดนัทเมื่อวาน เทเนื้อผงลงในแก้วกาแฟที่มีควันไอร้อนลอยจางๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะคนช้าๆ จนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน“ทานกาแฟก่อนสิครับ” ทิมเรียกเสียงอ่อน ยื่นแก้วไปให้ตรงหน้าคนรัก รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในใจกลับหนักอึ้ง รู้ดีว่านี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้วอร์หลับลึกได้“ขอบคุณครับ” วอร์หันกลับมารับแก้วขึ้นจิบอย่างไว้วางใจ โดยไม่สงสัยอะไรทิมพยายามกลั้นความสั่นของมือและความเจ็บปวดในใจ กลางดึกในห้องที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของวอร์ที่นอนหลับลึกอยู่บนเตียงด้วยฤทธิ์ยาที่ตนใส่เองกับมือ ทิมนั่งจ้องมองใบหน้าสงบของคนรักนานนับนาที มือบางลูบเรือนผมสีดำเบาๆ ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้น แต่เขายังต้องสะกดมันเอาไว้ทิมลุกขึ้นยืน มองรอบห้องเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทางเดินสว่างด้วยแสงไฟสีส้มอ่อน ทิมก้าวเดินอย่างมั่นคงและใจเย็น ไม่หลบซ่อน ไม่ก้มหน้า สายตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นเย็นชาและดุดันราวกับเป็นคนล
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!“ขออนุญาตครับ รูมเซอร์วิสมาส่งของครับ”พนักงานโรงแรมเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดอาหารชุดใหญ่ที่หอมกรุ่นเมื่อพนักงานจัดวางอาหารไว้บนโต๊ะทานข้าวเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกไปอย่างเงียบๆทิมสวมเสื้อผ้าที่วอร์ซื้อมาให้ ส่วนวอร์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ก็นั่งทานอาหารร่วมกัน วอร์คอยตักอาหารใส่จานให้ทิมเป็นระยะๆ ทั้งสองทานข้าวกันด้วยความเงียบ แต่กลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อทานจนหมดจาน ทิมช่วยจัดเรียงภาชนะให้เรียบร้อย ขณะที่วอร์หันไปหยิบน้ำดื่ม ทิมฉีกกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่ง พับเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ ก่อนจะสอดซ่อนลงไปใต้ชามใบล่างสุดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้วอร์สังเกตเห็น“อิ่มแล้วเหรอครับ” วอร์หันกลับมาพอดี เห็นทิมนั่งพักมือ“ผมอิ่มแล้วครับ” ทิมยิ้มบาง ทำตัวเป็นปกติไม่นาน… พนักงานเดินเข้ามาเก็บของ ทิมนั่งอยู่ที่โซฟา แค่จ้องมองด้วยสายตาปกติ ไม่พูดอะไร แต่เมื่อชามถูกยกขึ้น และมือของพนักงานรู้สึกถึงรูปทรงที่แปลกตาใต้ชาม เขาก็แค่เงยหน้าขึ้นมองทิมแวบเดียวด้วยแววตาที่เข้าใจ ก่อนจะก้มหน้าลงเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ วอร์เอ
อาเจียงมองชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง"ไม่ต้องเป็นห่วง นายท่านดูแลน้องชายของนายเป็นอย่างดี ถ้าวันนั้นนายท่านไม่ยื่นมือเข้าช่วย... ป่านนี้น้องชายนายคงจากโลกนี้ไปนานแล้ว"โยฮันเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกสำนึกบุญคุณเอ่อล้นในใจ โค้งศีรษะให้อาเจียงอย่างนอบน้อม"นั่นสินะครับ... ผมติดหนี้ชีวิตนายท่าน… ขอบคุณที่ช่วยดูแลน้องชายของผมมาตลอด ขอบคุณมากจริงๆ ครับ""อืม" คำตอบสั้นๆ ตามนิสัย ความเงียบปกคลุมโถงทางเดินอีกครั้งโยฮันเงยหน้าขึ้น ก่อนหันหลังเดินจากไป เสียงฝีเท้าห่างออกไปทีละน้อยอาเจียงยืนอยู่ตำแหน่งเดิม สายตามองแผ่นหลังของโยฮันจนลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบาอย่างที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น เช้ามืดวันต่อมาแสงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า สาดประกายสีทองลงบนผืนน้ำที่กระเพื่อมไหว เรือประมงนับสิบลำทยอยกลับเข้าฝั่ง เสียงตะโกนซื้อขายปลาดังระงมไปทั่วสะพานปลา กลิ่นคาวทะเลคลุ้งปะปนกับกลิ่นน้ำมันเครื่องจนกลายเป็นบรรยากาศที่ดูวุ่นวายเรือลำเก่าที่ดูแทบไม่ต่างจากเรือประมงทั่วไป ค่อยๆ จอดเทียบท่า หลังจากล่องลอยอยู่กลางทะเลสองวันเต็มวอร์กร







