Share

4 ผู้มาเยือน

last update publish date: 2026-10-15 22:15:33

“นายกำลังทำอะไรอยู่ ประท้วงชีวิตอย่างนั้นเหรอ นายก็รู้ว่าอำนาจเท่านั้นที่จะคุมทุกคนได้ และทำได้ทุกอย่างอย่างที่นายต้องการ” พสินพูดเน้นย้ำทุกคำ

"แล้วอำนาจมันทำให้พ่อกับแม่ฉันฟื้นขึ้นมาได้ไหมล่ะ และมันก็เพราะอำนาจนี่ไงที่ทำให้ทั้งสองท่านต้องจากฉันไปตลอดกาล” น้ำเสียงของทิมแฝงความเจ็บปวดลึกซึ้ง

“นายก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่ว่าตอนนี้นายจะรู้สึกยังไง ปู่ของนายก็ยังหวังว่าสักวันนายจะกลับมารับช่วงต่อ”

“ฉันไม่ทำ! ใครอยากทำก็ทำไปเถอะ” ทิมปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

พสินยืดตัวขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร สายตาคมกริบจ้องมองดวงตาดุดันตรงหน้า

“นายเลือกไม่ได้ตั้งแต่วินาทีที่เกิดมาแล้ว… และนายก็ไม่มีทางที่จะตายหนีหน้าที่ของนายได้ด้วย..!” พสินกระซิบเบาๆ ข้างหู ทิมไม่ได้มีท่าทีถอยหนีแม้แต่น้อย

“หมายความว่ายังไง?” ทิมถามกลับอย่างเย็นชา

“คิดว่าคนฐานะอย่างนายจะไม่มีใครจับตามองงั้นเหรอ? การที่นายได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเองหรอกนะ เพราะมันมีคนคอยปกป้องและตามดูแลนายอยู่ตลอด”

เขากระซิบต่อ

“ชีวิตที่สงบสุขสำหรับหลานหัวหน้าแก๊งงั้นเหรอ… ตลกสิ้นดี!! ไม่รู้ว่ามีคนต้องสละชีวิตเพื่อแลกกับความปลอดภัยของนายไปแล้วเท่าไหร่ ขณะที่นายกำลังเสวยสุขอยู่ที่นี่...!” พสินแสยะยิ้มมุมปากเมื่อพูดถึงความจริง หวังให้คนตรงหน้าเจ็บปวดขึ้นมาบ้าง

“นั่นมันคือสิ่งที่พวกนายเรียกว่า ‘ความจงรักภักดี’ ไม่ใช่เหรอ ต่อให้มีคนตายไปหมดทั้งแก๊ง ฉันก็จะยังคงใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป” ทิมตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่า… ชีวิตที่นายเลือกมันมีความสุขแค่ไหนกันแน่”

พสินเลื่อนสายตามองเสื้อที่เปียกชุ่มแนบเนื้อจนเห็นรูปร่างชัดเจน ยกมือขึ้นลูบหน้าอกผ่านเนื้อผ้าที่ยังชื้นเบาๆ ก่อนจะไล่ลงตามเว้าสีข้างลงไปโอบเอว ดึงร่างบางเข้ามาใกล้ชิดจนตัวติดกัน พร้อมพ่นลมหายใจอุ่นๆ เข้าที่หูของทิม

ทิมไม่มีท่าทีตื่นตระหนก นอกจากความรู้สึกขยะแขยงจนแทบอยากอาเจียน เขาเพียงขมวดคิ้วแน่นและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นจัด

“เอามือสกปรกของนายออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้… มันน่าขยะแขยงเกินจะทน!”

“แต่ครั้งหนึ่ง... นายเคยยินดีและชอบสัมผัสแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? ลืมไปแล้วหรือไง... ว่าฉันคือแฟนเก่าของนาย…” พสินยิ้มมุมปากอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม จ้องมองริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อ หวังจะได้ครอบครองมันอีกครั้ง

“ฉันไม่มีทางลืม แล้วนายก็เป็นหมา… ที่ปู่ฉันเลี้ยงไว้ด้วย” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูหมิ่น

“เฮ้อ… เห็นนายเย็นชาแบบนี้แล้ว ทำฉันหมดอารมณ์เลย” พสินคลายอ้อมแขนออกอย่างยอมแพ้ ถอยห่างออกมาสองก้าวด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

“งั้นก็รีบไสหัวกลับไปซะ… และถ้าเป็นไปได้ อย่ามาที่นี่อีก!” ทิมสั่งเสียงเข้ม

“ฉันสงสัยจังว่า… หมอที่คลินิกสัตว์ฝั่งตรงข้ามนั่น เขาปรนนิบัตินายดีแค่ไหน? ดีเท่าที่ฉันเคยทำให้นายหรือเปล่า?” พสินแซวขึ้นมา เพราะยังติดใจเรื่องเสื้อผ้าที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ของเจ้าตัว

“พ่นคำหมาๆ ออกมาอีกสิ ถ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ” ทิมจ้องกลับด้วยแววตาน่ากลัว จนพสินรู้สึกว่าควรถอย

“โอเคๆ … ไปแล้วก็ได้ ดุชะมัด”

พสินเดินออกจากคาเฟ่อย่างสบายใจ ก่อนจะขึ้นรถแล้วขับออกไปจนลับสายตา ทิมยืนมองตามผ่านกระจกใสจนกระทั่งแสงไฟรถลับหายไปในความมืด แต่กลับบังเอิญเหลือบไปเห็นวอร์กำลังยืนอยู่ที่ประตูคลินิกเตรียมจะปิดร้าน ทำให้สายตาประสานกันพอดี

ความรู้สึกหนักอึ้งในอกมีมากเกินกว่าจะบังคับให้ยิ้มทักทายได้ ทิมจึงได้แต่ก้มหน้าลง ปิดประตูกระจกแล้วล็อกอย่างแน่นหนา ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้านด้วยแววตาเศร้าหมองอย่างปิดไม่มิด

ที่คลินิกฝั่งตรงข้าม

วอร์ยืนมองด้วยความสงสัย แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนา แต่ก็มองเห็นความอึดอัด ความเจ็บปวด และความลึกลับที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ ใบหน้าที่เคยสดใสในความทรงจำกลับกลายเป็นเศร้าหมองและเหนื่อยล้าจนเห็นได้ชัด

วันต่อมา

ณ คาเฟ่

สกายมาถึงร้านตามเวลาทำงาน แต่เมื่อพบว่าประตูยังคงปิดสนิทและไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใดๆ ก็รู้สึกแปลกใจ จึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเจ้านายทันที

ตู๊ด... ตู๊ด...

สัญญาณดังสักพัก ก่อนจะได้ยินเสียงตอบรับที่อ่อนแอและแหบแห้งผ่านสาย

[อืม…]

“พี่ทิมยังไม่ตื่นหรือเปล่าครับ? ผมมาถึงร้านแล้ว เห็นว่ายังไม่เปิดเลย เมื่อวานก็ไม่ได้บอกว่าจะหยุดนี่ครับ” สกายถามด้วยความสงสัย

[ฉันรู้สึกไม่สบายนิดหน่อยน่ะ… ช่วยเข้ามาให้อาหารและเปลี่ยนทรายให้พวกเจ้าเหมียวที เสร็จแล้วนายก็กลับได้เลย] เสียงทิมฟังดูอ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรง

“ป่วยเหรอครับ! เป็นอะไรมากไหมครับเนี่ย? ให้ผมขึ้นไปดูหน่อยไหมครับ?” สกายรีบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

[ไม่เป็นอะไรมากหรอก… แต่ช่วยโทรไปยกเลิกออเดอร์กับร้านเบเกอรี่ให้หน่อยนะ วันนี้ฉันคงเปิดร้านไม่ไหวแล้ว]

“ถ้างั้นให้ผมเปิดร้านแทนไปก่อนไหมครับ? ผมทำได้ครับ” สกายเสนอความช่วยเหลือทันที

[งั้นก็ตามใจนายละกัน… เข้ามาทางประตูหลังได้เลย นายมีกุญแจอยู่นี่]

“ได้ครับ ว่าแต่… พี่ทิมได้ทานยาหรือยังครับ?”

[ฉันยังไม่ได้ลุกจากเตียงเลย]

“เดี๋ยวผมไปซื้อยามาให้นะครับ”

[อืมม… ขอบใจ]

เมื่อวางสาย สกายถอนหายใจยาวด้วยความกังวล

“ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นพี่ทิมป่วยเลย… ทำไมอยู่ๆ ก็ป่วยได้นะ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“เจ้าของร้านป่วยงั้นเหรอ?”

เสียงทุ้มลึกดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้สกายสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพบวอร์ยืนอยู่ ในมือถือถุงกับข้าว สวมชุดทำงานสะอาดตา

“อ๋อ! คุณหมอนี่เอง… ใช่ครับ เห็นว่าไม่สบาย ผมกำลังจะไปซื้อยาให้อยู่พอดี คุณหมอพอจะแนะนำได้ไหมครับ?” สกายถามด้วยแววตาเป็นห่วงเจ้านายอย่างมาก

“ที่คลินิกมียาอยู่ ตามมาสิครับ เดี๋ยวผมจัดให้” วอร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“คงไม่ใช่… ยาของสัตว์ใช่ไหมครับ?”

“เห็นผมเป็นคนยังไง… ยาของสัตว์แพงกว่ายาของคนซะอีก”

“เอ่อ… ครับ เข้าใจแล้วครับ” สกายตอบรับพร้อมยิ้มแห้งๆ ก่อนจะรีบเดินตามวอร์เข้าไปในคลินิกทันที

ในห้องนอนของทิม (ชั้นสองของคาเฟ่)

ความมืดสลัวยังคงปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงแดดลอดผ่านผ้าม่านหนาที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อย

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบ

“พี่ทิมครับ… ผมต้มโจ๊กกับเตรียมยามาให้ครับ” สกายพูดผ่านบานประตู ในมือถือถาดที่มีถ้วยโจ๊กและยาที่จัดไว้ตามปริมาณเรียบร้อย

“อืมมม… เข้ามาสิ” เสียงตอบรับแผ่วเบา

แกร็ก…!

บานประตูเปิดออก เผยให้เห็นทิมนอนม้วนตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ผมยุ่งเหยิงติดหน้าผาก ใบหน้าซีดเซียวและดูอ่อนเพลียจนเห็นได้ชัด เขาเพียงแค่พลิกหน้ามามองสั้นๆ แล้วก็ปิดตาลงอีกครั้ง

สกายเดินเข้ามาวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะมองหน้าเจ้านายด้วยความเป็นห่วง

“เสียงพี่ดูแย่มากเลยนะครับ ผมว่า… ไปหาหมอดีไหมครับ?”

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก… พักสักวันก็หายเอง”

แต่สายตาของสกายกลับสะดุดเข้ากับเสื้อตัวใหญ่ที่ทิมสวมอยู่ด้านใน ดูแล้วไม่ใช่สไตล์ที่เจ้านายเคยใส่เลย

“หือ… พี่มีเสื้อตัวใหญ่แบบนี้ด้วยเหรอครับ? ผมทำงานด้วยกันมาตั้งนาน ไม่เคยเห็นพี่ใส่ตัวใหญ่แบบนี้เลยนะ”

ทิมรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าอกสูงขึ้นเล็กน้อย

“ช่างฉันเถอะน่า… นายไปดูแลเจ้าเหมียวข้างล่างให้ดีก็พอ ฉันจะนอนต่อแล้ว” ทิมพูดเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“ก็ได้ครับ… พี่ก็อย่าลืมตื่นมาทานโจ๊กกับยานะครับ เดี๋ยวอาการจะหนักกว่าเดิม”

“อืมมม…”

สกายเตือนด้วยความห่วงใยก่อนหันหลังเดินออกไป ทิมเพียงตอบด้วยเสียงที่แผ่วจนแทบไม่ได้ยิน

เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นอ่อนๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่บนเสื้อที่สวมอยู่ เป็นความทรงจำที่ขัดแย้งกับความวุ่นวายในใจเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง

เด็กหนุ่มดูแลร้านคาเฟ่ตลอดทั้งวัน แต่ทุกครั้งที่ว่างเว้นจากงาน สายตาก็มักจะเหลือบมองขึ้นไปทางบันไดชั้นสอง พอถึงเวลาพักเที่ยง เขาก็ไม่ลืมที่จะนำอาหารและยาขึ้นไปส่ง เมื่อผ่านไปสักพักกลับขึ้นไปเก็บจาน ก็เห็นเพียงร่องรอยการกินไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สกายถอนหายใจยาวด้วยความหมดหนทางกับความดื้อดึงของทิมที่ชอบเก็บอาการและไม่ยอมบอกความลำบากให้ใครรู้ แต่ก็ทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้ นอกจากหวังว่าการพักผ่อนจะช่วยให้เขาหายเร็วขึ้น

ค่ำวันนั้น

ทั้งที่ผ่านไปทั้งวันแล้ว สกายก็ยังไม่เห็นทิมเดินลงมาข้างล่าง เด็กหนุ่มยังคงอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงเดินขึ้นบันไดไปตรวจดูอีกครั้งก่อนจะเลิกงาน

“พี่ทิมครับ… ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ผมอุ่นต้มจืดไว้ในไมโครเวฟ ถ้าพี่หิวก็ลงไปอุ่นทานได้เลยนะครับ” สกายตะโกนบอกผ่านบานประตูห้อง

เสียงตอบรับดังแผ่วออกมาจากข้างใน

“อืม… ขอบใจมากนะ กลับไปได้แล้ว”

“พี่ก็อย่าลืมทานยาตามเวลานะครับ อย่าปล่อยให้อาการหนักขึ้นล่ะ” สกายย้ำเตือนอีกครั้ง

“อืมมม…”

เด็กหนุ่มปิดร้านเรียบร้อย แต่ยังยืนลังเลอยู่นาน ก่อนจะเหลือบไปเห็นประตูคลินิกสัตว์ฝั่งตรงข้ามยังเปิดไฟสว่างอยู่ เขาจึงตัดสินใจเดินข้ามถนนไปเยี่ยมเจ้าฮันนี่แทนเจ้านาย

ในคลินิกสัตว์

“สวัสดีครับคุณหมอ… ผมมาเยี่ยมฮันนี่หน่อยครับ” ทันทีที่เดินเข้าประตูมา สกายก็กล่าวทักทายชายในชุดกาวน์ทันที

“เชิญครับ” วอร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงสุขุม

เด็กหนุ่มเข้าไปนั่งข้างกรง แล้วเอื้อมมือลูบขนอ่อนของเจ้าฮันนี่เบาๆ พร้อมกระซิบพูดคนเดียวด้วยแววตาเศร้า

“ไงฮันนี่… คิดถึงเจ้าของแกไหม? วันนี้พี่ทิมไม่ลงมาหาแกเลย เขาไม่สบายน่ะ แถมกินข้าวได้น้อยมาก แกก็รีบหายไวๆ นะ จะได้กลับไปช่วยให้กำลังใจเจ้านายของแกบ้าง”

วอร์ที่กำลังยืนจดรายการยาที่ต้องสั่งซื้อชะงักปากกาชั่วครู่เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของสกาย สายตาคมกริบมองผ่านแว่นสายตาไปยังร่างเด็กหนุ่มที่กำลังพูดกับแมว แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่จดจำเรื่องนี้ไว้ในใจเท่านั้น

กลางดึก

ความเงียบปกคลุมทั่วถนน รถยนต์หรูคันสีดำเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าร้านคาเฟ่ แต่ไม่ใช่คันเดียวกับที่มาเมื่อวาน

โยฮันก้าวลงจากรถ ปิดประตูเบาๆ แล้วเดินเข้ามาใกล้กระจกหน้าร้านด้วยสีหน้าพิจารณาและขมวดคิ้วสงสัย เพราะปกติถ้าปิดร้านแล้วทิมมักจะเปิดไฟประดับตกแต่งร้านไว้เสมอ แต่วันนี้กลับมืดสนิทไม่มีแสงไฟแม้แต่ดวงเดียว

เขาชะเง้อมองผ่านกระจกเข้าไปในร้านก็ไม่พบการเคลื่อนไหวหรือร่องรอยใดๆ ที่บ่งบอกว่ามีคนอยู่เลย

“ไปไหนของเขานะ… ปกติไม่เคยปิดร้านแล้วออกไปไหนโดยไม่บอกฉันก่อนเลยนี่” โยฮันพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่สบายใจ

ความกังวลบังคับให้เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเจ้านายทันที

ติ๊ด.. ติ๊ด... ติ๊ด...

เสียงเรียกเข้าดังก้องออกมาจากภายในตัวอาคาร ชัดเจนว่าดังมาจากชั้นสอง

โยฮันถอยกลับออกมาสองสามก้าว ชะเง้อมองขึ้นไปยังหน้าต่างห้องพักชั้นบน แต่ก็ยังคงมืดสนิท ไม่มีแสงไฟสว่างหรือการตอบรับสายแต่อย่างใด

ความกังวลเริ่มกลายเป็นความตื่นตระหนก

“ไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับพี่ทิมหรอกนะ…! ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ตาแก่คงเอาฉันตายแน่!”

โยฮันไม่รีรอ รีบเดินอ้อมไปทางด้านหลังร้านตามทางที่คุ้นเคย ใช้กุญแจที่มีอยู่เปิดประตูแล้วก้าวเข้ามาในโซนคาเฟ่

เขากดสวิตช์ไฟชั้นล่างให้สว่างขึ้น ก่อนจะรีบก้าวขึ้นบันไดไปยังชั้นสองอย่างรวดเร็ว

ณ ห้องนอนของทิม

เสียงประตูถูกผลักเข้าอย่างแรงจนกระทบผนังดังลั่น

พลั่ก!!!

“พี่ทิม!!!” โยฮันร้องตะโกน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา

“หือ…” ทิมที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพียงเล็กน้อย

“โล่งอกไปที… ผมโทรหาตั้งหลายสายพี่ก็ไม่รับ แถมไฟก็ปิดหมด นึกว่าเกิดเรื่องขึ้นซะอีก เล่นเอาผมตกใจแทบแย่เลย…. แล้วทำไมพี่ถึงนอนอยู่ในที่มืดแบบนี้ล่ะครับ เปิดไฟสว่างๆ ไว้จะได้ไม่เหงา” โยฮันเปิดสวิตช์ไฟจนห้องสว่างขึ้น

แต่เมื่อโยฮันเข้ามาใกล้ ก็เห็นชัดเจนว่าใบหน้าของทิมแดงก่ำด้วยฤทธิ์ไข้ ร่างบางสั่นคลุดอยู่ใต้ผ้าห่มหนา

“พี่ป่วยเหรอ..!?” โยฮันรีบเอามือแตะหน้าผากและแก้มของอีกฝ่าย ทันทีที่สัมผัสก็รู้สึกเหมือนถูกไฟเผาจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจนผิดปกติ

“เฮ้ย!!! ทำไมพี่ตัวร้อนขนาดนี้ล่ะเนี่ย! พี่… พี่ได้ยินเสียงผมไหม!” เขาตะโกนเรียกด้วยความตื่นตระหนก เขย่าร่างบางในผ้าห่มเบาๆ เพื่อให้สติของทิมกลับมา

“หนาว… หนาวมาก… พ่อ… แม่…” ทิมพึมพำละเมอขึ้น เสียงสั่นจนแทบไม่เป็นคำ มือกำผ้าห่มไว้แน่น ใบหน้าแดงเถือกไปถึงคอ

“ไม่ได้การแล้ว! ไข้สูงขนาดนี้เดี๋ยวได้ชักแน่ ต้องรีบพาไปหาหมอเดี๋ยวนี้!” โยฮันพยุงร่างอ่อนแอลุกขึ้นกอดแนบอก แล้วจู่ๆ ก็ นึกขึ้นได้

“เดี๋ยวนะ… หมอ!! มีหมออยู่ฝั่งตรงข้ามนี่นา!”

หน้าคลินิกสัตว์

โยฮันรีบวิ่งมาถึงหน้าประตู แล้วใช้กำปั้นเคาะประตูกระจกดังสนั่น

ปัง!! ปัง!! ปัง!!!

“คุณหมอครับ! อยู่ไหมครับ! รบกวนเปิดประตูหน่อยครับ!” เขาตะโกนเรียกซ้ำๆ ด้วยความร้อนใจ

ไม่นานประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นวอร์ที่อยู่ในชุดสบายๆ เตรียมจะเข้านอน พร้อมสีหน้าสงสัยเล็กน้อย

“คุณเป็นใคร?”

“ช่วยตามผมไปหน่อยนะครับ! เร็วเข้าครับ! รีบจริงๆ! อ้อ! เอาอุปกรณ์รักษาคนไข้ไปด้วยนะครับ พกไปให้ครบเลย!” โยฮันรีบจับแขนอีกฝ่ายดึงเบาๆ

“แต่ผมเป็นสัตวแพทย์นะครับ รักษาแต่สัตว์ไม่ใช่คน” วอร์ตอบปฏิเสธอ้อมๆ ไม่อยากไปกับคนแปลกหน้าเท่าไหร่นัก

“สัตว์กับคนก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกน่า! เจ้านายของผมป่วยหนักมาก ไข้สูงจนเพ้อแล้วครับ! ขอร้องล่ะครับ ช่วยผมหน่อยเถอะนะ ผมรีบมากจริงๆ!” โยฮันพูดเร็วจนแทบลิ้นพันกัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความวิงวอนและความหวัง

วอร์ถอนหายใจยาว

“ก็ได้ครับ”

วอร์หันกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าใบเล็กพร้อมอุปกรณ์และยาออกมา ก่อนจะก้าวออกจากประตูคลินิกตามโยฮันไปอย่างรวดเร็ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ไม่ขอเกิดเป็นหลานชายมาเฟีย   8 ความในใจ🔞

    “ก็คุณถาม… ผมก็แค่ตอบตามความจริง ถ้าคุณจะเอาผมไปต่อรอง หรือจะขายผม… ก็ตามใจครับ ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว… ขอแค่คุณช่วยดูแลพวกเจ้าเหมียวให้ผมก็พอ… ขอร้องละครับ… ดูแลพวกมันให้ดี… แค่นั้น… ผมยอมทุกอย่างเลย ฮือออ”ทิมยกมือทั้งสองข้างเกาะแขนแกร่งแน่น ร้องขออย่างสิ้นหวัง วอร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะโอบดึงร่างบางเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน ทิ้งความเย็นชาทั้งหมดไว้เบื้องหลังทิมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ค่อยๆ คลายความตึงเครียดลงในอ้อมแขนของคนที่เขาเผลอไว้ใจไปโดยไม่รู้ตัว“คุณไม่ควรไว้ใจคนที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานนะครับ”“รอบตัวผมมีใครไว้ใจได้ที่ไหนกัน อึก… คุณเป็นคนเดียวที่ดูแลแมวให้ผม เพราะเจ้าเหมียวพวกนั้นคือเหตุผลที่ผมยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ฮือออ…”“ผมเข้าใจแล้ว ไม่ร้องแล้วนะครับ” วอร์ลูบหลังปลอบเบาๆ จนเสียงร้องไห้ค่อยๆ แผ่วลงทิมขยับถอยออกมาเล็กน้อย มือยังเกาะเสื้อวอร์ไม่ปล่อย ดวงตาแดงก่ำมองขึ้นอย่างประหม่า“คุณ… จะไม่ผลักไสผมแล้วใช่ไหมครับ”วอร์ไม่ตอบทันที เพียงแต่ยกนิ้วโป้งเช็ดน้ำตาที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน

  • ไม่ขอเกิดเป็นหลานชายมาเฟีย   7 เหนื่อยล้าเต็มที

    พรึบ! พรึบ! พรึบ!กระดาษปึกหนาถูกโยนมาตรงหน้า ปลิวว่อนกระจายตกลงบนพื้นหินอ่อนทั่วห้อง“นี่คือประวัติการรักษาทั้งหมดของฉัน ฉันเหลือเวลาอีกแค่สามเดือน รู้ว่าฉันทำไม่ดีกับแกไว้มาก แต่ฉันจะไม่ขอโทษ เพราะทุกสิ่งที่ทำ ก็เพื่อให้แกเข้มแข็งอย่างที่เห็นวันนี้!” ชายชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด“การส่งพ่อกับแม่ของผมไปตายเนี่ยนะครับ? ต้องการให้ผมเข้มแข็ง… สละได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง ปู่โหดเหี้ยมเกินไปแล้วครับ!!” มือทิมเกร็งแน่นจนขาวซีด เขาเผลอส่งเสียงดังขึ้นเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึก“แกคิดว่าการเป็นมาเฟียมันง่ายนักหรือไง? ยืนอยู่ที่สูง ต้องคุมคนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่ใช่แค่มีอำนาจก็ทำได้ เราต้องเก่งพอ! ต้องโหดพอ! ต้องเหี้ยมพอ… ถึงจะกุมทุกอย่างไว้ในมือได้! แต่พ่อแกอ่อนแอเกินไป ถ้าฉันไม่จัดการเอง แกคิดว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ไหม?”“เพราะพ่อรู้ว่าปู่เป็นแบบนี้ไง! ถึงไม่ยอมให้ผมลำบาก แต่สุดท้าย… พ่อก็สู้ปู่ไม่ได้อยู่ดี” น้ำเสียงของทิมสั่นเครือ ดวงตายังคงจ้องผู้เป็นปู่ไม่วางตา ปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนเร้น“ใครใช้ให้มันคิดจะพาแกหนีไปล่ะ! ถ้า

  • ไม่ขอเกิดเป็นหลานชายมาเฟีย   6 ข่าวร้าย

    “แหม… เห็นผมหิวล่ะสิ” โยฮันหันไปยิ้มเยาะทิมที่กำลังง่วนกับการชงกาแฟให้ลูกค้าอยู่“จะปาแก้วก็กลัวตกแตกอีก สงสัยต้องปามีดแทน” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก ทำเอาโยฮันยิ้มแห้ง กลัวว่าเจ้านายจะทำจริง ๆ“หลงตัวเอง ชิ!” สกายหันไปจิกโยฮัน ก่อนจะเดินมาที่เคาน์เตอร์ จัดกาแฟกับเค้กวางในถาดแล้วยกไปเสิร์ฟตามออเดอร์โยฮันมองตามอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะกัดขนมปังในมือแล้วสะบัดอย่างแรงด้วยความไม่พอใจปนอารมณ์ดี“สกาย ฉันฝากดูร้านด้วยนะ จะเอาของไปส่งที่คลินิกหน่อย”“ได้ครับ”ทิมจัดกาแฟและขนมปังใส่ถุงกระดาษอย่างดี เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เตรียมจะออกจากร้าน“ต้องเอาไปส่งเองเลยเหรอ เพิ่งจะหายป่วย ให้สกายไปส่งให้ก็ได้นี่” โยฮันรีบพูดห้ามขึ้นมา แววตาสงสัยปนน้อยใจลึก ๆ“มันเรื่องของฉัน นายก็รีบกลับไปซะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” ทิมพูดโดยไม่ได้ใส่ใจคนข้างหลังนัก รีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปทันทีโยฮันเริ่มสงสัยในความใจดีที่เจ้านายมีให้กับหมอคนนี้ เหมือนมีอะไรมากกว่านั้น จึงรีบเดินออกจากร้านตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ณ คลินิกสัตว์“ผมเอากาแฟมา

  • ไม่ขอเกิดเป็นหลานชายมาเฟีย   5 เจ้านาย

    ณ คาเฟ่ทันทีที่วอร์ก้าวตามโยฮันเข้ามาถึงด้านในคาเฟ่ ความประหลาดใจและความสงสัยก็ผุดขึ้นทันที‘เจ้านาย’ ที่ชายหนุ่มในชุดสูทเรียกร้องให้ช่วยเหลืออย่างร้อนรนเมื่อครู่ คือทิม เจ้าของร้านคาเฟ่แมวแห่งนี้นี่เอง‘ทำไมเจ้าของร้านคาเฟ่ธรรมดา ถึงมีคนเรียกว่าเจ้านาย และดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย...’คำถามมากมายซัดเข้ามาในหัว วอร์ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอาการ แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกว่าทิมน่าจะมีเรื่องราวบางอย่าง ยิ่งรวมกับคนที่มาหาเมื่อวาน ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่าทิมไม่ใช่แค่เจ้าของคาเฟ่ธรรมดาแน่นอน ณ ห้องนอนของทิมวอร์กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้เตียง พลางทิ้งคำถามไว้ในใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาอาการป่วยของคนตรงหน้าให้ปลอดภัยก่อนสายตาสำรวจอาการอย่างละเอียด เมื่อเห็นสภาพของทิมที่ใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งสุขุมไว้ได้เป็นอย่างดี“ช่วยดูให้หน่อยครับหมอ! พี่เขาเริ่มพูดเพ้อไม่รู้เรื่องแล้วครับ!” โยฮันร้องขอเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาไปด้วยความเป็นห่วงวอร์ใช้ที่วัดอุณหภูมิจ่อไปที่หน้าผากของทิม“ไข้สูงข

  • ไม่ขอเกิดเป็นหลานชายมาเฟีย   4 ผู้มาเยือน

    “นายกำลังทำอะไรอยู่ ประท้วงชีวิตอย่างนั้นเหรอ นายก็รู้ว่าอำนาจเท่านั้นที่จะคุมทุกคนได้ และทำได้ทุกอย่างอย่างที่นายต้องการ” พสินพูดเน้นย้ำทุกคำ"แล้วอำนาจมันทำให้พ่อกับแม่ฉันฟื้นขึ้นมาได้ไหมล่ะ และมันก็เพราะอำนาจนี่ไงที่ทำให้ทั้งสองท่านต้องจากฉันไปตลอดกาล” น้ำเสียงของทิมแฝงความเจ็บปวดลึกซึ้ง“นายก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่ว่าตอนนี้นายจะรู้สึกยังไง ปู่ของนายก็ยังหวังว่าสักวันนายจะกลับมารับช่วงต่อ”“ฉันไม่ทำ! ใครอยากทำก็ทำไปเถอะ” ทิมปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพสินยืดตัวขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร สายตาคมกริบจ้องมองดวงตาดุดันตรงหน้า“นายเลือกไม่ได้ตั้งแต่วินาทีที่เกิดมาแล้ว… และนายก็ไม่มีทางที่จะตายหนีหน้าที่ของนายได้ด้วย..!” พสินกระซิบเบาๆ ข้างหู ทิมไม่ได้มีท่าทีถอยหนีแม้แต่น้อย“หมายความว่ายังไง?” ทิมถามกลับอย่างเย็นชา“คิดว่าคนฐานะอย่างนายจะไม่มีใครจับตามองงั้นเหรอ? การที่นายได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเองหรอกนะ เพราะมันมีคนคอยปกป้องและตามดูแลนายอยู่ตลอด”เขากระซิบต่อ“ชีวิตที่สงบสุขสำหรับหลานหัวหน้าแก๊งงั้นเหรอ… ต

  • ไม่ขอเกิดเป็นหลานชายมาเฟีย   3 เอาใจใส่

    ทิมสวมเพียงเสื้อยืดตัวบางสีขาว แขนเรียวกอดถุงกระดาษใส่ขนมปังอุ่นๆ ไว้แนบอกเพื่อกันไม่ให้โดนน้ำฝน ก่อนจะก้าวออกจากร้านด้วยความรีบเร่งร่างบางต้องวิ่งฝ่าสายฝนที่พัดแรงจนเสื้อผ้าชื้นเปียกทั่วตัวเกือบทันที กลุ่มผมเส้นเล็กชื้นแฉะแนบติดหน้าผาก แม้จะรู้สึกเย็นจนหนาวสั่น แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมเจ้าแมวที่รักปึ้ก.. ปึ้ก..เมื่อถึงหน้าคลินิก ทิมรีบเคาะประตูกระจกเบาๆ พร้อมกับส่ายตัวเพื่อสะบัดน้ำฝนออกบ้างพรึบ…!ประตูเปิดออก เผยให้เห็นวอร์ที่ยืนมองด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของผู้มาเยือนภายในคลินิกบรรยากาศภายในอบอุ่นและแห้งสบาย มีกลิ่นยาฆ่าเชื้อบางๆ ตัดกับสภาพอากาศภายนอกอย่างชัดเจน"มาทำไมตอนฝนตกหนักขนาดนี้ครับ?" วอร์ถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวดแต่แฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด สายตามองสำรวจร่างกายที่เปียกจนเสื้อผ้าแนบติดเนื้อ เผยให้เห็นรูปร่างบางทิมยิ้มกว้าง ร่างสั่นเล็กน้อยจากความหนาว ก่อนจะยื่นถุงกระดาษที่ยังคงมีความอุ่นอยู่ออกมาให้"ผมมาเยี่ยมฮันนี่ครับ แล้วก็เอาขนมปังมาให้คุณหมอด้วย เผื่อว่าคุณยังไม่ได้ทานอะไร ร้านข้าวก็ปิดหมดแล้ว ผมอุ่นมาให้แล้วนะ"วอร์รับถ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status