LOGINณ คาเฟ่
ทันทีที่วอร์ก้าวตามโยฮันเข้ามาถึงด้านในคาเฟ่ ความประหลาดใจและความสงสัยก็ผุดขึ้นทันที ‘เจ้านาย’ ที่ชายหนุ่มในชุดสูทเรียกร้องให้ช่วยเหลืออย่างร้อนรนเมื่อครู่ คือทิม เจ้าของร้านคาเฟ่แมวแห่งนี้นี่เอง ‘ทำไมเจ้าของร้านคาเฟ่ธรรมดา ถึงมีคนเรียกว่าเจ้านาย และดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย...’ คำถามมากมายซัดเข้ามาในหัว วอร์ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอาการ แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกว่าทิมน่าจะมีเรื่องราวบางอย่าง ยิ่งรวมกับคนที่มาหาเมื่อวาน ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่าทิมไม่ใช่แค่เจ้าของคาเฟ่ธรรมดาแน่นอน ณ ห้องนอนของทิม วอร์กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้เตียง พลางทิ้งคำถามไว้ในใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาอาการป่วยของคนตรงหน้าให้ปลอดภัยก่อน สายตาสำรวจอาการอย่างละเอียด เมื่อเห็นสภาพของทิมที่ใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งสุขุมไว้ได้เป็นอย่างดี “ช่วยดูให้หน่อยครับหมอ! พี่เขาเริ่มพูดเพ้อไม่รู้เรื่องแล้วครับ!” โยฮันร้องขอเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาไปด้วยความเป็นห่วง วอร์ใช้ที่วัดอุณหภูมิจ่อไปที่หน้าผากของทิม “ไข้สูงขนาดนี้ต้องรีบลดอุณหภูมิทันทีครับ… ในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำไหมครับ?” วอร์ถามด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “มีครับ!” “ช่วยไปเปิดน้ำอุ่นผสมน้ำเย็นใส่อ่างให้เต็มหน่อยนะครับ อย่าให้ร้อนหรือเย็นจนเกินไป” “อ๋อ… ได้ครับ!” โยฮันรีบเดินเข้าห้องน้ำไปทันที เมื่อเหลือเพียงสองคน วอร์ค่อยๆ ดึงผ้าห่มหนาออกจากร่างบางทีละนิด ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าทิมยังคงสวมเสื้อยืดที่เขาให้ยืมเมื่อคืนอยู่ “มิน่า… ใส่เสื้อชื้นนอน ถึงได้ป่วยขนาดนี้” วอร์พึมพำเบาๆ “พ่อ… แม่… อึก… ทำไม… ต้องเป็นแบบนี้…” ทิมละเมอพูดขึ้นมา ร่างกายสั่นกระตุกเป็นระยะ น้ำตาไหลซึมตามขอบตาโดยไม่รู้ตัว วอร์ตั้งใจจะถอดเสื้อออกให้ทิม แต่เมื่อดึงเนื้อผ้าผ่านลำตัว ก็เห็นรอยแผลเป็นขรุขระหลายแผลอยู่บนผิวเนียนขาวช่วงเอว จึงชะงักมือค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเล็กน้อย “หมอ… น้ำเกือบเต็มแล้วครับ!” เสียงโยฮันดังลอดออกมาจากห้องน้ำ ทำให้วอร์ตื่นจากความประหลาดใจ “ช่วยผมพยุงเขาไปแช่ในอ่างทีครับ!” วอร์ข่มความสงสัยไว้ในใจ แล้วรีบเอื้อมมือพยุงร่างอ่อนแอขึ้น ในห้องน้ำ กลิ่นไอน้ำอ่อนๆ ลอยฟุ้ง ทิมยังคงไม่ได้สติ ทั้งสองคนช่วยกันประคองร่างบางลงไปแช่ในอ่างน้ำอุณหภูมิพอเหมาะ วอร์ค่อยๆ ประคองศีรษะให้เอียงไปทางด้านข้างอย่างระมัดระวัง ในขณะที่โยฮันนั่งยองๆ ข้างอ่าง คอยจับแขนและลูบให้ความอบอุ่นด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ ทั้งสองคอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ไม่กล้าขยับไปไหน ผ่านไปครึ่งชั่วโมง น้ำในอ่างเริ่มเย็นลงเล็กน้อย ความร้อนที่เคยเผาไหม้ร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลายลง ทิมขยับตัวเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความมึนงง สายตามองเห็นภาพเบลอของสองร่างที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างอ่าง “พี่ทิม! รู้สึกตัวสักที!” โยฮันร้องดีใจ รีบนำผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าให้อย่างระมัดระวัง วอร์วัดอุณหภูมิที่หน้าผากอีกครั้ง สีหน้าผ่อนคลายลงเมื่อพบว่าไข้ลดลงมากแล้ว “รู้สึกยังไงบ้างครับ?” วอร์หันมาพูดกับทิมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น ทิมกะพริบตาถี่ๆ มองคนตรงหน้าได้ชัดเจนขึ้น ความอ่อนแอทำให้พูดได้เพียงเสียงแผ่วเบา “หมอ… โยฮัน… ทำไม… อยู่ที่นี่?” “พี่ป่วยไข้สูงมาก ผมต้องรีบไปตามคุณหมอมาช่วยดูให้เนี่ย ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นถึงขนาดนี้ ไม่ห่วงตัวเองหรือไง!” โยฮันตำหนิด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นตระหนกไม่หาย ทิมพยายามขยับแขนขึ้นแต่ไม่มีแรง วอร์จึงเอ่ยขัด “อย่าเพิ่งขยับตัวดีกว่าครับ ร่างกายคุณอ่อนแรงมาก เดี๋ยวจะเป็นลมไปอีก” ทั้งสองคนช่วยกันประคองร่างบางขึ้นจากอ่าง เช็ดตัวให้แห้ง ก่อนจะสวมเสื้อผ้าสะอาดให้เรียบร้อย แล้วพาไปนอนพักบนเตียง ทิมหลับตาพริ้มอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย แต่คราวนี้หลับอย่างสงบขึ้น ไม่มีอาการสั่นหรือเพ้ออีก อื้อออ! อื้อออ! เสียงโทรศัพท์ของโยฮันดังขึ้น ชายหนุ่มหลุดจากความกังวล รีบหยิบขึ้นมากดรับสายด้วยท่าทางหงุดหงิด “ฮัลโหล! โทรมาทำไมตอนนี้วะ! ฉันกำลังยุ่งอยู่!!… อะไรนะ!! ให้ตายสิ… เออๆ เข้าใจแล้ว! ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย!” โยฮันกดตัดสาย เดินวนไปมาด้วยความลังเล ก่อนจะหันไปพูดกับวอร์ด้วยน้ำเสียงวิงวอน “คุณหมอครับ… ผมรบกวนคุณช่วยอยู่ดูแลพี่ทิมแทนผมหน่อยได้ไหมครับ? ผมมีธุระจำเป็นต้องรีบไปจริงๆ ผมจะจ่ายค่าล่วงเวลาให้ตามที่คุณต้องการเลยครับ!” “ผมไม่ว่างครับ” วอร์ตอบกลับสั้นๆ “แต่ผมรีบจริงๆ ครับ! งั้น… ชั่วโมงละพัน โอเคไหมครับ?” “ไม่สะดวกครับ” “สองพัน! สามพัน! ชั่วโมงละห้าพันเลยก็ได้นะครับ!” โยฮันเสนอราคาขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนใจ ไม่อยากทิ้งเจ้านายให้อยู่คนเดียว วอร์เงียบลงชั่วครู่ ความสงสัยผุดขึ้นอีกครั้ง สายตาคมกริบมองร่างทิมที่นอนหลับอยู่ “ผมไม่สะดวกครับ” “งั้น… ชั่วโมงละหมื่น! ผมโอนให้ตอนนี้เลยก็ได้ครับ! แต่ขอแค่คุณอยู่ดูแลเขาให้ปลอดภัย จนกว่าผมจะกลับมา ขอร้องล่ะครับ!” ข้อเสนอและราคาที่สูงเกินจริงทำให้วอร์รู้สึกแน่ใจ ‘ทิมเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงมีค่ามากมายจนคนข้างกายยอมจ่ายเงินขนาดนี้ เพียงเพื่อให้มีคนคอยเฝ้าดูแล?’ “ก็ได้ครับ… ผมจะอยู่ดูแลจนกว่าคุณจะกลับมา” “ขอบคุณมากจริงๆ ครับ! เดี๋ยวผมจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด!” โยฮันรีบก้มขอบคุณ ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเหลือเพียงสองคน วอร์ยืนมองร่างบางที่นอนหลับอยู่ข้างเตียงด้วยความคิดมากมายในใจเขาสังเกตเห็นรอยแผลเป็นตามลำตัว พอจะประเมินได้ว่าเป็นรอยที่เกิดจากการต่อสู้ระยะประชิด และสะสมมาจากการต่อสู้หลายครั้ง วอร์มองสำรวจรอบห้องนอนที่เรียบง่ายและสะอาดตา ไม่พบรูปภาพใดๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปตัวเอง หรือคนในครอบครัวเลยสักใบ ยิ่งทำให้ความลึกลับรอบตัวทิมชัดเจนขึ้นไปอีก คนอ่อนโยน รักสัตว์ และดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยอย่างเขา ซ่อนเรื่องราวอะไรไว้เบื้องหลังรอยยิ้มที่สดใสนั้นกันแน่? 2 ชั่วโมงผ่านไป ทิมค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ความมืดสลัวปกคลุมทั่วห้อง สายตามองไปรอบๆ ไม่พบใครเลย ทั้งโยฮันและวอร์ เขาคิดในใจว่า ภาพเลือนลางเมื่อครู่อาจเกิดจากอาการไข้สูงเท่านั้น ตึก… ตึก… ตึก…! เสียงฝีเท้าดังช้าๆ แต่ชัดเจนขึ้นมาจากบันได ทิมเกร็งตัวด้วยความระมัดระวัง ที่นี่มีเขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว และไม่คิดว่าจะมีใครมาหาในเวลานี้ ความระแวงผุดขึ้นมาว่าคนที่มาอาจเป็นศัตรูที่หมายจะเอาชีวิต ทิมดันตัวลุกขึ้นนั่งชิดขอบเตียง มือลูบลงไปใต้หมอน จับด้ามปืนที่ซ่อนไว้แน่น ก่อนจะยกขึ้นจ่อไปทางประตูด้วยสายตาเข้มขรึม รอเผชิญหน้ากับผู้บุกรุก แกร็ก…! บานประตูค่อยๆ แง้มออก ทิมกระชับนิ้วที่ไกปืนเตรียมพร้อม สายตาคมกริบมองไปด้วยความใจเย็นอย่างเคยชิน แต่เมื่อแสงไฟจากโถงทางเดินสาดส่อง เผยให้เห็นร่างของวอร์ที่ถือแก้วกาแฟในมือ ทั้งสองต่างชะงักพร้อมกัน วอร์หยุดยืนนิ่ง สายตามองตรงไปที่ลำกล้องปืนที่จ่อเข้าหาตัว “คุณวอร์…” ทิมพึมพำเบาๆ ดวงตาเบิกกว้าง มือเริ่มคลายความตึงเครียดแต่ยังไม่ลดปืนลงทันที “คุณจะยิงผมงั้นเหรอ?” วอร์ถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ได้หวาดกลัวแต่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เอ่อ… คือ… ผมไม่รู้ว่าเป็นคุณ” ทิมรีบลดปืนลง วางไว้ข้างตัวก่อนจะก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด “ไม่ยักรู้ว่าเจ้าของร้านคาเฟ่แมวอย่างคุณ… พกของแบบนี้ติดตัวด้วย” วอร์เอ่ยเสียงเรียบ สายตายังคงจ้องมองร่างบางอย่างพิจารณา ก่อนจะเอื้อมมือเปิดสวิตช์ไฟ แล้วเดินเข้ามาในห้องตรงไปยังเก้าอี้ริมหน้าต่าง “ผมอยู่คนเดียวน่ะครับ… เอาไว้ป้องกันตัวเฉยๆ” ทิมตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนลง พยายามอธิบายเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผล “อ๋อ… เข้าใจแล้วครับ” วอร์ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงนั่งลงบนเก้าอี้ ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเบาๆ สายตาเหลือบมองร่างบางที่นั่งอยู่บนเตียง ท่าทางที่ดูเป็นมืออาชีพของทิมเมื่อครู่ ยิ่งเน้นความสงสัยให้เพิ่มมากขึ้น “คุณนอนทั้งๆ ที่ตัวยังเปียกชุ่มสินะครับ… ถึงได้ป่วยหนักขนาดนี้” วอร์พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนไม่สนใจเท่าไรนัก ทิมเอนหลังพิงขอบเตียง ก้มหน้าลงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี “ผมง่วงมากน่ะครับ… ก็เลยเผลอหลับไป” “คุณไม่รักตัวเอง หรือว่า… อยากตายกันแน่?” คำพูดของวอร์เเทงใจดำทิมเข้าอย่างจัง ทำให้ทิมสะดุ้งเล็กน้อย “……” ทิมนิ่งเงียบ เม้มริมฝีปากแน่นไม่กล้าสบตา ความเจ็บปวดและความอัดอั้นที่ซ่อนอยู่ เหมือนถูกอ่านออกได้ง่ายๆ “เอาเถอะครับ มันเป็นเรื่องของคุณ ผมก็แค่ช่วยรักษาในฐานะแพทย์เท่านั้น” “ขอบคุณนะครับ…” “ถ้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็ทานต้มจืดซะหน่อยสิครับ ผมเจอมันอยู่ในไมโครเวฟของคุณ คิดว่าลูกน้องคุณคงทำไว้ให้ ทานเสร็จจะได้ทานยา” วอร์ผายมือไปที่โต๊ะหัวเตียง ซึ่งมีชามต้มจืดอุ่นๆ วางอยู่ “ครับ…” ทิมตอบสั้นๆ หลังจากทานต้มจืดจนหมดและทานยาตามที่วอร์สั่งเรียบร้อย ทิมก็กลับมานอนบนเตียง รู้สึกดีขึ้นมากแต่ยังคงอ่อนเพลียอยู่บ้าง “คุณวอร์กลับไปเลยก็ได้นะครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าผมแบบนี้หรอก” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงยืนยัน วอร์ยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ไม่สนใจคำพูดนั้น จิบกาแฟอีกครั้งก่อนจะพูดขึ้นอย่างมีเจตนา “ผมไม่ได้เฝ้าฟรีๆ นะครับ มีคนให้ผมชั่วโมงละหมื่น ทำไมผมจะไม่รับล่ะ” “อะไรนะ! ใครมันกล้าจ้างขนาดนั้น!?” ทิมสะดุ้งตัวขึ้นด้วยความตกใจ ความโกรธเล็กน้อยแผ่ซ่านออกมา แววตาเบิกกว้างมองวอร์ “ผู้ชายใส่สูทที่ไปตามผมมารักษาคุณ เขาดูเป็นห่วงคุณมากเลยนะ คิดว่าน่าจะเป็นน้องชาย เพราะเขาเรียกคุณว่าพี่” “อ๋อ… โยฮันสินะ… หมอนี่ใช้เงินละลายน้ำเกินไปแล้ว!” ทิมจำเรื่องนี้ไว้ในใจ คิดว่าจะต้องสั่งสอนโยฮันสักหน่อยในความทำอะไรเกินกว่าเหตุ “ผมรับปากไว้แล้วว่าจะอยู่รอจนกว่าเขาจะมา ไม่สามารถยกเลิกกลางคันได้ครับ” วอร์พูดด้วยใบหน้าที่ยังคงเย็นชา “ต้องขอโทษแทนเขาด้วยนะครับ” “แผลเป็นบนตัวคุณ… มันเยอะจนผมสงสัย” “!” ทิมตกใจขึ้นทันที มือกำชายเสื้อไว้แน่น การป่วยทำให้เขาไม่ได้ระวังตัว แถมโยฮันยังพาวอร์มารักษาจนได้เห็นสิ่งที่เขาไม่ควรเห็น “ไม่ต้องบอกผมหรอกครับ ผมแค่อยากรู้เฉยๆ” “ผม… ไม่อยากพูดถึง…” ทิมพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและแฝงความระแวง แล้วทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดต่อ ทิมเอนตัวลงนอนพักเพราะร่างกายยังคงอ่อนเพลีย ส่วนวอร์ก็นั่งดูโทรศัพท์ในมืออย่างเงียบๆ ปกติทิมมักเป็นคนที่หลับไม่ค่อยสนิท แต่พอรู้ว่ามีวอร์นั่งอยู่ข้างๆ เขาก็หลับได้โดยไร้ความกังวล ความอบอุ่นใจนี้ทำให้ทิมรู้สึกดีกับวอร์มากขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านส่องลงบนพื้นห้อง เสียงประตูหน้าร้านถูกเปิดเบาๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ดูหนักและช้ากว่าปกติ โยฮันก้าวขึ้นบันไดมาถึงห้องนอนชั้นสองด้วยร่างกายอ่อนแรง มีรอยดำคล้ำใต้ดวงตาชัดเจน เขาเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะแง้มเข้าไป เมื่อเห็นวอร์ยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงและทิมนอนหลับอย่างสงบ จึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก “ขอบคุณมากจริงๆ ครับที่คอยเฝ้าจนถึงเช้า ผมโอนเงินเข้าบัญชีให้เรียบร้อยแล้วนะครับ” วอร์พยักหน้าเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน “ครับ ทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว ไข้ลดลง ที่เหลือก็แค่ให้ทานข้าวทานยาตามเวลาก็พอ” “ขอบคุณที่เตือนครับ” โยฮันยิ้มบางๆ วอร์เก็บอุปกรณ์เข้ากระเป๋าเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ โยฮันยืนมองร่างบางที่นอนหลับอยู่ เขาค่อยๆ เดินเข้ามานั่งลงที่ขอบเตียง เอื้อมมืออุ่นๆ แตะเบาๆ ที่แก้มของทิมด้วยความห่วงใยที่ล้นเหลือ ทั้งยังซ่อนความรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งเขาไว้ทั้งคืน เวลาสาย ทิมลืมตาขึ้นบนเตียง ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เมื่อหันไปมองเก้าอี้ข้างหน้าต่างก็ไม่พบวอร์อยู่แล้ว เขาถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นโยฮันนอนหลับอยู่บนโซฟาตัวยาวติดกำแพง อารมณ์หงุดหงิดก็พุ่งสูงขึ้นทันที ทิมก้าวลงจากเตียงเดินไปหาโยฮันที่หลับอยู่ เตรียมจะโวยลูกน้องที่ทำเกินเหตุ แต่พอเห็นรอยคล้ำใต้ตา อารมณ์ก็ชะงักไปชั่วขณะ เขามองออกว่าลูกน้องคนนี้คงไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาทั้งคืน “เอาเถอะ ถ้าไม่ได้นาย ฉันก็คงตายไปแล้วจริงๆ แน่” ทิมพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจปล่อยวางความหงุดหงิด ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเตรียมตัวเปิดร้านตามปกติ ปล่อยให้โยฮันนอนหลับต่อไป เที่ยงวัน กลิ่นกาแฟและขนมปังหอมฟุ้งไปทั่วร้าน ลูกค้านั่งอยู่ตามโต๊ะ พูดคุยเสียงเบา สกายเดินอำนวยความสะดวกและคอยรับออเดอร์ตามปกติ “หาว… มีอะไรกินบ้างเนี่ย” โยฮันที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วเดินลงมาที่ชั้นล่างด้วยท่าทางงัวเงีย สายตาหยุดลงที่ทิมหลังเคาน์เตอร์ “ทำไมพี่โยฮันมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ! แล้วนี่มันเสื้อพี่ทิมนี่ครับ!! อย่าบอกนะว่าพี่นอนอยู่บนห้องพี่ทิมทั้งคืน!” สกายทักขึ้นด้วยความตกใจ เสียงดังจนลูกค้าหันมามอง “เบาเสียงหน่อยสิ มีลูกค้าอยู่” ทิมรีบปราม “นายจะโวยวายทำไมฮะ ฉันจะนอนที่นี่แล้วมันทำไม! จะใส่เสื้อพี่ทิม แล้วนายเดือดร้อนอะไรมิทราบ” คนตัวสูงเท้าเอวมองจับผิดสกายตาไม่กระพริบ ทำเอาสกายรู้สึกตัวเล็กตัวน้อยขึ้นมาทันที “ก็ผมทำงานที่นี่มาตั้งนาน ไม่เคยเห็นพี่ทิมให้ใครมานอนที่นี่เลย แถมไม่เคยให้ใครยืมเสื้อผ้าด้วยนี่ครับ ก็เลยแปลกใจนิดหน่อยเอง” สกายพูดเสียงอ้อมแอ้ม หลบสายตามองไปทางอื่น “ฉันมาเฝ้าเจ้านายของนายไง ไม่งั้นวันนี้คงไม่ได้เปิดร้านหรอก ได้จัดงานศพมากกว่า” ปึ้ก! หมับ…! ขนมปังลูกกลมลอยมาจากทางเคาน์เตอร์ชนเข้ากับหน้าผากโยฮัน แต่เขารับเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะตกลงพื้นพอดี“ก็คุณถาม… ผมก็แค่ตอบตามความจริง ถ้าคุณจะเอาผมไปต่อรอง หรือจะขายผม… ก็ตามใจครับ ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว… ขอแค่คุณช่วยดูแลพวกเจ้าเหมียวให้ผมก็พอ… ขอร้องละครับ… ดูแลพวกมันให้ดี… แค่นั้น… ผมยอมทุกอย่างเลย ฮือออ”ทิมยกมือทั้งสองข้างเกาะแขนแกร่งแน่น ร้องขออย่างสิ้นหวัง วอร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะโอบดึงร่างบางเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน ทิ้งความเย็นชาทั้งหมดไว้เบื้องหลังทิมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ค่อยๆ คลายความตึงเครียดลงในอ้อมแขนของคนที่เขาเผลอไว้ใจไปโดยไม่รู้ตัว“คุณไม่ควรไว้ใจคนที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานนะครับ”“รอบตัวผมมีใครไว้ใจได้ที่ไหนกัน อึก… คุณเป็นคนเดียวที่ดูแลแมวให้ผม เพราะเจ้าเหมียวพวกนั้นคือเหตุผลที่ผมยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ฮือออ…”“ผมเข้าใจแล้ว ไม่ร้องแล้วนะครับ” วอร์ลูบหลังปลอบเบาๆ จนเสียงร้องไห้ค่อยๆ แผ่วลงทิมขยับถอยออกมาเล็กน้อย มือยังเกาะเสื้อวอร์ไม่ปล่อย ดวงตาแดงก่ำมองขึ้นอย่างประหม่า“คุณ… จะไม่ผลักไสผมแล้วใช่ไหมครับ”วอร์ไม่ตอบทันที เพียงแต่ยกนิ้วโป้งเช็ดน้ำตาที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน
พรึบ! พรึบ! พรึบ!กระดาษปึกหนาถูกโยนมาตรงหน้า ปลิวว่อนกระจายตกลงบนพื้นหินอ่อนทั่วห้อง“นี่คือประวัติการรักษาทั้งหมดของฉัน ฉันเหลือเวลาอีกแค่สามเดือน รู้ว่าฉันทำไม่ดีกับแกไว้มาก แต่ฉันจะไม่ขอโทษ เพราะทุกสิ่งที่ทำ ก็เพื่อให้แกเข้มแข็งอย่างที่เห็นวันนี้!” ชายชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด“การส่งพ่อกับแม่ของผมไปตายเนี่ยนะครับ? ต้องการให้ผมเข้มแข็ง… สละได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง ปู่โหดเหี้ยมเกินไปแล้วครับ!!” มือทิมเกร็งแน่นจนขาวซีด เขาเผลอส่งเสียงดังขึ้นเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึก“แกคิดว่าการเป็นมาเฟียมันง่ายนักหรือไง? ยืนอยู่ที่สูง ต้องคุมคนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่ใช่แค่มีอำนาจก็ทำได้ เราต้องเก่งพอ! ต้องโหดพอ! ต้องเหี้ยมพอ… ถึงจะกุมทุกอย่างไว้ในมือได้! แต่พ่อแกอ่อนแอเกินไป ถ้าฉันไม่จัดการเอง แกคิดว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ไหม?”“เพราะพ่อรู้ว่าปู่เป็นแบบนี้ไง! ถึงไม่ยอมให้ผมลำบาก แต่สุดท้าย… พ่อก็สู้ปู่ไม่ได้อยู่ดี” น้ำเสียงของทิมสั่นเครือ ดวงตายังคงจ้องผู้เป็นปู่ไม่วางตา ปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนเร้น“ใครใช้ให้มันคิดจะพาแกหนีไปล่ะ! ถ้า
“แหม… เห็นผมหิวล่ะสิ” โยฮันหันไปยิ้มเยาะทิมที่กำลังง่วนกับการชงกาแฟให้ลูกค้าอยู่“จะปาแก้วก็กลัวตกแตกอีก สงสัยต้องปามีดแทน” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก ทำเอาโยฮันยิ้มแห้ง กลัวว่าเจ้านายจะทำจริง ๆ“หลงตัวเอง ชิ!” สกายหันไปจิกโยฮัน ก่อนจะเดินมาที่เคาน์เตอร์ จัดกาแฟกับเค้กวางในถาดแล้วยกไปเสิร์ฟตามออเดอร์โยฮันมองตามอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะกัดขนมปังในมือแล้วสะบัดอย่างแรงด้วยความไม่พอใจปนอารมณ์ดี“สกาย ฉันฝากดูร้านด้วยนะ จะเอาของไปส่งที่คลินิกหน่อย”“ได้ครับ”ทิมจัดกาแฟและขนมปังใส่ถุงกระดาษอย่างดี เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เตรียมจะออกจากร้าน“ต้องเอาไปส่งเองเลยเหรอ เพิ่งจะหายป่วย ให้สกายไปส่งให้ก็ได้นี่” โยฮันรีบพูดห้ามขึ้นมา แววตาสงสัยปนน้อยใจลึก ๆ“มันเรื่องของฉัน นายก็รีบกลับไปซะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” ทิมพูดโดยไม่ได้ใส่ใจคนข้างหลังนัก รีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปทันทีโยฮันเริ่มสงสัยในความใจดีที่เจ้านายมีให้กับหมอคนนี้ เหมือนมีอะไรมากกว่านั้น จึงรีบเดินออกจากร้านตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ณ คลินิกสัตว์“ผมเอากาแฟมา
ณ คาเฟ่ทันทีที่วอร์ก้าวตามโยฮันเข้ามาถึงด้านในคาเฟ่ ความประหลาดใจและความสงสัยก็ผุดขึ้นทันที‘เจ้านาย’ ที่ชายหนุ่มในชุดสูทเรียกร้องให้ช่วยเหลืออย่างร้อนรนเมื่อครู่ คือทิม เจ้าของร้านคาเฟ่แมวแห่งนี้นี่เอง‘ทำไมเจ้าของร้านคาเฟ่ธรรมดา ถึงมีคนเรียกว่าเจ้านาย และดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย...’คำถามมากมายซัดเข้ามาในหัว วอร์ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอาการ แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกว่าทิมน่าจะมีเรื่องราวบางอย่าง ยิ่งรวมกับคนที่มาหาเมื่อวาน ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่าทิมไม่ใช่แค่เจ้าของคาเฟ่ธรรมดาแน่นอน ณ ห้องนอนของทิมวอร์กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้เตียง พลางทิ้งคำถามไว้ในใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาอาการป่วยของคนตรงหน้าให้ปลอดภัยก่อนสายตาสำรวจอาการอย่างละเอียด เมื่อเห็นสภาพของทิมที่ใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งสุขุมไว้ได้เป็นอย่างดี“ช่วยดูให้หน่อยครับหมอ! พี่เขาเริ่มพูดเพ้อไม่รู้เรื่องแล้วครับ!” โยฮันร้องขอเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาไปด้วยความเป็นห่วงวอร์ใช้ที่วัดอุณหภูมิจ่อไปที่หน้าผากของทิม“ไข้สูงข
“นายกำลังทำอะไรอยู่ ประท้วงชีวิตอย่างนั้นเหรอ นายก็รู้ว่าอำนาจเท่านั้นที่จะคุมทุกคนได้ และทำได้ทุกอย่างอย่างที่นายต้องการ” พสินพูดเน้นย้ำทุกคำ"แล้วอำนาจมันทำให้พ่อกับแม่ฉันฟื้นขึ้นมาได้ไหมล่ะ และมันก็เพราะอำนาจนี่ไงที่ทำให้ทั้งสองท่านต้องจากฉันไปตลอดกาล” น้ำเสียงของทิมแฝงความเจ็บปวดลึกซึ้ง“นายก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่ว่าตอนนี้นายจะรู้สึกยังไง ปู่ของนายก็ยังหวังว่าสักวันนายจะกลับมารับช่วงต่อ”“ฉันไม่ทำ! ใครอยากทำก็ทำไปเถอะ” ทิมปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพสินยืดตัวขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร สายตาคมกริบจ้องมองดวงตาดุดันตรงหน้า“นายเลือกไม่ได้ตั้งแต่วินาทีที่เกิดมาแล้ว… และนายก็ไม่มีทางที่จะตายหนีหน้าที่ของนายได้ด้วย..!” พสินกระซิบเบาๆ ข้างหู ทิมไม่ได้มีท่าทีถอยหนีแม้แต่น้อย“หมายความว่ายังไง?” ทิมถามกลับอย่างเย็นชา“คิดว่าคนฐานะอย่างนายจะไม่มีใครจับตามองงั้นเหรอ? การที่นายได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเองหรอกนะ เพราะมันมีคนคอยปกป้องและตามดูแลนายอยู่ตลอด”เขากระซิบต่อ“ชีวิตที่สงบสุขสำหรับหลานหัวหน้าแก๊งงั้นเหรอ… ต
ทิมสวมเพียงเสื้อยืดตัวบางสีขาว แขนเรียวกอดถุงกระดาษใส่ขนมปังอุ่นๆ ไว้แนบอกเพื่อกันไม่ให้โดนน้ำฝน ก่อนจะก้าวออกจากร้านด้วยความรีบเร่งร่างบางต้องวิ่งฝ่าสายฝนที่พัดแรงจนเสื้อผ้าชื้นเปียกทั่วตัวเกือบทันที กลุ่มผมเส้นเล็กชื้นแฉะแนบติดหน้าผาก แม้จะรู้สึกเย็นจนหนาวสั่น แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมเจ้าแมวที่รักปึ้ก.. ปึ้ก..เมื่อถึงหน้าคลินิก ทิมรีบเคาะประตูกระจกเบาๆ พร้อมกับส่ายตัวเพื่อสะบัดน้ำฝนออกบ้างพรึบ…!ประตูเปิดออก เผยให้เห็นวอร์ที่ยืนมองด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของผู้มาเยือนภายในคลินิกบรรยากาศภายในอบอุ่นและแห้งสบาย มีกลิ่นยาฆ่าเชื้อบางๆ ตัดกับสภาพอากาศภายนอกอย่างชัดเจน"มาทำไมตอนฝนตกหนักขนาดนี้ครับ?" วอร์ถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวดแต่แฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด สายตามองสำรวจร่างกายที่เปียกจนเสื้อผ้าแนบติดเนื้อ เผยให้เห็นรูปร่างบางทิมยิ้มกว้าง ร่างสั่นเล็กน้อยจากความหนาว ก่อนจะยื่นถุงกระดาษที่ยังคงมีความอุ่นอยู่ออกมาให้"ผมมาเยี่ยมฮันนี่ครับ แล้วก็เอาขนมปังมาให้คุณหมอด้วย เผื่อว่าคุณยังไม่ได้ทานอะไร ร้านข้าวก็ปิดหมดแล้ว ผมอุ่นมาให้แล้วนะ"วอร์รับถ







