เมื่อเจ้าพ่อให้เลขแม่นจนชาวบ้านพากันถูกหวยทำให้เจ๊ศรีเจ้ามือหวยประจำอำเภอต้องไปกู้เงินจากมาเฟียเพื่อมาจ่ายคนที่ถูกหวย จนเงินต้นทบดอกเป็นเงินหลายล้าน ลูกสาวเลยต้องใช้หนี้แทน ไม่รู้ไปใช้หนี้กันอีท่าไหนเจ้าหนี้ถึงอยากได้ลูกหนี้มาเป็นเมีย
View Moreกริ๊งงงงง
เสียงบอกเวลาหมดคาบเรียน และเข้าสู่ช่วงเวลาเลิกเรียนของโรงเรียนบ้านหนองนาน้อยนักเรียนต่างเก็บของแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่สามสาวเพื่อนสนิทแห่งแก๊งนางฟ้ากลับควักกระเป๋าเครื่องสำอางขึ้นมาวางบนโต๊ะจัดการเติมแป้งแต่งหน้าตามกระแสที่นิยมในช่วงนี้ ใบหน้าจิ้มลิ้มทาแป้งขาวริมฝีปากแต่งแต้มด้วยอุทัยทิพย์สีแดง เขียนคิ้วสีดำเข้มเด่นชัด พร้อมกับใส่บิ๊กอายสีดำทำตากลมโต พร้อมจัดทรงผมสั้นเท่าติ่งหูให้ดูดี เอาผมทัดหูติดกิ๊บรูปหมีหลากสีให้ดูน่ารัก ปล่อยปอยหวานสองข้างพร้อมหวีหน้าม้าให้ไม่แตก
“จีจี้ ฉันดูดีหรือยัง” ยัยจี้จี้มองหน้าของเต้าหู้ซ้ายทีขวาที่ก่อนทำหน้ามั่นใจตอบ
“เพื่อนสาวสวยมากค่ะ เลิศที่สุด”
“ส้มลิ้มแกว่าไง”
“อืม ฉันว่าปากยังซีดไปเติมอุทัยทิพย์อีกหน่อย” ยัยส้มลิ้มตอบก่อนจะหันไปแต่งหน้าของตัวเองเหมือนกัน เต้าหู้ไม่รอช้าหยิบขวดน้ำสีแดงแต่งแต้มไปที่ริมฝีปากด้านใน ส่วนด้านนอกออกซีดนิดหน่อยให้ดูเหมือนว่าปากบางเล็กดูน่ารัก
ทั้งสามคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนอนุบาลเรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกันอยู่ด้วยกันในทุกช่วงเวลาของชีวิต ยัยกะเทยจีจี้เป็นลูกพ่อค้าแม่ค้าขายเนื้อหมูในตลาดส่วนส้มลิ้มนั้นเป็นลูกสาวเจ้าของค่ายมวย และส้มลิ้มก็เป็นนักมวยหญิงอันดับหนึ่งของค่ายชนะน็อกทุกรอบ และคนสุดท้ายคือเต้าหู้ ลูกเจ๊ศรีเจ้ามือหวยประจำอำเภอ
แม้รุ่นพี่บางคนไม่ชอบขี้หน้าทั้งสามคนเพราะทำตัวแก่แดดแต่งหน้าจัดมาตั้งแต่มอหนึ่งแต่ก็ไม่มีใครกล้ามายุ่งหรือมีปัญหากับนางฟ้าแห่งบ้านหนองนาน้อยหรือที่คนอื่นเรียกว่าแก๊งสก๊อยหนองนาน้อย เพราะกลัวยัยส้มลิ้มใช้ท่าจระเข้ฟาดหางฟาดคอเข้าให้
หลังจากแต่งหน้าเสร็จทั้งสามสาวก็รีบวิ่งมานั่งที่ประจำใกล้กับทางออกของโรงเรียน แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของทั้งสามสาวคือการมานั่งมองรุ่นพี่ที่แอบชอบก่อนกลับบ้าน จะเจอหน้าพวกพี่เขาได้แค่สามเวลาคือเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้า กลางวันทานข้าวที่โรงอาหารและตอนนี้ก่อนกลับบ้าน
เพราะใกล้เวลาที่พี่มอหกจะเลิกเรียนพิเศษแล้ว และพี่ ภีม ประธานนักเรียนขวัญใจสาวๆก็จะต้องเดินผ่านมาทางนี้ทุกวัน
“อีหู้ พี่ภีมมาแล้ว” ส้มลิ้มที่เห็นรุ่นพี่ที่เพื่อนแอบชอบเดินมาก็รีบบอกทันที
“ไหนๆ” ชะเง้อคอมองก่อนจะเห็นออร่าความหล่อลอยเด่นมาแต่ไกล สาวน้อยหยิบกระจกออกมาเช็กเพื่อความมั่นใจ
“ฉันดูดีแล้วใช่ไหม” ถามให้แน่ใจอีกครั้ง
“ดีกว่านี้ก็ดาราแล้วค่ะ” จีจี้อวยเพื่อนอย่างหนัก
รุ่นพี่สุดหล่อเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งใกล้หัวใจของสาวน้อยแรกรุ่นยิ่งเต้นแรงเลยหยิบหนังสือขึ้นมาทำเป็นอ่าน และเหลือบมองคนที่ชอบเป็นระยะๆ
หนึ่งในเพื่อนของภีมสะกิดเขาให้มองมาที่พวกเธอทำให้เต้าหู้รีบยกหนังสือขึ้นบังหน้าด้วยความเขินไม่กล้าสบตาพี่เขาโดยตรง
“เพื่อนหนูชอบพี่ภีมนะคะ”
“เพื่อนหนูชื่อเต้าหู้ อยู่ม.3/8 ค่ะ ลูกเจ๊ศรีนะคะ”
จีจี้และส้มลิ้มแท็กทีมกันแซวทั้งเพื่อนและพี่เขา จนเต้าหู้อยากจะขุดดินเอาหน้ามุดไปเสียตอนนี้ แต่แวบหนึ่งเหมือนจะเห็นรอยยิ้มจากภีมก่อนที่เขาจะหันไปคุยกับเพื่อนต่อและเดินกลับบ้านไป
“พวกแกจะตะโกนทำไมเนี่ย” รีบเก็บหนังสือเข้ากระเป๋า
“พี่เขารู้แล้วแน่เลยว่าฉันชอบเขา”
“แหม มารอพี่เขากลับบ้านเขาตั้งแต่พี่เขาขึ้นม.4 พี่เขาคงไม่รู้เลยมั้ง” จีจี้กลอกตามองบนพร้อมเบะปากตอบ
“พวกแกว่าพี่เขาจะจำหน้าฉันได้ไหม”
“จำได้นะ แต่แกอย่าหน้าสดก็พอ” ส้มลิ้มว่าเสริม เพราะแต่งหน้าจัดเต็มมาโรงเรียนทุกวันจนฝ่ายปกครองยังยอมแพ้ไม่รู้จะลงโทษยังไงแล้ว ส้มลิ้มกลัวว่าวันไหนเพื่อนลบเครื่องสำอางพี่เขาอาจจะจำมันไม่ได้ พวกเธอด้วยเช่นกัน
Rrrrrrrr
ภายในกระเป๋าของสาวน้อยวัยว้าวุ่นอย่างเต้าหู้สั่นเครือ เพราะผู้เป็นแม่โทรเข้ามา
“ฮัลโหล ว่าไงคะคุณนายศรี” เพราะอยู่กับแม่มาเพียงลำพังพ่อเสียไปตั้งแต่เด็กแม่เลยเลี้ยงดูเธอด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่นั้นมา เมื่อก่อนพ่อกับแม่ขายน้ำเต้าหู้ เธอเลยได้ชื่อว่าเต้าหู้ แต่พอพ่อเสียแม่ก็เลิกอาชีพนี้ไป แล้วหันมาขายหวย ตอนแรกก็รับเป็นคนส่งเลขบางเลขก็เก็บเองไม่ได้ส่งให้เจ้ามือ ถ้าเขาไม่ถูกแม่เธอก็ได้รับไปเต็มๆ แม่ทำแบบนี้อยู่หลายปี พอมีเงินเก็บมากหน่อยก็ขึ้นเป็นเจ้ามือเอง
เต้าหู้เลยสนิทกับแม่มากการพูดกันเลยจะเป็นเหมือนทั้งแม่และเพื่อนไปในเวลาเดียวกัน
(อยู่ไหนเนี่ยกลับบ้านหรือยัง)
“พึ่งเรียนเสร็จจะกลับแล้ว"
(แวะเก็บค่าหวยบ้านป้าหมอนให้หน่อยยอดสามพันห้า)
“โห แม่ไปเก็บเองไม่ได้เหรอหนูกลัวผี” เพราะสองข้างทางไปบ้านลูกค้าแม่นั้นเป็นป่าต้นยางทางถนนตรงนั้นยังเป็นดินลูกรังเพราะเป็นสวน แถมบ้านป้าหมอนแกอยู่แทบจะท้ายสวนเลยระหว่างทางก็หลอนเอาเรื่อง ยิ่งค่ำยิ่งเงียบสงัดเธอเคยไปคนเดียวครั้งหนึ่งปั่นจักรยานไปก็ลุ้นว่าจะมีพลังงานบางอย่างพุ่งออกมาจากสวนยางดักหน้ารถไหม แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไร แต่ครั้นจะให้ไปคนเดียวอีกก็กระไรอยู่ วันนั้นไม่เจอวันนี้อาจเจอก็ได้ใครจะรู้
(ก็รีบไปตอนนี้จะได้ไม่มืดค่ำ แม่ก็มาเก็บค่าหวยบ้านอื่นอยู่เหมือนกัน)
(เจ๊ศรีรีบๆ เปิดไพ่สิ รอเจ๊คนเดียวเนี่ย) เสียงใครบางคนในสายก็ดังแทรกขึ้นมา ทำให้รู้เลยว่าแม่กำลังแข่งคณิตคิดเลขเร็วอยู่แน่นอน
“ไหนบอกเก็บค่าหวยไง ทำไมมีเปิดไพ่ด้วยหละคะเจ๊ ศรี~~”
(มาเก็บค่าหวยจริงๆ แต่เขาขาดขาพอดีเลยต้องช่วย)
“น้ำใจงามจริงๆ”
(สรุปแกจะไปไหมเนี่ย)
“ไปก็ได้ แต่แม่ต้องเพิ่มค่าขนมให้หนูนะ”
(ลูกคนนี้นี่ วานนิดวานหน่อยไม่ได้เลย คิดแต่เงินกับแม่ก็ไม่เว้น)
“ก็ทางไปบ้านป้าหมอนเนี่ยไม่ได้เรียกว่าแวะเลยนะ คนละทางกับบ้านเราเลยด้วย เปลี่ยวจะตายจะจ๊ะเอ๋กับผีตอนไหนก็ยังไม่รู้ งั้นแม่ไปเก็บเองไหมล่ะ”
(เออๆ เดี๋ยวให้ค่าขนมสามร้อย เพิ่มรายวันให้อีกยี่สิบรีบไปรีบกลับเดี๋ยวมันจะมืด)
“โอเคจ้ะ” ตอบตกลงอย่างไวเมื่อได้ยินว่าจะได้เงิน หลังจากวางสายแม่เสร็จก็หันไปทางเพื่อนเพื่อหาแนวร่วมในการไปเก็บค่าหวยบ้านป้าหมอน
“พวกแกไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ ไปเก็บค่าหวยบ้านป้าหมอน ฉันกลัวผี” คราวนี้ไม่ต้องปั่นจักรยานให้เสียเวลาเพราะมีมอเตอร์ไซค์ แม่ซื้อให้เพราะจะได้ไปโรงเรียนสะดวก
สามสาวแก๊งนางฟ้าไม่เคยปฏิเสธกันอยู่แล้ว หากปฏิเสธไปจีจี้กับส้มลิ้มต้องเดินกลับบ้านกันเอง เพราะทุกวันนี้ทั้งสามจะนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ของเต้าหู้มาด้วยกัน เต้าหู้ขับ ส้มลิ้มนั่งข้างหน้าหน้า จีจี้ซ้อนท้าย
มอเตอร์ไซค์ขับเข้ามาในสวนของป้าหมอน สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นยางสูงชะลูดบดบังแสงอาทิตย์ยามเย็นจนทำให้ตลอดทางดูมืดกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวสำหรับเต้าหู้เพราะพาเพื่อนสองคนมาด้วยเลยอุ่นใจ
แต่จู่ๆ ไฟหน้ารถก็สาดไปกระทบกับอะไรบางอย่างที่เหมือนกับคนนอนแน่นิ่งขวางทางอยู่
"ใครมานอนเล่นในสวนยางวะ" เต้าหู้เห็นเลยสงสัย
"ผัวป้าหมอนหรือเปล่าเมาแล้วคงเดินกลับไม่ไหว ลองบีบแตรดิ๊" พอบีบแตรร่างนั้นก็ไม่ไหวติง ส้มลิ้มที่นั่งด้านหน้าสุดเห็นว่าใบหน้าและเสื้อผ้าเขาชุ่มเลือดดังนั้นรีบตะโกนบอกคนขับทันที
“อีเต้าหู้ เบรก!!!” มือคนขับบีบเบรกอย่างแรงจนล้อรถด้านหน้าปัดไปกับก้อนกรวด
กรี๊ด!!!! เสียงกรีดร้องประสานดังไปทั่วสวนยาง รถล้มเทกระจาดสมาชิกแก๊งนางฟ้าไปคนละทิศละทาง สภาพแต่ละคนดูไม่จืดเลยทีเดียว กระโปรงนักเรียนหญิงถกขึ้นมากองบนเอว เสื้อสีขาวตอนนี้เปื้อนไปด้วยฝุ่นและดิน ส่วนจีจี้ก็พุ่งเข้าไปในพุ่มไม้
“โอ๊ย!!” คนมาเก็บค่าหวยพยุงตัวเองขึ้นนั่งก่อนจะมองไปตรงหน้าเห็นร่างชายฉกรรจ์ที่นอนแน่นิ่ง แถมใบหน้าปูดโปนเปื้อนไปด้วยเลือด มิหนำซ้ำหน้าท้องก็มีเลือดออกสภาพนี้ไม่โดนยิงก็โดนแทง
“ศพ!?"
“โดนโจรฆ่าตายหรือเปล่า” ส้มลิ้มคลานมานั่งข้างๆเต้าหู้ก่อนเอ่ยถาม เพราะเห็นว่าสภาพนี้ยังไงก็ไม่น่ารอด
“แถวนี้มีโจรที่ไหน" ถ้านับแค่ไอ้พวกขโมยของเล็กน้อยๆมันก็มีบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงถึงขั้นปล้นฆ่ากันแบบนี้
อีกอย่างคนๆ นี้ก็แต่งตัวดูดีไม่น้อย ดูก็รู้ว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพงเอาเรื่อง ถ้าโดนปล้นจริงๆ โจรจะทิ้งของพวกนี้ไว้ทำไม เว้นเสียแต่ว่าที่เขาใส่มันคือของปลอม
เด็กสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าตัวเองจะเข้าไปหรือไม่เข้าไปดี สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นก็พาตัวเธอมานั่งข้างๆ ชายปริศนาแล้ว
“เต้าหู้นั่นแกจะทำอะไร" ยัยจีจี้ที่ลุกออกมาจากพุ่มไม้กินคนเห็นว่าเพื่อนกำลังจะไปแตะตัวคนตาย
“จะดูว่าตายหรือยัง”
มือของเธอค่อยๆยื่น ไปอังที่จมูกของเขาเพื่อดูว่ายังหายใจอยู่ไหม ลมหายใจอุ่นๆ รินรดผ่านมือเล็กๆ นั้นแต่มันก็อ่อนมากๆ เธอตัดสินใจให้เพื่อนแจ้งกู้ภัยเพราะปล่อยไว้เขาอาจจะได้ตายจริงๆ
“พวกแกก็โทรแจ้งตำรวจกับกู้ภัยเลย” หันไปบอกเพื่อนทั้งสอง ก่อนจะหันกลับมาลองเรียกคนที่นอนสลบอยู่ตรงหน้า
"คุณคะ ได้ยินเสียงหนูไหม คุณคะ"
"อืม.." เสียงครางในลำคอหนา ดวงตาที่หลับสนิทมีการเคลื่อนไหว เปลือกตาเปิดขึ้นเล็กน้อย
"เห็นหนูไหมคะ" เธอโบกมือผ่านตาเขาไปมาดวงตาไม่ได้กลอกไปตามมือที่เคลื่อนไหว แต่ดูเหมือนว่าพยายามเพ่งมองมาที่ใบหน้าของเธอมากกว่าก่อนจะเปล่งเสียงแหบแห้งออกมา
“นางฟ้า?”
"ว่าอะไรนะคะ พูดอีกทีสิคะ" หืมตะกี้เขาพูดว่าอะไรนะ นางฟ้าใช่ไหม หรือเธอหูฝาด
"ผมตายแล้วเหรอ ทำไมมีนางฟ้าอยู่ที่นี่" พอได้ยินแบบนั้นสาวน้อยถึงกับเขินจนตัวบิด นี่ขนาดเขาเจ็บจนลืมตาแทบไม่ขึ้นความสวยของเธอยังทะลุไปให้เขามองเห็นมันได้อีก เกิดเป็นคนสวยก็งี้แหละ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลพร้อมส่งยิ้มหวานรับบทเป็นนางฟ้าตามน้ำไปก่อน
"ใช่ค่ะ นี่คือนางฟ้าเอง อดทนไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวกู้ภัยก็มาแล้วค่ะ"
หลังจากเหตุการณ์นั้นตำรวจก็จับตัวของภีมไปรับโทษตามกฎหมาย และยังค้นพบหลักฐานที่ภีมและพ่อร่วมกันทำความผิด ปิดบัง อำพรางมาตลอดหลายปีอีกมากมาย ภาพที่เห็นว่าภีมนั้นเป็นสุภาพบุรุษไม่ยุ่งกับผู้หญิงคนไหน หรือไม่เคยมีข่าวเสียหายเป็นเพราะว่าภีมมักจะอัดคลิปที่ตนมีอะไรกับผู้หญิงที่คบกันอยู่เอาไว้สำหรับข่มขู่หากพวกเธอคิดจะเปิดโปงเรื่องของเขาและเธอ จึงไม่มีใครกล้าปริปากเอาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไปแพร่งพรายให้ใครรู้ หากคนไหนที่ยังรั้นและไม่ยอมทำตามก็จะถูกภีมและพ่อจัดการปิดปากพวกเธอ แถมภีมก็มีรสนิยมที่ชอบถ่ายคลิปเอาไว้เวลาที่ทรมานเหยื่อนั่นจึงเป็นหลักฐานชั้นดีที่ทำให้ภีมจะได้รับโทษสถานหนัก เต้าหู้นั่งรอเฉินอยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด ไม่นานเขาก็ถูกนำตัวออกมาเข้าไปพักฟื้นที่ห้องพักผู้ป่วย พอหมอบอกว่าเขาพ้นขีดอันตรายแล้วเธอจึงโล่งใจและปล่อยให้เขาพักผ่อนเต็มที่ เธอจึงมีเวลาก็ไปดูอาการของเพื่อนอย่างพลอย พอไปถึงก็ได้ยินเสียงดังโวยวายดังมาจากข้างในห้อง “อีลูกไม่รักดี ฉันส่งแกมาเรียน ทำไมแกไม่เรียน ฉันทำงานเหนื่อยแทบตายหาเงินมาให้แกทำตัวเหลวไหลแบบนี้เหรอ พลอยแก
ขณะที่ใจจะอยากยอมแพ้ แต่พอภีมจะขึ้นมาคร่อมตัวเธอบนโซฟา สองเท้าที่ไม่ได้ถูกมัดก็กระแทกแรงๆ ไปที่หน้าอกภีมจนเขาหงายหลังลงไปกับพื้น “อีเหี้ยเอ๊ย” เขาสบถคำออกมาเพราะแรงถีบที่รุนแรงจนจุก เธอพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เพราะมือที่ถูกมัดไว้ด้านหลังทำให้ขยับตัวยาก พอนั่งได้และเท้าแตะพื้นก็พยายามลุกขึ้นวิ่งหลบและคิดหาทางวิ่งไปทางประตูห้องเพื่อที่จะหนีเอาตัว “พวกมึงยืนโง่กันอยู่ทำไม ไปจับตัวมันสิวะ” ภีมเอ่ยด่าลูกน้องที่มัวแต่มองไม่ทำอะไร ลูกน้องของภีมก็วิ่งเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง ห้องมันไม่ได้กว้างพอที่จะให้เธอวิ่งไปมาได้มากนัก หนีได้ไม่นานสุดท้ายก็มาอยู่ที่มุมห้อง ภีมที่โมโหจึงเดินปรี่เข้ามาหา มือใหญ่คว้าใบหน้าของเธอจับบีบแก้มทั้งสองข้าอย่างแรง และใช้นิ้วกดลงที่แผลบนพวงแก้มที่เขาเป็นคนทำเธอทั้งเจ็บและแสบ “กูหมดความอดทนกับมึงแล้วนะ ชอบความรุนแรงใช่ไหมงั้นก็โดนพร้อมกันหลายๆ อันมึงน่าจะชอบ” ก่อนจะหันหน้าไปทางลูกน้อง “จับมัน แล้วถอดเสื้อผ้ามันให้หมด เสื้อผ้าพวกมึงด้วย” ไอ้พวกลูกน้องผุ้ชายได้ยินคำสั่งก็ร
“วันนี้พลอยก็ไม่มาอีกแล้วนะ” เต้าหู้บ่นกับเพื่อนสาวสองคนเช่นเคยที่เพื่อนอย่างพลอยหายไปและไม่สามารถติดต่อได้จนน่าเป็นห่วง “โทรหาติดไหม” “ไม่เลยตั้งแต่ที่เจอเมื่อวานก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก” “พวกเราจะทำยังไงดีล่ะ ตอนนี้แชทฉันหนักขวามากเลย พลอยไม่อ่านไม่ตอบเลย” "ยังไงวันนี้เราก็ต้องไปหาพลอยอีก" "โอเคไปกันเลยไหม" ระหว่างที่กำลังตกลงว่าจะไปหาพลอย เต้าหู้ก็สังเกตเห็นว่าภีมกำลังเดินสวนกับพวกเธอไป ใจจริงเธออยากจะเอ่ยถามเกี่ยวกับเรื่องของพลอยแต่ก็เห็นว่าเขาเดินไปไกลแล้ว อีกอย่างตอนนี้เฉินก็มารับเธอเสียก่อนทำให้เธอพลาดที่จะได้เข้าไปถามเขา เธอมองภีมเดินไปจนสุดลูกตา ทำให้เฉินต้องมองตามไปบ้างพอเห็นว่าเป็นภีมเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ “มีอะไรเหรอ” “เปล่าค่ะ เฮียเฉิน เดี๋ยวแวะไปที่คอนโดเพื่อนหนูแป๊บหนึ่งได้ไหม“ “ได้สิ แล้ววันนี้ไม่มีสอนพิเศษเหรอ” “วันนี้หนูลาค่ะ หนูเป็นห่วงพลอยช่วงนี้พลอยแปลกไป” ไม่นานเธอก็มาถึงที่คอนโดของพลอย และแน่นอนว่าทางรปภ.คอนโดของพลอยก็ยังยืนกรานไม่ให้ค
“เฮีย เฮีย” เต้าหู้ตะโกนเรียกเขาพร้อมน้ำตา ขณะที่มือเล็กๆนั้นก็เขย่าไปที่ตัวเขาอย่างแรงไม่หยุด เธอเงยหน้าขึ้นมอง จ๊อดกับแจ๊ดที่ได้แต่ยืนนิ่งไม่ทำอะไร “พี่จ๊อดพี่แจ๊ด เรียกรถพยาบาลเร็ว” ลูกน้องคนสนิทมองหน้ากันแต่ก็ไม่มีใครหยิบมือถือหรือมีท่าที่เป็นเดือดเป็นร้อนกันสักคน “พี่จ๊อดพี่แจ๊ดเร็วสิ เฮียเฉินจะตายแล้วเนี่ย” เธอทั้งห่วงเขา และพาลโมโหที่จ๊อดแจ๊ดดูจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรแม้แต่น้อยทั้งๆที่เห็นลูกพี่ตัวเองนอนสลบเหมือดไปต่อหน้าต่อตา ฝ่ามือเล็กที่วางบนอกแกร่งรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมถี่ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆตามออกมาทำให้เธอต้องรีบกลับไปมองคนที่สภาพปางตายบนตักของเธอว่าเกิดอะไรขึ้น ดวงตาคมที่ปิดลงเมื่อครู่ตอนนี้ได้มองมาที่เธอพร้อมใบหน้าที่เจือรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์ เต้าหู้พอรู้ว่าโดนแกล้งถึงกับกัดฟันกรอดด้วยความโมโห “เฮียเฉิน!” จากมือที่ใช้เขย่าตัวเขาเพื่อเรียกสติ ตอนนี้กลับกำแน่น และทุบไปอย่างแรงบนอกแกร่งนั้นจนคนที่โดนถึงกับจุกเพราะเธอใส่มาเกือบเต็มแรง “โอ๊ย ตีเฮียทำไม เฮียเจ็บอยู่นะ” “แล้ว
หลายวันมานี้พลอยหยุดเรียนไปด้วยเหตุผลที่ว่าเธอนั้นไม่สบาย แถมในแชทกลุ่มเธอก็ไม่มีความเคลื่อนไหว ส่งข้อความหาเพื่อนก็ตอบกลับเพียงสั้นๆ แล้วก็หายไป โทรหาน้ำเสียงก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก เต้าหู้กับเพื่อนอีกสองคนเลยอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ “แกสองคนได้คุยกับพลอยบ้างปะ” เต้าหู้ที่เป็นกังวลเอ่ยถามกับเพื่อนทั้งสองขณะที่กำลังนั่งรอเข้าเรียนในช่วงเช้า “ไม่นะ ไม่ได้คุยอะไรกันเลย เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน” ส้มลิ้มตอบ “ฉันก็รู้สึกเป็นห่วงพลอยอะ ไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไรกันแน่” สีหน้าเต้าหู้เป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด พลอยไม่ใช่คนที่จะโดดเรียนหรือหนีหายไปและโกหกว่าป่วยแน่นอน ตอนนี้เธอคงจะป่วยจริงๆ จนถึงขั้นมาเรียนไม่ไหว จีจี้ที่นั่งฟังอยู่เลยออกความเห็น “งั้นเราลองถามพลอยดีไหมว่าตอนนี้อยู่ไหน หลังเลิกเรียนแล้วไปเยี่ยมพลอยกัน” ระหว่างที่กำลังจะกดโทรหาอยู่นั้น พวกเธอก็ได้เห็นพลอยก็กลับมาเรียนแต่พลอยกลับไม่เดินมาหาพวกเธอ แต่กลับรีบเดินเข้าห้องเรียนไปแถมยังไม่มานั่งรวมกับพวกเธออีกต่างหาก ไม่รู้ว่าพลอยมีปัญหาอะไรไหม พอจะถามพลอยก็ปลีกตัวไม่สุงสิงกับใครนั่นยิ่งทำให้น่าเป็นห่วงมา
วันกีฬามหาวิทยาลัย นักศึกษาแต่ละคนก็ต้องวุ่นกับการทำหน้าที่ของตนเอง เต้าหู้ พลอย และจี้จี้ มีหน้าที่แปลกอักษร บนอัฒจันทร์พวกเธอต้องตื่นตั้งแต่ตีสามตีสี่เพื่อมาเตรียมความพร้อมก่อนงานจริงจะเริ่ม ส่วนส้มลิ้มก็มีแข่งชกมวยรอบชิงชนะเลิศอยู่ที่สนามและเธอจะมารับเหรียญในช่วงเย็น จนถึงเวลาพักทานข้าว รุ่นพี่ที่ดูแลได้นำอาหารและน้ำดื่มมาแจกให้กับพวกนักกีฬาและคนอื่นๆ ที่ทำกิจกรรม สามสาวก็มาหาที่ร่มๆ มานั่งทานข้าวและพักผ่อนก่อนจะกลับไปทำกิจกรรมต่อในช่วงบ่าย สามสาวเปิดกล่องข้าวออกมากำลังจะเริ่มทานด้วยความหิวและความเหนื่อย แต่พลอยกลับทำหน้าพะอืดพะอม และรีบปิดกล่องข้าวลงทันที “พลอยเป็นอะไร ไม่หิวเหรอ” “เรารู้สึกไม่ชอบกลิ่นหมูกระเทียมกล่องนี้เลย มันฉุน เราอยากอ้วก” พอพูดจบเธอก็รีบลุกจากที่นั่งเพื่อที่จะรีบไปอ้วกในห้องน้ำใกล้ๆ เต้าหู้กับจีจี้ด้วยความที่เป็นห่วงเพื่อน จึงวิ่งตามไปพอมาถึงก็เห็นว่าพลอยอยู่ข้างในนั้น เต้าหู้รีบช่วยลูบหลังเพื่อนให้ก่อนจะเอ่ยถาม “แกเป็นอะไร ไม่สบายเหรอ” “ไม่รู้สิ แต่สองสามวันมานี้ฉันเวียนหัวมา
ในช่วงกิจกรรมกีฬาของมหาลัย แน่นอนว่านักศึกษาปีที่หนึ่งของแต่ละคณะก็จะต้องมีการฝึกซ้อมเชียร์และกีฬากันอย่างหนัก แน่นอนแหละว่าคนสวยๆ แบบพวกเธอต้องได้รับหน้าที่แปลอักษรและนั่งร้องเพลงเชียร์อยู่บนอัฒจันทร์อยู่แล้ว “เดี๋ยวให้พักก่อนสามสิบนาทีนะครับน้องๆ อีกครึ่งชั่วโมงกลับมาประจำที่นะครับ พี่จะซ้อมเต็มอีกสักสองถึงสามรอบ หรือจนกว่าพวกเราจะคล่อง” รุ่นพี่ปีสี่ที่ทำหน้าที่คุมการซ้อมบอกให้พวกปีหนึ่งไปพัก แต่ตอนนี้อากาศร้อนมากทำให้แต่ละคนก็บ่นออกมาไม่เว้นแม้แต่พวกของแก๊งนางฟ้าเอง “ร้อนมาก ใครก็ได้เอาน้ำไปราดดวงอาทิตย์หน่อยซิ” เต้าหู้บ่น เพราะอัฒจันทร์ของคณะเธอดันหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ก็เลยรับแสงแดดยามบ่ายกันอย่างเต็มที่ อย่างไม่ต้องการ กันแดดที่โบกมาอย่างหนาไม่รู้ว่าจะเอาอยู่ได้มากขนาดไหนรู้สึกว่าผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อยหลังจบงานนี้คงต้องบำรุงกันยาวๆ “หิวน้ำจะตายอยู่ละ สต๊าฟอยู่ไหนกันหมดปกติต้องเอาน้ำมาแจกแล้วนะ” อยู่จี้ที่ใช้หมวกฟางพัดวีให้ตัวเองบ่นด้วยความเหนื่อย เพราะเธอต้องซ้อมกันในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ วันปกติก็เรียนแทบไม่ได้พักตอนเย็นของทุกวันและวันหยุดก็ต้องซ
ตอนนี้ก็ถึงเวลาเปิดเทอมแล้ว ส้มลิ้มและจีจี้มาด้วยหน้าตาที่สดใสเพราะได้กลับบ้านไปพักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนเปิดเทอมใหม่แล้ว อะไรบางอย่างก็ดูจะเปลี่ยนไป อย่างเช่นพลอยที่ปกติแล้วเธอจะมักจะใส่เสื้อผ้า ชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อยและมิดชิดปิดไปแทบทุกสัดส่วน สวมแว่นตาหนา รวบผม ใบหน้าก็ไร้ซึ่งเครื่องสำอางแต่แต้ม แต่เวลาเปลี่ยนคนเราก็เปลี่ยนอย่างที่เขาว่า เวลามีความรักอะไรมันก็ดูสวยงามไปหมด พอถอดแว่นตาแต่งตัวให้ดูเข้ากับรูปร่างตัวเอง และแต่งหน้าเพิ่มเพียงนิดหน่อย ก็ทำให้เธอดูโดดเด่นขึ้นมามากเลยทีเดียวอย่างกับเป็นคนละคน “ไม่บอกจริงๆ เหรอว่าแฟนแกเป็นใครน่ะพลอย” ส้มลิ้มที่อยากรู้อยากเห็นกว่าใครอดใจไม่ได้ที่จะต้องถาม “ยังบอกไม่ได้ตอนนี้น่ะ” พลอยหลุบใบหน้าแดงที่กำลังเขินอายลงไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ก็รู้สึกว่าพลอยดูสดใสขึ้น “งั้นแก๊งเราก็เหลือคนโสดแค่ฉันกับแกแล้วสิส้มลิ้ม” จีจี้พูดพลางแกล้งทำหน้าเศร้าโผเข้ากอดส้มลิ้ม เพื่อนสาวที่ยังไม่มีแฟนอีกคน “ฉันน่ะโสดจริงแถมไม่เคยมีแฟนด้วย ส่วนของแกน่ะโสดไม่จริงค่ะ เดี๋ยวคบเดี๋ยวเลิกอยู่นั่
เต้าหู้และเฉินนั่งอยู่ในโบสถ์และกำลังเข้าร่วมพิธีแต่งงานของเพื่อนสนิทของเฉิน อย่าง อากิระและคนรักของเขาอย่างริบบิ้น โดยที่มีเด็กตัวน้อยยืนอยู่บนแท่นพิธีร่วมกับทั้งคู่ เด็กคนนั้นคือเรียวตะลูกชายของพวกเขาทั้งสองนั่นเอง คู่บ่าวสาวต่างปฏิญาณสาบานตนว่าจะรักและดูแลซึ่งกันและกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ในตอนเย็นก็มีพิธีฉลองมงคลสมรส จัดขึ้นที่คฤหาสน์ของอากิระ หลังลงจากรถหรูเฉินยกแขนข้างหนึ่งขึ้นเป็นการบอกให้คนตัวเล็กที่ยืนข้างกันเดินคล้องเข้าไปในงานคืนนี้ พอเข้ามาหญิงสาวมองไปรอบๆ ตะลึงในความใหญ่โตและสวยงามของคฤหาสน์สไตล์ยุโรปแห่งนี้ตกแต่งราวกับหลุดออกมาจากยุคกลาง ก่อนที่เฉินจะพาเธอเดินไปทักทายเพื่อนสนิทที่อยู่ในงานเลี้ยงอย่างคู่บ่าวสาว “ยินดีกับมึงด้วยนะเพื่อน” “เออ ขอบใจ” “เรียวตะหลานกู ไปไหนแล้วล่ะ” มองหาลูกชายของเพื่อที่ตอนนี้ไม่เห็นมาวิ่งเล่นในงาน “เล่นทั้งวันคงเหนื่อยก็เลยงอแง กูให้พี่เลี้ยงพาขึ้นไปนอนแล้ว” “เออจริงสิ ไอ้พี่อี้ใส่ซองมาให้ แล้วก็ฝากบอกยินดีกับริบบิ้นด้วย แล้วก็ฝากความคิดถึงเรียวตะ” เฉินหยิบซองด้
Comments