Share

บทที่ 4

Author: ชาชา
เช้าวันถัดมา ฉินจื่ออี้ตื่นแต่เช้า พอเดินไปถึงห้องอาหาร ก็เห็นว่ามีคนอยู่ในครัวแล้ว

เป็นเส้าสวินฉือที่สวมผ้ากันเปื้อนกำลังทำอาหารอยู่ ส่วนอวี้เยียนซู่ยืนกอดเขาจากด้านหลัง เขาไม่ได้ขัดขืน ซ้ำยังหันกลับไปมองเธอเป็นพัก ๆ พร้อมรอยยิ้มเอ็นดู

ภาพความใกล้ชิดสนิทสนมของพวกเขาปรากฏชัดเจนต่อสายตาของฉินจื่ออี้ แต่จู่ ๆ เธอก็หวนคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมา

ตอนนั้นในบ้านมีคนรับใช้มากมาย แต่เขากลับยุ่งกับงานตลอด ยุ่งจนไม่กลับบ้านทั้งคืนก็เป็นเรื่องปกติ คนรับใช้พวกนั้นเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง รังแกได้ง่าย เลยทำงานแบบขอไปที แถมยังแอบไม่เอาอาหารมาให้เธอกินอยู่บ่อย ๆ

ต่อมาเมื่อเขารู้ว่าคนรับใช้พวกนั้นทำงานแบบขอไปที จึงไล่พวกนั้นออกทั้งหมด และเพื่อดูแลเธอ เขาจึงเรียนรู้ที่จะทำอาหาร ดูแลเธอทุกมื้อทั้งเช้า กลางวัน เย็น ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

แต่ตอนนี้ เธอไม่อาจรักเขาได้อีกต่อไปแล้ว

หากอวี้เยียนซู่คือคนที่จะมอบความสุขให้เขาได้จริง ๆ เธอก็มีเพียงคำอวยพรให้ทั้งคู่เท่านั้น

ฉินจื่ออี้เบือนสายตาออกเงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัว เธอก็เดินกลับมาหยุดอยู่หน้าปฏิทินอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าอวี้เยียนซู่ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ พอเห็นปฏิทินนับถอยหลังตรงหน้าเธอ ก็เอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่า

“ปฏิทินนับถอยหลังนี่เอาไว้ทำอะไรเหรอ? ทำไมมีแค่เจ็ดแผ่นเอง?”

พอได้ยินคำถามของอวี้เยียนซู่ เส้าสวินฉือก็หันมามองตามสัญชาตญาณ และเห็นปฏิทินนั้นเช่นกัน

เมื่อเห็นว่าความสนใจของทั้งคู่ตอนนี้มารวมอยู่ที่นี่ ฉินจื่ออี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหาข้ออ้างตอบไปอย่างลวก ๆ

“เมื่อสองสามวันก่อนตอนออกไปข้างนอกกับเพื่อน เห็นปฏิทินนี้แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี ก็เลยซื้อมาน่ะ”

ข้ออ้างนั้นฟังดูไม่ค่อยเนียนนัก แต่เส้าสวินฉือก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ กลับพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งแทนว่า “วันนี้ฉันจะออกไปเดตกับเยียนซู่”

เขาพูดออกมาตรง ๆ เดิมทีเขานึกว่าเธอจะต้องโวยวาย แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะเพียงพยักหน้าอย่างสงบ “ขอให้พวกคุณเที่ยวให้สนุกนะ”

ไม่ได้เห็นปฏิกิริยาอย่างที่คาดไว้ เส้าสวินฉือควรจะดีใจ แต่ในตอนนี้เมื่อมองฉินจื่ออี้ เขากลับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในใจจึงรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย

บรรยากาศพลันเงียบลงในทันที ขณะนั้นเองอวี้เยียนซู่ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“เธออยู่บ้านคนเดียวก็คงไม่มีอะไรทำ ไม่งั้นไปกับพวกเราด้วยกันไหม?”

ไม่คิดเลยว่าเธอจะชวนตัวเองขึ้นมาแบบกะทันหัน ฉินจื่ออี้ชะงักไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า “ฉันยังมีธุระ วันนี้ฉันนัดเพื่อนไว้ จะไปบอกลากันสักหน่อย เลยคงไม่ได้ไปกับพวกคุณแล้ว”

เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือนก่อนมหาวิทยาลัยจะเปิดเรียน ในงานสังสรรค์ เพื่อน ๆ ต่างเต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคต มีเพียงฉินจื่ออี้ที่นั่งอยู่ลำพังเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรเลย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เธอเหลือเวลาอีกเพียงห้าวันเท่านั้น พอครบห้าวัน วิญญาณของเธอก็จะสลาย แล้วจะยังมีอนาคตอะไรเหลืออยู่อีกล่ะ?

ตอนนั้นเอง มีคนสังเกตเห็นความเงียบของเธอ จึงเดินเข้ามาใกล้

“อี้อี้ เธอชอบคุณอาของเธอไม่ใช่เหรอ? ว่าไง จะลองคว้าเขาให้ได้ก่อนวันหยุดนี้จบลงดีไหม?”

“ใช่สิ อี้อี้ เขาว่ากันว่าผู้ชายจีบผู้หญิงยากเหมือนข้ามภูเขา แต่ผู้หญิงจีบผู้ชายง่ายเหมือนมีแค่ม่านบาง ๆ กั้นอยู่ ยังไงพวกเธอก็ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน ไม่ต้องเขินหรอก ลุยเลย!”

พอพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ต่างพากันออกความเห็นให้เธอ บางคนถึงขั้นยุให้เธอทำให้เรื่องมันเลยเถิดจนถอยกลับไม่ได้ไปเลยด้วยซ้ำ แต่ฉินจื่ออี้กลับส่ายหน้าให้พวกเธอ

“ไม่ล่ะ ต่อจากนี้ฉันจะไม่ชอบเขาอีกแล้ว และก็ไม่อาจชอบเขาได้อีก”

งานสังสรรค์ไม่ได้ยืดเยื้อนานนัก ตอนจากลากัน ฉินจื่ออี้ก็เอ่ยลาพวกเธอทีละคน

“เสี่ยวหย่า ยินดีด้วยนะที่สอบติดมหาวิทยาลัยที่เธอชอบ ต่อไปอนาคตของเธอต้องสดใสแน่นอน”

“ซือซือ สุขภาพเธอไม่ค่อยดี แถมชอบลืมกินข้าวเช้าอยู่บ่อย ๆ ต่อไปต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”

“หยางหยาง ซูซู ฉันจะคิดถึงพวกเธอเสมอนะ”

“……”

เธอกอดพวกเธอทีละคน สีหน้าจริงจังเสียจนคนอื่น ๆ อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“อี้อี้ การบอกลาของเธอนี่จริงจังเกินไปแล้วนะ เหมือนจะไม่ได้เจอกันอีกเลยอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องห่วงหรอก ถึงมหาวิทยาลัยเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน พวกเราก็ไม่มีวันลืมเธอหรอก”

หลังจากบอกลากันเสร็จ ทุกคนต่างทยอยแยกย้ายกันไป โดยฉินจื่ออี้เป็นคนสุดท้ายที่ออกมา

เธอมองตามแผ่นหลังของพวกเธอไป ในใจก็อดรู้สึกเศร้าขึ้นมาไม่ได้

ต่อจากนี้ไป พวกเธอจะไม่มีวันได้พบกันอีก

“ลาก่อนนะ เพื่อน ๆ ของฉัน”

ตอนที่ฉินจื่ออี้กลับถึงบ้าน เส้าสวินฉือก็กลับมาแล้ว พอเธอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นเขานั่งอยู่บนโซฟา สีหน้ามืดครึ้ม

เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่เห็นอวี้เยียนซู่ จึงเอ่ยถามออกไปตามปกติว่า “พี่เยียนซู่ล่ะ?”

“เธอไปทำงานต่างที่แล้ว”

พอได้ยินคำตอบของเขา เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงพยักหน้าแล้วเตรียมจะเดินจากไป แต่ในจังหวะนั้นเอง เส้าสวินฉือกลับหยิบของออกมาหลายอย่าง พร้อมเรียกเธอไว้ด้วยสีหน้าเย็นชา

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

“ของพวกนี้…ทั้งโกศใส่อัฐิทั้งชุดศพ มันเรื่องอะไรกันแน่?”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 24

    บทที่ 24สุดท้ายแล้วจี้สวินฉือก็จากไปแล้วหลังจากอวี๋จื่ออี้จัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลด้วยตัวเองเสร็จได้ไม่นาน เขาก็ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลที่เธอโอนมาให้เดิมทีเขาไม่อยากรับเงินนั้นไว้ แต่คำพูดถัดมาของเธอกลับทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีก“รุ่นน้อง ยังไงฐานะทางบ้านนายก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว อย่าฝืนตัวเองเกินไปเลย ค่ารักษาของฉันฉันจ่ายเองได้อยู่แล้ว ถ้าทำให้นายต้องไปทำงานพิเศษเพิ่มอีกเพราะฉัน ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน”จี้สวินฉือก้มหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วน บางทีอาจเป็นเพราะช่วงนี้เขาฝันมากขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมและวิธีจัดการเรื่องต่าง ๆ ของเขาก็ยิ่งเหมือนคนในความฝันคนนั้นมากขึ้นทุกทีแต่คนในความฝันคือทายาทของเส้าซื่อ กรุ๊ป เป็นดาวรุ่งในแวดวงธุรกิจที่แม้จะแตกหักกับตระกูลเส้า ก็ยังสามารถสร้างตัวขึ้นมาใหม่ได้ด้วยความสามารถของตัวเองแต่จี้สวินฉือ เป็นเพียงนักศึกษายากจนที่ไม่มีอะไรเลย แถมยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำพอกลับถึงหอพัก เขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไม ทั้งที่ทุกอย่างกำลังไปในทิศทางที่ดี แต่แค่คืนเดียวผ่านไป ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปหมดด้านนอกหอพักจู่ ๆ ก็เริ่มมีเสีย

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 23

    บทที่ 23 ไม่ใช่ว่าอวี๋จื่ออี้จะเสียใจทีหลัง คำพูดที่เธอพูดไว้ก่อนที่วิญญาณจะสลายไปในตอนนั้น ก็ยังคงใช้ได้อยู่แม้จะมีความเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยเสียใจเลยแต่ตอนนั้น ยังมีอีกหนึ่งประโยคที่เธอยังไม่ได้พูด——เพียงแต่ถ้ามีชาติหน้า เธอไม่อยากรักเส้าสวินฉืออีกแล้ววันนั้น เธอคิดจริง ๆ ว่าตัวเองจะสลายหายไปแบบนั้นเลยแต่ในเมื่อครั้งนี้เธอได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้ง เธอก็ไม่อยากพัวพันกับเขาอีก เธออยากมีชีวิตเพื่อตัวเองสักครั้งตอนที่อวี๋จื่ออี้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นช่วงบ่ายของวันถัดมาแล้วกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนจมูกกับเพดานสีขาวล้วน ความเจ็บแปลบเล็ก ๆ จากเข็มที่หลังมือ และขวดน้ำเกลือที่ห้อยอยู่ด้านข้าง ทำให้เธอเข้าใจได้ทันทีว่าตัวเองอยู่ที่ไหนเธอหันศีรษะไป คนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงคือจี้สวินฉือเขาฟุบอยู่ข้างเตียง ดูเหมือนจะหลับไม่สนิทนัก แถมยังเห็นไรหนวดเคราจาง ๆ ขึ้นอยู่ที่คาง คงเป็นเพราะทั้งคืนที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้พักผ่อนอย่างจริงจังเลยถ้าเป็นเมื่อก่อน เธออาจจะรู้สึกสงสาร หรืออาจจะใจเต้นไปกับเขา แต่ในตอนนี้ เมื่อเธอมองเขา ความรู้สึกในใจก็ปะปนกันไปหมดตอนที่พญายมมาหาเธอ ยังได้พูด

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 22

    บทที่ 22 อวี๋จื่ออี้ฝันยาวนานมากเธอมองเห็นใบหน้าของคนในความฝันไม่ชัด แต่กลับรู้สึกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลว่า คนในความฝันนั้นก็คือพวกเขาในความฝัน มีชายคนหนึ่งที่ชื่อเหมือน “จี้สวินฉือ” แต่คนละนามสกุล เขาไม่ใช่นักเรียนยากจน หากแต่เป็นทายาทของเส้าซื่อ กรุ๊ป เขายอมย้ายออกจากตระกูล สละสถานะทายาท เพียงเพื่อเลี้ยงดูเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อเหมือนเธอแต่คนละนามสกุล เด็กคนนั้นร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก และยังเป็นหลานสาวที่เขารักที่สุดด้วยเขาเลี้ยงดูเธอจนเติบโต มอบความรักและความโปรดปรานให้เธอเพียงคนเดียว เอาใจใส่และตามใจเธอถึงขนาดว่า เธออยากได้ดวงดาว เขาก็จะไม่ยอมยื่นให้เพียงดวงจันทร์ตั้งแต่อายุแปดขวบจนถึงสิบแปดปี เขาเลี้ยงดูเธอมาตลอดสิบปีเต็ม แต่เธอกลับ “ไม่รู้จักละอาย” ไปตกหลุมรักผู้ใหญ่ที่เป็นญาติของตัวเองไม่มีใครเข้าใจเธอเลย แม้แต่คุณอาที่เคยรักและเอ็นดูเธอมากที่สุดก็ตามชายที่ชื่อ “เส้าสวินฉือ” คนนั้น ดึงความรักทั้งหมดที่เคยมอบให้เธอกลับคืนไปในพริบตา ก่อนจะเริ่มนัดดูตัวอย่างต่อเนื่องไม่หยุด จนกระทั่งพาคู่หมั้นที่เพียบพร้อมทุกด้านกลับมาเขาคิดว่าทำแบบนี้แล้วเธอคงจะยอมตัดใจแต่ภา

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 21

    บทที่ 21“วันนี้นายนัดฉันออกมา มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” อวี๋จื่ออี้พยายามกดความรู้สึกแปลก ๆ ในใจเอาไว้ แล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุดส่วนใบหน้าของเขาที่ยังร้อนผ่าวไม่หาย พอได้ยินคำถามของเธอเข้า ก็ยิ่งแดงขึ้นไปอีกเขาหยิบถุงใบหนึ่งออกมาจากอ้อมแขนแล้วยื่นให้อวี๋จื่ออี้ ขณะพูดเสียงของเขาก็เผลอเบาลงโดยไม่รู้ตัว“รุ่นพี่ นี่ให้พี่ครับ”พอเห็นว่าเขาจะให้ของขวัญ อวี๋จื่ออี้ก็รีบผลักถุงนั้นกลับไป โบกมือปฏิเสธทันที แต่เขากลับเหมือนคาดเดาการกระทำและความคิดของเธอไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงหยิบของในถุงออกมาทันทีมันคือผ้าพันคอไหมพรมสีขาว เส้นไหมถักไม่สม่ำเสมอ บางช่วงถี่บางช่วงห่าง มองแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ได้ซื้อมา และคำพูดถัดมาของจี้สวินฉือก็ยิ่งยืนยันความคิดนั้น“ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินมากพอ เลยไม่สามารถให้ของขวัญแพง ๆ กับรุ่นพี่ได้ ผ้าพันคอนี้ผมถักเองกับมือ เป็นครั้งแรกด้วย ยังไม่ค่อยชำนาญ หวังว่ารุ่นพี่จะไม่รังเกียจนะครับ”ประโยคเดียวนั้นแฝงความเจ้าเล่ห์ไว้เต็มเปี่ยม พอประกอบกับใบหน้าที่แดงระเรื่อของจี้สวินฉือแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นมาอยู่ตรงนี้ เห็นเขาที่แสดงความรู้สึกออกมาอย่างจริงใจ

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 20

    บทที่ 20กว่าจะกล่อมให้การถกเถียงจอแจของคนในห้องสงบลงได้ อวี๋จื่ออี้ก็เพิ่งจะตั้งใจจะพักสักหน่อย เสียงแจ้งเตือนข้อความจากมือถือก็ดังขึ้นทันทีเธอก้มลงมอง ก็พบว่าเป็นข้อความจากจี้สวินฉือ“รุ่นพี่ วันนี้ผมขอโทษจริง ๆ ที่ทำโจ๊กของพี่หก ถ้าอย่างนั้น วันหลังผมขอเลี้ยงข้าวชดเชยได้ไหมครับ?”มีศีรษะหนึ่งโผล่มาจากข้างไหล่ของเธอ มองเห็นข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ของอวี๋จื่ออี้ในแวบเดียว จากนั้นก็เป็นเสียงคุ้นเคยของมู่เหวินซา “เห็นไหมล่ะ เขายังบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเธอด้วยนะ ได้ยินมาว่าฐานะทางบ้านเขาก็ไม่ค่อยดี แบบนี้ไม่เรียกว่าชอบแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ!”พอได้ยินว่าฐานะทางบ้านของจี้สวินฉือไม่ค่อยดี อวี๋จื่ออี้ก็ขมวดคิ้วขึ้นโดยสัญชาตญาณไม่รู้เพราะอะไร พอได้ยินพวกเธอพูดถึงฐานะทางบ้านของเขา กลับมีความรู้สึกขึ้นมาว่า บ้านของเขาน่าจะมีฐานะดีมากแต่พอมู่เหวินซาพูดถึงฐานะทางบ้านของเขาขึ้นมา อวี๋จื่ออี้ก็พลันนึกขึ้นได้ว่า ชื่อจี้สวินฉือ เธอก็เคยได้ยินมาบ้างก็เพราะว่าเขาเป็นถึงผู้ทำคะแนนอันดับหนึ่งของสายวิทย์เมื่อปีที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ แต่กลับเลือกมหาวิทยาลัย A ในท้องถิ่นเพราะพ่อแม่

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 19

    ชามโจ๊กเสียการควบคุมทันทีเอียงเทลง โจ๊กส่วนใหญ่กระเด็นไปอีกด้าน อีกส่วนหนึ่งก็สาดใส่ตัวนักศึกษาชายที่เดินผ่านมาพอดีสิ่งเดียวที่ยังนับว่าโชคดีคือ อวี๋จื่ออี้ไม่ได้ถูกลวกจากความร้อน“ซี้ด!”ไม่คิดว่าโจ๊กจะร้อนขนาดนี้ เมื่อรู้สึกถึงความแสบที่ลามไปทั่วหน้าอกกับท้อง จี้สวินฉือก็อดสูดปากเข้าหนึ่งเฮือกไม่ได้พอได้ยินเสียงร้องเจ็บ อวี๋จื่ออี้ก็ตกใจ รีบเอ่ยถามทันทีว่า “นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”จี้สวินฉือสูดหายใจลึก ๆ อยู่หลายครั้ง กว่าจะค่อย ๆ ดีขึ้น เขาโบกมือให้อวี๋จื่ออี้ก่อนจะพูดว่า “ฉันไม่เป็นไร ขอโทษนะครับ เป็นความผิดฉันเองที่ทำให้โจ๊กของเธอหก เดี๋ยวฉันซื้อให้ใหม่แล้วกัน!”เขาขอโทษออกมาแทบจะทันที จนทำให้อวี๋จื่ออี้ตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะจะมีใครกันที่ตัวเองเจ็บตัว แต่สิ่งแรกที่ทำกลับเป็นการขอโทษแล้วก็ขอชดใช้แบบนี้?ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ก็โทษเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ด้วย“ไม่เป็นไร ฉันซื้อใหม่เองก็ได้” เธอมองโจ๊กที่หกเลอะพื้นด้วยความเสียดายนิดหน่อย แต่ก็ยังส่ายหน้า ก่อนจะล้วงทิชชู่ออกจากกระเป๋าส่งให้เขา ชี้ไปที่โจ๊กที่เปื้อนอยู่บนเสื้อของเขา แววตามีความเป็นห่วง “โจ๊กก็ไม่ได้แพงอะไร แต่น

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 9

    บทที่ 9วันสุดท้ายของการนับถอยหลัง ขณะที่ฉินจื่ออี้ลงมาชั้นล่าง เส้าสวินฉือกำลังจะออกไปข้างนอกพร้อมกับอวี้เยียนซู่ พอเธอเดินมาถึงหน้าประตู ก็เอ่ยปากเรียกเขาไว้ทันที“คุณอา ฉันรู้ว่าคุณยุ่ง แต่วันนี้คุณพอจะกลับมากินข้าวกับฉันสักมื้อได้ไหม แค่มื้อเดียว แค่เราสองคน”ฉันอยาก…บอกลาคุณให้ดี ๆ สักครั้ง

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 8

    บทที่ 8 เธอกำลังจะอ้าปากพูด แต่จู่ ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เด็กสองคนกำลังเล่นสเก็ตบอร์ดไล่หยอกล้อกัน พุ่งตรงมาทางสระว่ายน้ำ ทั้งคู่ไม่เห็นว่ามีคนยืนอยู่ข้างหน้า พอรู้ตัวก็เบรกไม่ทัน จึงพุ่งชนจนทำให้อวี้เยียนซู่ที่ยืนอยู่ข้างสระตกลงไปในสระน้ำทันทีได้ยินเพียงเสียง “ตู้ม” ดังขึ้น น้ำในสระกระเซ็นเ

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 7

    บทที่ 7 เส้าสวินฉือมองเธอ ก่อนจะรับของขวัญที่เธอยื่นให้ สีหน้าของเขาดูลึกลับอ่านไม่ออก“ไว้ค่อยมาร่วมอวยพรในพิธีหมั้นก็ยังไม่สาย”งานหมั้นเหรอ?แต่เธอคงอยู่ไม่ถึงวันที่เขาหมั้นแล้วฉินจื่ออี้ก้มหน้าลง เงียบไม่พูดอะไร ไม่อธิบายและไม่โต้แย้ง หลังจากยื่นของขวัญออกไปแล้วก็เดินจากมา ก่อนจะไปหามุมหน

  • ไม่จำเป็นต้องให้เธอกลับมา   บทที่ 6

    บทที่ 6เมื่อได้ยินเสียงคาดคั้นของเส้าสวินฉือ ฉินจื่ออี้ก็ได้สติกลับมาเสียที พอเห็นจดหมายรักในมือของตัวเอง เธอก็รีบวางซองจดหมายกลับคืนลงในลิ้นชักอย่างลนลาน ก่อนจะอ้ำอึ้งเอ่ยอธิบายว่า “ฉันแค่อยากช่วยคุณทำความสะอาดนิดหน่อย…”แต่คำอธิบายของเธอกลับไม่ได้รับความเข้าใจจากเขา ตรงกันข้าม น้ำเสียงของเขายิ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status