เข้าสู่ระบบหมู่บ้านตงซาน ทิศตะวันออกแคว้นต้าเฉิง
เป่าลี่เซียนรอนแรมมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ในตอนเช้ามืด นางถามไถ่มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รู้ที่พำนักของหมออาวุโสนามว่า เฉียวฟง "ท่านหมอเฉียวมีความสามารถมาก รักษาได้ทุกโรคเทียบหมอจากเมืองหลวง แต่ไม่รับลูกศิษย์ง่าย ๆ หรอกนะ" ชาวบ้านละแวกนั้นบอกกับนาง "ทำไมล่ะเจ้าคะท่านป้า" "เรื่องนี้ก็ไม่มีใครรู้หรอก ท่านหมอเฉียวเป็นคนเก็บตัวไม่ชอบความวุ่นวายและไม่ค่อยอยู่บ้าน คนในหมู่บ้านก็รบกวนเท่าที่จำเป็น" จากนั้นหญิงวัยกลางคนก็เดินจากไป ทิ้งให้นางยืนมึนงงอยู่หน้าบ้านของท่านหมอ 'ข้าจะหันหลังกลับไม่ได้ ข้ามน้ำข้ามเขามาตั้งไกลขนาดนี้' นางคิดในใจแล้วเดินไปเคาะประตู เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้งแล้วเงียบลงไปนาน ประตูจึงเปิดออก ภาพตรงหน้าเป็นชายชราคนหนึ่ง รูปร่างผอมบาง ความสูงไม่มาก ผมขาวและหนวดเคราสีขาว ดวงตาภายใต้ความเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดแฝงไว้ซึ่งความเมตตา เป่าลี่เซียนคลี่ยิ้มบางแล้วโค้งคำนับทำความเคารพ "เจ้าเป็นใคร" เสียงนั้นค่อนข้างแหบแห้ง เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากการป่วยไข้ได้ไม่นาน "ข้าน้อยเป่าลี่เซียน มาจากเมืองหลวงเซิ่งจิงเจ้าค่ะ" เขามองนางครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม "มีคนป่วยต้องการรักษาหรือ" ด้วยอาชีพและประสบการณ์ คนที่มาพบหมอล้วนไม่พ้นเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย "ข้า...ข้าอยากเรียนวิชาแพทย์และสมุนไพรเจ้าค่ะ ท่านหมอรับศิษย์หรือไม่" แม้จะได้ยินคนอื่นบอกไว้แต่เมื่อตั้งใจแล้วนางจะละความพยายามได้อย่างไร "หากไม่ได้มารักษาหรือมีคนป่วย เจ้าก็กลับไปเถิด" หมอเฉียวฟงเปลี่ยนสีหน้าทันใดพลางเอื้อมมือเตรียมปิดประตู "ช้าก่อนเจ้าค่ะท่านหมอ ข้ามาไกลมาก ไม่มีญาติที่ไหน ท่านไล่ข้า ข้าก็ไม่รู้จะไปที่ใด เงินติดตัวไม่พอค่าเช่าโรงเตี๊ยมด้วยซ้ำ ให้ข้าเช่าบ้านท่านหนึ่งห้องได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ามีเงินไม่มาก แต่จะช่วยงานท่านเป็นการตอบแทนเพิ่มเจ้าค่ะ" หมอเฉียวฟงทำหน้าประหลาดใจ 'เด็กคนนี้ ชักพูดไม่รู้เรื่องแล้ว' เขาไม่สนใจนางเอื้อมมือปิดประตูเช่นเดิม ทว่าเป่าลี่เซียนยังคงดื้อดึง นางจับบานประตูง้างเอาไว้พร้อมส่งรอยยิ้มหวาน "ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ศิษย์จะตั้งใจเรียนและฝึกฝนให้ดีที่สุด" จากนั้นนางรีบแทรกตัวเข้าไปด้านในโดยที่หมอเฉียวยังไม่ทันตั้งตัว "นี่...นี่แม่หนู ข้าบอกจะรับเจ้าเมื่อไหร่กัน ออกไปจากบ้านข้านะ" "ข้าเดินหน้าแล้วไม่หันหลังกลับ ข้าไม่มีที่ไปและจะอยู่รับใช้อาจารย์เจ้าค่ะ" นางตอบกลับอย่างร่าเริง "เจ้านี่นะ ทำไมข้าถึงมาพบเจอคนอย่างเจ้ากัน ข้ารักษาแค่คนป่วยไม่สอนวิชาให้ใครเข้าใจหรือไม่" เขาเดินตามนางที่เดินวนไปมาสำรวจรอบ ๆ บ้าน ทันใดนั้นหมอเฉียวฟงก็มีอาการหน้ามืดและล้มหงายหลังลงกับพื้น ท้องฟ้าหมุนคว้างเบื้องบนมืดสลัว "ท่านอาจารย์!" เป่าลี่เซียนตกใจรีบวิ่งมาช่วยพยุงเข้าไปพักในร่ม แล้วล้วงยาหอมในห่อผ้าออกมา วิ่งหาจอกใส่น้ำเพื่อชงให้ผู้อาวุโสดื่ม ขณะที่กำลังอ่อนแรงสายตาพร่าเบลอ หมอเฉียวฟงรู้สึกถึงความผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด กลิ่นยาสมุนไพรลอยปะทะจมูกช่วยให้ลมหายใจโล่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป่าลี่เซียนลงมือบีบนวด พัดให้ลมกระจายไปรอบ ๆ และคลายเสื้อผ้าของเขาอย่างคล่องแคล่วตามที่นางเคยเป็นลูกมือมารดาช่วยเหลือผู้ป่วยเมื่อครั้งอยู่ชายแดน สายลมพัดมาระลอกใหญ่ทำให้หมอเฉียวฟงอาการดีขึ้น เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งโดยเป่าลี่เซียนใช้ห่อผ้าตนเองหนุนด้านหลังเอาไว้และช่วยประคองไปในตัว "เจ้า...ยังอยู่อีกหรือ" "ถ้าข้าไปใครจะดูแลท่านล่ะเจ้าคะ" "เจ้าดูแลคนป่วยเป็นด้วยหรือ" เขาถามอย่างไม่แน่ใจนัก "พอได้เจ้าค่ะ เบื้องต้นเท่านั้น ข้าถึงอยากเรียนเพิ่มเจ้าค่ะ" หมอเฉียวฟงนั่งสูดลมหายใจยาว ๆ ไม่นานก็เอ่ยขึ้น "เห็นแก่ความตั้งใจ ข้าจะรับเจ้าเอาไว้ แต่การรักษาคนหมายถึงช่วยชีวิตให้พ้นจากความตาย ประมาทไม่ได้" นางฉีกยิ้มกว้างพยักหน้ารัว ๆ ในที่สุดก้าวแรกของนางก็มาถึงแล้ว "รับทราบเจ้าค่ะท่านอาจารย์" หลังจากพิธีคุกเข่าคำนับอาจารย์อย่างเรียบง่ายในห้องโถงกลางสิ้นสุดลง ชีวิตใหม่ของเป่าลี่เซียนในหมู่บ้านตงซานก็เริ่มต้นขึ้นทันที วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางกลิ่นอายยาสมุนไพรที่ลอยคลุ้งอยู่ภายในเรือนไม้ไผ่หลังเล็ก หน้าที่ของนางในแต่ละวันเริ่มต้นตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เป่าลี่เซียนในชุดผ้าป่านหยาบสีซีดก็ต้องแบกถังไม้คู่หนึ่งเดินฝ่าหมอกหนาลงไปตักน้ำที่ลำธารท้ายหมู่บ้าน น้ำในฤดูนี้เย็นเฉียบจนทำให้นิ้วมือของนางชาแต่นางไม่มีการท้อถอย นางหาบน้ำกลับมาเติมจนเต็มโอ่งหลังครัว จากนั้นจึงหยิบขวานขึ้นมาผ่าฟืนที่ลานหลังบ้านต่อ เมื่อจัดการงานข้างนอกเสร็จสิ้น นางจึงเข้าครัวจุดเตาฟืนทำอาหารเช้า อาหารของท่านหมอไม่มีอะไรมากไปกว่าโจ๊กข้าวฟ่างร้อน ๆ กับผักดองหนึ่งจาน เป่าลี่เซียนใส่ใจกว่านั้น นางเคี่ยวจนเนื้อข้าวนุ่มเนียนละเอียด ชงชาสมุนไพรบำรุงกำลังวางคู่กันไว้ให้ผู้เป็นอาจารย์อย่างรู้ความ "ฝีมือต้มโจ๊กของเจ้า นับว่าใช้ได้" เฉียวฟงเอ่ยชมแผ่วเบาหลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ แววตาที่มองลูกศิษย์คนใหม่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างเงียบ ๆ หลังมื้ออาหาร คือช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่แท้จริง ลานหน้าบ้านเปลี่ยนเป็นพื้นที่ตากสมุนไพร เป่าลี่เซียนนั่งอยู่หน้ากระด้งไม้ไผ่ขนาดใหญ่หลายใบ นางคัดแยกรากไม้ ใบยา และกิ่งสมุนไพรที่เฉียวฟงเก็บมาจากบนเขาอย่างละเอียด นิ้วมือเรียวบางขยับไหวแผ่วเบา คัดส่วนที่เน่าเสียออก นางกางตำราแพทย์ของมารดาที่พกติดตัวมาเทียบเคียงอยู่ข้าง ๆ จดจำลักษณะของตัวยาแต่ละชนิดลงไปในสมองอย่างรวดเร็วด้วยความตั้งใจ ยามที่ชาวบ้านในหมู่บ้านตงซานหรือหมู่บ้านใกล้เคียงเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเฉียบพลัน เฉียวฟงจะสะพายย่ามยาออกเดินทางทันที โดยมีเป่าลี่เซียนคอยเดินตามเป็นลูกมือไม่ห่างกาย ในบ้านหลังเก่าที่ท้ายหมู่บ้าน ชายชราคนหนึ่งกำลังนอนซมด้วยไข้ป่าและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าแข้งจากการถูกของมีคมบาดจนอักเสบเป็นหนอง เฉียวฟงนั่งลงตรวจชีพจรพลางเอ่ยสอนเสียงเรียบ "ชีพจรลอยและเร็ว แสดงว่าพิษไข้เข้ารุกรานภายใน บาดแผลภายนอกต้องชะล้างให้สะอาดก่อน ลี่เซียน เจ้ามาทำ" "เจ้าค่ะท่านอาจารย์" เป่าลี่เซียนก้าวเข้าไปอย่างนิ่งสงบ นางคุกเข่าลงข้างแคร่ไม้โดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย นางหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่ผสมสมุนไพรฆ่าเชื้อ ค่อย ๆ เช็ดล้างบาดแผลอย่างเบามือ จัดการรีดเอาหนองเสียออก ทักษะการเป็นลูกมือมารดาในค่ายทหารชายแดนได้นำมาใช้อย่างไร้ที่ติ นางโรยผงยาสมานแผลและพันผ้าอย่างคล่องแคล่วแน่นหนา จนเฉียวฟงที่ลอบสังเกตอยู่ข้าง ๆ ต้องพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "สมาธิของเจ้าดีมาก จิตใจนิ่งสงบไม่หวั่นไหวต่อภาพตรงหน้า เหมาะที่จะเป็นหมอ" เฉียวฟงเอ่ยขึ้นระหว่างทางเดินกลับขณะที่แสงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า "ขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอน ศิษย์ยังต้องเรียนรู้อีกมากเจ้าค่ะ" เป่าลี่เซียนตอบเสียงเรียบ แววตามุ่งมั่นทอดมองไปข้างหน้า เมื่อกลับมาถึงบ้านนางไม่รีรอที่จะทำอาหารให้อาจารย์และต้มยาบำรุงร่างกาย การที่มีคนดูแลทำให้ชายชราที่เคยอยู่ตัวคนเดียวและทำทุกอย่างด้วยตนเองเบาสบายมากขึ้น หลังอาหารค่ำผ่านพ้นไปเป่าลี่เซียนล้างมือล้างเท้าและเตรียมจะแยกย้ายเข้าห้องนอน หมอเฉียวฟงกลับจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้กลางเรือน ก่อนจะเทสมุนไพรแห้งกองใหญ่ลงจากย่าม เสียงรากไม้และใบยาแห้งร่วงกราวดังสะท้อนในความเงียบ "อาจารย์ มีอะไรให้ข้าทำอีกหรือเจ้าคะ" นางหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาถาม เฉียวฟงทรุดตัวลงนั่ง เขาใช้ไม้พายเล็ก ๆ เขี่ยกองสมุนไพรตรงหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยจริงจัง "ในกองนี้มีสมุนไพรสองชนิดที่รูปร่างภายนอกยามตากแห้งแทบจะเหมือนกันทุกประการ หากหมอแยกแยะพลาดเพียงนิดเดียว ยาบำรุงจะกลายเป็นยาพิษปลิดชีพคนทันที" เฉียวฟงเงยหน้าขึ้น สบตาเด็ดเดี่ยวของลูกศิษย์คนใหม่ในความมืด "แสงตะเกียงสลัวเช่นนี้ ตาของเจ้าแยกไม่ได้หรอก จงแยกพวกมันออกจากกันให้เสร็จก่อนรุ่งสาง หากรุ่งเช้าข้ามาตรวจแล้วพบว่ามีรากพิษปนอยู่ในกองยาบำรุงแม้แต่ชิ้นเดียว พรุ่งนี้เจ้าหอบห่อผ้าออกไปจากหมู่บ้านตงซานได้เลย" พูดจบ ชายชราก็ลุกขึ้นหมุนตัวเดินเข้าห้องนอนของตนไป ทิ้งให้เป่าลี่เซียนอยู่กับกองสมุนไพรและตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ เป่าลี่เซียนมองกองยาตรงหน้า นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือท้อถอย นางทรุดตัวลงนั่งหลังตรง รู้ดีว่านี่คือบททดสอบแรกที่สะท้อนถึงชีวิตคนไข้ในอนาคต ดวงตาของนางมองไม่ชัดในความมืดจริงอย่างที่อาจารย์ว่า แต่ยังมีประสาทสัมผัสอื่น เป่าลี่เซียนหลับตาลง นึกถึงคำสั่งสอนของมารดาที่เคยพร่ำบอกยามคัดแยกยาทหารที่ชายแดน ‘ยาทุกชนิดมีกลิ่นและรสเฉพาะตัว ต่อให้รูปโฉมภายนอกจะหลอกตาได้ แต่ธรรมชาติของมันหลอกจมูกและลิ้นไม่ได้’ในแต่ละวันหากผู้ใดในที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงมองหาผู้ว่าการเซียวเหวินรุ่ย ก็แทบไม่ต้องไปตามหาที่ห้องทำงานใหญ่ให้เสียเวลา เพราะไม่ว่าหมอหญิงซ่งเถาจะขยับกายไปทิศทางใด ย่อมต้องมีร่างสูงสง่าของชายหนุ่มติดตามไปเป็นเงาตามตัวอยู่เสมอแม้กระทั่งยามที่นางต้องลงพื้นที่ตรวจเขตชุมชนเพื่อดูการรักษาอาการเจ็บป่วยของเหล่าเจ้าหน้าที่และทหารยามชั้นผู้น้อย ใต้เท้าเซียวผู้เคร่งขรึมก็ยังยอมลดตัวนั่งรถม้าหลวงตามไปคุมเข้มด้วยตนเอง โดยอ้างเหตุผลกับขุนนางคนอื่นอย่างหน้าตายว่า "ข้ามาตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย" ทว่าสายตาคู่นั้นกลับเอาแต่จับจ้องแผ่นหลังบางของหมอหญิงตัวน้อยตาแทบไม่กะพริบ จนพวกหมอหลวงต่างลอบมองหน้ากันแล้วอมยิ้มอยู่เนือง ๆจนกระทั่งวันหนึ่ง เป่าลี่เซียนต้องอยู่สะสางงานที่เรือนหมอหลวงจนดึกดื่น เนื่องจากต้องคัดแยกประเภทตัวยาสมุนไพรทั้งคลัง กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามวิกาล บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด เจ้าหน้าที่และคนงานคนอื่น ๆ ต่างดับไฟเข้านอนกันหมดแล้วร่างระหงเดินทอดน่องกลับมายังเรือนพักส่วนตัวด้วยความเหนื่อยล้า ทันทีที่นางผลักบานประตูก้าวเข้าไปในห้องที่มืดสลัวและกำ
สามเดือนต่อมา บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังกว้างของเซียวเหวินรุ่ยสมานตัวจนเกือบเรียบเนียน เนื้อตัวกลับมาแข็งแรงกำยำดังเดิมด้วยการดูแลอย่างดีของเป่าลี่เซียน ส่วนเรื่องคดีความของคนร้าย รองผู้ว่าการเสิ่นอวี่เจียได้ทำการตัดสินโทษประหารชีวิตสวี่ตงหลานและพวกพ้องล้างบางไปจนสิ้นซากตั้งนานแล้วในที่สุดวันสุดท้ายของการทำหน้าที่ดูแลคนเจ็บก็มาถึง พรุ่งนี้ใต้เท้าเซียวมีกำหนดการต้องกลับไปว่าราชการเต็มตัว บรรยากาศยามค่ำคืนในห้องพักฝั่งตะวันออกปกคลุมไปด้วยความเงียบกว่าทุกวันเมื่ออยู่กันสองคนตามลำพังเซียวเหวินรุ่ยทอดสายตามองสตรีเบื้องหน้าด้วยแววตาเผลอไผลและโหยหาจนเกินจะหักห้ามใจ หลายเดือนมานี้นางช่างเหมือนเป่าลี่เซียนของเขาเหลือเกิน ยิ่งคิดถึง ยิ่งใกล้ชิด เขาก็ยิ่งอึดอัดทรมานจนแทบจะอดใจไม่ไหว"ซ่งเถา" น้ำเสียงของเขาแหบพร่า สายตาจับจ้องใบหน้าหมดจดไม่วางตา "พรุ่งนี้เจ้าก็ไม่ต้องมาดูแลข้าแล้วหรือ"ทางด้านลี่เซียนเอง ในส่วนลึกของความทรงจำทุกอย่างแจ่มชัด ความว้าเหว่โดดเดี่ยวประดังประเดเข้ามา ตั้งแต่บิดามารดาในอดีตด่วนจากไป ซ้ำร้ายยังถูกท่านโหวและโหวฮูหยินแสดงท่าทีรังเกียจเหยียดหยามตั้งแต่นางสิ้นไร้ไม้ตอก ยาม
หลายวันผ่านไป บรรยากาศตึงเครียดในที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงเริ่มคลี่คลายลง บาดแผลที่ศีรษะของซ่งเถาหรือยามนี้คือเป่าลี่เซียน เริ่มสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลที่ปิดผ้าซับไว้บาง ๆ ร่างกายของนางฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ แววตาคู่สวยดูนิ่งลึกและเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความทรงจำในอดีตที่แจ่มชัดขึ้นทุกวัน ส่วนอาการของผู้ว่าการมณฑลก็พ้นขีดอันตรายแล้วเช่นกัน ทว่าบาดแผลที่หลังลึกเกินไป แพทย์หลวงจึงสั่งห้ามไม่ให้ขยับเขยื้อนกายเด็ดขาดในบ่ายวันหนึ่งเสิ่นอวี่เจียเดินทางมาเยี่ยมเยียนนางถึงห้องพัก ชายหนุ่มทอดสายตามองนางด้วยความอ่อนโยนและห่วงใยจากใจจริง "แม่นางซ่ง อาการของเจ้าดีขึ้นมากแล้วหรือไม่ ขาดเหลือสิ่งใดรีบบอกข้าเถิดนะ""ขอบคุณใต้เท้าเสิ่นเจ้าค่ะ ข้าน้อยดีขึ้นมากแล้ว" นางเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มบางหลังจากนั้น เขาจึงเดินต่อไปยังห้องพักฝั่งตะวันออกเพื่อเข้าเยี่ยมเยียนเซียวเหวินรุ่ย ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล "ใต้เท้าเซียว เรื่องคดีความ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าได้ลงมือจัดการสอบสวนและควบคุมดูแลที่ว่าการแทนท่านทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ยามนี้ท่านควรพักผ่อนให้มาก"
ตึกตึกตึกตึก ฮี้!!!เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังก้องกังวานฝ่าความเงียบสงัดของค่ำคืน รถม้าสำรองควบทะยานผ่านประตูใหญ่เข้าสู่ลานด้านหน้าของที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงอย่างรีบร้อน ก่อนที่กู้เฉิงจะดึงสายบังเหียนจนม้าหยุดลง ตัวรถครูดไปกับพื้นจนเกิดเสียงบาดหู"เร็วเข้า! ตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้! ใต้เท้าเซียวถูกลอบโจมตีได้รับบาดเจ็บสาหัส แม่นางซ่งก็บาดเจ็บไม่ได้สติ เร็ว!!!"สิ้นเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกและสิ้นหวังขององครักษ์คนสนิท ที่ว่าการมณฑลที่เคยเงียบสงบพลันแตกตื่น ทหารยามที่เข้าเวรดึกต่างเบิกตาโพลง วิ่งสวนกันไปมาจนเสียงชุดเกราะกระทบกันดังเคร้งคร้าง ทหารนับสิบนายวิ่งกระจายกำลังกันออกไปตามตัวหมอหลวงทุกคนที่อยู่ในเรือนพักอย่างรีบเร่ง บางส่วนรีบพุ่งเข้าไปช่วยประคองร่างโชกเลือดของเซียวเหวินรุ่ยและร่างซีดเซียวของซ่งเถาลงจากรถม้าอย่างระมัดระวังที่สุดสถานการณ์บีบคั้นจนบรรดาหมอหลวงที่วิ่งกระหืดกระหอบมาในชุดคลุมตัวยาวแทบไม่มีเวลาหายใจ ร่างของคนเจ็บทั้งสองถูกจับแยกห้องพักทันทีเพื่อความรวดเร็วในการรักษาห้องพักฝั่งตะวันออก ทหารหามร่างของเซียวเหวินรุ่ยเข้าไปนอนคว่ำบนเตียง บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังยาวลึกจนเห็นกระ
ภายในตัวรถม้าบรรยากาศปกคลุมไปด้วยความอึดอัด เสียงล้อรถม้าบดไปตามถนนลูกรังดังเป็นจังหวะ แต่ไม่อาจกลบเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของคนสองคนที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่ได้เลยซ่งเถานั่งตัวตรงอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ว่าการมณฑล สองมือของนางโอบกอดห่อผ้าและสมุนไพรบำรุงของบิดาเอาไว้แน่นราวกับมันเป็นโล่กำบังภัยเพียงชิ้นเดียวที่มี นัยน์ตาคู่สวยหลุบต่ำ จับจ้องเพียงลวดลายบนพรมปูพื้นรถม้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้างามขึ้นสีระเรื่อด้วยความอายแกมขัดเขิน นางทำหน้าไม่ถูกและรู้สึกทำตัวไม่ถูกที่ต้องมาติดอยู่ในพื้นที่จำกัดสองต่อสองกับบุรุษที่นางพยายามหลบหน้ามาตลอดทั้งเดือนยิ่งยามที่แอบชำเลืองสายตาขึ้นมอง แล้วพบว่าสายตาคู่นั้นยังคงจ้องตรงมาที่นางโดยไม่วางตา ซ่งเถาก็ยิ่งกระชับห่อผ้าในอ้อมอกแน่นขึ้นไปอีก จนนิ้วมือแทบจะจมหายไปในเนื้อผ้าเซียวเหวินรุ่ยทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งคิดถึงทั้งรู้สึกผิด และเหนื่อยใจกับกำแพงที่นางสร้างขึ้นมาปิดกั้นเขา เมื่อเห็นว่ารถม้าเคลื่อนตัวออกมาไกลจากตัวเมืองและไม่มีใครคอยรบกวนแล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจทำลายความเงียบลง เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยดุดัน
โรงเตี๊ยมเล็กแห่งหนึ่งนอกเมืองเหวินเฉิงบรรยากาศร้อนระอุด้วยเพลิงแค้น บุรุษผู้หนึ่งในชุดทหารชายแดนกำลังนั่งกำจอกสุราแน่น ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง สายตาจับจ้องไปยังทหารยามของที่ว่าการสองคนที่กำลังเมามายได้ที่สวี่ตงหลาน อดีตนายกองผู้มีอนาคตไกลแห่งกองทัพชายแดน ชีวิตของเขาและตระกูลสวี่กลับต้องพังพินาศย่อยยับลงภายในค่ำคืนเดียว เพียงเพราะราชโองการล้างบางขุนนางชั่วที่โกงกินคดีสมุนไพรหลวงและกักตุนสินค้าเมื่อคราวส่งไปซีอาน บิดาและพวกพ้องของเขาถูกตัดศีรษะประจาน ส่วนตัวเขาถูกปลดประจำการและเนรเทศอย่างหมดศักดิ์ศรี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตระกูลสวี่สร้างมา ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของเซียวเหวินรุ่ยเพียงคนเดียว"พี่ชาย ได้ยินว่าใต้เท้าเซียวปรีชาสามารถยิ่งนัก ขบวนเสด็จขององค์หญิงหกก็กลับไปแล้ว ที่ว่าการคงกลับมาสงบเรียบง่ายเหมือนเดิมแล้วกระมัง" สวี่ตงหลานแสร้งปั้นรอยยิ้มซื่อ แย้มยิ้มพลางรินสุราเอาใจทหารยามทั้งสอง"สงบอันใดกันเล่า ใต้เท้าเซียวของพวกเราทำงานหนักข้ามวันข้ามคืน คล้อยหลังขบวนเสด็จไม่กี่วัน อีกสองสามวันข้างหน้านี้ ใต้เท้าก็มีกำหนดการจะออกตรวจการนอกเมืองอีกแล้ว คราวนี้สั่งจัดกำลั







