تسجيل الدخولหมู่บ้านตงซาน ทิศตะวันออกแคว้นต้าเฉิง
เป่าลี่เซียนรอนแรมมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ในตอนเช้ามืด นางถามไถ่มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รู้ที่พำนักของหมออาวุโสนามว่า เฉียวฟง "ท่านหมอเฉียวมีความสามารถมาก รักษาได้ทุกโรคเทียบหมอจากเมืองหลวง แต่ไม่รับลูกศิษย์ง่าย ๆ หรอกนะ" ชาวบ้านละแวกนั้นบอกกับนาง "ทำไมล่ะเจ้าคะท่านป้า" "เรื่องนี้ก็ไม่มีใครรู้หรอก ท่านหมอเฉียวเป็นคนเก็บตัวไม่ชอบความวุ่นวายและไม่ค่อยอยู่บ้าน คนในหมู่บ้านก็รบกวนเท่าที่จำเป็น" จากนั้นหญิงวัยกลางคนก็เดินจากไป ทิ้งให้นางยืนมึนงงอยู่หน้าบ้านของท่านหมอ 'ข้าจะหันหลังกลับไม่ได้ ข้ามน้ำข้ามเขามาตั้งไกลขนาดนี้' นางคิดในใจแล้วเดินไปเคาะประตู เสียงเคาะดังขึ้นสามครั้งแล้วเงียบลงไปนาน ประตูจึงเปิดออก ภาพตรงหน้าเป็นชายชราคนหนึ่ง รูปร่างผอมบาง ความสูงไม่มาก ผมขาวและหนวดเคราสีขาว ดวงตาภายใต้ความเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดแฝงไว้ซึ่งความเมตตา เป่าลี่เซียนคลี่ยิ้มบางแล้วโค้งคำนับทำความเคารพ "เจ้าเป็นใคร" เสียงนั้นค่อนข้างแหบแห้ง เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากการป่วยไข้ได้ไม่นาน "ข้าน้อยเป่าลี่เซียน มาจากเมืองหลวงเซิ่งจิงเจ้าค่ะ" เขามองนางครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม "มีคนป่วยต้องการรักษาหรือ" ด้วยอาชีพและประสบการณ์ คนที่มาพบหมอล้วนไม่พ้นเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย "ข้า...ข้าอยากเรียนวิชาแพทย์และสมุนไพรเจ้าค่ะ ท่านหมอรับศิษย์หรือไม่" แม้จะได้ยินคนอื่นบอกไว้แต่เมื่อตั้งใจแล้วนางจะละความพยายามได้อย่างไร "หากไม่ได้มารักษาหรือมีคนป่วย เจ้าก็กลับไปเถิด" หมอเฉียวฟงเปลี่ยนสีหน้าทันใดพลางเอื้อมมือเตรียมปิดประตู "ช้าก่อนเจ้าค่ะท่านหมอ ข้ามาไกลมาก ไม่มีญาติที่ไหน ท่านไล่ข้า ข้าก็ไม่รู้จะไปที่ใด เงินติดตัวไม่พอค่าเช่าโรงเตี๊ยมด้วยซ้ำ ให้ข้าเช่าบ้านท่านหนึ่งห้องได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ามีเงินไม่มาก แต่จะช่วยงานท่านเป็นการตอบแทนเพิ่มเจ้าค่ะ" หมอเฉียวฟงทำหน้าประหลาดใจ 'เด็กคนนี้ ชักพูดไม่รู้เรื่องแล้ว' เขาไม่สนใจนางเอื้อมมือปิดประตูเช่นเดิม ทว่าเป่าลี่เซียนยังคงดื้อดึง นางจับบานประตูง้างเอาไว้พร้อมส่งรอยยิ้มหวาน "ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ศิษย์จะตั้งใจเรียนและฝึกฝนให้ดีที่สุด" จากนั้นนางรีบแทรกตัวเข้าไปด้านในโดยที่หมอเฉียวยังไม่ทันตั้งตัว "นี่...นี่แม่หนู ข้าบอกจะรับเจ้าเมื่อไหร่กัน ออกไปจากบ้านข้านะ" "ข้าเดินหน้าแล้วไม่หันหลังกลับ ข้าไม่มีที่ไปและจะอยู่รับใช้อาจารย์เจ้าค่ะ" นางตอบกลับอย่างร่าเริง "เจ้านี่นะ ทำไมข้าถึงมาพบเจอคนอย่างเจ้ากัน ข้ารักษาแค่คนป่วยไม่สอนวิชาให้ใครเข้าใจหรือไม่" เขาเดินตามนางที่เดินวนไปมาสำรวจรอบ ๆ บ้าน ทันใดนั้นหมอเฉียวฟงก็มีอาการหน้ามืดและล้มหงายหลังลงกับพื้น ท้องฟ้าหมุนคว้างเบื้องบนมืดสลัว "ท่านอาจารย์!" เป่าลี่เซียนตกใจรีบวิ่งมาช่วยพยุงเข้าไปพักในร่ม แล้วล้วงยาหอมในห่อผ้าออกมา วิ่งหาจอกใส่น้ำเพื่อชงให้ผู้อาวุโสดื่ม ขณะที่กำลังอ่อนแรงสายตาพร่าเบลอ หมอเฉียวฟงรู้สึกถึงความผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด กลิ่นยาสมุนไพรลอยปะทะจมูกช่วยให้ลมหายใจโล่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป่าลี่เซียนลงมือบีบนวด พัดให้ลมกระจายไปรอบ ๆ และคลายเสื้อผ้าของเขาอย่างคล่องแคล่วตามที่นางเคยเป็นลูกมือมารดาช่วยเหลือผู้ป่วยเมื่อครั้งอยู่ชายแดน สายลมพัดมาระลอกใหญ่ทำให้หมอเฉียวฟงอาการดีขึ้น เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งโดยเป่าลี่เซียนใช้ห่อผ้าตนเองหนุนด้านหลังเอาไว้และช่วยประคองไปในตัว "เจ้า...ยังอยู่อีกหรือ" "ถ้าข้าไปใครจะดูแลท่านล่ะเจ้าคะ" "เจ้าดูแลคนป่วยเป็นด้วยหรือ" เขาถามอย่างไม่แน่ใจนัก "พอได้เจ้าค่ะ เบื้องต้นเท่านั้น ข้าถึงอยากเรียนเพิ่มเจ้าค่ะ" หมอเฉียวฟงนั่งสูดลมหายใจยาว ๆ ไม่นานก็เอ่ยขึ้น "เห็นแก่ความตั้งใจ ข้าจะรับเจ้าเอาไว้ แต่การรักษาคนหมายถึงช่วยชีวิตให้พ้นจากความตาย ประมาทไม่ได้" นางฉีกยิ้มกว้างพยักหน้ารัว ๆ ในที่สุดก้าวแรกของนางก็มาถึงแล้ว "รับทราบเจ้าค่ะท่านอาจารย์" หลังจากพิธีคุกเข่าคำนับอาจารย์อย่างเรียบง่ายในห้องโถงกลางสิ้นสุดลง ชีวิตใหม่ของเป่าลี่เซียนในหมู่บ้านตงซานก็เริ่มต้นขึ้นทันที วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางกลิ่นอายยาสมุนไพรที่ลอยคลุ้งอยู่ภายในเรือนไม้ไผ่หลังเล็ก หน้าที่ของนางในแต่ละวันเริ่มต้นตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เป่าลี่เซียนในชุดผ้าป่านหยาบสีซีดก็ต้องแบกถังไม้คู่หนึ่งเดินฝ่าหมอกหนาลงไปตักน้ำที่ลำธารท้ายหมู่บ้าน น้ำในฤดูนี้เย็นเฉียบจนทำให้นิ้วมือของนางชาแต่นางไม่มีการท้อถอย นางหาบน้ำกลับมาเติมจนเต็มโอ่งหลังครัว จากนั้นจึงหยิบขวานขึ้นมาผ่าฟืนที่ลานหลังบ้านต่อ เมื่อจัดการงานข้างนอกเสร็จสิ้น นางจึงเข้าครัวจุดเตาฟืนทำอาหารเช้า อาหารของท่านหมอไม่มีอะไรมากไปกว่าโจ๊กข้าวฟ่างร้อน ๆ กับผักดองหนึ่งจาน เป่าลี่เซียนใส่ใจกว่านั้น นางเคี่ยวจนเนื้อข้าวนุ่มเนียนละเอียด ชงชาสมุนไพรบำรุงกำลังวางคู่กันไว้ให้ผู้เป็นอาจารย์อย่างรู้ความ "ฝีมือต้มโจ๊กของเจ้า นับว่าใช้ได้" เฉียวฟงเอ่ยชมแผ่วเบาหลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ แววตาที่มองลูกศิษย์คนใหม่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมอย่างเงียบ ๆ หลังมื้ออาหาร คือช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่แท้จริง ลานหน้าบ้านเปลี่ยนเป็นพื้นที่ตากสมุนไพร เป่าลี่เซียนนั่งอยู่หน้ากระด้งไม้ไผ่ขนาดใหญ่หลายใบ นางคัดแยกรากไม้ ใบยา และกิ่งสมุนไพรที่เฉียวฟงเก็บมาจากบนเขาอย่างละเอียด นิ้วมือเรียวบางขยับไหวแผ่วเบา คัดส่วนที่เน่าเสียออก นางกางตำราแพทย์ของมารดาที่พกติดตัวมาเทียบเคียงอยู่ข้าง ๆ จดจำลักษณะของตัวยาแต่ละชนิดลงไปในสมองอย่างรวดเร็วด้วยความตั้งใจ ยามที่ชาวบ้านในหมู่บ้านตงซานหรือหมู่บ้านใกล้เคียงเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเฉียบพลัน เฉียวฟงจะสะพายย่ามยาออกเดินทางทันที โดยมีเป่าลี่เซียนคอยเดินตามเป็นลูกมือไม่ห่างกาย ในบ้านหลังเก่าที่ท้ายหมู่บ้าน ชายชราคนหนึ่งกำลังนอนซมด้วยไข้ป่าและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าแข้งจากการถูกของมีคมบาดจนอักเสบเป็นหนอง เฉียวฟงนั่งลงตรวจชีพจรพลางเอ่ยสอนเสียงเรียบ "ชีพจรลอยและเร็ว แสดงว่าพิษไข้เข้ารุกรานภายใน บาดแผลภายนอกต้องชะล้างให้สะอาดก่อน ลี่เซียน เจ้ามาทำ" "เจ้าค่ะท่านอาจารย์" เป่าลี่เซียนก้าวเข้าไปอย่างนิ่งสงบ นางคุกเข่าลงข้างแคร่ไม้โดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย นางหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่ผสมสมุนไพรฆ่าเชื้อ ค่อย ๆ เช็ดล้างบาดแผลอย่างเบามือ จัดการรีดเอาหนองเสียออก ทักษะการเป็นลูกมือมารดาในค่ายทหารชายแดนได้นำมาใช้อย่างไร้ที่ติ นางโรยผงยาสมานแผลและพันผ้าอย่างคล่องแคล่วแน่นหนา จนเฉียวฟงที่ลอบสังเกตอยู่ข้าง ๆ ต้องพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "สมาธิของเจ้าดีมาก จิตใจนิ่งสงบไม่หวั่นไหวต่อภาพตรงหน้า เหมาะที่จะเป็นหมอ" เฉียวฟงเอ่ยขึ้นระหว่างทางเดินกลับขณะที่แสงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า "ขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอน ศิษย์ยังต้องเรียนรู้อีกมากเจ้าค่ะ" เป่าลี่เซียนตอบเสียงเรียบ แววตามุ่งมั่นทอดมองไปข้างหน้า เมื่อกลับมาถึงบ้านนางไม่รีรอที่จะทำอาหารให้อาจารย์และต้มยาบำรุงร่างกาย การที่มีคนดูแลทำให้ชายชราที่เคยอยู่ตัวคนเดียวและทำทุกอย่างด้วยตนเองเบาสบายมากขึ้น หลังอาหารค่ำผ่านพ้นไปเป่าลี่เซียนล้างมือล้างเท้าและเตรียมจะแยกย้ายเข้าห้องนอน หมอเฉียวฟงกลับจุดตะเกียงน้ำมันขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้กลางเรือน ก่อนจะเทสมุนไพรแห้งกองใหญ่ลงจากย่าม เสียงรากไม้และใบยาแห้งร่วงกราวดังสะท้อนในความเงียบ "อาจารย์ มีอะไรให้ข้าทำอีกหรือเจ้าคะ" นางหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาถาม เฉียวฟงทรุดตัวลงนั่ง เขาใช้ไม้พายเล็ก ๆ เขี่ยกองสมุนไพรตรงหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยจริงจัง "ในกองนี้มีสมุนไพรสองชนิดที่รูปร่างภายนอกยามตากแห้งแทบจะเหมือนกันทุกประการ หากหมอแยกแยะพลาดเพียงนิดเดียว ยาบำรุงจะกลายเป็นยาพิษปลิดชีพคนทันที" เฉียวฟงเงยหน้าขึ้น สบตาเด็ดเดี่ยวของลูกศิษย์คนใหม่ในความมืด "แสงตะเกียงสลัวเช่นนี้ ตาของเจ้าแยกไม่ได้หรอก จงแยกพวกมันออกจากกันให้เสร็จก่อนรุ่งสาง หากรุ่งเช้าข้ามาตรวจแล้วพบว่ามีรากพิษปนอยู่ในกองยาบำรุงแม้แต่ชิ้นเดียว พรุ่งนี้เจ้าหอบห่อผ้าออกไปจากหมู่บ้านตงซานได้เลย" พูดจบ ชายชราก็ลุกขึ้นหมุนตัวเดินเข้าห้องนอนของตนไป ทิ้งให้เป่าลี่เซียนอยู่กับกองสมุนไพรและตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ เป่าลี่เซียนมองกองยาตรงหน้า นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือท้อถอย นางทรุดตัวลงนั่งหลังตรง รู้ดีว่านี่คือบททดสอบแรกที่สะท้อนถึงชีวิตคนไข้ในอนาคต ดวงตาของนางมองไม่ชัดในความมืดจริงอย่างที่อาจารย์ว่า แต่ยังมีประสาทสัมผัสอื่น เป่าลี่เซียนหลับตาลง นึกถึงคำสั่งสอนของมารดาที่เคยพร่ำบอกยามคัดแยกยาทหารที่ชายแดน ‘ยาทุกชนิดมีกลิ่นและรสเฉพาะตัว ต่อให้รูปโฉมภายนอกจะหลอกตาได้ แต่ธรรมชาติของมันหลอกจมูกและลิ้นไม่ได้’เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี บรรยากาศภายในจวนผู้ว่าการมณฑลเหวินเฉิงบัดนี้ไม่ได้เงียบสงบอีกต่อไป เป่าลี่เซียน ได้ให้กำเนิดทายาทตัวน้อยถึงสองคนคนโตเป็นคุณชายน้อยนามว่าเซียวหมิงเจ๋อวัยสี่ขวบ ผู้มีใบหน้าคมคายฉายแววเฉียบแหลมเหมือนเซียวเหวินรุ่ย มีไหวพริบและรอยยิ้มถอดแบบมาจากเป่าลี่เซียนไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนคนเล็กคือเซียวหลินเอ๋อร์ วัยสองขวบครึ่ง ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งจวน ดวงตากลมโตสุกใสและเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่ใครเห็นก็ต้องหลงรักความเห่อหลานของปู่ย่าจวนโหวนั้นเรียกได้ว่าไม่มีใครเกิน ทันทีที่รู้ว่าลูกสะใภ้ให้กำเนิดทายาทเพิ่มขึ้น สองสามีภรรยาก็เดินทางจากเมืองหลวงมุ่งตรงมายังเมืองเหวินเฉิงทันที และเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนจวนผู้ว่าการจนเกินไป แต่ก็อยากอยู่ใกล้ชิดหลาน ๆ ชนิดที่ว่าก้าวเท้าออกจากเรือนก็เจอจวหย่งโหวถึงกับยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อที่ดินผืนใหญ่ติดกับจวนผู้ว่าการแล้วสร้างเรือนขึ้นมาใหม่ เป็นเรือนหลังใหญ่สง่างาม มีประตูเชื่อมต่อเดินทะลุเข้าหาจวนผู้ว่าการได้โดยตรง ภายในจัดสร้างสนามเด็กเล่น สระบัวกว้างขวาง และห้องเก็บของเล่นที่แน่นขนัดไปด้วยหุ่นไม้ ตุ๊กตาผ้า และขนมนมเนยครบครันชนิดที่ว่าตามใจ
ผ่านพ้นไปได้ไม่นานหออาภรณ์สำเร็จรูปสกุลเสิ่น ภายใต้การนำของเฉียวเอ๋อร์ กลายเป็นร้านค้าที่ทำกำไรมหาศาลและมีชื่อเสียงกระฉ่อนที่สุดในมณฑลเหวินเฉิงเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ตัดเย็บอย่างประณีต รองเท้าปักลายน่ารัก และถุงหอมสมุนไพรหลวงจากหมอหลวงเป่าลี่เซียน ถูกผู้คนแย่งชิงกันซื้อจนผลิตแทบไม่ทัน ม้วนผ้าเก่าล้าสมัยที่เคยถูกทิ้งขว้างได้นำมาแปรสภาพเป็นเงินทองมูลค่านับพันตำลึง สามารถปลดหนี้และทำกำไรพุ่งสูงขึ้นกว่าร้านผ้าของคู่แข่งหลายเท่าตัวในวันที่ครบกำหนดสัญญา เฉียวเอ๋อร์ยื่นสมุดบัญชีพร้อมหีบใส่เงินกำไรก้อนโตลงบนโต๊ะต่อหน้านายหญิงเสิ่นและท่านเศรษฐีเสิ่น ชัยชนะอันงดงามนี้ทำเอานายหญิงเสิ่นที่เคยอคติและใจดำถึงกับพูดอะไรไม่ออก นึกไม่ถึงว่าสะใภ้ที่ตนเคยดูแคลน จะมีหัวการค้าอันชาญฉลาดและมีความเพียรพยายามถึงเพียงนี้"ข้ารักษาสัญญา" นายหญิงเสิ่นเอ่ยเสียงนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงไม่ปรากฏให้เห็น "ยกกิจการหออาภรณ์สำเร็จรูปให้เจ้าดูแลโดยเด็ดขาด และเจ้าคือสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นที่ข้ายอมรับอย่างจริงแท้"ท่านเศรษฐีเสิ่นเองก็หัวเราะชอบใจ ตบโต๊ะดังปัง "ยอดเยี่ยมมากเฉียวเอ๋อร์ สายตาของอวี่เจียมอง
เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่สำนักศึกษาฝู่เหวินใจกลางเมืองเหวินเฉิง เสี่ยวหาวที่นั่งอยู่ข้างพี่สาวแอบเลิกม่านมองทิวทัศน์ภายนอกด้วยดวงตาเป็นประกาย ค่ำคืนแห่งความยากลำบากของตระกูลซ่งผ่านพ้นไปแล้ว และวันนี้ ก้าวแรกสู่หนทางปัญญาชนของน้องชายหมอหลวงกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงาม ภายใต้ร่มเงาความรักและการสนับสนุนอันมั่นคงของพี่สาวและพี่เขยผู้ปกครองมณฑลขบวนรถม้าคู่แห่งจวนผู้ว่าการมณฑลเคลื่อนตัวผ่านย่านการค้าอันคึกคัก ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเหนือที่เงียบสงบอันเป็นที่ตั้งของสำนักศึกษาฝู่เหวิน ป้ายไม้โอ๊คขนาดใหญ่สลักตัวอักษรสีทองทรงพลังเด่นหราอยู่หน้าประตู บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นอายน้ำหมึกและเสียงท่องตำราก้องกังวานของเหล่าบัณฑิตเมื่อรถม้าจอดสนิท ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางเต็มยศสีน้ำเงินเข้มก็ก้าวลงมารอรับ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่มักจะเรียบเฉยยามอยู่ต่อหน้าราษฎร บัดนี้กลับประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนยามทอดสายตามองมายังเป่าลี่เซียนและครอบครัวของนาง"คารวะใต้เท้าเซียว" บิดามารดาตระกูลซ่งรีบก้าวลงจากรถม้าและทำท่าจะคุกเข่าคำนับด้วยความเกรงใจในยศถาบรรดาศักดิ์ ทว่าเซียวเหวินรุ่
วันต่อมา ภายในร้านผ้าสายใต้ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับคึกคักขึ้นมาทันตาเห็นด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของเสิ่นอวี่เจีย ชายหนุ่มได้ส่งช่างตัดเย็บเสื้อผ้าฝีมือดีสามคน และช่างปักสตรีผู้มีชื่อเสียงอีกสี่คนจากโรงปักหลวงมาประจำการที่ร้านตามคำขอของภรรยา และยังแอบลงบัญชีส่วนตัวออกเงินสำรองจ่ายค่าแรงล่วงหน้าให้ช่างทุกคนล่วงหน้า เพื่อให้เฉียวเอ๋อร์ปฎิบัติงานได้อย่างไร้กังวลเฉียวเอ๋อร์กางพับผ้าโบราณทั้งหมดออกมาบนโต๊ะยาว นางเริ่มแจกจ่ายงานด้วยท่าทางคล่องแคล่ว "ท่านป้า ผ้าไหมสีม่วงเข้มลายดอกโบตั๋นนี้เนื้อหนาเกินไปหากจะทำชุด ควรนำมาตัดเป็นรองเท้าฝีเข็มแน่น ๆ ปักลายไหมทองเล็กน้อยที่หัวรองเท้า ส่วนผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนล้าสมัยชุดนี้ ตัดเป็นชุดเอี้ยมสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและชุดลำลองสำหรับสตรีชาวบ้านธรรมดา เน้นสวมใส่ง่าย ราคาไม่แพงเจ้าค่ะ""แล้วผ้าเศษเล็กเศษน้อยพวกนี้ล่ะนายหญิงน้อย" ช่างปักคนหนึ่งเอ่ยถาม"เศษผ้าพวกนี้อย่าทิ้งเด็ดขาดเจ้าค่ะ นำมาเย็บเป็นถุงหอมใบเล็ก ปักลายนกเป็ดน้ำหรือลายมงคลขนาดย่อม จากนั้นข้าจะไปขอแบ่งซื้อมะลิแห้งและสมุนไพรหอมจากโรงโอสถหลวงของท่านหมอเป่ามาบรรจุไว้ด้านใน ขายในราคาเพียงยี่ส
ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะไปร้านไหน ครอบครัวไหนที่แสร้งทำเป็นเจ้าเล่ห์หมกเม็ด ก็จะถูกเฉียวเอ๋อร์ใช้ไหวพริบของอดีตแม่ค้าตลาดสดตลบหลังจนยอมจ่ายเงินครบทุกอีแปะ ส่วนร้านไหนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง ๆ เฉียวเอ๋อร์ก็จะช่วยต่อรองขอพ่อบ้านเฉิงให้ยืดระยะเวลาให้อย่างมีเหตุมีผล ความเก่งกาจ ไหวพริบปฏิภาณ และความมีน้ำใจของนาง ทำให้พ่อบ้านเฉิงรู้สึกประทับใจและเอ็นดูสะใภ้คนนี้จนถึงขั้นสุด"นายหญิงน้อย ท่านช่างมีพรสวรรค์ด้านการค้าขายยิ่งนัก ไหวพริบของท่านเหนือกว่าคุณหนูในห้องหอนับร้อยเท่า"พ่อบ้านเฉิงเอ่ยชมไม่ขาดปาก ขณะที่นั่งพักดื่มชา"มาเถอะขอรับ ข้าจะสอนเคล็ดลับการดูงบลับและการตรวจสอบบัญชีซ้อนของสกุลเสิ่นให้ท่านเอง วิชาพวกนี้นายท่านยังไม่เคยสอนคุณชายเลยด้วยซ้ำ""จริงหรือเจ้าคะ ขอบคุณท่านพ่อบ้านเฉิงยิ่งนักเจ้าค่ะ"เฉียวเอ๋อร์หูผึ่ง ดวงตาวาววับรีบขยับเข้าไปนั่งฟังพ่อบ้านถ่ายทอดวิชาให้อย่างตั้งใจยามเย็นเมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ เสิ่นอวี่เจียที่เพิ่งกลับจากที่ว่าการรีบมาหาภรรยาด้วยความห่วงใย แต่เขากลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นเฉียวเอ๋อร์นั่งคุยหัวเราะสนุกสนานอยู่กับพ่อบ้านเฉิง โดยมีกองเงินค่าเช่าที่เก็บมาได้ครบถ้วนตั้
ความรักของขุนนางหนุ่มกับแม่ค้าเต้าหู้แห่งเมืองเหวินเฉิงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด เมื่อเสิ่นอวี่เจียนำเรื่องที่จะแต่งงานกับเฉียวเอ๋อร์เข้าบ้านไปบอกแก่บิดามารดา คฤหาสน์หลังใหญ่ของเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเหวินเฉิงก็แตกตื่นทันที"เจ้าว่าอย่างไรนะอวี่เจีย เจ้าจะแต่งงานกับแม่ค้าขายเต้าหู้ที่ท้ายตลาดงั้นหรือ" เสียงของนายหญิงเสิ่น มารดาของเขาดังลั่นห้องโถง ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ นางคัดค้านหัวชนฝาทันที "ไม่ได้! ข้าไม่ยอมเด็ดขาด! เจ้าเป็นถึงรองผู้ว่าการมณฑล ซ้ำยังเป็นบุตรชายคนโตสกุลเสิ่น บุตรีขุนนางหรือคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงมีให้เลือกถมไป เหตุใดต้องไปคว้าสตรีชั้นต่ำที่บ้านดินซอมซ่อที่มารดาก็เพิ่งตายจากเช่นนั้นมาเป็นสะใภ้ใหญ่ นางไม่คู่ควรกับเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ!"เสิ่นอวี่เจียยันกายนั่งนิ่ง ท่วงท่าสุขุมเยือกเย็นราวกับกำลังนั่งเจรจาการค้าสำคัญ ชายหนุ่มปัดแขนเสื้อแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น"ท่านแม่ เฉียวเอ๋อร์ไม่ใช่สตรีชั้นต่ำ นางเป็นคนกตัญญูและสู้ชีวิต เงินทองสกุลเสิ่นของเรามีล้นฟ้าจนกินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด เหตุใดต้องเอาเรื่องฐานะมาตัดสินความสุขชั่วชีวิตข







