เข้าสู่ระบบ-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ-
“...ยังไม่ได้ลาเฒ่าถิงจงเลยแท้ ๆ”
กึก... กึก... กึก... กึก...
จงเจี๋ยกอดสัมภาระเอาไว้ ขณะรถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่เมืองหลวง บนระยะทางยาวไกลกว่าสี่ร้อยลี้ ที่เขาถูกเชิญกลับไปพร้อมกับขบวนผู้ประกาศราชโองการ
งานอภิเษกงั้นหรือ...
คนที่ไร้ประสบการณ์ความรักเช่นเขา ยังจะต้องมาถูกบังคับผูกสัมพันธ์กับสตรีที่ไม่ชอบขี้หน้าเพียงคนเดียวบนโลก
โลกนี้มันก็ไร้ซึ่งมนุษยธรรมเกินไปแล้ว
“งั้นเป็นจริงตามข่าวลืออย่างที่เขาว่ากันสินะ ว่าฮ่องเต้เจิ้งเหรินนั้นทรงโหดเหี้ยม” น้ำเสียงกล้ำกลืนนั้นสรุปกับตัวเอง
..ดูไปแล้วชะตากรรมของเขาต่างหากที่น่าเป็นห่วง...
ต่อให้องค์หญิงเสวี่ยเซียนไม่ฟื้นความทรงจำกลับมา แต่การที่เขาต้องไปอยู่ใกล้ปากเสือเช่นนี้ จะใช้ชีวิตรอดอยู่ไปได้อีกเสียกี่วันกัน
กึก... กึก... กึก... กึก...
‘ว่าแต่ว่า...เรื่องเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกันนะ’
กึก... กึก... กึก... กึก...
รถม้ายังคงเคลื่อนต่อไป แต่ในใจของจงเจี๋ยยังคงครุ่นคิด
-
-
-
-
-
-
เมื่อการเดินทางไกลได้สิ้นสุดลง
บุตรชายสามของตระกูลแม่ทัพก็ได้เดินทางมาถึงที่หมาย
พระราชวังต้องห้ามสูงเสียดฟ้า แผ่รัศมีเยียบเย็นยิ่งกว่าหิมะในฤดูหนาว มันยืนตระหง่านกลางเมืองราวกับเป็นอสูรเงียบที่จ้องมองเหยื่อตัวเล็กเยี่ยงแมลงอย่างเขา
“ที่สุดของแดนมนุษย์... ที่ยากแท้หยั่งถึง...”
จงเจี๋ยพึมพำในลำคอด้วยเสียงกดต่ำ
ที่นี่คือ... ‘วังหลวง’
“เชิญทางนี้” เสียงเล็กหวานของขันทีใต้หมวกแพรไหมสีดำกล่าวอย่างเชื้อเชิญ
เบื้องหน้าเขาท้องพระโรงสูงใหญ่จนต้องแหงนหน้ามอง ที่โถงทั้งหมดถูกค้ำอยู่ด้วยเสาสลักทองคำลวดลายมังกรขนาดมหึมาอันชดช้อย
เมื่อเท้าของจงเจี๋ยก้าวเข้าไปนั้น เสียงของฝีเท้าก็ดังกังวานไปทั่ว
ไม่มีใครอยู่ในสถานที่แห่งนั้น
ราวกับว่าการว่าราชการประจำวันได้จบไปแล้ว
มีเพียงฮ่องเต้องค์นั้น... ที่อยู่เหนือบัลลังก์ทองคำ เบื้องหน้าฉากบังทองแกะสลักแห่งอำนาจ และอีกคน... ‘องค์หญิงเสวี่ยเซียน’ ที่บัดนี้แต่งกายงดงามด้วยฉลองพระองค์สีม่วงอ่อนเฉกเช่นดอกชิงอี้ ยืนอยู่เบื้องข้างองค์ฮ่องเต้อย่างงามสง่า
ร่างสูงจ้องมองในแววตาของนางตลอดทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไป
นางที่ไม่มีความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับเขาโดยสิ้นเชิง ลืมแม้สิ่งที่เคยทำเอาไว้ และหลงลืมไปว่าเราต่างเคยเกลียดกันเพียงไร
“ถวายบังคมฮ่องเต้... ถวายบังคมองค์หญิง”
แม้หายใจไม่ทั่วท้องนัก แต่จงเจี๋ยก็สะบัดชายอาภรณ์ไปด้านหลัง แล้วคุกเข่าข้างหนึ่งลงไปอย่างมั่นคง ใบหน้าคมก้มหน้าลงอย่างไม่คิดที่จะเหลือบมองขึ้นไปยังสายตาอันเหี้ยมโหด
“เงยหน้าขึ้นมา...” เสียงขึงขังจนอีกฝ่ายต้องกลืนน้ำลาย
แต่ไม่ว่าคนฟังจะกลัวเพียงใด ก็ต้องเงยหน้าขึ้นตามพระบัญชาอย่างไม่มีสิทธิ์เลือก
“พ่ะย่ะค่ะ”
จงเจี๋ยหน้าซีดจนเกือบเป็นสีข้าวสุก แต่ก็หรี่ตาลงอย่างพิจารณาหนวดที่เรียงสวยของพระองค์
‘นี่น่ะหรือ ฮ่องเต้เจิ้งเหริน...’
“เจ้ารู้หรือไม่ ว่านางเป็นประหนึ่งแก้วตาดวงใจ! เจ้ามีสิทธิ์อะไร ที่จะได้ครอบครองหงส์ที่สูงเทียมฟ้า…”น้ำเสียงที่นุ่มลึกนั้นเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำอันเสียดแทง ราวกับจะกดเขาให้จมลงดิน
“เสด็จพ่อเพคะ...” เสียงหวานของเซียนเซียนที่บิดเบี้ยวรีบแทรก ขณะฮ่องเต้เจิ้งเหรินตรัสยังไม่ทันจบ
ร่างสูงกำหมัดในมือที่ชุ่มเหงื่อ ขณะรู้สึกว่าความกลัวเบาบางลงเล็กน้อย
แปลกแต่จริง...ที่ความหวาดกลัวได้ถูกความรู้สึกเจ็บใจเข้ามาแทนที่
เขาเองก็ไม่มีดีขนาดที่จะครอบครองหงส์บนฟ้าเช่นนั้นหรอก
แต่ว่า... ต่อให้มีสิทธิ์ เขาก็ไม่ได้อยากจะครอบครองเสียหน่อย
“มีบุรุษในใต้หล้ามากมายที่เหมาะสมกับนางยิ่งกว่าเจ้า แม้เจ้าก็เป็นถึงบุตรของแม่ทัพหลง!...แต่ว่า”
“จริงพ่ะย่ะค่ะ!” หลงจงเจี๋ยเสริมในสิ่งที่ฮ่องเต้พูด รอยยิ้มของเขาผุดขึ้นน้อย ๆ
ขณะนั้น ผู้ครองแผ่นดินถึงกับผงะอย่างไม่เข้าใจความหมายของท่าที
“ยังไงนะ?! หืม..” สุรเสียงจักรพรรดิกดต่ำลง
“แม้กระหม่อมเป็นบุตรที่หน้าตาดีที่สุดในจวนแม่ทัพหลง....แต่ก็อยากให้ฝ่าบาทพิจารณาดูอีกครั้ง เพราะอาจมีคนที่เหมาะสมกว่ากระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!!!!”
บุตรชายแม่ทัพกลั้นใจพูดห้าวออกไปทั้ง ๆ ที่เหงื่อซึมกาย และก็กลั้นใจไม่ให้ตัวเองกวนประสาทออกไปในขณะเดียวกัน
“นั่นคือชมตัวเองหรือถ่อมตัวกันแน่”
มังกรเหนือบัลลังก์ขมวดคิ้ว
“ประเด็นคือกระหม่อมไม่ได้คิดหวังที่จะเป็นราชบุตรเขย กระหม่อมเพียงช่วยองค์หญิงไปเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำพ่ะย่ะค่ะ” จงเจี๋ยกัดฟันพูด
“ดูพูดเข้า... เสวี่ยเซียน ดูเหมือนเจ้าจะถูกปฏิเสธเสียแล้ว” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลออกมา
แววตาของเจิ้งเหรินปรากฏประกายให้เห็น แต่ทันใดนั้น เซียนเซียนก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าจักรพรรดิ
“ไม่นะเพคะ....เสด็จพ่อ แต่หม่อมฉันคิดว่า...แค่เรายังไม่ได้ทำความรู้จักกันมาก” เซียนเซียนโอดครวญ ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็ยกพะหัตถ์ขึ้นห้ามปราม
“แต่ก็ดูไม่หวังในอำนาจดี ถือว่ามีคุณสมบัติที่ดี ศึกษาดูใจกันก่อนสักเดือน! สนิทกันแล้วค่อยอภิเษก”
หะ..
จงเจี๋ยผงะไปเล็กน้อย เมื่อไม่ได้ตั้งใจให้ผลออกมาเป็นเช่นนั้น
“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ...” ร่างสูงผอมอ้าปากค้า ขาถึงกับอ่อนเปรี้ยเพลียแรงรอบสอง
ไฉนฮ่องเต้ถึงไม่เข้าใจเจตนาของเขากันเล่า!!
“จริงซี่!!! ข้าจะอนุญาตให้จัดศาลาชมดาวแล้วกัน! กงกงเหลาเตรียมศาลาในคืนนี้ให้พวกเขาทั้งสอง ก็ใช้เวลาระหว่างนี้ทำความรู้จักกันซะ”
มังกรที่อยู่เหนือบัลลังก์ประกาศกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง พระพักตร์ของฝ่าบาทเต็มเปี่ยมด้วยอำนาจพร้อมด้วยเสียงพระสรวลอันทรงพลัง
ขันทีที่อยู่เบื้องหลังเขาโค้งน้อย ๆ และถอยออกไป
ซึ่งแม้พระองค์จะรับสั่งเช่นนั้น แต่เด็กหนุ่มนั้นก็ไม่อาจอ่านออกถึงเจตนาที่แท้จริง จึงได้แต่มองไปยังองค์หญิงเบื้องหน้าตนอย่างอัดอั้นตันใจ
แล้วจงเจี๋ยก็ต้องใจหายวาบเมื่อเจิ้งเหรินพูดประโยคตบท้ายด้วยรังสีอำมหิต
“แต่ก็...อย่าทำให้ลูกข้าต้องเสียน้ำตาก็แล้วกัน ไม่งั้นเจ้าไม่ตายดีแน่”
ซึ่งฟังแล้วช่างน่าสิ้นหวัง...
-
-
-
-
-
-
จวนแม่ทัพ
“เหตุใดจงเจี๋ยถึงได้เป็นราชบุตรเขย ท่านพี่รู้หรือไม่ มันเป็นไปได้อย่างไรกัน”ท่านหญิงฝานเยว่เอ่ยในห้องกว้าง
ยามนี้เกิดการประชุมจวนขึ้นมาด้วยความคับข้องใจ ทุกคนในครอบครัวต่างพร้อมหน้าในโถงใหญ่กลางเรือนอย่างขอคำตอบ
“ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน ท่านพี่ทราบหรือไม่”
ซิงเม่ยเดินเข้าไปแตะแขนสามีที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างอย่างรู้สึกเป็นกังวล
แม้ดีใจที่ลูกชายของตนไม่ก่อเรื่อง แต่ก็ยังหาความสมเหตุสมผลมิได้
แม่ทัพหลงเฉาหานเบือนสายตาจากสวนโบตั๋นกลับเข้ามาในตัวเรือน ก่อนมองสบตาภรรยาทั้งสองและบุตรชายในความเงียบ ปล่อยให้บรรยากาศครอบงำด้วยความอัดอั้นชั่วนาที ก่อนจะถอนใจออกมาอย่างจำนน
“ข้าขอโทษพวกเจ้า... ที่ไม่ได้บอกพวกเจ้าเลยสักครั้งในก่อนหน้านี้... หนูเซียนเซียน....นั้นก็คือ ‘องค์หญิงเสวี่ยเซียน’ ที่จงเจี๋ยได้รับพระราชทานอภิเษกด้วย เช่นนี้... พวกเจ้าพอจะเข้าใจสมการของมันแล้วหรือยัง” แม่ทัพหลงกัดฟันพูดอย่างฝ่าฝืนบัญชาของฮ่องเต้ ที่ให้ปกปิดชาติกำเนิดขององค์หญิงและดูแลนางอย่างลับ ๆ
หลงเจิงหู่ที่กำลังกินขนมถั่วแผ่นนั้นอ้าปากค้าง พลันขนมถั่วแผ่นกรอบร่วงหล่นจากมือสู่เบื้องล่างจนแตกเป็นเสี่ยง
“อ-อะไรนะขอรับ... นาง...นางเป็นองค์หญิงจริง ๆ รึ!?”
เสียงของเขาสั่นสะท้านจนคล้ายสะดุดลมหายใจของตัวเอง และหันมองฟู่อานที่ผงะเงยหน้าจากตำราที่อ่านเช่นกัน
“เช่นนั้น... ที่ผ่านมา ที่พวกเราดูแลนางอย่างเพื่อนบ้านธรรมดา... จะไม่เป็นการหมิ่นพระเกียรติงั้นหรือท่านพี่?” ท่านหญิงฝานเยว่มือสั่นน้อย ๆ เดินเข้ามาเขย่าผู้เป็นสามีอย่างระลึกได้ว่าตัวเองเคยได้ทำอะไรผิดพลาดลงไปบ้าง
หลงเฉาหานนิ่งตึง เขาหลับตาลงช้า ๆ
“ถึงอย่างไร... ก็เป็นพระบัญชาของฝ่าบาท... พวกเจ้าไม่ผิดหรอก ผิดเองที่ข้าไม่ได้บอกพวกเจ้า”
แม่ทัพเอื้อมมือหยาบไปแตะที่ไหล่ภรรยาเอกและภรรยารอง อย่างรู้สึกละอายใจ
“...ไม่จริง...” ซิงเม่ยส่ายหน้าเบา ๆ นางไม่อยากจะเชื่อหู แต่ก็เผลอยิ้มออกมาน้อย ๆ เมื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความไม่พอใจของท่านหญิงซึ่งเป็นภรรยาหลวง
“นางเป็นถึงองค์หญิง ถ้าท่านบอกแต่แรก ก็จะมีทางหมายหมั้นให้กับเจิงหู่ หรือฟู่อานได้บ้าง แล้วนี่ให้แต่งกับจงเจี๋ยรึ เขาจะไม่ไปก่อความวุ่นวายในฐานะราชบุตรเขยรึ แล้วป่านนี้ไม่ใช่สร้างเรื่องไปแล้วหรืออย่างไร!” ฝานเยว่ทั้งเสียดายทั้งหัวเสีย นางรู้สึกไม่พอใจที่ได้พลาดโอกาสไป จึงโมโหสามีอย่างออกหน้า
ขณะที่บุตรชายคนโตอย่างเจิงหู่ก็เงยหน้ามองเพดานไม้ของจวนอย่างรู้สึกผิดพลาดและหดหู่ เมื่อนางสวยถึงขนาดนั้น แล้วแท้จริงยังสูงศักดิ์อีกเสียด้วย
-
-
-
-
-
-
องค์หญิงเสวี่ยเซียนนั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้งหน้ากระจก ระหว่างที่รอให้ถึงเวลาของการชมดาวยามค่ำคืนที่พระบิดาได้ทรงประทานให้นางกับ ‘เขา’ โดยทบทวนอยู่เพียงลำพังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงก่อนหน้านี้..
“จงเจี๋ย...” นามที่เอื้อนเอ่ยเพียงแผ่วเบากลับสะท้อนก้องอยู่ในใจ
เขาคือบุรุษที่เคยยื่นมือช่วยนางจากความตาย เป็นดั่งแสงสว่างในความว่างเปล่าของโลกใบใหม่ที่ไร้ความทรงจำนี้
แต่แล้ววันนี้... เขากลับยืนหยัดหนักแน่นเบื้องหน้าบัลลังก์ทอง ไม่ใช่เพื่อไขว่คว้าสิทธิ์หรือเกียรติยศ แต่หากเพื่อปฏิเสธนางด้วยสายตาความมั่นคง
ริมพระโอษฐ์อิ่มเม้มแน่น นางยกมือแตะอกตนเอง พลันความรู้สึกปั่นป่วนประหลาดแล่นผ่านหัวใจ
“หรือข้าจะเข้าใจผิดไป...”
องค์หญิงยกหวีแปรงผมช้า ๆ พลางทอดสายตาลงในกระจกทองเหลืองที่สะท้อนใบหน้าของนาง
แม้แต่ใบหน้าที่งดงามของตัวเองนางก็กลับไม่รู้สึกสนิทด้วย
แต่บุรุษผู้นั้น นางกลับคุ้นเคยอย่างที่รู้สึกได้ จึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ออกไป...
มันมิใช่รับสั่งของฮ่องเต้ แต่เป็นนางเองที่ทูลขอ...
-
-
-
-
-
-
FLASHBACK (เหตุการณ์ในก่อนหน้านี้)
“เจ้าอยู่ใกล้เพียงนี้ แต่ดูช่างห่างเหินนัก! พวกเจ้าดูแลองค์หญิงกันยังไง ทำไมปล่อยให้ไปตกน้ำ! มู่อิน เจ้าอยากตายหรือยังไง!!”
จู่ ๆ ฮ่องเต้ก็เกรี้ยวกราด
“อย่าดุนางกำนัลของลูกเพคะ!!” เซียนเซียนตะโกนกลับไป ท่ามกลางความอึ้งกิมกี่ของมู่อิน และบ่าวที่ติดตามฮ่องเต้ที่ยืนรอเบื้องหลัง
เมี๊ยววว!...
ราวกับมีเสียงแมวในจินตนาการแว่วผ่านหูไป และฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็เอ่ยออกมาเพียงหนึ่งคำ
“จ้ะ.....ลูก”
เสือแห่งบัลลังก์กลายร่างเป็นแมวเหมียวน้อย แววตาอันน่าเกรงขามของเขาคล้ายมีน้ำตาซึมออกมา
เซียนเซียนที่เห็นเช่นนั้นก็เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ ๆ เมื่อเห็นว่า... เหมือนฮ่องเต้จะดูตามใจตนไม่น้อย จึงอยากลองเอ่ยขอบางเรื่อง
“เชิญเสด็จพ่อนั่งลงก่อน... หม่อมฉันมีเรื่องขอให้ช่วยเพคะ”
หัวใจบางตุ้ม ๆ ต่อม ๆ แต่การที่นางเป็นลูกที่ฮ่องเต้รักมากอย่างไม่มีข้อแม้เช่นนี้ นางก็สามารถลิขิตชีวิตของตัวเองได้อย่างไร้ข้อจำกัดเช่นกัน
“เจ้ามีสิ่งใดว่ามา ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง พ่อย่อมช่วยเจ้าได้ เจ้าป่วยเช่นนี้ ข้าย่อมตามใจเจ้าทุกสิ่ง”
ฮ่องเต้กล่าวออกมาหนักแน่นเสียยิ่งกว่าน้ำหนักของทองคำพันชั่ง
“ประทานงานอภิเษกให้ลูกนะเพคะ..” เซียนเซียนกล่าวออกไปด้วยแววตาสั่นเครือ
สิ้นเสียงนั้น...
ทุกอย่างก็ถูกจัดการในทันที
-
-
-
-
-
-
ทั้ง ๆ ที่ทูลขอมาด้วยตัวเอง แต่บัดนี้กลับรู้สึกผิดเสียแล้ว
ในยามนั้นเอง สาวใช้คนสนิทก็เอ่ยขึ้นเบา ๆ หลังบานฉาก
“องค์หญิงเพคะ... กงกงเหลาส่งคนมาแจ้งว่า ศาลาชมดาวได้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว จะออกไปเลยหรือไม่เพคะ”
เซียนเซียนวางหวีหยกลง... ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล
“ได้.. ข้าพร้อมแล้ว”
‘มิเป็นไร.. ข้าอาจปฏิเสธเขาไปเสียก่อน ดีกว่าเสียหน้า แล้วค่อยขอเสด็จพ่อให้ยกเลิกทีหลังก็ได้’ องค์หญิงครุ่นคิด
-
-
-
-
-
-
ขณะเดียวกันนั้น ที่ตำหนัก หลางเซียว ที่ตั้งอยู่ฝั่งทิศเหนือของตำหนัก ฮู่เมิ่ง ไม่ไกลกันนั้น หลังกำแพงสูงที่ก่อด้วยศิลาเข้มแฝงความแข็งกร้าว หลงจงเจี๋ยนอนแผ่อยู่เหนือเตียงในตำหนักอย่างครุ่นคิดถึงแผนชั่วร้ายในหัว
“หากว่าเซียนเซียน ไม่สิ... องค์หญิงเสวี่ยเซียนที่ความจำเสื่อมให้ความสนใจในตัวเราขนาดนั้น ด้วยเพียงเพราะเป็นผู้ช่วยชีวิตนางล่ะก็ นั่นอาจแปลว่า... ความสนใจของนางมุ่งไปที่ความเป็นคนดีงั้นสินะ...” มุมปากของเขาวาดรอยยิ้มขึ้นมา และเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นกังวานใต้ไฟโคมสลัวของตำหนัก
เขารู้แล้วว่าถ้าหากเขาเป็น ‘คนเลว’ ล่ะก็ นางอาจจะยกเลิกงานการอภิเษกไปก็ได้..
-
-
-
-
-
-
เบื้องหน้านั้นคือสวนดอกเม่ยฮวา...
ปลายของทางหิน คือศาลาชมดาวที่ถูกจัดอย่างพิถีพิถัน วางรายล้อมด้วยแจกันดอกกุหลาบสีอ่อน.. จัดโต๊ะไม้สักประณีตขัดเงาไว้ตรงกลางของพื้นที่ศาลากลมอย่างโดดเด่น เหนือโต๊ะมีทั้งชาและเหล้ากุ้ยฮวาหวานอันโอชะ วางอยู่พร้อมสรรพสำหรับการชมดาวยามราตรี ท่ามกลางเสียงพิณดังแผ่วเบามาจากอีกฝั่งฟากของสวนโดยมองไม่เห็นผู้บรรเลงนี้ ราวกับกงกงเหลาได้จัดฉากไว้ให้เป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวของช่วงเวลาอันแสนหวาน
จงเจี๋ยหันมองรอบ ๆ ไม่พบใครอยู่โดยรอบ...
ทั้งนางกำนัลหรือขันทีก็ตาม
เห็นแต่เพียงนาง... องค์หญิงเสวี่ยเซียนนั่งหันหลังอยู่ท่ามกลางศาลาไม้แกะสลักอันอ่อนช้อยเมื่อมองจากมุมนี้
ลมหายใจของชายหนุ่มติดขัดขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตนเองกำลังจะทำต่อไป
แม้จะไม่อยากทำก็ตาม... แต่ก็เป็นสิ่งที่ตรึกตรองมาแล้วถ้วนถี่
“....” เขาก้าวเข้าไปอย่างเงียบเชียบ อย่างชายผู้ชินกับการย่องเบาเป็นกิจวัตร และค่อย ๆ แตะที่ไหล่ลู่ของนางอย่างเบามือ
“อ้ะ!”
องค์หญิงเสวี่ยเซียนสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนหันขวับเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ยืนอยู่เหนือนาง แล้วก็ต้องใจคอไม่ดี เมื่อยามดึกเช่นนี้เขาก็ยังสว่างไสวไม่ต่างจากวันนั้น
“เอ่อ... รอนานหรือไม่ ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ”
จงเจี๋ยกระแอมเบา ๆ เมื่อใบหน้าสวยสะพรั่งที่งามกว่าดอกไม้โดยรอบช้อนตามองเขา ราวกับว่านางแต่งหน้าด้วยโทนที่แปลกไปเล็กน้อย และพระโอษฐ์อิ่มนั้นก็ดูโดดเด่นกว่าครั้งไหน ด้วยสีแดงเชอร์รี่ที่เคลือบใสมันวาวราวกับเชื้อเชิญเขาอยู่
และร่างสูงก็โน้มตัวลงไป...
“....”
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
“ใยฝ่าบาทจึงมาหาหม่อมฉันได้ในคืนนี้ หม่อมฉันนึกเสียแต่ว่าพระองค์จะทรงวุ่นวายอยู่กับคดีของเสวี่ยเซียนจนไม่มาหาหม่อมฉันแล้ว” ฮ่องเฮาลวี่เวยทรงอุ้มกะละมังทองเหลืองสำหรับชำระพระหัตถ์ วางที่โต๊ะไม้สลักใกล้พระแท่นบรรทม พระนางจุ่มซับพระพักตร์ลงในน้ำอุ่น ก่อนยกขึ้นบิดอย่างเบาพระหัตถ์ “เจ้าไปเยี่ยมเสวี่ยเซียนบ้างหรือยัง....” ฮ่องเต้เจิ้งเหรินที่ประทับอยู่ที่แท่นบรรทมพ่นลมหายใจเบา ๆ ที่พระนาสิก ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกสุดออกและรับซับพระพักตร์มาไว้ ฮองเฮาลวี่เวยหลุบสายพระเนตรต่ำ และแย้มสรวลบาง ๆ “หม่อมฉันคิดว่าจะไปในวันพรุ่ง เพราะนางกำนัลบอกว่าองค์หญิงยังไม่ฟื้น เกรงว่าไปเยี่ยมยามนี้จะรบกวนการฟื้นตัวของนางเพคะ” ผู้เป็นพระอัครชายาเขามาประทับข้าง ๆ สวามี นางก้ม
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า “ทะ...ท่านว่าที่ราชบุตรเขย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่” อิ่นลู่อึกอัก และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา จนถอยชิดโต๊ะเบื้องหลัง ใช่แล้ว... เขาควรจะอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ “ตกใจทำไม กลัวอะไรอยู่รึ?” จงเจี๋ยเอียงคอน้อย ๆ ใบหน้าของเขาดูกวนนิ่ง ๆ แสนอ่านยาก อิ่นลู่หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกล่องในมือของเขา... และอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ในอีกมือ “...อึก....” &n
ยามอัสดงของวันที่เหน็ดเหนื่อย หลงจงเจี๋ยได้กลับมาถึงเขตพระราชฐานชั้นในก่อนเวลาค่ำ แต่ก่อนที่จะกลับไปพักผ่อนในพื้นที่ส่วนตัวนั้น ก็แอบหยุดแวะพักที่หน้าตำหนัก ฮู่เมิ่ง
วันต่อมา เมื่อจงเจี๋ยลืมตาตื่นขึ้นมาในยามเช้า ได้ก็เห็นหัวหน้าหน่วยทหารในชุดเกราะนั่งสบายใจอยู่ในสวนดอกโมกของเขา “ท่านพี่เป็นเพียงหัวหน้าหน่วยทหาร แต่เข้ามาเพ่นพ่านในตำหนักฝ่ายในได้ขนาดนี้เชียวรึ” ผู้เป็นน้องชายเอ่ยผ่านช่องหน้าต่างที่เพิ่งเปิดออกกว้าง ด้วยสีห
“ขอเชิญท่านว่าที่ราชบุตรเขยไปพบฮ่องเต้ด้วย”
-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ- “เสด็จพ่อเพคะ เสด็จพ่อ~~~ ข้าเห็นเต็มสองตาว่า ว่าที่ราชบุตรจงเจี๋ยอะไรนั้น เกี้ยวท่านพี่เสวี่ยเซียน และก็อ้อล้อต่อกระซิก นัวเนียประเจิดประเจ้อนะเพคะ” &nb







