เข้าสู่ระบบ-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ-
และร่างสูงก็โน้มตัวลงไป...
‘บีบคอนางซะ แล้วก็ขู่สักหน่อย แต่อย่าให้รุนแรงเสียจนนำพาไปสู่โทษตาย’ จงเจี๋ยบอกตัวเองในความคิด
ทันทีที่มือนุ่ม ๆ นั้นสัมผัสเบา ๆ ที่คอระหงขาว เซียนเซียนตาเบิกโพลง และมีเหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นที่ใบพระพักตร์
“เจ้ารู้ไหมว่า... ข้ารอคอยวันนี้มาแสนนาน...”
จงเจี๋ยเสียงกดต่ำ
“อึก...” ร่างบางส่งเสียงเบา ๆ นางหดพระศอไปด้านหลัง
พลันวางพระหัตถ์ขนาบข้างพระวรกาย สัมผัสเหนืออาภรณ์อันเรียบลื่น
แต่กระนั้นร่างที่ถอยหลังไปกลับไถลไปอย่างไม่ทันตั้งตัว วืดดด..ด
“อะ!! เฮือกกก...” ไม่ทันที่ร่างสูงผอมจะได้ทันบีบมือให้แน่นตามที่ตั้งใจ ก็ต้องถลาไปด้านหน้า เพราะนางคว้าข้อแขนเขาเอาไว้
และกายหยาบอันสูงผอมนั้นก็คร่อมเหนือตัวร่างบางเอาไว้ในท่วงท่าที่ไม่สวยงามนัก
“..อึก...”
เซียนเซียนช้อนมองเขาด้วยเนื้อตัวสั่นเทา ดวงหทัยเต้นแรงเสียจนเหมือนจะระเบิดได้
ขณะจงเจี๋ยพยายามตั้งสติกับตัวเอง
บีบคอ... บีบคอ... บีบคอ...! แต่แขนของเขาถูกนางจับเอาไว้เสียแล้ว
“...จะ..จงเจี๋ย... เจ้าจะทำอะไรข้างั้นรึ...” เซียนเซียนเนื้อตัวสั่นเทา ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะมาปฏิเสธเขา แต่ถูกรุกเข้าหาเช่นนี้กลับลืมสิ่งที่ตั้งใจไปหมดสิ้น “.....เดี๋ยวนางกำนัลจะเข้ามาเห็นนะเจ้าคะ รุกเช่นนี้ข้าจะตั้งตัวได้อย่างไร”
บีบคอ... บีบคอ... ไม่ใช่แบบนี้สิ! -O-:
ใบพระพักตร์นางแดงด้วยความเอียงอาย และคลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลายให้กับเขา ทำให้คำพูดที่ตั้งใจเอาไว้นั้นหายไปจนกลายเป็นห้วงความคิดที่ขาวโพลน ดวงเนตรกลมสวยนั้นทอประกายแสงโคม และรอยแย้มสรวลนั่นช่างแสนละมุนละไม
“ข้า...ข้า...” เขาพูดไม่ออก
ริมโอษฐ์สีแดงเชอร์รี่ที่สะท้อนแสงโคมเผยอน้อย ๆ
“ท่านอยากจูบข้าหรือ....” เสียงหวานนั่นถามตรง จงเจี๋ยแทบจะกรี๊ดออกมา
กลายเป็นเขาเองที่หมดท่าและรู้สึกใจเต้นระรัว ร่างสูงนั้นดึงมือนางออกก่อนจะนั่งลงที่พื้นด้วยท่าทีที่เหมือนเด็ก
-
-
-
-
-
-
‘ว๊ากกกกกก....ก’
จงเจี๋ยตะโกนกับตัวเองในจินตนาการขณะนั่งสงบนิ่งเบื้องหน้าองค์หญิงที่งามเกินมนุษย์ ผิวพรรณวาวราวหยาดน้ำค้าง ดวงเนตรกลมสวยระยับดังดวงดาว และริมโอษฐ์สีเชอร์รี่ที่ดูเหมือนจะเชื้อเชิญเขาเข้าไปใกล้
— ไม่นะ! เขาควรจะคิดหาทางต่อ ไม่ใช่มานั่งเชยชม!
“เชิญดื่มชาก่อน...”
โฉมงามเอียงพระศอ พลางผลักจอกชาเย็นเยียบเข้ามาใกล้
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
จงเจี๋ยรับมันมาเงียบ ๆ
ทำไมทุกอย่างจึงกลายเป็นเช่นนี้
ก่อนหน้านี้ เจอนางมาไม่รู้เท่าไหร่ แต่เพราะอะไรจึงไม่เคยมองว่านางงามนัก
หรือเขาหวั่นไหวให้กับศัตรู
หรือไม่ก็เพราะอาภรณ์ที่ประณีต บวกกับแสงโคมและทั้งหมู่ดาวนั้นส่งเสริมให้นางงามจับใจ จนเขาคิดไปเอง
‘ใช่แล้ว...บรรยากาศนี้มันคือกลลวง ที่เหล่าคนในวังมักจะใช้เพื่อให้ชายหญิงต่างลุ่มหลงในกันและกัน ข้าคง...ติดกับฮ่องเต้เฒ่าเข้าแล้ว’
เขาต้องทำอะไรสักอย่าง...
แต่ต้องตามน้ำไปก่อน
“องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมมีความจริงบางเรื่องที่จะต้องบอกตามตรง”
“ว่ามาได้เลย อีกหน่อยเราก็จะกลายเป็นคนคนเดียวกันแล้ว คงดีอย่างมากที่ท่านเปิดเผยตรงไปตรงมากับข้า และไม่โป้ปด.. นั่นเป็นสิ่งที่จะมีความหมายต่อข้าอย่างยิ่ง เจ้าสามารถปล่อยให้หัวใจของเจ้าเป็นอิสระกับข้าได้” น้ำเสียงของนางนั้นจริงใจเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอันบริสุทธิ์
เซียนเซียนจิบชาด้วยท่วงท่าอันสูงศักดิ์ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต่างจากยามที่นางมีความทรงจำอยู่ทั้งหมด
เจ้าสามารถปล่อยให้หัวใจของเจ้าเป็นอิสระกับข้าได้...งั้นเรอะ...
“กระหม่อม... รู้สึกดีกับองค์หญิงอย่างมาก มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว.... ตั้งแต่เมื่อก่อนที่เรามีความทรงจำร่วมกัน...” จงเจี๋ยเอ่ยช้า ๆ อย่างผ่อนลมหายใจ
(แน่นอนว่าโกหก)
“จริงหรือ...”
องค์หญิงเสวี่ยเซียนผลิยิ้มจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยดวงตาอันเปร่งประกาย “...เพราะเช่นนี้เอง ข้าจึงรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้าเป็นพิเศษ ราวกับว่ามีความทรงจำบางอย่างร่วมกันมา...” นางตื่นเต้นเสียจนท้าวตัวกับโต๊ะ โน้มตัวมาใกล้เขา ราวกับพยายามค้นหาความทรงจำที่อาจลืมเลือนไป
‘ความทรงจำเลวร้ายน่ะสิ’ จงเจี๋ยตอบในความคิด
“...ยิ่งเป็นเช่นนั้น กระหม่อมยิ่งหลอกลวงพระองค์ไม่ได้ ว่ากระหม่อม...”
“....” นางกะพริบตาปริบ ๆ
“..เป็นโรคนกเขาไม่ขันพ่ะย่ะค่ะ!” จงเจี๋ยกลั้นใจโพล่งตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
องค์หญิงเสวี่ยเซียนเงียบไป ก่อนพระปรางจะแดงราวกับสีแดงชาด นาง อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ และเสมองมองไปทางอื่น ขณะที่พระหัตถ์กำฉลองพระองค์แน่น
“ข้าเข้าใจแล้ว... เพราะเหตุนี้เจ้าจึงจงใจปฏิเสธข้ากับเสด็จพ่อ” สุรเสียงนางสั่นน้อย ๆ
จงเจี๋ยใช้มือนุ่มของตนประคองหน้านางหันกลับมาช้า ๆ แล้วตั้งใจส่งแววตาที่เศร้าหมองกลับไป
“กระหม่อมไม่สามารถ...ให้ความสุขกับองค์หญิงได้พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงละมุนของเขาเอ่ยหนักแน่น
เหตุผลเช่นนี้...คงไม่มีสตรีนางใดที่จะทนได้เป็นแน่...
“ข้าก็นึกว่าเจ้ารังเกียจข้า... ดู ๆ ไปแล้ว เจ้าจริงใจกับข้ากว่าที่ข้ารู้ ..ขอบใจเจ้ามาก... ที่เปิดเผยเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้... ข้าจะไม่บอกใครเรื่องนี้” เสียงนางสั่น ๆ
จงเจี๋ยยิ้มมุมปาก... เมื่อคิดแล้วว่านางจะต้องอยากยกเลิกการอภิเษกเป็นแน่
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่เข้าใจกระหม่อม เช่นนั้น...” เขาพยายามจะยื่นข้อเสนอ
แต่กระนั้นองค์หญิงน้อยกลับเอื้อมพระหัตถ์มาแตะริมฝีปากนุ่มของชายหนุ่มอย่างห้ามปราม พระดรรชนีเรียวยาวนั้นกดแตะลงมาในความเงียบ
“ข้าไม่รังเกียจเจ้า และไม่มีวันรังเกียจเจ้าเรื่องนี้ ข้าเห็นใจเจ้า และรู้สึกดีมาก ๆ ที่เจ้ากล้าเปิดใจถึงเพียงนี้”
ดวงเนตรกลมโตแดง นางกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนน้ำพระเนตรหยดใสเม็ดใหญ่จะล่วงเผาะลงอาบพระปราง ราวกับว่านางเจ็บปวดแทนเขา...
มือของจงเจี๋ยสั่นน้อย ๆ อย่างรู้สึกผิดขึ้นมากับความคิดชั่วครู่ที่จะบีบคอนาง
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!!!
-
-
-
-
-
-
กลางสวนดอกโมกของตำหนัก หลางเซียว บุตรชายลำดับที่สามของตระกูลแม่ทัพนั่งนิ่งในความเงียบและเวิ้งว้าง ที่โต๊ะหินนั้นเขาอยู่เพียงลำพังอย่างใช้ความคิด...
ว่าเขาทำผิดพลาดอะไรตรงไหน
“หรือจะปล่อยเลยตามเลย... ยังไงก็บอกไปแล้วว่านกเขาไม่ขัน ต่อให้อภิเษกจริง ก็คงไม่มีการใกล้ชิดเกิดขึ้นแน่...”
จงเจี๋ยขมวดคิ้ว และเริ่มนั่งสมาธิอย่างปล่อยวาง...............
ก่อนจะสัปหงก
สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจเข้านอนในค่ำคืนแรกภายใต้รั้ววังต้องห้าม ปล่อยให้ทุกอย่างและอนาคตดำเนินไปตามครรลองของมัน
ราวกับว่าภาระนั้นไม่ใช่ของตัวเขาเอง...
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
“ใยฝ่าบาทจึงมาหาหม่อมฉันได้ในคืนนี้ หม่อมฉันนึกเสียแต่ว่าพระองค์จะทรงวุ่นวายอยู่กับคดีของเสวี่ยเซียนจนไม่มาหาหม่อมฉันแล้ว” ฮ่องเฮาลวี่เวยทรงอุ้มกะละมังทองเหลืองสำหรับชำระพระหัตถ์ วางที่โต๊ะไม้สลักใกล้พระแท่นบรรทม พระนางจุ่มซับพระพักตร์ลงในน้ำอุ่น ก่อนยกขึ้นบิดอย่างเบาพระหัตถ์ “เจ้าไปเยี่ยมเสวี่ยเซียนบ้างหรือยัง....” ฮ่องเต้เจิ้งเหรินที่ประทับอยู่ที่แท่นบรรทมพ่นลมหายใจเบา ๆ ที่พระนาสิก ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกสุดออกและรับซับพระพักตร์มาไว้ ฮองเฮาลวี่เวยหลุบสายพระเนตรต่ำ และแย้มสรวลบาง ๆ “หม่อมฉันคิดว่าจะไปในวันพรุ่ง เพราะนางกำนัลบอกว่าองค์หญิงยังไม่ฟื้น เกรงว่าไปเยี่ยมยามนี้จะรบกวนการฟื้นตัวของนางเพคะ” ผู้เป็นพระอัครชายาเขามาประทับข้าง ๆ สวามี นางก้ม
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า “ทะ...ท่านว่าที่ราชบุตรเขย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่” อิ่นลู่อึกอัก และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา จนถอยชิดโต๊ะเบื้องหลัง ใช่แล้ว... เขาควรจะอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ “ตกใจทำไม กลัวอะไรอยู่รึ?” จงเจี๋ยเอียงคอน้อย ๆ ใบหน้าของเขาดูกวนนิ่ง ๆ แสนอ่านยาก อิ่นลู่หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกล่องในมือของเขา... และอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ในอีกมือ “...อึก....” &n
เช้าตรู่ของวันใหม่ ขณะที่จงเจี๋ยยังนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนั้น ก็เห็นนางกำนัลเข้ามาเตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าให้กับเขา เขาเลื่อนมือขึ้นมาถูจมูกโด่งคมน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกระคายจมูก “ต
"แค่เข้าพิธีอภิเษก...กับเจ้า... กับคนที่ข้าชอบ และอยู่ด้วยกันตลอดไปกระมัง” นางยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะสบตาอีกฝ่ายอย่างมีความหมาย จงเจี๋ยเผลอกลั้นหายใ
รถม้าสีดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านประตูอู่สูงตระหง่านของราชวังต้องห้าม ใต้แสงยามเย็นนั้น แสงอุ่นเคลือบหลังคาของประตูเมืองจนเปล่งประกายราวเปลวเพ
ใต้ต้นบ๊วยที่ไร้ดอกระหว่างตำหนัก ฮู่เมิ่ง และ หลางเซียว จงเจี๋ยยืนรอคอยการกลับมาของร่างบางอย่างเงียบงันหลังไปเปลี่ยนชุดให้แห้งดีแล้ว ซึ่งทันทีได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ขององค







