LOGINเหนือขอบหน้าต่างของห้องพักผ่อนส่วนตัว จงเจี๋ยยังคงนั่งอยู่อย่างสงบมากว่าครึ่งชั่วยาม เมื่อยามที่อาทิตย์ใกล้ตกดินเต็มที กลิ่นดอกโมกนั้นโชยอ่อน ราวกับปลอบประโลมให้ใจของเขาเย็นลงอย่างเงียบเชียบ แต่มันก็กลับไม่ได้เป็นผลเท่าไหร่นัก
“...” ขาคู่ยาวข้างหนึ่งของเขาห้อยลงขนานผนัง แต่อีกข้างชันเข่าอย่างสง่าผ่าเผยตรงขอบหน้าต่างนั้น
ดวงตาคมมองตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ราวกับว่าสติไหลออกไปในห้วงความคิด
ใบหน้าหวานของใครบางคนที่เพิ่งแยกกันไปไม่นาน ผุดขึ้นราวกับภาพฉาย
มือเรียวที่มีลอยถลอกจึงกำหมัดแน่นขึ้นมาอย่างหงุดหงิดใจ
‘โผล่มาทำไมในหัวข้ากัน’ จงเจี๋ยสะบัดหน้าไปมา
“ไม่สิ... คนที่ต้องคิดถึงยามนี้ไม่ใช่นาง! แต่ต้องคิดถึงตัวต้นเรื่องที่ก่อเหตุในตรอกเงาสุนัขต่างหาก...” เขาพึมพำ
เขาลองทบทวนดู ว่าแท้จริงแล้ว เจิงหู่นั้นอาจจงใจฆ่าเขาหรือไม่ จึงได้ให้คนก่อเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้...แต่ก็แปลกที่ เพราะเหตุใด ชายชุดดำเหล่านั้นจึงมุ่งเป้าไปที่องค์หญิงไม่ใช่เขา หรือพี่ชายเขาตั้งใจจะฆ่าเซียนเซียน แล้วโบ้ยความผิดมาให้กัน
ร่างสูงกัดริมฝีปากอย่างเคียดแค้นในใจ ทำไมผู้ที่เป็นพี่ชายร่วมบิดาจึงจงเกลียดจงชังเขาเพียงนี้
หรือเขาผิดเอง ที่ดันเชื่อพี่ใหญ่อีกครั้งอย่างไม่ตรึกตรองให้ดีก่อน
แต่จงเจี๋ยก็ต้องถอนใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ เพราะตัวต้นเรื่องนั้น...ก็ย่อมมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น
-
-
-
-
-
-
อีกด้านหนึ่ง
ทางด้านของเจิงหู่ เขามาถึงที่เกิดเหตุช้ากว่าเวลาเคลื่อนขบวน แต่ความโกลาหลในตรอกหยิ่งเสี้ยวนั้นยังคงไม่ซาลงไปร่างกายกำยำของเขาค่อย ๆ แทรกผ่านคนที่สวนไปมา ท่ามกลางควัน และฝุ่นที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองอย่างตระหนักได้ว่า มีเหตุบางอย่างเกิดขึ้นในระหว่างที่เขายังเดินทางมาไม่ถึง
แล้วตอนนี้...ขบวนเสด็จอยู่ที่แห่งใดกัน
เหล่าขอทานปลอมที่เขาเตี๊ยมมา หันซ้ายมองขวาท่ามกลางความวุ่นวาย ก่อนชายร่างกำยำคนหนึ่งจะฉุดขอทานผอมแห้งมาเค้นหาคำตอบ
“พวกเจ้าบอกมาซิ ว่านี่มันอะไรกัน แล้วขบวนเสด็จขององค์หญิงที่เดินทางไปบวงสรวงอยู่ที่ใด”
นักเลงในคราบขอทานเค้นถาม
“อย่า! อย่าทำข้านะ... ข้าไม่มีอะไรติดตัว อย่าทำอะไรข้า” คนผอมแห้งเนื้อตัวสกปรกมอมแมมเลิ่กลั่ก และตอบอย่างไร้สติ
“หมายความว่าอย่างไร ข้าแค่ผ่านทางมา จะทำอะไรเจ้าเพื่อเหตุใด”
เจิงหู่ตัดสินใจเข้าไปเค้นถามเอง เขากระชากขอเสื้อของขอทานผอมอย่างแรง จนตัวลอยขึ้น
“พะ พวกเจ้า ไม่ใช่..นักฆ่าใช่หรือไม่” น้ำเสียงแห้งแหบขอทานสั่น
“พวกเราเป็นทหารของทางการ บอกมากซะ!”
เจิงหู่ตวาดจนคนผอมหน้าซีดเผือด ขอทานในมือหัวหน้าหน่วยทหารเตะขาไปมา
“ทหารงั้นรึ! พะ..พวกท่านต้องช่วยดูแลตรอกเงาสุนัขแห่งนี้นะ! เมื่อกี๊มีนักฆ่าบุกมา ฟันกระบี่ใส่ขบวนเสด็จไม่ยั้งเลย!” ขอทานนั่นดูหน้าเสีย ใบหน้าเปื้อนรอยดำมีเหงื่อแตกพลั่ก
“ขบวนองค์หญิงเรอะ แล้วองค์หญิงกับว่าที่ราชบุตรเขยเป็นอย่างไรบ้าง”
เจิงหู่จ้องหน้าเขาเขม็งราวกับจะกินเลือด
“ข้า ข้า ข้า ข้าไม่รู้!!! ข้าไม่รู้อะไรเลย!!! ไปดูเอาสิ เดินไปอีกแยกหนึ่งก็เจอแล้ว” ขอทานผอมแห้งโบกไม้โบกมือ ก่อนจะพยายามดึงมืออันแข็งแกร่งของเจิงหู่ออก เมื่อหลุดได้ เขาก็วิ่งอย่างล้มลุกคลุกคลานหนีออกตรอกเล็ก ๆ นั้น เลี้ยวไปยังแยกอื่นหายลับไป
เจิงหู่มองหน้าพวกของตน ก่อนจะพยักหน้าให้น้อย ๆ และพวกเขาก็เดินตรงไปยังแยกถัดไปเพื่อตามเบาะแส
และที่แห่งนั้น ก็พบกับเศษซากของขบวนเกี้ยวที่เละเทะ
แต่ทั้งองค์หญิง ว่าที่ราชบุตรเขย ราชองครักษ์ หรือแม้นางกำนัลก็ตามต่างไม่อยู่แล้ว เหลือเพียงพวกเขาที่มาก่อเรื่องช้าเกินไป ซึ่งกลับมีกลุ่มอื่นที่เป็น ‘นักฆ่า’ เข้ามาสร้างความวุ่นวายไว้ก่อน!
“เหมือนว่า... วันนี้งานของเราจะต้องล้มเลิกแล้วล่ะ” เจิงหู่ประกาศเสร็จสิ้นภารกิจที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ก่อนจะรีบลัดเลาะตรอกกลับออกไป เพื่อกลับเข้าวังหลวง
-
-
-
-
-
-
จงเจี๋ยได้เดินเท้ากลับมายังวังต้องห้าม เข้าไปยังกองบัญชาการองครักษ์หลวง ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างลานว่าราชการกับเขตพระตำหนักใน ซึ่งเป็นเรือนพำนักหลักของผู้บัญชาการหน่วย รวมถึงเหล่าทหารยศต่าง ๆ โดยภายในเขตวังหลวง ประกอบไปด้วยเรือนบัญชาการหลัก เรือนพักอาศัย และลานฝึกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
เขายืนอย่างสุขุมใต้ต้นไทรต้นหนึ่งไม่ไกลจากบริเวณทางเข้า อย่างรอคอยการกลับมาของพี่ชายคนโต
และแล้วในที่สุด ที่ปลายสายตา ก็พบเจิงหู่ใต้เกราะเหล็กดำรมควัน ผูกผ้าไหมคาดเอวสีแดงเข้มปักดิ้นทอง และสวมเสื้อคลุมสีดำเต็มยศ
แคร่ก... แคร่ก... แคร่ก... แคร่ก...
เสียงเกราะเหล็กกระเพื่อมทุกจังหวะก้าวเดิน ราวกับเร่งไฟแห่งความโกรธในแววตาของว่าที่ราชบุตรเขยให้โชติช่วง
“มาแล้วงั้นเรอะ!!!”
จงเจี๋ยเปล่งเสียงออกไป พร้อม ๆ กับก้าวไว ๆ ไปยังพี่ชายตัวดี
กึก!
และเมื่อมือแตะไปยังหลังแกร่งได้ เจิงหู่ก็หันมาทุ่มน้องชายเข้าอย่างแรง จนตัวลอยคว้างกระแทกลงพื้นเสียงดัง
ปั่ก!!!
พร้อม ๆ กับแววตาดุดันของผู้บัญชาการหน่วยก็เลิกขึ้นกว้างเมื่อเห็นน้องชาย
“เจ้าอย่าเข้าข้างหลังแบบนี้เซ่” เจิงหู่เอ่ยหัวเสีย
“ท่านพี่ทำอะไรลงไป!!!” จงเจี๋ยระเบิดเสียง เขาลุกขึ้นมา แล้วใช้ศอกกระแทกหัวเข่าอีกฝ่ายให้ล้มพับ ก่อนจะกระโจนโดดผลักพี่ชายให้กระแทกลงกับพื้น
พึ่บ!!
“จงเจี๋ย คุยกันให้ดีก่อน ตอนนี้เจ้าอาจจะเข้าใจข้าผิดไปแล้ว...” เจิงหู่เสียงหลงในท่าทีที่นอนหงาย แต่จงเจี๋ยก็ไม่ได้ฟังอีกต่อไป ผู้เป็นน้องพร้อมง้างหมัดซัดหน้าเขา แต่เจิงหู่ก็สามารถใช้ท่อนแขนอันแข็งแกร่งหยุดยั้งอีกฝ่ายไว้
“ท่านพี่ตั้งใจจะฆ่าข้า ข้าก็ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกนะ แต่ว่าตั้งใจจะฆ่าเซียนเซียน..แล้วโยนความผิดให้ข้าหรืออย่างไร นี่มันจะเลือดเย็นเกินไปแล้ว!”
ร่างผอมพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำที่เบาลงราวกับกระซิบ ถึงจะโกรธอีกคนอย่างไร ก็ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องใหญ่โตจนลำบากไปถึงตระกูลได้
เขาพยายามดันแขนกดตัวพี่ชายลง แต่ร่างกายของพี่ชายนั้นก็กำยำเกินกว่าจะต้านท้าน
“ถ้าเจ้าคิดจะไม่ฟังที่ข้าพูด ก็อย่าหาว่าข้าอัดเจ้าล่ะ ข้าจะถือว่าข้าป้องกันตัวเอง” เจิงหู่กัดฟันแน่น ก่อนจะดันตัวขึ้นสุดแรง พลิกกายกลับให้จงเจี๋ยลงไปอยู่ตำแหน่งล่างแทนอย่างง่ายดาย
“อึก…”
จงเจี๋ยกัดฟันนั้น แต่กลับผลักเขาไม่ไปแม้แต่น้อย
ผลัวะ!!!
และกลายเป็นเจิงหู่ที่ตะบันหมัดไปที่หน้าใสใสของน้องชายต่างมารดา
“ฟังข้าซะ!” เจิงหู่สบถออกมา ก่อนที่จะเล่าที่มาที่ไป
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
“ใยฝ่าบาทจึงมาหาหม่อมฉันได้ในคืนนี้ หม่อมฉันนึกเสียแต่ว่าพระองค์จะทรงวุ่นวายอยู่กับคดีของเสวี่ยเซียนจนไม่มาหาหม่อมฉันแล้ว” ฮ่องเฮาลวี่เวยทรงอุ้มกะละมังทองเหลืองสำหรับชำระพระหัตถ์ วางที่โต๊ะไม้สลักใกล้พระแท่นบรรทม พระนางจุ่มซับพระพักตร์ลงในน้ำอุ่น ก่อนยกขึ้นบิดอย่างเบาพระหัตถ์ “เจ้าไปเยี่ยมเสวี่ยเซียนบ้างหรือยัง....” ฮ่องเต้เจิ้งเหรินที่ประทับอยู่ที่แท่นบรรทมพ่นลมหายใจเบา ๆ ที่พระนาสิก ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกสุดออกและรับซับพระพักตร์มาไว้ ฮองเฮาลวี่เวยหลุบสายพระเนตรต่ำ และแย้มสรวลบาง ๆ “หม่อมฉันคิดว่าจะไปในวันพรุ่ง เพราะนางกำนัลบอกว่าองค์หญิงยังไม่ฟื้น เกรงว่าไปเยี่ยมยามนี้จะรบกวนการฟื้นตัวของนางเพคะ” ผู้เป็นพระอัครชายาเขามาประทับข้าง ๆ สวามี นางก้ม
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า “ทะ...ท่านว่าที่ราชบุตรเขย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่” อิ่นลู่อึกอัก และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา จนถอยชิดโต๊ะเบื้องหลัง ใช่แล้ว... เขาควรจะอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ “ตกใจทำไม กลัวอะไรอยู่รึ?” จงเจี๋ยเอียงคอน้อย ๆ ใบหน้าของเขาดูกวนนิ่ง ๆ แสนอ่านยาก อิ่นลู่หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกล่องในมือของเขา... และอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ในอีกมือ “...อึก....” &n
“ถวายบังคมเสด็จแม่” ภายในห้องโถงของตำหนักคุนหนิง องค์หญิงเสวี่ยเซียนย่อกายลงเพื่อถวายบังคมฮองเฮา แม้จะสงบนิ่งอยู่ได้แต่ใจกลับเต้นระรัวอยู่ภายใน นางมองรอบโถงของที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่าด้วยผ้าแพรสีแดง
-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ- ใต้ความมืดมนของราตรี บนเตียงนุ่มของวังหลวง แม้แสนอุ่น แต่กลับทำให้รู้สึกเย็นเยียบหนาวขั้วหัวใจ ดวงตาคมของร่างสูงยังคงพริ้มหลับใต้แสงเทียนเล็ก ๆ ที่จุดเอาไว้พอสลัว ในความพร่าเลือนของสติ... ภาพบา
-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ- และร่างสูงก็โน้มตัวลงไป... ‘บีบคอนางซะ แล้วก็ขู่สักหน่อย แต่อย่าให้รุนแรงเสียจนนำพาไปสู่โทษตาย’ จงเจี๋ยบอกตัวเองในความคิด &nb
-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ- “...ยังไม่ได้ลาเฒ่าถิงจงเลยแท้ ๆ” กึก... กึก... กึก... กึก... จงเจี๋ยกอดสัมภาระเอาไว้ ขณะรถม้าเคลื่อนต







