Se connecter"วันนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอ"
"อืม" "แล้วมาทำไมละ" "คิดถึง" คิดถึงเหรอ? ทำไมเพียงแค่เขาพูดคำนี้ ใจฉันก็พลอยสั่นไหวไปกับคำหวานของเขาได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ไม่ควรเผลอใจไปกับความเจ้าชู้ของเขาแท้ๆ และความแพรวพราวที่ส่งผ่านมาทางดวงตาคู่คมคอยยิ้มกรุ่มกริ่ม กับมือปลาหมึกที่ชอบทำเนียนมาโอบเอวของฉันทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เป็นเครื่องหมายการันตีความเจ้าชู้ของเขาได้อย่างดีเยี่ยมเชียวละ เหมือนกับตอนนี้ที่ฉันกำลังยืนนวดแป้งอยู่ในห้องครัวเตรียมทำชิโอะปังอยู่นั้น เขาก็พาตัวเองเดินเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียงคอยป้วนเปี้ยนทำมือปลาหมึกมาโอบเอวบางเอาไว้จากด้านหลังแทนคำทักทายจากเขา จนฉันอยากจะใช้ศอกกระทุ้งเข้าไปที่หน้าท้องแกร่งสักที ถ้าไม่ติดว่าสองมือกำลังยุ่งอยู่กับการนวดแป้ง คงได้ฟาดลงไปบนต้นแขนของเขาให้เป็นรอยแล้ว ลืมไปแล้วละมั้งว่าตัวเองเป็นลูกน้อง บอกตามตรง ฉันเองยังสับสนกับความสัมพันธ์ที่นับวันยิ่งดูซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างเราสองคนตอนนี้ เหมือนทุกอย่างจะข้ามเส้นของคนแปลกหน้า ข้ามความเป็นเจ้านายกับลูกน้องอย่างที่ควรจะเป็นไปแล้วด้วยซ้ำ เฮ้อ... ใจหนอใจ ฟอด "คิดอะไรอยู่" "จ่ายมา" "หึ" สติของฉันกลับมาอีกครั้งจากคนชอบฉวยโอกาสอย่างเขาที่ถือวิสาสะโน้มตัวลงมากดปลายจมูกลงบนแก้มทำฉันสะดุ้งด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปแบมือตรงหน้าคนหัวขโมยเพื่อให้เขาจ่ายค่าปรับตามกฎที่ฉันเป็นคนตั้งขึ้นมาใช้กับเขาโดยเฉพาะ ซึ่งเขาก็ยอมจ่ายอย่างว่าง่าย หยิบกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีดำที่เขาชอบใส่ออกมาวางลงบนมือของฉันไม่มีท่าทีหวงเลยสักนิด พร้อมกับมุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างยียวน ในเมื่อเขากล้าให้เงินมาทั้งกระเป๋า ซึ่งก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าในกระเป๋าหนังสีดำใบนี้จะมีเงินพอจ่ายค่าปรับหรือเปล่า เพราะงั้นฉันก็กล้าทำตัวเสียมารยาทเปิดกระเป๋าออกแล้วนับธนบัตรสีม่วงและสีแดงที่มีอยู่ข้างในตามจำนวนที่เขาจะต้องจ่าย วันก่อนหนึ่งครั้ง เมื่อคืนอีกหนึ่ง เมื่อเช้าก็ด้วย ส่วนสองใบนี้คือรอบล่าสุด จะยอมลดให้หนึ่งร้อยบาทก็แล้วกัน ให้พอมีเหลือติดกระเป๋าเผื่อเขาอยากออกไปหามื้อดึกกิน "ไม่เหลือไว้ให้เฮียใช้เลย?" "นี่ไง หนึ่งร้อยบาท" จะได้ไม่กล้าแต๊ะอั๋งกันอีก แต่เอ๊ะ! เงินค่าแรงที่ฉันให้ไป เขาแทบไม่ได้ใช้เลยเหรอ ถึงมีเงินเต็มกระเป๋าแบบนี้? ฉันพักความสงสัยที่มีแล้วคืนกระเป๋าสตางค์ให้เขา ก่อนจะพาตัวเองเดินไปล้างมือให้สะอาดอีกครั้ง เพราะมัวแต่โอ้เอ้เล่นกับเขาอยู่นั่นแหละ เจ้าก้อนแป้งที่ฉันเตรียมไว้ถึงไม่ได้เข้าตู้อบเสียที "ทำอีกกี่อย่าง" "ว่าจะทำแยมโรลอีกสองถาดนะ" "ทำไมเหรอ?" "หิวข้าว" "ออกไปซื้อสิ" "ไม่มีเงิน" ก็มีอีกหนึ่งร้อยในกระเป๋าไม่ใช่เหรอ? "งั้นก็ต้มบะหมี่" "..." สุดท้ายแล้วเป็นฉันที่ใจอ่อนเพราะอดสงสารคนตัวโตนั่งทำหน้าเศร้าไม่ได้ ยอมวางมือจากขนมตรงหน้าแล้วไปทำกับข้าวเมนูง่ายๆ อย่างต้มจืดเต้าหู้ไข่ใส่หมูสับและไข่เจียวใส่พริกสดตามวัตถุดิบที่มีพอติดตู้เย็นไว้ เป็นเพราะเขาอีกนั่นแหละที่ชอบชวนฉันกินมื้อดึกเวลาที่ฉันอยู่อบขนมทุกครั้ง เป็นเจ้าของคาเฟ่มาตั้งนาน น้ำหนักของฉันไม่เคยขึ้นเลยสักกิโลหรือเต็มที่ก็ขึ้นมาหนึ่งกิโลกรัมเท่านั้น แต่พอมีเขาเข้ามาใกล้ ฉันเริ่มรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่เคยใส่พอดีเริ่มแน่นขึ้นยังไงก็ไม่รู้ "ปกติชอบกินอะไร" "กินได้หมด" "แล้วชอบอะไรเป็นพิเศษ" "มินิน" "..." "ชอบมินิน" ฉันถามเขาเรื่องอาหารอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมคำตอบถึงเป็นแบบนี้ไปได้ หรือที่จริง เขาหมายถึงอาหารที่ฉันทำ ใช่! ความหมายของเขาคืออย่างนั้นแน่ "ละ แล้วไม่ชอบอะไร" ฉันรีบเปลี่ยนข้อคำถามเบี่ยงเบนตาคู่คมไม่ให้หยุดมองใบหน้าที่กำลังเห่อร้อนจนเปลี่ยนสี ให้เขาสนใจคิดหาคำตอบมาตอบคำถาม "คนชื่อพาย" พาย เพื่อนรุ่นน้องของฉันไม่ผิดคนใช่ไหม? "แล้วมินิน?" "หมายถึง?" "ชอบกินอะไรครับ" "ของอร่อย" "หึ" ถ้าเทียบกับตริติณแล้ว ฉันถือว่ากินง่ายกว่ามาก ก็ทุกอย่างที่กินแล้วรู้สึกถูกปากนั่นแหละ "แล้วไม่ชอบอะไร" "ถ้าบอกแล้วจะได้อะไร" "เฮียจะไม่ทำ" "อืม..." ข้าวไข่เจียวพอดีคำถูกตักเข้าปากอวบอิ่ม เคี้ยวไป ค่อยๆ คิดหาคำตอบไป คำตอบที่แอบหวังลึกๆ ว่าเขาจะไม่ทำอย่างนั้น ก่อนจะหยุดสบตาคู่คมมองลึกเข้าไปข้างใน ไม่ใช่เพราะอยากอ่านความคิดที่ยากจะคาดเดาของเขา แต่เป็นเพราะอยากให้เขารู้ว่าฉันไม่ชอบและคาดหวังในประโยคที่เขาบอกว่า 'เฮียจะไม่ทำ' ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องคาดหวังขนาดนั้น "การโกหก" "..." ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ฉันรู้สึกว่า สิ่งสำคัญระหว่างคนสองคนคือความจริงใจที่มี และถ้าฉันกล้าที่จะลองเปิดใจด้วยแล้ว ฉันให้ใจทั้งหมดที่มีหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นที่อีกฝ่ายจะให้กลับคืนมาเต็มหนึ่งร้อย แค่ไม่โกหกกันก็พอ... "นาย ประชุมงานแสดงรถนำเข้าสัปดาห์หน้า..." "กูไปเอง" "เหมือนจะมีบริษัทพี่ชายคุณมินินด้วยนะครับ" "อืม" เป็นหนึ่งเรื่องที่ตลอดหลายวันมานี้ผมเองยังคิดไม่ตกทั้งว้าวุ่นทั้งร้อนใจพาลให้หงุดหงิดใส่ไอ้คู่แฝดอยู่บ่อยครั้ง เรื่องที่ต้องลางานไรเดอร์ไปร่วมประชุมงานสำคัญครั้งนี้ก็เรื่องหนึ่ง "การโกหก" ส่วนอีกเรื่องคือ สิ่งที่เธอไม่ชอบ เสียงที่ดังอยู่ในสมองของผมคอยย้ำเตือนซ้ำๆ ตลอดเวลา การประชุมงานแสดงรถนำเข้าที่รวมคนในแวดวงธุรกิจนำเข้ารถยนต์ลำดับต้นๆ ของประเทศมารวมไว้เพื่อร่วมกันจัดงานครั้งนี้ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ เจ้าของธุรกิจนำเข้าและส่งออกรถยนต์หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ตริติณพี่ชายฝาแฝดของมินิน ที่ผมถือว่าเป็นหนึ่งในพันธมิตรร่วมธุรกิจเดียวกัน ไม่นับว่าเป็นศัตรู เพราะเคยมีโอกาสร่วมงานกันมาแล้วครั้งสองครั้งในสมัยที่ผมเริ่มเข้าวงการช่วงปีแรก และไม่ใช่ในฐานะไรเดอร์ประจำร้านของมินิน ผมไม่แน่ใจ ว่าพี่ชายของเธอจะรู้จักผมมากน้อยแค่ไหน แต่การกลับมาเจอกันครั้งนี้ อาจเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างให้ต่างไปจากเดิม ถ้าพี่ชายรู้ว่าผมเข้าหาน้องสาวของเขา ในรูปแบบที่ไม่อาจเรียกได้ว่าปกติ หรือสืบจนรู้เบื้องลึกพื้นหลังของผม จากพันธมิตรก็อาจกลายเป็นศัตรูในชั่วข้ามวัน จากคนที่เคยได้นอนกอด...ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะยอมมองหน้ากันหรือเปล่าปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







