เข้าสู่ระบบ"..."
"หึ" ฟอด ที่จริงผมรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ร่างนุ่มนิ่มในอ้อมกอดขยับตัวยุกยิกไปมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เพียงแค่อยากรู้ว่าเธอจะโวยวายหรือแอบทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายผมหรือเปล่าก็เท่านั้น แต่สุดท้ายร่างนุ่มนิ่มก็หยุดนิ่งยอมให้ผมกอดอยู่อย่างนั้น ทำผมแปลกใจอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมามองให้หายข้องใจ ตากลมโตจากที่นอนมองตาแป๋วแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย รีบหลับตาปี๋ด้วยความตกใจทันทีที่เห็นตาคู่คมของผมลืมขึ้นมาสบตา เหมือนเด็กน้อยกำลังหนีความผิด คงจะกลัวผมจับได้ว่ามีคนคอยแอบมองอยู่นานสองนาน ในเมื่อเธออยากมองผมก็ไม่ติด จะยอมนอนกอดให้เธอมองอยู่อย่างนี้ต่ออีกหน่อย แต่ขอเก็บค่าเสียหายเป็นหอมแก้มนุ่มๆ ฟอดใหญ่สักฟอดให้พอหายมันเขี้ยวก็พอ มาเฟียอย่างผม ใจสปอร์ตอยู่แล้ว "ปล่อยได้แล้ว อยากเข้าห้องน้ำ" "ครับ" ฟอด "นี่ ไม่ว่าหน่อย เอาใหญ่เลยนะ" "อยากแก้มหอมทำไม" "ครั้งละหนึ่งพัน จ่ายมา?" "เฮียให้หักจากค่าแรงแล้วกัน" "ไม่พอเถอะยะ" "หึ" ผมหยัดตัวลุกขึ้นพิงหัวเตียงมองตามคนที่คอยเหลียวหลังมามองตาขวางจนเดินหายเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ผมก็เลยให้พื้นที่ส่วนตัวกับเธอ พาตัวเองลงมาจัดขนมที่เธอทำเมื่อคืนเตรียมเปิดร้านให้พร้อมอย่างรู้หน้าที่ แต่พอเปิดม่านกันแดดขึ้นทั้งร้านก็ปรากฎร่างสูงใหญ่ยืนคอยอยู่ตรงกระจก ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นมือซ้ายและมือขวาของผมเอง ไอ้ชาลกับไอ้ชาลี "ว่า?" "เป็นยังไงบ้างครับนาย" "นายหญิงบอกว่านายไม่สบาย" "นายหญิง?" ปกติไอ้สองคนนี้ไม่ให้สถานะใครง่ายๆ ยิ่งตำแหน่งนายหญิงด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้เพราะผมไม่อนุญาต แต่พอได้ยินไอ้ชาลพูดเรียกเธอแบบนี้ ฟังแล้วลื่นหูดี สงสัยคงต้องเพิ่มโบนัสให้สักก้อน "อะ เอ่อ คุณมินินครับ" "เรียกเหมือนเดิม" "ครับ" หนึ่งความโชคดีในชีวิตผม คือการมีลูกน้องที่ดีคอยดูแลกันเหมือนพี่น้อง จนบางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นพี่ใหญ่ที่มีน้องชายฝาแฝดทั้งสองคนคอยแวะเวียนมาดูแล แม้ในวันที่ผมไม่สบายก็มาคอยช่วยงานมินินหรือนายหญิงที่ไอ้สองคนนั้นเรียก โดยที่ผมไม่ต้องเอ่ยปากออกคำสั่งเลยสักนิด สมแล้วที่เป็นทั้งมือซ้ายและมือขวา ลูกน้องที่รู้ใจที่สุดต้องระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา "น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ ของนายกับนายหญิง" "อืม ขอบใจ" พอได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากชั้นบน ผมพยักหน้าส่งสัญญาณให้ไอ้คู่แฝดกลับไปคอยสังเกตการณ์แถวลานจอดรถเหมือนเคย ส่วนผมก็ถือถุงน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ร้านไม่ไกลจากคาเฟ่มาเทใส่แก้วรอนายหญิงคนสวยลงมานั่งกินพร้อมกัน จะรู้ตัวมั้ยวะ... ว่าเวลานี้ตัวเองกลายเป็นนายหญิงของลูกน้องนับร้อยคนไปแล้ว "เสร็จหมดแล้วเหรอ" "อืม เต้าหู้ร้อนๆ" "หืม ขอบคุณค่ะ" ว่าที่เมียของผม เธอเป็นคนที่มีความสุขได้ง่ายกับเรื่องเล็กเล็กน้อยน้อยแบบนี้ แค่เห็นน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋วางพร้อมเสิร์ฟ ตากลมโตก็ยิ้มโค้งเป็นรูปสระอิพาให้ผมเผลอยิ้มตามเป็นอย่างนี้อยู่บ่อยครั้ง จุ๊บ "กินยังไงให้เลอะ" และก็ไม่เคยห่วงสวย ไม่ว่าจะตอนทำขนมที่มีแป้งเปื้อนเต็มไปหมด หรือแม้กระทั่งตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะนั่งต่อหน้าผม ริมฝีปากอวบอิ่มก็เต็มไปด้วยคราบน้ำเต้าหู้ ชวนให้ผมอยากอาสาเช็ดให้ ค่อยๆ ละเมียดละไมเช็ดให้ด้วยปากของผมจนสะอาดไม่หลงเหลือเลยสักหยด น้ำเต้าหู้ไม่ใส่น้ำตาล แต่ก็หวานใช้ได้... "ทำแบบนี้กับผู้หญิงบ่อยเหรอ" "ไม่ คนแรก" "และอยากทำบ่อยๆ" "ถ้าคุณเจ้านายอนุญาต" "ใครเขาอนุญาตกัน" "หึ" ปล่อยให้เธอเฉไฉทำทีเป็นหมุนตัวไปล้างแก้วที่เพิ่งดื่มหมดปิดบังความเขินอายที่มี แต่ปิดเท่าไหร่ผิวที่เคยขาวใสก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นสีชมพูขึ้นเรื่อยๆ ดูน่าเอ็นดูมาก กรุ้งกริ้ง กรุ้งกริ้ง "หืม ลูกค้ามาแต่เช้าเลย ดีจัง" แปลกที่วันนี้ ลูกค้าช่วงเช้ามาเร็วกว่าทุกวัน ทำเธอถึงกับดีใจรีบวิ่งออกไปต้อนรับ โดยที่ผมก็เดินล้วงกระเป๋าตามหลังไปเงียบๆ เผื่อออเดอร์เยอะจะได้ช่วยเป็นลูกมือเธอได้ "มินิน" "คุณมี๊!" คุณมี๊ คือมามี๊ของเธอสินะ ผู้หญิงวัยกลางคนใบหน้าสวยละม้ายคล้ายคลึงกับเจ้านายคนสวยของผม ยืนยิ้มหวานให้ลูกสาวอย่างใจดี ก่อนจะละสายตามามองผมด้วยความสงสัย "แฟนลูกเหรอ" ว่าที่แม่ยายทักมาแบบนี้ ตำแหน่งลูกเขยคงไม่ไกลเกินเอื้อม "ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่" ไม่เผลอตอบเลยนะครับ คุณว่าที่เมีย "ไรเดอร์ที่มินินรับมาไงคะ" "อ่อเหรอ" "สวัสดีครับ" "ไหว้พระเถอะจ๊ะ" "..." "เอ่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ" "จ๊ะ" ผมมีโอกาสสวัสดีทักทายว่าที่แม่ยายเพียงครู่ ลูกสาวของท่านก็หันมาทำปากงุบงิบบุ้ยใบ้ส่งสัญญาณให้ผมหายตัวไปจากตรงนี้โดยเร็ว ไม่ใช่ผมที่มีพิรุธ แต่คนที่แสดงอาการพิรุธจนผมเองยังอดขำไม่ได้ คือเธอต่างหาก "คุณมี๊แวะมาแต่เช้าเลย" "มี๊อยากกินอาหารเช้าที่ลูกทำ" ผมเลยพาตัวเองหายตัวออกไปจากตรงนั้นตามใจเธอสักหน่อย เพราะผมเองก็อยากเปิดตัวในฐานะที่ต่างจากตอนนี้ ปล่อยให้เจ้านายคนสวยอยู่กับมามี๊ของเธอตามลำพัง เดินขึ้นมาจัดการตัวเองบนห้องพักที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเธอที่ยังคงอบอวลอยู่ทั่วทั้งห้อง ซึ่งผมมีโอกาสได้นอนกอดเจ้าของกลิ่นหอมๆ นี้มาแล้วตลอดทั้งคืน แอบหอมแก้มนุ่มซ้ำๆ ตอนที่เธอหลับมาแล้วหลายครั้ง แม้แต่ตอนเธอตื่น ผมก็ไม่ปล่อยโอกาสให้ลอยหลุดมือไป เพราะมาเฟียในคราบนักธุรกิจอย่างผม ไม่เคยปล่อยให้โอกาสหายไปแม้แต่เสี้ยววินาที "มามี๊กลับแล้ว?" "อืม แวะมารับอาหารเช้าไปทานกับคุณป๊าเฉยๆ หน่ะ" "หึ" "เอ๊ะ! ว่าแต่...ใครให้เรียกมามี๊เอ่ย" "อยากซ้อมไว้ให้ชินปาก" คิ้วเข้มเลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวนส่งไปให้คุณเจ้านายขี้สงสัยที่เอาแต่คอยจ้องจับผิด พร้อมกับคำตอบที่ทำให้เธอเผลออมยิ้มออกมาให้เห็น ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นมาชี้ราวกับอยากจะเอาเรื่อง โชคดีที่มีลูกค้าเปิดประตูเข้ามาช่วยชีวิตผมเอาไว้เสียก่อน เธอเลยทำได้เพียงคาดโทษผมเอาไว้แทน แล้วหันไปทักทายลูกค้าเสียงหวาน หวานซะจนผมแอบหวง อยากให้เธอใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับผมบ้าง "เฮียภูผา มีออกไปส่งกาแฟตอนเก้าโมงนะ" "..." "เป็นอะไร" "พูดใหม่" "มีส่งกาแฟตอนเก้าโมง" "ไม่" "ไม่อะไร ไหนพูดชัดๆ ซิ" "พูดว่า เฮียภูผาขา มีส่งกาแฟให้ลูกค้ามินินตอนเก้าโมงนะคะ" "เรื่องเยอะจังเลยนะคะ เฮียภูผา" "ครับ แค่กับน้องมินิน" #น้องมินินจะไหวมั้ยไม่รู้ แต่ไรท์ย้วยไปหมดแล้วปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







