Masuk“สรุปว่าตอนนี้คุณภูเขามาบริหารงานแทนคุณพ่อของเขาเหรอคะแม่”
“ใช่ลูก ตอนนี้คนงานในไร่ก็พากันเรียกเขาว่าพ่อเลี้ยงกันหมดแล้ว ว่าแต่...หนูยังไม่เจอพี่เขาใช่มั้ยลูก”
“ยังเลยค่ะแม่ เจอแต่ลูกน้องที่ชื่อนายเอียดนั่นแหละค่ะ สงสัยจะเป็นคนสนิทมั้งคะ”
“ไม่หรอกจ้ะ...นายเอียดน่ะเป็นหัวหน้าคนงานเก่าแก่ในไร่ต่างหาก”
“เอ๊ะ!!!...แต่ทำไมนายเอียด ถึงดูไม่เหมือนหัวหน้าคนงานเลยล่ะคะ ท่าทางกวนประสาท...” หญิงสาวพึมพำ หน้าร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงรสจูบป่าเถื่อน
“อย่าคิดมากเลยลูก ถ้าพ่อเลี้ยงเขากลับมาหนูคงได้เจอเองแหละ ที่แม่ให้หนูมาที่นี่ก็เพื่อช่วยงานคุณภูเขานะ หนูเรียนจบบัญชีมาจากเมืองนอกเมืองนา แม่ไม่อยากให้ไปลำบากตะลอนหางานทำที่อื่น มาช่วยงานที่ไร่ดีกว่า อีกอย่างพ่อเลี้ยงแสนคำท่านก็สั่งเสียเอาไว้ ว่าอยากให้แม่ตามหนูกลับมาช่วยงานที่ไร่ให้ได้”
“งั้นช่วงนี้ยิหวาจะอยู่เฝ้าคุณแม่เองค่ะ”
สองแม่ลูกที่ไม่ได้เจอกันนานสวมกอดกันด้วยความรัก โดยที่ไม่รู้เลยว่าที่ด้านนอกประตูห้องพัก ร่างสูงใหญ่ของภูดิศกำลังยืนแอบฟังทั้งสองคุยกันอยู่ ก่อนที่ในใจจะคิดแผนการร้ายบางอย่าง
ดวงใจยังคงกังขาว่าเหตุใดภูดิศถึงสั่งให้นายเอียดมาส่งลูกสาวของเธอ หรือว่าเขาจะรู้เรื่องลูกสาวของเธอแล้ว? และที่สับสนที่สุดคือเหตุใดถึงให้หวันยิหวาไปนอนเรือนหลังเล็กท้ายไร่ ทั้งที่ก็มีพักอยู่เรือนเฟื่องฟ้าที่หรูหราสะดวกสบาย
“คุณแม่ให้หนูมาทำงานแทนคุณแม่ใช่ไหมคะ” หวันยิหวาเอ่ยถาม
“จ้ะ แม่คุยกับพ่อเลี้ยงแสนคำเอาไว้ก่อนที่ท่านเสีย... งานหลัก ๆ ของหนูคือดูแลแผนกบัญชีและเอกสารทั้งหมด ส่วนงานในไร่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อเลี้ยงภูเขาเถอะ”
“หนูก็รอให้แม่ออกจากโรงพยาบาลก่อน แล้วแม่จะคุยกับคุณภูให้”
หลังจากวันนั้น หวันยิหวาก็เดินทางไปเฝ้าไข้มารดาที่โรงพยาบาลทุกวัน โดยมีภูดิศในคราบ นายเอียด หัวหน้าคนงาน คอยรับส่งตลอดเวลา และในค่ำคืนหนึ่ง ระหว่างทางขับรถกลับไร่ท่ามกลางความมืดมิดภายในรถ ความอึดอัดระคนจับผิดก็ปะทุขึ้น
“ฉันถามอะไรหน่อยสิ...” เสียงหวานเอ่ยทำลายความเงียบ
“วันแรกที่ฉันมาถึง ฉันบอกชัดเจนว่ามาหาพ่อเลี้ยงแสนคำ ทำไมนายไม่บอกฉันสักคำว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว” ภูดิศเหลือบสายตาคมกริบมองใบหน้าหวานสลัวในความมืด มุมปากกระตุกยิ้ม
“ก็ผมกลัวว่าคุณจะกลัวผีน่ะสิคุณ... เล่นนอนอยู่ที่บ้านพักท้ายไร่คนเดียวเปลี่ยว ๆ แบบนั้น”
“งั้นเหรอ... แต่เอื้อมจันทร์ก็ไปนอนเป็นเพื่อนฉันแล้วนี่ สรุปว่านายกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่หึ ไหนลองบอกมาสิ” หวันยิหวาหันมาจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
“คุณรู้อะไรมาล่ะครับ” เขาหยั่งเชิงเสียงเรียบ
“คุณแม่บอกฉันหมดแล้ว... เรือนเฟื่องฟ้าออกจะสะดวกสบายและมีครบทุกอย่าง แต่นายกลับส่งฉันไปนอนบ้านพักซอมซ่อท้ายไร่ นายทำแบบนั้นเพื่ออะไรกันแน่ หรือว่าเป็นคำสั่งของคุณภู!”
“ใช่ ๆ ครับ นั่นเป็นคำสั่งของคุณภู” ภูดิศโยนความผิดให้ตัวเองในจินตนาการได้อย่างหน้าตาเฉย
“และถ้าคุณอยากย้ายไปพักที่เรือนเฟื่องฟ้า... ควรจะรอให้คุณภูกลับมาก่อน”
“งั้นก็ได้ค่ะ! เพราะอีกหน่อยพอคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล ฉันก็จะได้อยู่ใกล้คอยดูแลท่านได้เต็มที่หน่อย” ภูดิศแอบขบกรามแน่น อารมณ์ดิบในกายพลุ่งพล่านยามเห็นท่าทีอวดดี
“คุณจะมาทำงานบัญชีที่ไร่นี้เหรอครับ” ภูดิศถาม เสียงทุ้มต่ำพร่ามัวแฝงความเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ สายตาคมกริบหลุบมองริมฝีปากอิ่มที่เคยลิ้มลองกึ่งคาดโทษ
“ใช่ แต่ก็คงต้องรอให้คุณภูจะกลับมาเสียก่อน”
“ก็คง...เร็ว ๆ นี้แหละครับ” ภูดิศตอบ ก่อนจะลอบยิ้มร้าย 'ยัยลูกหมูเอ๊ย...เดี๋ยวฉันนี่แหละจะสั่งสอนให้เธอรู้ซึ้ง'
หลังจากปล่อยให้หวันยิหวาขึ้นไปเยี่ยมอาการของมารดาเรียบร้อย พอเห็นเธอลงมารอ ภูดิศก็รีบสาวเท้าเข้าประชิดร่างบางทันที หล่อนกำลังบ่นพึมพำด่าทอแสงแดดเมืองไทยที่ร้อนระอุจนผิวเนียนละเอียดเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อเหมือนลูกตำลึงสุก แต่นั่นก็ทำให้เธอดูเย้ายวนใจไม่น้อย
แก้มป่อง ๆ กับริมฝีปากอิ่มที่เจ่อหนา จากอาการงอนง้อธรรมชาติ ทำให้อารมณ์ดิบของซาตานร้ายแปรเปลี่ยนเป็นความนึกสนุก ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคออย่างอดไม่ได้
“นายหัวเราะอะไร” เสียงหวานตวัดถามอย่างไม่สบอารมณ์ นัยน์ตากลมโตค้อนขวับอย่างเอาเรื่อง แววตาตื่นตระนกปนแง่งอนนั้นทำให้ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของพ่อเลี้ยงหนุ่มทันที 'แดดจัดขนาดนี้ เห็นทีต้องแกล้งแม่สาวเมืองกรุงให้เข็ดหลาบเสียหน่อย'
“อ๋อ เปล่า ๆ ครับ ไม่มีอะไร” ภูดิศรีบสลัดความคิดในหัวทิ้งไป ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธทันควัน
“ยังไงก็ขอบคุณนะ ที่นายคอยรับส่งฉันมาเยี่ยมแม่มาตลอดเลย” หญิงสาวเอ่ยขณะก้าวขึ้นรถออกจากโรงพยาบาล หวันยิหวายอมลดทิฐิลงเมื่อนึกถึงความมีน้ำใจของเขา
“ไม่เป็นไรหรอกครับ พ่อเลี้ยงภูสั่งผมไว้” ชายหนุ่มแสร้งอ้างชื่อตัวเองหน้าตาเฉย
“ถ้าวันนี้คุณพอจะว่าง... ลองเข้าไปดูงานในไร่กับผมสักหน่อยดีมั้ยครับ”
“แต่คุณแม่บอกฉันว่า... พ่อเลี้ยงภูจะให้ฉันทำเฉพาะงานบัญชีในออฟฟิศนะ เรื่องงานที่ไร่ คงไม่เกี่ยวกับฉันหรอกมั่ง” หวันยิหวาแย้ง คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น
“อืม... นั่นมันก็ใช่ครับ แต่พอดีว่าพ่อเลี้ยงสั่งผมเอาไว้ ว่าให้พาคุณไปเรียนรู้งานภาคสนามในไร่เสียก่อน จะได้เข้าใจระบบ แล้วค่อยส่งตัวคุณไปที่แผนกบัญชี” ภูดิศขยับยิ้มพราวเสน่ห์ ขณะสายตาจ้องมองไปยังถนน
“ก็แค่ไปเรียนรู้งานเฉย ๆ น่ะครับ”
“งั้นก็ได้ค่ะ แต่ขอเป็นช่วงที่แดดไม่จัดนะคะ”
“งั้นพรุ่งนี้เช้าคุณตื่นไหวหรือเปล่าครับ จะได้ไม่ร้อน”
“ก็ได้ค่ะ จริง ๆ ฉันก็ตื่นเช้าอยู่แล้ว”
“โอเคครับ งั้นถ้าพรุ่งนี้หลังจากเยี่ยมคุณแม่ของคุณเสร็จแล้ว ผมจะพาคุณไปดูงานที่ไร่”
“ค่ะ” หวันยิหวารับคำ โดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังก้าวขาเข้าสู่หลุมพรางที่เขาขุดล่อไว้
เมื่อคุณย่ามาถึง ก็รีบตรงเข้ามาดูหน้าหลานชาย ภูดิศที่ดีใจจนออกนอกหน้าก็รีบบอกคุณย่าทันที“ลูกของผมเป็นผู้ชายครับคุณย่า แข็งแรงน่าดูเลย!”“ย่าฟังจากเสียงร้องก็รู้แล้ว... เสียงดังไม่ต่างจากพ่อมันเลย!”ความรู้สึกของผู้เป็นพ่อในยามนั้น มันมากมายเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดใด ๆเมื่อพยาบาลพาเด็กไปเช็ดตัวทำความสะอาดเสร็จ ภูดิศก็ขออุ้มลูกมาให้ภรรยาดู เขาประทับจูบลงบนหน้าผากมนของแม่พันธุ์คนเก่งด้วยความรักที่ท่วมท้นยิ่งกว่าเดิมหวันยิหวาแข็งแรงมาก แม้จะเพิ่งผ่านการคลอดและอ่อนเพลีย แต่เธอก็ยังส่งยิ้มหวานให้สามี แถมยังมีแรงผยุงตัวขึ้นมากดจูบปากสามีเบา ๆ“ยิหวาเก่งมากเลยนะวันนี้”ความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่ได้เห็นสามีอุ้มลูกมาให้ดูทั้งน้ำตา... เขาเคยบอกว่าไม่อยากเห็นเธอน้ำตาร่วง แต่กลายเป็นว่าภูดิศกลับร้องไห้เสียเองด้วยความตื้นตันสามปีต่อมา...“พ่อค๊าบ! แม่ค๊าบ! ผมขอนอนด้วยคนนะครับ!”เด็กชายภูริภัทร วัยสามขวบครึ่ง วิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของบิดามารดา ก่อนจะกระโดดขึ้นมาบนเตียง ภูดิศหน้าตาตื่นทันที เพราะเขากำลังจะประกอบกิจกรรมเมคเลิฟกับภรรยา!“ห้องหนูก็มีนี่ครับภัทร” ภูดิศมองลูกชายที่ทำหน้ามึนใส
หวันยิหวาโหยหาสัมผัสอันคุ้นเคย ความแข็งกร้าวของสามีที่ดุนดันอยู่บริเวณร่องเนื้อทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั้งกาย ทุกครั้งที่แก่นกายสอดแทรกเข้ามาเติมเต็ม มันคือความสุขสมอันลึกล้ำที่ไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบภูดิศเอ่ยบอกรักเมียและลูกเบา ๆ ทุกจังหวะแนบแน่น เขาไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ อีกต่อไป“ถ้าพี่ทำแรงไป ยิหวาบอกพี่นะ”“ค่ะพี่ภู... กำลังดีเลย ยิหวามีความสุขมาก”“ยิหวาเสร็จพร้อมพี่นะ”“ได้สิคะ... อื้อ! พี่ภู...”“ยิหวาใกล้แล้วค่ะ... ดูดแรง ๆ สิคะ”“จัดให้ครับ... ที่รัก”“อื้อ ๆ ๆ!”ผนังกลีบดอกไม้ตอดรัดแก่นกายหนักหน่วงเพียงไม่กี่ครั้ง ชายหนุ่มก็ปลดปล่อยความรักเข้าสู่กายเธอจนถึงฝั่งฝัน เสียงครางหวานหวิวของภรรยายังคงกระตุ้นอารมณ์เสน่หาของเขาได้เสมอ นี่คือเสน่ห์อันเย้ายวนใจของหวันยิหวาที่ทำให้เขาหลงใหลจนหัวปักหัวปำ“ลูกดิ้นแล้วนะยิหวา” ภูดิศแนบหน้ากับท้องอิ่ม“ใช่ค่ะ... ลูกดิ้น คงอยากให้พ่อกอดบ้างน่ะค่ะ ลูกบอกแบบนี้แล้ว พี่ภูยังจะใจร้ายกับเขาได้ลงคออีกเหรอคะ”“ลูกพ่อ... หนูสบายดีใช่ไหมลูก” เสียงผู้เป็นพ่อคงส่งผ่านไปถึงทารกในครรภ์ ร่างน้อยจึงเตะตอบรับฝ่ามือพ่ออีกหนจนแม่ต้องนิ่วหน้า“อูย... ลูกจ๋า ทักทายพ่
“ยิหวาไม่เคยโกรธพี่ภูเลยนะคะ... แต่ตอนนี้ยิหวาอึดอัด ยิหวาขี้ร้อน วันนี้อากาศไม่เย็นพอ ก็เลยรู้สึกอึดอัดน่ะค่ะ”“ยิหวาขี้ร้อน? ไม่น่าใช่ล่ะมั้ง... ปกติยิหวาชอบอากาศสบาย ๆ แบบนี้จะตาย ไม่ร้อนไม่เย็นเกินไป”“พี่ภูมาถูกได้ยังไงคะ คุณแม่บอกพี่เหรอ” เธอถามซ้ำอีกครั้ง“เปล่าเลย พวกท่านใจร้ายกับพี่มาก ปล่อยให้พี่ตามหายิหวาแทบพลิกแผ่นดิน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกแต่ไม่มีใครยอมบอก... พี่รู้เพราะจ้างนักสืบเอกชนตามหาหรอกนะ”“ตายจริง! ถึงขนาดจ้างนักสืบเลยเหรอคะ” เธอทำตาคว่ำใส่เรื่องแค่นี้ก็น่าจะคิดออก เขาควรจะรู้จักเธอดีกว่าใครทั้งหมด ไอ้เรื่องที่ควรจะรู้กลับไม่รู้เสียได้ “พี่ภูน่าจะรู้ว่ายิหวาไม่มีที่ไป ถ้าไม่อยู่กับคุณย่าแล้วจะไปอยู่กับใครได้”“ก็พี่ไม่รู้จักบ้านคุณย่า ถามใครก็ไม่มีใครบอกสักคน ทุกคนพร้อมใจกันปิดบังพี่ แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าไม่ใช้วิธีนี้พี่คงไม่ได้เจอยิหวา”“แล้วทำไมต้องตามหายิหวาขนาดนี้ล่ะคะ ยิหวาไม่ใช่คนที่พี่รักเสียหน่อย ทำไมต้องเสียเงินเสียทองตามหาให้วุ่นวายด้วย”“ก็พี่รักยิหวา! พี่ขาดหวันยิหวาไม่ได้... กลับบ้านกับพี่นะครับ”“ชิ... ยิหวาคิดว่าพี่ภูไปคืนดีกับคุณโรสเสียอีก”“คนแบบนั้
“ผมจะไปบ้านคุณย่ารมณีย์ครับ”ทุกคนที่นั่งรอเพื่อจะบอกข่าวสำคัญต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ภูดิศเห็นกิริยานั้นก็ระบายยิ้มละกุม เขารู้ดีว่าเหตุใดทุกคนจึงมีสีหน้าตระหนก เพราะผู้ใหญ่ทุกคนต่างร่วมมือกันซ่อนภรรยาของเขาไว้“ผมบอกแล้วไงครับ... ว่าผมต้องตามหายิหวาให้เจอ คุณแม่กับน้าดวงใจอย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ พวกท่านไม่ใช่เหรอที่ต้องการพิสูจน์หัวใจของผมแบบนี้ บัดนี้ก็ทำสำเร็จแล้วนี่ครับ”ชายหนุ่มแบมือออกสองข้างอย่างยอมนนท์ แต่แววตามุ่งมั่นไม่เปลี่ยน ผู้ใหญ่ต่างสะดุ้งกันเป็นแถบ“พวกเราแค่...” ม่านฟ้าลุกขึ้นมากระดิกแขนบุตรชาย หวังจะอธิบาย แต่ภูดิศส่ายหน้าช้า ๆ“ไม่ต้องอธิบายหรอกครับ ถึงพูดตอนนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมเจอยิหวาแล้ว และผมจะทำให้คุณแม่กับน้าดวงใจเห็นว่าผมจริงใจแค่ไหน... ชีวิตผมขาดหวันยิหวาไม่ได้จริง ๆ ผมขอตัวนะครับ”ร่างสูงทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะก้าวฉับ ๆ ออกไปขึ้นรถยนต์คันโตดวงใจ ม่านฟ้า พ่อเลี้ยงสุริยา และป้าชื่น ต่างเดินตามออกมารองรับแสงแดดยามสาย มองดูไฟท้ายรถที่เคลื่อนตัวห่างออกไปเรื่อย ๆ ใบหน้าของทุกคนเริ่มแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง เห็นความตั้งใจเต็มเปี่ยมเช
ขณะเดียวกัน ณ ไร่ชาอันกว้างใหญ่ พ่อเลี้ยงสุริยาเดินเร่งเท้าตามหาภรรยาทั่วบริเวณ เขาอยากบอกข่าวดีนี้แก่แม่เลี้ยงม่านฟ้าใจจะขาด อยากเห็นสีหน้าปิติยินดีของคนรัก เพราะหลังจากครองคู่กันมา ทั้งสองก็ไม่มีบุตรด้วยกันเลย อีกทั้งในยามนี้ พ่อเลี้ยงสุริยาก็ไม่ได้ตั้งอคติหรือรังเกียจภูดิศลูกชายของม่านฟ้าอีกต่อไปแล้วร่างสูงก้าวฉับ ๆ ด้วยความกระวนกระวาย ทุกคนที่เขาเดินผ่านและเอ่ยถาม ต่างชี้มือไปทางทิศทางเดียวกันพ่อเลี้ยงแทบจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปด้วยหัวใจที่พองโตด้วยความหวัง“ม่านฟ้า!” เขาละล่ำละลักร้องเรียกเมื่อเห็นร่างภรรยา แม่เลี้ยงม่านฟ้าหยุดมือจากงานตรงหน้า เธออาสาเข้ามาช่วยคนงานคัดสรรใบชาเกรดพรีเมียมเตรียมส่งออกตั้งแต่เช้า“คุณมีอะไรหรือเปล่าคะ ท่าทางรีบร้อนเชียว... หรือว่า เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกคะ” แม่เลี้ยงหน้าตาตื่น ลมหายใจสะดุดด้วยความกังวล จนสามีต้องรีบส่ายหน้าพัลวันก่อนเธอจะคิดเลยเถิด“ไม่ใช่ ๆ ไม่ใช่เรื่องร้าย แต่เป็นเรื่องดีต่างหากล่ะคุณ”“เรื่องดี? เรื่องอะไรคะ หรือว่ายิหวากลับมาแล้ว!”สุริยาส่ายหน้าอีกครั้ง ยิ่งสร้างความงุนงงใคร่รู้ให้ภรรยา“แล้วเรื่องอะไรกันล่ะคะ คุณรีบบอกฉันเร็วเข้าเ
หลังจากวางสายจากเจนจิรา ภูดิศยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วที่ปวดตุบ ๆ ชายหนุ่มคว้ากุญแจรถเตรียมจะขับไปโรงพักอีกครั้ง ทว่าดวงใจเดินเข้ามาขวางไว้เสียก่อน“จะไปไหนเหรอภู”“จะไปโรงพักครับ”ดวงใจมองสภาพลูกเลี้ยงด้วยความสงสารจับใจ เสียงที่แหบพร่าและร่างกายที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เธอตบบ่าแกร่งหนัก ๆ อย่างให้กำลังใจ“น้าขอให้เรื่องร้าย ๆ ผ่านพ้นไปเสียทีนะภู... เสร็จเรื่องนี้น้าก็หวังว่าภูจะพบความสุขจริง ๆ เสียที”“ผมจะมีความสุข... ก็ต่อเมื่อได้เจอยิหวาครับ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าหนักแน่นดวงใจมองตามร่างสูงที่เดินเอื่อย ๆ ออกไปอย่างเวทนา หากไม่ติดว่าต้องตามหาเมีย ภูดิศคงล้มพับหมดแรงไปนานแล้ว“ป้าสงสารคุณภูจังค่ะ... คุณดวงใจกำลังทำร้ายแกเกินไปหรือเปล่าคะ” ป้าชื่นที่ยืนมองอยู่เอ่ยขึ้นด้วยความทนไม่ไหว“มันถึงเวลาที่เขาต้องเคลียร์ตัวเองให้ขาดต่างหากล่ะป้า... ฉันอยากให้เขาเลิกเจ้าชู้ เลิกมีพันธะค้างคาเสียที จะได้ไม่มีปัญหาแบบนี้ตามมาอีก”“แต่ป้ากลัวคุณภูจะเป็นบ้าไปเสียก่อนสิคะ!”“เราใจอ่อนไม่ได้ค่ะป้า... ปัญหามันเกิดเพราะความไม่ชัดเจนของตาภูทั้งนั้น ตั้งแต่เรื่องที่ยิหวาเกือบถูกลากไปข่มขืนวันน







