LOGINหลังทานมื้อเช้าเสร็จ ไวน์ขับรถมาส่งโลมาที่โรงเรียน
"กอดเอวป่ะปิ๊ไว้แน่นๆนะโลมา"
"ฮับ!" มือน้อยๆกำชับเอวผู้ให้กำเนิดอย่างว่าง่าย
"เก่งมาก"
สิ้นเสียงมอเตอร์ไซค์คันเก่าก็เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวัง กระจกซ้ายหมุนให้เห็นหน้าคนซ้อนท้าย ส่วนด้านขวาไว้มองทาง ถึงถนนจะปลอดโปร่งแต่คนเป็นพ่อเป็นแม่มักห่วงลูกตัวเองเสมอ เขากังวลทุกครั้งที่ยายต้องมาส่งหลานด้วยรถประจำทาง และใจหายเวลาโลมาต้องเผชิญหน้ากับสังคมที่ไม่คุ้นเคย
เขามักฟุ้งซ่านและคิดมาก ห่วงเสมอ ลูกจะล้มไหม เพื่อนจะแกล้งหรือเปล่า กลัวอันตรายรอบด้าน แต่เขาทำได้แค่เฝ้ามองการเติบโต และเป็นห่วงอยู่ห่างๆ
เพราะทุกบาดแผลล้วนทำให้คนเราเติบโตอย่างเข้มแข็ง
มาถึงหนา้โรงเรียนเขาดับรถ ก่อนลงรถเป็นคนแรกตามด้วยการอุ้มลูกชายตัวจ้อยลงรถเป็นอันดับถัดมา
ก่อนย่อตัวแล้วพร่ำสอนลูกชายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ถ้าเพื่อนแกล้งให้ต่อยกลับเลยนะ แต่เราห้ามแกล้งเพื่อนก่อน เข้าใจมั้ยครับ?"
"ฮับ" เด็กน้อยพยักหน้ารับ
"ถ้าล้มหรือไม่สบายต้องรีบบอกครูนะโลมา"
"ฮับ"
"เก่งมาก" ไวน์ลูบหัวลูกชายก่อนจำใจปล่อยเด็กตัวจ้อยเดินดุ๊กดิ๊กเข้าไปในโรงเรียนที่มีธงสีฟ้าขาวโบกสะบัดอยู่ริมรั้ว
พอเห็นตัวเล็กเดินไปหาเพื่อน คุยอะไรกันจ้อแจ้ความห่วงใยก็ลดน้อยลง ถอนหายใจ แล้วเดินกลับไปยังรถตัวเอง ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเก๋งขาวคุ้นตาขับผ่านพอดิบพอดี ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ?
ไวน์ชะงัก รีบควบมอไซค์มุ่งหน้าไปยังบริษัท ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะมาถึงลานจอดรถ พอๆกับเก๋งขาวที่เคลื่อนตัวมาจอดเทียบอยู่ข้างๆ
เจ้าของเก๋งขาวเดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำเหมือนไม่รู้จักไวน์ต่างจากเมื่อคืนลิบลับ มันต้องแบบนี้สิถึงจะสมเป็น'สารเลว' ไม่ใช่เอาแต่พูดว่าคิดถึง หรือไม่ก็เป็นห่วง
วันนี้เองก็คงจะบังเอิญไปทำธุระแถวนั้นนั่นแหละ ลึกๆไวน์รู้สึกน้อยใจ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน เขาเองก็จะทำเหมือนคิมหันต์เป็นอากาศธาตุเหมือนกัน
ไวน์เดินตึงตังด้วยสีหน้าบึ้งตึง หัวคิ้วขมวดไม่รู้ตัวผ่านร่างสูงไปได้สองก้าวก็พึ่งนึกได้ว่าโลมาอยากเจอหน้า พ่อตัวเอง ถึงกับหยุดเดิน ก่อนจำใจหันกลับไปมองเจ้าของฝีเท้าที่ย้ำตามมาติดๆ
"ผมไม่ได้อยากเสวนากับคุณนักหรอก แต่โลมาอยากเจอหน้าครับ" ไวน์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะมองเข้าไปในตาร่างสูงตรงหน้า
"งั้นเจอกันหลังเลิกงาน"
เห็นไหม...
คิมหันต์ตอบส่งๆ สั้นๆ แล้วเดินผ่านไวน์ไปทั้งอย่างนั้น เขาไม่ได้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของลูกเลยสักนิด ไวน์ขบกรามแน่น คิดในใจถ้าลูกไม่ร้องขอก็คงไม่เสนอหน้าพูดจากับคนทีี่ไม่อยากเสวนาด้วยนักหรอก
ไวน์เดินตามเขาไปด้วยใจที่สั่นคลอน ทั้งโกรธและเสียใจ แต่เขาไม่อยากแสดงอาการเหล่านั้นให้อีกคนเห็นถึงความอ่อนแอ
ก้าวเข้ามาในบริษัทหนุ่มหล่อผมทองก็ยิ้มทััก
"เมื่อคืนกลับบ้านปลอดภัยใช่มั้ยครับ"
เจอาร์ยืนรอคนที่ชอบอยู่นานสองนานและแล้วก็มาสักที เมื่อคืนทักข้อความไปหา แต่ไวน์กลับไม่ตอบ เขาทำหน้ามุ่ย รู้อยู่หรอกว่าถูกปฏิเสธแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
"ปลอดภัยครับ"
ได้ยินคำตอบพร้อมยิ้มอ่อนบนใบหน้าหวานละมุนเจอาร์ก็คลี่ยิ้มตอบ น่ารักจนอยากยัดเข้ากระเป๋าลากกลับไปอยู่ด้วย สองคนเดินเข้าไปด้้านในด้วยกัน
เป็นจังหวะเดียวกับที่คิมหันต์เห็นเข้าพอดี เขากัดฟันจ้องเขม็งอย่างไม่ชอบใจ กำมือแน่นจนเลือดห่่อ อยากต่อยคนว่ะ...
แต่พอคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ ใจถึงได้สงบลง การได้เห็นน้องมีชีวิตที่ดีมันก็ดีสำหรับเขามากแล้ว
ออฟฟิศยังคงน่าเบื่อและวุ่นวาย โต๊ะนั่งของเขากับอดีตคนรักช่างห่างไกล หากแต่เขยิบเก้าอี้ไปทางซ้ายเล็กน้อยจะเห็นเรือนผมสีน้ำตาลขยับไปมาเหมือนกำลังพิมพ์งาน มีคอมตั้งโต๊ะเป็นฉากกั้น แต่แค่เห็นเส้นผมน้ำตาลอ่อนชี้โด่ชี้เด่เหมือนกำลังเอ่ยทัก แค่นั้นก็ไม่น่าเบื่อแล้ว
คิมหันต์ยังคงเฝ้ามอง ตกหลุมรักรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เขานับไม่ได้ จนเผลอระบายยิ้มโดยไม่รู้ตัว
"มีเรื่องอะไรดีๆหรือเปล่าครับหัวหน้า" ไวท์ช็อกหน้าสวยเอ่ยถามอย่างนึกสงสัย ทำให้คิมหันต์หุบยิ้มทันทีหลังได้ยินเสียงใสเอ่ยทัก เป็นเลย์ ไวท์ช็อกกลิ่นมิ้นท์ สมาชิกในทีมที่อยู่ใกล้แล้วให้กลิ่นหอมสดชื่น
"นั่นสิครับ เหมือนจะดี" ก็เย็นวันนี้เขาจะได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งในรอบหลายเดือนเลยนี่
ตอบเสร็จก็ก้มหน้าทำงานต่อ เฝ้ารอเวลาเลิกงานแทบทนไม่ได้ เหลือบมองนาฬิกาข้อมือเป็นพักๆสลับกับทอดมองเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนอีกฝั่งของโต๊ะทำงาน
ไม่มีใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นและจบลงของพวกเขาสองคน มันไม่ได้เป็นความลับ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้คนอื่นรับรู้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงก่อนจะมาเจอกันอีกครั้งในบริษัทแห่งนี้
แต่เมื่อกลับบ้านพวกเขาก็ยังเป็นคู่รักในสายตาของแม่และลูกชายตัวน้อยเหมือนเดิม ตกเย็นเวลาเลิกงานของวันนี้ทั้งคู่นั่งรถเก๋งขาวกลับบ้านพร้อมกัน
ในรถอืมครึมเหมือนท้องฟ้าในยามที่ฝนใกล้ตก แต่เมื่อถึงที่บ้าน มองเห็นหญิงสูงวัยหุ่นเพรียวพร้อมเด็กชายตัวเล็กมายืนต้้อนรับ ทั้งคู่ลงจากรถด้วยใบหน้าสดใส ราวกับฟ้าหลังฝน
"ป่าป๊า" ลูกชายวิ่งแจ้นมากอดพ่อตัวเองด้วยความคิดถึง
"มาป๊าหอมหน่อย" คิมเองก็คิดถึงลูกชายมาก มากจริงๆ เขากอดลูกชายแน่น แม้ไวน์อาจจะเข้าใจว่านี่คือการแสดง แต่นี่แหละคือความรู้สึกที่แท้จริงของคนเป็นพ่อที่ไม่ได้เจอหน้าลูกชายมาหลายเดือน
คิดถึงใจจะขาด เขาอุ้มลูกชายขึึ้น จากนั้นก็หอมแก้มป่องๆ โอบกอดแนบแน่น โดยมีสายตาของแม่ยายและอดีตคนรักมองดูอย่างอบอุ่น
"ช่วงนี้งานเยอะมากเลยเหรอลูก เห็นเจ้าไวน์บอกคิมยุ่งจนไม่ได้พักเลย" เธอถามลูกเขยด้วยความเป็นห่วง
"ครับ แต่ต่อไปจะมาทุกวันเลยครับ"
ปัก!
แทบกระอักเลือด เจอศอกแหลมๆของเมียกระทุ้งหน้าท้อง ใบหน้าของคิมแดงก่ำ จุกจนพูดไม่ออก
"แหมม...พี่ก็พูดติดตลก จะมาได้ไงทุกวันครับ งานเยอะขนาดนั้น จริงมั้ย?" ส่วนคนทำก็ดูไม่พอใจ เขาจะพอใจได้ไง เหตุการณ์วันนั้นทำให้เขาโกรธไม่หาย ลืมไม่ลงแต่แปลกที่ยังรักฝังใจ
แล้วถ้ามาทุกวันเขาก็ต้องแสดงบทคนรักที่ไม่เต็มใจเลย'สักนิด'จริงๆ
"คะ...ครับ หมายถึงอาทิตย์ละครั้ง" คิมบอกแม่ยาย
"ป่ะๆๆ เข้าไปข้างในแม่ทำกับข้าวไว้ให้เยอะเลย"
"ครับ"
สิ้นเสียงทุกคนต่างพากันเข้าบ้าน
"โอ้ะ! แฮมทาโร่มาแย้ว!" เข้าบ้านปุ๊บเห็นทีวีเด็กน้อยรีบดิ้นให้คนเป็นพ่อวางตัวเองลง แล้ววิ่งหน้าตั้งไปนั่งรอบนโต๊ะกินข้าว ตั้งหน้าตั้งตาดูการ์ตูนโปรด
"โอโห แก้มเหมือนโลมาเลย" คนเป็นพ่อแซวลูกชายขณะย่อตัวนั่งเก้าอี้ข้างๆ
"ไม่เห็นเหมือนเลย"
"แก้มป่องเหมือนกันนั่นแหละ"
บรรยากาศในบ้านหลังเล็กที่ตอนแรกมีเพียงยายหลานนั่งดูการ์ตูนกันสองเงียบๆ ตอนนี้กลับครึกครื้นขึ้นมาหลังจากครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา
ยังไงลูกก็ต้องการความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่อยู่แล้ว ทั้งคู่เลยตัดสินใจร่วมกันว่าจะปิดบังเรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุดลงนี้ไว้ให้มิด เพราะไม่อยากให้เด็กมีปม
"กลับพรุ่งนี้ใช่มั้ย" แม่ยายถามลูกเขยพร้อมยิ้มอ่อนโยน
"ครับ"
กึด..
แค่ตอบสั้นๆ แต่โดนเมียแอบหยิกขาใต้โต๊ะ โคตรปวดใจ
"พี่เขามีงานทำแต่เช้าน่ะแม่ อีกเดี๋ยวก็กลับแล้ว"
ไวน์ไม่ใช่คนใจแคบถึงขนาดไม่ให้ลูกอยู่กับพ่อ แต่ถ้าจะค้างที่นี่มันเหลือห้องเดียว! เขาทำใจยอมนอนร่วมเตียงกับคนสารเลวไม่ได้จริงๆ
"แต่ผมอยากให้ป๊านอนนี่"
โลมาเอ่ยขัด ทำให้สองคนที่กำลังมองหน้าเหมือนทำสงครามเย็นผ่านสายตา สงบลงแล้วหันไปมองลูกชายแทน
โลมาจะขัดป่ะปิ๊ทำไม!!
ไวน์ยกยิ้มฝืนๆ เขาไม่เคยขัดใจลูกชายเลยสักครั้ง
"งั้นพี่ค่อยกลับพรุ่งนี้เช้าแล้วกันเนอะ^^"
เขาทำได้เพียงจำใจตกลง ตามน้ำไปก็แค่นั้น
"ได้สิ...ได้เลย" ส่วนอีกตอบ ยิ้มหน้าบาน คล้ายโดนคนเกลียดขี้หน้ามอบดอกไม้ให้ ถึงไม่เต็มใจแต่ก็จะรับมาด้วยความยินดี
ไวน์นอนกอดความเหงามาตลอดสามปี ทุกครั้งที่ลืมตาตื่น เขามักจะเห็นแต่เพียงความว่างเปล่า...วันแรกที่ไม่มีคิมหันต์ เขาสูดดมผ้าปูที่นอนเหมือนพวกโรคจิต เดือนต่อมาก็ไม่ยอมซักเพราะกลัวกลิ่นจางขนาดผ่านไปเป็นปี ยังดม...ดมที่ว่างข้างๆ อยู่อย่างนั้นแต่วันนี้...แสงแดดแยงตาไวท์ช็อกตัวหอมละมุน ปลุกร่างไร้สติให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝัน เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ อย่างสะลึมสะลือไวน์ลืมตาตื่นบนเตียงอัันเปลี่ยวเหงาดั่งเช่นทุกวัน แต่สามเดือนมานี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ข้างเตียงที่เคยว่างเปล่าตอนนี้มีชายหนุ่มที่เฝ้าฝันตลอดสามปีมานอนด้วย "ฝันเหรอ?" เขาแทบไม่อยากเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า 'ปาฏิหาริย์' คิมหันต์กลับมาแล้ว นอนข้างกัน กินข้าว อาบน้ำ ในห้องที่เคยใช้ร่วมกันเพียงแต่ผลข้างเคียงหลังจากผ่าตัด คือการสูญเสียความทรงจำบางส่วน คิมหันต์จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นก้อนเนื้อในสมองและได้รับการผ่าตัด เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยเลิกรากับไวน์ความทรงจำของเขาสตาร์ทจากครั้งแรกที่เดทด้วยกัน ซึ่งไวน์คิดว่ามันดีมาก ดีแล้วที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยทอดทิ้งไวน์ให้โดดเดี่ยวขนาดไหน "มอนิ่ง" "ไม่ได้ฝันไปจริงๆด้วย" เสียงทุ้มต่ำชั
มอเตอร์ไซค์เสียหลักพลิกคว่ำ กระจกแตกกระจายเต็มถนน คนขับกับคนซ้อนหัวกระแทกพื้น ดีที่วันนี้สวมหมวกกันน็อคจึงไม่เป็นอะไรมาก เข่่าถลอกนิดหน่อยซะเมื่อไหร่!! "ไอ้ไวน์! เลือด!" ชินตกใจ เขาไม่ได้บาดเจ็บหนัก ล้มแบบเก็บคองอเข่าหัวเลยกระแทกพื้นเบาๆระหว่างม้วนตัวแต่ไวน์ไม่ใช่ เขาพยุงตัวเองลุกอย่างทุลักทุเลเพราะหัวกระแทกหนัก เลือดไหลลงมาอาบหน้า ก่อนถอดหมวกกันน็อคเพราะรู้สึกอึดอัด "อา..." คนขัับกุมขมับปวดหัวจี๊ด มองชาวบ้านที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน มุงกันเต็ม"มานั่งตรงนี้ก่อนครับ" และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รถกู้ภัยมาจอดรอ เจ้าหน้าที่หนุ่มประคับประคองไวน์ไปนั่งบนรถ โดยมีชินจังตามไปติดๆ"ไปส่งผมโรงบาลทีครับ" เขาวิงวอนร้องขอ น้ำตาคลอเบ้า เพราะรถตัวเองเยินจนไปต่อไม่ได้แล้ว"ครับ!!" สิ้นเสียงรถกู้ภัยเปิดหวอดังตลอดทาง ไวน์นั่งกุมขมับปวดหัวคล้ายจะวูบ แต่เขากำลังอดทน อยากเจอหน้าคิมหันต์ จากนั้นจะสลบก็็ช่างแม่ง!"มึงโอเคนะไวน์" ชินจังถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง"อืม..." ไวน์พยักหน้าเบาๆ ความจริงเขาแทบไม่ได้ยินเสียงของเพื่อนตัวเองด้วยซ้ำ เพราะในหูอื้ออึง สมองวูบไหลไร้เรี่ยวแรง ขนาดทรงตัวนั่งยังลำบากเมื
ขณะที่คิมหันต์นอนไร้สติอยู่ห้องผ่าตัด...ไวน์นอนจมกองน้ำตาบนเตียงกว้างอย่างโดดเดี่ยว เขากอดตัวเองเหมือนทุกวัน แต่ทำไมวัันนี้กลับไม่สามารถปลอบใจตัวเองว่า 'ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ผ่านไป เหมือนอย่างที่ผ่านมา' ได้เลยมันเจ็บเจียนตาย โหวงเหวงเคว้งคว้างราวกับว่าพรุ่งนี้คิมหันต์จะไม่อยู่อีกต่อไป ยิ่งคิดยิ่งร้องหนัก จนสะอึกไม่หยุด ฟูกนอนเปียกปอนไปด้วยน้ำตา ตั้งแต่ก้าวเข้าห้องมาก็ล้มตัวลงนอน หลับตาทีไรภาพคิมหันต์ก็ผุดขึ้นมาในหัวตลอด เพราะที่นี่ ห้องนี้ ที่ไวน์กำลังนอนเคยเป็นห้องที่มีคิมหันต์อยู่ทุกที่ ทุกมุมบ้านล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำเก่าๆที่เคยใช้ร่วมกัน คบกันสิบปี เลิกแค่สามปี ใครจะลืมลง เขายังคงเก็บคิมหันต์คนเดิมไว้ในใจ เตียงกว้างที่เคยหลับนอน ตอนนั้นมันแคบและอบอุ่น ตอนนี้กลับหนาวถึงกระดูกดำ มันยากจริงๆนะ ยากมากจริงๆ...ไวน์ลงเตียง เดินไปเข้าห้องน้ำ กำลังจะก้าวข้ามประตูก็หยุดยิ้ม ตอนนั้นเขาเคยย่องเข้าไปเซอร์ไพรส์คิมหันต์ ทั้งตัวนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียว...ก่อนจะร้องไห้อีกครั้ง "เจ็บจัง" แล้วฝืนตัวเองเดินไปจัดการธุระต่อ เขาส่องกระจก มองตาเศร้าบวมแดงของตัวเอง "มึงยังมีแม่ มีลูกอยู่ข้างหลังนะเว้ยไอ้
คนเราสามารถแตกสลายได้กี่ครั้งร้อยๆครั้งหรือนับไม่ถ้วนไวน์จำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเขาร้องไห้มาเท่าไหร่ เขาไม่เคยนับและไม่มีเหตุผลให้นับ อย่างตอนนี้เองก็ร้องครั้งนี้หนักจนรับไม่ไหวเมื่อรู้ความจริงผ่านเสียงของแพทย์หนุ่ม "คนไข้มีก้อนเนื้อในสมองครับ..."ใจดวงน้อยกระตุกวูบ เหม่อมองภาพเอกซเรย์สมองสีขาวดำบนจอคอม ระหว่างที่หมออธิบายถึงเปอร์เซ็นต์การผ่าตัด "หมอคิดว่าควรทำยังไงดีครับ...""การผ่าตัดเสี่ยงเสมอครับ แต่หากปล่อยไว้คนไข้จะเริ่มมีอาการหลอนและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย""งั้นผ่าเลยครับ"ไม่เป็นไร ถึงบทสุดท้ายคิมหันต์จะพูดไม่ได้ พิการติดเตียงเขาจะดูแลเอง แต่ขออย่างเดียว...ขอให้พี่คิมปลอดภัยไวน์เดินล่องลอยออกจากห้องฉุกเฉินอย่างไร้สติ มือสั่นเทา เข่าแทบทรุด น้ำตาแตกเป็นสายอย่างไร้เสียง เขาร้องไห้ตั้งแต่ก้าวขาออกจากโรงพยาบาล ก่่อนปล่อยโฮข้างถนนอย่างไม่อายใคร เสียงนั้นกรีดร้องอย่างเจ็บปวดแทบขาดใจโดยไม่รู้เลยว่ามีหนุ่มผมทองเดินตามหลังเงียบๆ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นหนูในท่ออย่างธีร์ ที่เอาแต่เฝ้ามองคนที่ตัวเองชอบมาเป็นสิบๆปีอยู่อย่างไร้ตัวตน...ในมุมที่อีกคนไม่เคยเห็น หรือบางครั้งอาจเห
'ที่คนไข้ปวดหัวเพราะมีก้อนเนื้อในสมองครับ'เป็นผลวินิจฉัยของหมอหลังจากที่คิมหันต์ไปโรงพยาบาล วันนั้นหมออธิบายรายละเอียดยาวเหยียดแต่เขากลับนั่งเหม่อ...จำได้เพียงบางท่อน อย่างการที่ก้อนเนื้อจะขยายใหญ่เรื่อยๆทับเส้นประสาทส่วนอื่น ทำให้เกิดภาพหลอน หูแว่ว หรือมากสุดก็ขาดอากาศหายใจแล้วเสียชีวิตลงในที่สุด'หกสิบ สี่สิบ' คือเปอร์เซ็นการผ่าตัด ตายมากกว่ารอด หมอบอกเขาว่าการผ่าตัดอาจมีผลข้างเคียงหากโดนเส้นประสาทโดยรอบ แถมตำแหน่งเนื้องอกยังอยู่ใกล้หลอดเลือดแดง ส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองอีก จึงมีเปอร์เซ็นต์ที่จะเสียชีวิตขณะผ่าตัดร่วมด้วย ถ้าจะผ่าแล้วเป็นภาระขนาดนั้นเลือกตายดีกว่าคิมหันต์คิด...และเตรียมใจมาตลอด ว่าอาจจะตายในอีกอาทิตย์ หรือมากสุดก็เดือนนึงเพราะทรมานกับการปวดหัวที่คิดไปเองว่าโหมงานหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือไม่ก็คงฟังเสียงบ่นของไอ้เตชินมากเกินไป ที่ไหนได้... "หึ" แต่ก็ผ่านมาได้จนถึงตอนนี้...สามปีที่เลิกลา แต่เป็นหนึ่งปีที่ร่วมงานกันในฐานะหัวหน้าทีมA และหัวหน้าทีมB อย่างบังเอิญหรือไม่...อาจจะเป็นไวน์ที่ตั้งใจและตอนนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ แปดโมงสี่สิบ พวกเขายังอย
ประตูรถเก๋งขาวกระจกทึบถูกเปิด เผยให้เห็นเจ้าของรถที่ธีร์อยากจะซัดหน้าด้วยหมัดหนักๆ เขาก้าวเข้าไปด้านในก่อนปิดประตูดังปัง! อย่างฉุนเฉียว"ไวน์เป็นยังไงบ้าง" เจ้าของรถก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจ ทันทีที่ธีร์หย่อนก้นลงนั่ง"ร้องไห้จนสลบไปแล้ว""สลบเลยเหรอ!! แล้วตอนนี้อยู่ไหน!!" ยิ่งทำให้คิมหันต์ร้อนใจหนักกว่าเดิม อดห่วงไม่ได้ สายตามันบอกว่ากำลังร้อนใจจนจะกลายเป็นบ้า"พาไปส่งบ้านเพื่อนแล้ว เห็นบอกว่าชื่อชินจัง""งั้นเหรอ..." ก่อนจิตใจของคิมหันต์จะค่อยๆสงบลงเมื่อรับรู้ว่าไวน์ปลอดภัย "ดีแล้ว""คุณทำแบบนี้ทำไม? ที่พูดเมื่อคืนหมายความว่ายังไง?" หลังจากพาคนเมาไร้สติอย่างไวน์ส่งคืนเจ้าของ ไวน์ก็ถูกลากตัวไปนอนในห้อง ส่วนธีร์ถูกดึงตัวมาคุยเป็นการส่วนตัวคิมหันต์บอกกับธีร์สั้นๆว่า'จากนี้ฝากดูแลไวน์ด้วยนะ' ก่อนถีบส่งเจ้าตัวออกจากห้องอย่างไร้เยื่อใย"ช่วยเป็นลมหายใจให้ไวน์แทนผมทีสิครับ" คิมหันต์ร้องขอ เขาไม่ได้เต็มใจแต่มันจำเป็น พอลองจินตนาการถึงวันที่ไวน์อยู่กับคนอื่นนอกจากตัวเองแล้วน้ำตาก็จะไหลออกมา "ถ้าเป็นคุณ ผมคงหมดห่วง""พูดเหมือนรู้จักผมงั้นแหละ""รู้สิครับ...ทำไมจะไม่รู้" ก็ทุกที่ ที่เขาชอบพาคนรักไ







