เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมือ
อาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้
บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรง
พอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจ
ได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็ว
แต่ทว่าโทสะที่อัดอั้นอยู่ภายในบวกกับการเห็นท่าทางของดรุณน้อยผู้นี้ที่ออกอาการตื่นกลัวจนเกินพอดี เขาจึงมิอาจระงับความโกรธในใจตนได้อีกต่อไป จอมมารฝูหมิงจึงสะบัดฝ่ามือออกไปเพียงครั้ง
ด้วยพลังเต็มสิบส่วนของผู้ฝึกฌานระดับเก้าสะบัดออกไปเพียงวูบเดียวก็ไปกระแทกเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มที่เพิ่งผ่านม่านฝนมาได้เพียงสิบสามปี เป็นเหตุให้ร่างของดรุณน้อยผู้เคราะห์ร้ายรายนี้กระเด็นผ่านช่องประตูห้องออกไป
ร่างเล็กกระแทกกับผนังด้านนอกอย่างแรง กระดูกแตกหักบิดเบี้ยวไม่อาจคงรูปร่างไว้ได้ รวมถึงชีวิตก็เป็นอันต้องปลิวหายมิอาจรั้งไว้ให้อยู่ในกายด้วยเช่นกัน
เสียงกระวีกระวาดจากนอกโถงดังขึ้นเพียงบางเบาหลังจากร่างของเด็กหนุ่มกระแทกกับผนังได้เพียงไม่นาน ก่อนร่างไร้ชีวิตจะถูกบรรดาเด็กรับใช้เก็บออกไป
“ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง สวมแพรพรรณสีเขียวขี้ม้าตุ่นๆ ที่อุ้มร่างไร้ชีวิตเอาไว้เอ่ยออกมา เขาส่ายศีรษะไปมาอย่างรู้สึกสลดยามได้เห็นร่างแหลกเหลวแทบมองไม่ออกว่าครั้งเก่าก่อนเคยเป็นคน แต่กระนั้นก็ไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ นอกจากจะช่วยด้วยการจัดการกับซากร่างไร้ชีวิตให้มีที่ฝังเพียงเท่านั้น
“ห้าเดือนหลังจากถูกปิดล้อมมาแล้ว ท่านจ้าวเสี่ยวหมิงก็มีอารมณ์ที่ประหลาดนักน่ะขอรับ ราวกับไม่ใช่ท่านจ้าวเสี่ยวหมิงที่พวกเราเคยรู้จักเสียเท่าไร”
“จุ๊ จุ๊ จุ๊ อย่าพูดเสียงดังไป หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง หากรู้ถึงหูท่านจ้าวเสี่ยวหมิง เจ้าคงไม่อาจรักษาหัวตนเองให้อยู่บนบ่าได้เช่นกัน”
ได้ยินเช่นนั้นบุรุษที่เอ่ยวาจาไม่สมควร ก็พลันรีบตะครุบปากตัวเองเอาไว้ หลังจากนั้นทั้งสองจึงตั้งหน้าตั้งตาอุ้มร่างไร้วิญญาณของดรุณตัวน้อยผู้น่าสงสารรายนี้ให้ออกไปอย่างเงียบเชียบ มิมีผู้ใดเอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแม้เพียงครึ่งคำ
ภายในห้องโล่งกว้างจึงเหลือเพียงบุรุษวัยกลางคนผู้ที่ได้รับสมญาว่า จอมมารฝูหมิง อยู่ภายใน เขาเพ่งมองไปยังมุมหนึ่งของเรือนหลังนี้ด้วยสายตามิใคร่พอใจ
ภาพที่เห็นคือแท่นไม้สีดำสนิท ด้านบนมีกระบี่เล่มหนึ่งถูกวางอย่างสงบนิ่งเอาไว้ รอบตัวกระบี่ไม่ว่าจะเป็นโกร่งกระบี่ ด้ามกระบี่ หรือแม้แต่ตัวฝักกระบี่ล้วนถูกตรึงไว้ด้วยสายโซ่เส้นบางคล้ายกับเส้นผม มีปราณสีขาวที่เต็มไปด้วยพลังหยางอัดแน่นไหลเวียนภายในโซ่นั้นอยู่โดยรอบอีกที
จอมมารฝูหมิงจึงเอ่ยเสียงเข้มออกไป “เหตุใดถึงมิยอมศิโรราบให้แก่ข้าเยวี่ยกวง” ก่อนเจ้าตัวจะเอามือทุบโต๊ะเสียงดังอย่างมิใคร่พอใจ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องเขม็งไปที่กระบี่ด้ามสีดำสนิทด้วยเพลิงโทสะที่สั่งสมอยู่ภายใน
แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ จากคำถามนี้ บุรุษวัยกลางคนจึงหมดความอดทน เขาหยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วเยื้องย่างไปยังจุดที่กระบี่เล่มดังกล่าวถูกตรึงเอาไว้
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงเพ่งมองไปยังกระบี่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะมากมายสั่งสม ภาพที่เห็นมีเพียงกระบี่เล่มยาว ไม่ว่าจะเป็นด้ามกระบี่ ตัวกระบี่ก็ล้วนเป็นสีดำสนิท ที่มีปลายพู่สีเทาห้อยระย้าลงมา แต่กระนั้นแม้จะถูกรั้งตรึงด้วยสายโซ่มากมายเอาไว้ ก็ยังไม่อาจลดทอนความวิจิตรงดงามนี้ลงไปได้
เมื่อเห็นอาการสงบนิ่งไร้การตอบสนองเช่นนั้นส่งมาให้ จอมมารฝูหมิงจึงยื่นมือไปจับด้ามกระบี่เล่มดังกล่าวด้วยปราณเต็มสิบส่วนของตน
ริ้วปราณสีเขียวเข้มของผู้ฝึกฌานระดับเก้าสายหนึ่งจึงถูกเผยให้เห็น แต่ทว่ายามเมื่อปลายนิ้วได้สัมผัสกับพื้นผิวของแผ่นโลหะ แรงสั่นไหวบางอย่างพลันบังเกิดขึ้นมา ราวกับกระบี่เล่มดังกล่าวกำลังจะปริแตกแยกออกจากกันเสียอย่างนั้น
ในครานั้นจอมมารฝูหมิงจึงชักมือกลับมา เขาหลับตาลงแล้วกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างตั้งใจ เพียงวูบสถานที่ที่ยืนอยู่จึงแปรเปลี่ยนไป ความสว่างภายในห้องสีขาวเมื่อครู่กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า ความมืดที่ไม่อาจหยั่งรู้ที่มาเริ่มกลืนกินแผ่ปกคลุม ความกดดันจากไอปราณพลังหยางเต็มสิบส่วนฟุ้งกระจายอยู่ทั่วทุกอณู
ยามสัมผัสความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จอมมารฝูหมิงจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพที่เห็นเบื้องหน้านี้คือร่างของบุรุษผู้หนึ่ง ใบหน้านิ่งเรียบ สวมแพรพรรณสีดำสนิท แขนทั้งสองข้างถูกตรึงด้วยตรวนสีขาวบริสุทธิ์เอาไว้ มีสายปราณสีขาวพันอยู่รอบกาย ความเจ็บปวดแล่นฉิวอยู่ทั่วทุกอณู แต่กระนั้นเยวี่ยกวงก็ยังนั่งหลับตาด้วยความสงบและเยือกเย็น
“เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมรับข้าทั้งๆ ที่ร่างนี้ก็เป็นนายของเจ้า”
จอมมารฝูหมิงเอ่ยประโยคสนทนาในทันทีที่เห็นเยวี่ยกวงนั่งอย่างสงบนิ่งราวกับไม่รับรู้การมาถึงของตน มันเป็นเวลาห้าเดือนแล้วที่เขาไม่อาจจับต้องกระบี่มารเล่มนี้ได้ ทั้งกักขัง ซัดกระแทกลมปราณเข้าใส่เพียงใด จิตวิญญาณผู้นี้ก็ไม่ยอมศิโรราบให้แก่ตน ริมฝีปากบางได้รูปขบเม้มจนเป็นเส้นตรง จากนั้นจึงซัดกระแทกปราณเต็มสิบส่วนของตนอีกหน ด้วยเพลิงโทสะที่สั่งสมภายในใจ
เสียงโซ่ตรวนกระทบกันไปมาดังสนั่นหวั่นไหว ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงส่ง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า แล้วกล่าวด้วยวาจาเรียบเฉยไร้อารมณ์ “แม้ร่างจะใช่แต่จิตวิญญาณภายในนั้นเป็นเพียงผู้มิรู้จักที่ต่ำที่สูงผู้หนึ่งเท่านั้น จักให้ข้ายอมรับได้อย่างไร”
“สามหาวนัก” กล่าวจบจอมมารฝูหมิงก็ซัดกระแทกฝ่ามือที่เต็มไปด้วยปราณสีเขียวระดับเก้าเต็มสิบส่วนอีกหน
เป็นเหตุให้บุรุษผู้สวมแพรพรรณสีดำสนิทกระเด็นไปตามแรงกระแทกกระทั้น แต่กระนั้นก็ถูกลากกลับมาด้วยตรวนสีขาวอยู่ดี
ยามได้เห็นท่าทางสงบนิ่งไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใดของจิตวิญญาณกระบี่ตนนี้ จอมมารฝูหมิงแค่นหัวเราะในลำคอออกมาอย่างมิอาจกลั้นดัง ‘หึ’ ก่อนจะปรายหางตามองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉยแล้วกล่าวเสียงเย็น “จิตวิญญาณของข้ามันจะต่างจากอ้ายลูกครึ่งมารนั่นที่ใดกัน ข้าที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานตบะฌานย่อมกล้าแกร่งกว่าหลายเท่านัก”
“แต่ก็มิอาจก้าวข้ามเส้นตบะฌานขั้นสุดท้ายได้เช่นเขา จึงใช้วิธีสกปรกแย่งร่างนั้นมาครอบครอง” เยวี่ยกวงเอ่ยเสียงเย็น ไอเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งของพลังหยินแผ่ออกมาโดยรอบ แม้จะถูกตรึงเอาไว้ด้วยสายโซ่ที่เต็มไปด้วยพลังหยางก็ตามที แต่ก็มิอาจข่มสะกดพลังของจิตวิญญาณกระบี่มารเล่มนี้ทั้งหมดได้
เมื่อเห็นเช่นนั้นจอมมารฝูหมิงจึงเผลอตัวก้าวร่นถอยหลังไปเสียครึ่งก้าว ก่อนจะชะงักค้างอยู่ตรงนั้นแล้วเอ่ยเสียงเย็นอย่างมิใคร่พอใจ “ลองตรองดูให้ดี นายของเจ้าในยามนี้คือข้า หากเจ้ายังดื้อดึงก็จงอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป” ว่าจบก็สะบัดแขนเสื้อแล้วยืนหันหลังจากนั้นจึงหลับตาลงแล้วกำหนดลมหายใจอีกเพียงครั้ง ภาพตรงหน้าก็พลันกลับมาดังเดิม ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าแล้วสบถออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “สักวันข้าจะให้เจ้ายอมศิโรราบต่อข้าให้ได้ เยวี่ยกวง”
ทว่าในขณะที่จอมมารฝูหมิงก้าวออกมาจากสถานที่คุมขังจิตวิญญาณกระบี่เยวี่ยกวงเพียงไม่นาน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังแว่วเข้ามาจากภายนอกว่า “พ่อบ้านชูแห่งสกุลหลิวมาขอพบท่านเจ้าสำนักขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจอมมารฝูหมิงจึงผินใบหน้าเพ่งมองไปทางประตูบานใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยวาจาห้วนสั้นออกไป “ให้เข้ามา” กล่าวจบจึงตีสีหน้านิ่งอย่างรักษาความสุขุม แล้วค่อยๆ เยื้องย่างกลับมายังที่นั่งของตนตามเดิม
ไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็ปรากฏร่างของชูเจียหง พ่อบ้านสกุลหลิวสายรองก้มหน้าก้มตาเยื้องย่างเข้ามาอย่างสำรวมกิริยา มือข้างหนึ่งถือคนโทสีดำสนิทเอาไว้ ก่อนจะโค้งคารวะอย่างนอบน้อมเมื่อย่างเท้าเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสะกดข่มไม่ให้สั่นว่า “ข้าชูเจียหงคารวะนายท่าน” กล่าวจบก็ยื่นคนโทสีดำสนิทไปให้กับดรุณตัวน้อยบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เมื่อได้รับคนโทสีดำสนิทมาไว้ในมือ แม้จะมิอาจเข้าใจในสิ่งที่ตนรับมาว่าภายในคนโทสีดำสนิทนี้มีไว้เพื่อสิ่งใด แต่จดจำได้ว่าทุกๆ ครั้งในวันหลังจากคืนจันทร์ดับจักต้องมีผู้คนในสกุลใหญ่ทั้งแปดนำคนโทสีดำสนิทเหล่านี้มาบรรณาการให้เสียทุกครั้งไป
ดรุณตัวน้อยจดจ้องมองสิ่งของที่อยู่ในมืออย่างใคร่ครวญว่ามีสิ่งใดบรรจุอยู่ภายใน ทว่าก็ต้องเก็บความคลางแคลงใจเหล่านี้ไว้เสีย หลังจากเห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของจอมมารฝูหมิงกำลังหรี่ลงจับจ้องใบหน้าของพ่อบ้านสกุลหลิวอย่างกดดัน แม้มิได้เป็นฝ่ายถูกจับจ้องโดยตรง เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงอารมณ์ที่แผ่กำจายออกมา ในยามนั้นดรุณตัวน้อยจึงรีบสำรวมกิริยาและความใคร่รู้เหล่านั้นเอาไว้ มิกล้าเอ่ยถามคำใดออกมา
สิ่งที่กระทำได้จึงมีเพียงก้มหน้าก้มตาถือคนโทสีดำสนิทใบนี้เอาไว้ เตรียมนำไปเก็บไว้ในห้องห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายฟุ้งกระจายอยู่ทั่วทุกอณู ยามย่างเท้าเข้าไปทีไรก็ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วน ลมหายใจติดขัดราวกับเจ็บป่วยแลมีไข้ เพียงแค่ตนนำคนโทนี้ไปวางไว้บนตั่งไม้ไผ่ที่อยู่ภายใน ร่างกายของเขาก็แทบจะสิ้นลมหายใจอยู่ตรงนั้นเสียหลายหน
ทว่าเมื่อรับคนโทสีดำสนิทนี้มาไว้ในมือตนแล้วคงจำต้องเยื้องย่างเข้าไปยังห้องนั้นอีกหน แม้จะไม่ใคร่ย่างกรายเข้าใกล้สักเพียงใดก็ต้องจำใจอย่างมิอาจเลี่ยง ดรุณตัวน้อยจึงสบมองคนโทในมือตนอีกเพียงครั้งแล้วลอบทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างบางเบา
เขาโค้งคารวะจอมมารฝูหมิงผู้เป็นนายแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างฝืนทน เพื่อนำคนโทสีดำใบนี้ ไปวางไว้ในห้องเก็บคนโทอย่างเฉกเช่นทุกครั้งที่มีคนนำมาบรรณาการ และมิมีสิทธิ์เอ่ยถามคำถามใดๆ อีกเช่นเดิม
บ่าวรับใช้จากไปทำหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด จอมมารฝูหมิงจึงผินใบหน้าหันมาสบมองชูเจียหงด้วยสายตามิพึงใจ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นว่า “เหตุใดเจ้าถึงได้ชักช้านัก” กล่าวจบเขาก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมอยู่ภายใน
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตามองไปยังปีศาจจำแลงที่กำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้า บุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในบรรดาปีศาจที่ตัวเขานั้นส่งให้ไปแฝงตัวอยู่ในสกุลใหญ่ทั้งแปด เพื่อคอยเก็บดวงวิญญาณบริสุทธิ์มาให้อย่างยาวนาน
สิบปีมาแล้วที่เขากักเก็บดวงวิญญาณเพื่อจะบรรลุตบะฌานขั้นสิบตามตำราเดียรถีย์วิชาที่ได้มาโดยบังเอิญจากการตามล่าจอมมารจ้าวฉานเหริน บิดาของจ้าวเสี่ยวหมิงเมื่อครั้งเก่าก่อน
พอได้เปิดตำราเล่มดังกล่าวแล้วอ่านอย่างถ้วนถี่ เขาก็ตระหนักได้ว่าการก้าวข้ามขีดจำกัดตบะฌานขั้นสิบนั้นช่างยาวนานเสียจนไม่อาจนับแต่ก็ยังมีวิธีที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านั้นได้เพียงไม่กี่ขวบปีเช่นกัน ทว่าการก้าวข้ามตบะฌานขั้นสิบตามตำราเดียรถีย์วิชานั้นจำต้องใช้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ถึงหนึ่งแสนดวง สูบเข้ากายตนเพื่อสั่งสมไอวิญญาณสร้างความแกร่งกล้าให้แก่ตันเถียนภายใน แต่ด้วยร่างเก่าของตนนั้นเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา แม้จะฝึกตบะสั่งสมฌานมาอย่างยาวนานร่วมห้าสิบขวบปีก็ไม่อาจรับดวงวิญญาณทั้งแสนดวงมาไว้ในกายได้
ด้วยเหตุนี้เขาจึงวางแผงช่วงชิงร่างของจ้าวเสี่ยวหมิง บุตรชายของจ้าวฉานเหริน บุรุษผู้บรรลุฌานระดับสิบจนได้ขั้นกุ๋ยเซียนมาครอบครอง เพื่อสิงสู่แทนร่างเก่าของตนที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคัมภีร์เดียรถีย์วิชาที่ตนเก็บกู้ขึ้นมาได้ยังมีหน้าสุดท้ายที่ขาดหายไป และนั่นเป็นอีกสิ่งที่เขาจักต้องออกตามหาให้ได้เสียโดยเร็ว
เมื่อได้เห็นท่าทีของชูเจียหงที่เอาแต่นั่งก้มหน้า ร่างกายสั่นเทาไปมาอย่างหวาดหวั่นจอมมารฝูหมิงเดิมทีก็มีโทสะสั่งสมอยู่ภายในอยู่หลายส่วนจึงตบโต๊ะด้วยแรงอารมณ์จนบังเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ ก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้าให้เจ้าตอบข้า มิใช่นั่งเฉย”
ได้ยินเช่นนั้นชูเจียหงจึงพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะกดข่มมิให้สั่น “ข้าขออภัยที่ล่าช้าขอรับ แต่เป็นเพราะการล่าดวงวิญญาณของข้าในครานี้ถูกปีศาจตนอื่นมาขัดขวางขอรับ”
“นั่นหาใช่ข้ออ้างไม่”
กล่าวเพียงแค่นั้น จอมมารฝูหมิงก็สะบัดฝ่ามือออกไปด้วยเพลิงโทสะที่สั่งสมอยู่ภายในด้วยตบะฌานระดับเก้าที่ออกแรงถึงแปดในสิบส่วน เป็นเหตุให้ร่างชูเจียหงที่นั่งอยู่ตรงหน้าตน กระเด็นไปกระแทกกับผนังอย่างแรง ร่างปีศาจจำแลงพลันทรุดกองลงกับพื้นอย่างไร้แรงต้านทาน ชูเจียหงพยายามตะเกียกตะกายหยัดตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก แล้วกระอักเลือดคำโตออกมา
จะเยวี่ยกวงก็ดี จะปีศาจจำแลงผู้นี้ก็ดีเหตุใดช่างน่าขัดใจนัก
จอมมารฝูหมิงผรุสวาทอยู่ในใจ เขาปรายหางตามองปีศาจจำแลงนั่นอีกหน ก่อนจะตวาดเสียงดังใส่ด้วยแรงอารมณ์ที่ท่วมท้น “ออกไปให้พ้นหูพ้นตาข้า ก่อนที่ข้าจะสังหารเจ้าเสียตรงนี้” กล่าวจบก็หยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วเยื้องย่างไปห้องดูดซับดวงวิญญาณ
เหลือไว้เพียงปีศาจจำแลงผู้น่าสงสารที่พยายามตะกายตัว หยัดกายยืนขึ้นด้วยความลำบาก เลือดในกายพลันฉีดพล่านอย่างมิอาจกลั้น ชูเจียหงยกมือข้างหนึ่งขึ้นมากุมช่องท้องของตนเอาไว้ ส่วนอีกข้างกำหมัดแน่นอย่างคับแค้นใจ แล้วค่อยๆ ลากสังขารที่บอบช้ำภายในออกไปจากห้องอย่างยากเย็น
ส่วนทางด้านจอมมารฝูหมิงนั้น หลังจากที่ย่างเท้าออกมาจากห้องโถงใหญ่ บุรุษวัยกลางคนจึงเยื้องย่างไปตามทางเดินอย่างเชื่องช้า ตลอดทางที่ก้าวย่างผ่านล้วนมีแต่คนคอยคารวะอย่างนอบน้อมอยู่ไม่ขาด ยามได้เห็นเช่นนั้นริมฝีปากบางจึงยกยิ้มที่มุมปากกับสิ่งที่ได้รับมาอย่างพึงใจ เพียงไม่นานก็ย่างเท้ามาถึงประตูบานใหญ่
จอมมารฝูหมิงจึงเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นเป็นเพียงห้องโล่งกว้างมีตั่งไม้ไผ่วางอยู่ข้างผนัง โดยที่มันเป็นที่อาศัยของคนโทสีดำสนิทวางอยู่เรียงรายถึงแปดใบ
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองไปยังคนโททั้งแปดอย่างไม่วางตา ก่อนจะเดินลมปราณบนฝ่ามือตน ริ้วปราณสีเขียวเข้มสายหนึ่งของผู้บำเพ็ญฝึกฝนตบะฌานถึงระดับเก้าที่ออกแรงเต็มสิบส่วนเผยออกมาให้เห็น บุรุษวัยกลางคนจึงโบกฝ่ามือไปผ่านทางประตูหนึ่งหน
ประตูไม้คู่แผ่นใหญ่ทั้งสองบานพลันปิดลงจนบังเกิดเสียงดัง ในยามนั้นจอมมารฝูหมิงค่อยๆ ถอดอาภรณ์ของตนอย่างเชื่องช้า ร่างกายสมส่วนดั่งชายชาตรีจึงเผยออกมา เส้นกล้ามเนื้อตามเรือนกายเรียงตัวสวยอย่างน่าหลงใหล แผงอกแกร่งเปลือยเปล่าขยับขึ้นลงตามท่วงทำนองของลมหายใจ ไม่ว่าจะมองส่วนไหนล้วนวิจิตรและงดงาม
เพียงไม่นานฝาคนโททั้งแปดพลันเปิดออก ไอวิญญาณสีขาวนับร้อยดวงพวยพุ่งเบียดเสียดยื้อแย่งกันออกมาจากภาชนะสีดำสนิท ก่อนจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นไอสีดำกลุ่มใหญ่ แล้วถูกดูดกลืนเข้ามาตามผิวกายของจอมมารฝูหมิงอย่างเชื่องช้า ก่อนไอวิญญาณเหล่านั้นจะค่อยๆ เหือดหายไป
ยามซื่อ[1]
“เฮือก!”
จ้าวเสี่ยวหมิงชันกายลุกขึ้นนั่งในสภาพที่ตื่นตกใจ เขาหอบหายใจถี่ๆ ราวกับออกแรงมาอย่างเต็มกำลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองอย่างกำลังหวาดหวั่น
ภาพที่เห็นมีเพียงตนเองที่กำลังนั่งนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ก่อนเจ้าตัวจะเผลอลอบมองร่างกายตนอย่างอดไม่ได้อีกหน ราวกับต้องการสำรวจร่างกายว่าได้กลับหวนคืนมายังร่างเก่าจริงหรือไม่ แต่ก็มีเพียงเรือนร่างของบุรุษร่างกายผ่ายผอมที่ตนนั้นเพิ่งเข้ามาสิงสู่เมื่อวันวาน
เพียงไม่นานความทรงจำก่อนหน้าจึงพลันหวนคืนมา เขาจำได้ว่าตอนช่วงยามโฉว่[2] หลังจากที่พาร่างบอบช้ำของหยางหยุนเหลียงเข้ามาพักที่เรือนรับรองแล้ว ก็เดินสำรวจตรวจร่างกายของบรรดาสานุศิษย์ในสกุลที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ภายนอกจนครบทุกคน
เมื่อเห็นว่ามิมีผู้ใดที่นอนหนาวตายอยู่กลางลานก็ออกมาเดินเตร็ดเตร่รอคนในสกุลที่ตกอยู่ในห้วงนิทราฟื้นคืนสติกลับมาเพื่อชำระความเรื่องปีศาจออกมาอาละวาดเมื่อค่ำคืนที่พ้นผ่าน
เขาเดินทอดน่องอยู่ด้านหลังเรือนใหญ่เพียงลำพัง ก่อนจะกระโดดขึ้นมานอนหลับอยู่บนกิ่งของต้นเหมยฮวา[3] ที่ถูกปลูกเอาไว้จนสูงตระหง่านอย่างงดงามในสวนพฤกษชาติด้านหลังเรือนใหญ่ กลิ่นหอมกำจายของมันล่อลวงชวนให้คล้อยเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างไม่ยากเย็น
ทว่ายามเมื่อหลับตาลงก็บังเกิดความฝันเฉกเช่นอย่างที่เห็น จ้าวเสี่ยวหมิงจึงรำพึงเสียงเบาออกมา “เพราะเหตุอันใดข้าถึงฝันเห็นร่างเก่าของข้ากัน หรือเจ้าหนูน้อยมารฝันเมิ่งเมิ่งจะมากลั่นแกล้งข้าเสียแล้วกระมัง”
และในขณะที่กำลังนั่งขบคิดไม่ตกอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงบางเบาของดรุณตัวน้อยผู้หนึ่งดังแทรกเข้ามาในรูหูอย่างทันท่วงที “หาใช่ข้าสักหน่อยที่กลั่นแกล้งท่านพี่ชาย” ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันหันซ้ายหันขวาไปมา เพื่อมองหาต้นตอของเสียงดังกล่าวที่แว่วเข้ามาให้ได้ยิน
แต่จะหันมองไปเช่นใดก็มีเพียงความว่างเปล่า จ้าวเสี่ยวหมิงจึงพึมพำออกมา “เสียงเด็กน้อยที่ใดกัน” ก่อนจะเอนกายลงบนกิ่งเหมยฮวาดังเดิม
“ข้าอยู่นี่พี่ชาย” เสียงดังกล่าวแว่วมาอีกหน ยามเมื่อเห็นจ้าวเสี่ยวหมิงมิยอมมองหาอย่างถ้วนถี่ “หากท่านไม่หลับตาแล้วจะเห็นข้าได้อย่างไรเล่า”
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงรู้ได้ว่าเสียงแว่วดังกล่าวที่ได้ยินนั้น คือเสียงของผู้ใด เขาจึงแค่นหัวเราะออกมาเสีงดัง “ฮ่าฮ่าฮ่า” ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะต่อว่า “นี่ถึงกับออกมาจากแดนฝันเพื่อหาความยุติธรรมให้กับตนเองเลยรึเจ้าหนูเมิ่งเมิ่ง ย่อมได้ข้าจักคุยกับเจ้าเสียหน่อย” กล่าวเพียงแค่นั้นบุรุษหนุ่มจึงค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือดรุณตัวน้อยผู้มีแก้มกลมมนดุจซาลาเปา อายุราวๆ สิบขวบปีพวงแก้มยุ้ยใสเปื้อนสีแดงระเรื่อสวมใส่แพรพรรณสีเทาเข้ม กำลังยืนเท้าเอวมองมาที่เขาด้วยสายตามิใคร่พอใจ ก่อนเจ้าตัวจะเยื้องย่างเข้ามาหาจ้าวเสี่ยวหมิงที่นั่งอยู่ในความมืดยามหลับตาลง แล้วเดินวนรอบๆ ตัวบุรุษหนุ่มเสียหนึ่งหน พลางเอ่ยออกมา “ข้านั้นหาได้กลั่นแกล้งท่านไม่ จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เช่นพี่ชายข้าจักไปกลั่นแกล้งได้อย่างไร” กล่าวจบมารฝันเมิ่งเมิ่งก็เยื้องย่างเข้ามายืนอยู่ด้านหน้า มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมากอดอกเอาไว้ แล้วเอียงคอมองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังมองตนด้วยสายตาอันอ่อนโยน
“หากมิใช่เจ้าที่กลั่นแกล้งข้า แล้วเหตุใดข้าถึงฝันเห็นร่างเก่าข้าได้เล่าเจ้าหนู” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมาอย่างยิ้มๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบมองใบหน้าอ้วนกลมพวงแก้มสีชมพูด้วยแววตาพราวระยับอย่างเริงร่า มิมีท่าทางอวดใหญ่ยิ่งยโสออกมาให้เห็นแม้เพียงเสี้ยวธุลี
“ตัวข้าเมิ่งเมิ่งเป็นมารฝันที่หล่อเลี้ยงชีวิตตนเองด้วยห้วงฝันดีของมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร” ดรุณตัวน้อยเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น แล้วสบมองเข้ามาในดวงตาของบุรุษตรงหน้า ยามเมื่อเห็นจ้าวเสี่ยวหมิงมิยอมเลิกราที่จะกล่าวโทษตน “แต่สิ่งที่ท่านเห็นในฝันนั้นจะเรียกว่าฝันดีก็ย่อมใช่จะเรียกว่าฝันร้ายก็ไม่เชิง เรื่องที่แยกไม่ออกว่าดีหรือร้ายเช่นนี้ ข้ามิสร้างออกมาให้เสียดายเวลาหรอกขอรับ”
“แล้วเหตุใดข้าจึงฝันเห็นเรื่องราวพวกนี้ราวกับตัวข้าเองอยู่ในร่างนั้นด้วยเล่า”
“นั่นคงเป็นเพราะดวงจิตของท่านผูกติดกับร่างนั้นกระมังขอรับ” เมิ่งเมิ่งเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะย่างเท้าวนสำรวจร่างกายของบุรุษรูปร่างผอมบางอีกหน แล้วกล่าวออกมายามได้สำรวจร่างกายของจ้าวเสี่ยวหมิงอย่างถ้วนถี่ “ในตอนนี้กายหยาบของท่านได้มี…ได้มี…โหยข้ามิพูดออกไปก็ได้ เอาเป็นว่ากายหยาบของท่านได้มีผู้ที่มีตบะฌานสูงส่งเข้ามาสิงสู่ พลังในกายนั้นอาจสะท้อนสิ่งที่กระทำให้ท่านเห็นน่ะขอรับ”
“หากเป็นเช่นนั้นแล้วทางฝั่งกายหยาบของข้าเล่า จะมิรู้หรอกหรือว่าข้าได้เข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างนี้แล้ว”
“มิรู้หรอกขอรับ เพราะร่างของกายหยาบที่ท่านสิงสู่อยู่นั้นอ่อนแอจนมิอาจควบคุมลมปราณได้อย่างใจปรารถนามันจึงเป็นเกราะชั้นดีกักพลังส่วนหนึ่งของท่านเอาไว้มิให้เปิดเผยออกมา” เมิ่งเมิ่งเอ่ยอย่างใจเย็น นัยน์ตาดำสนิทจ้องมองบุรุษตรงหน้าฉายแววครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายใน “ในยามนี้ทางฝั่งกายหยาบของท่านย่อมมิอาจจับสัมผัสได้ขอรับ”
“เช่นนั้นหรอกรึ เพราะใช้ปราณได้มิเต็มสิบส่วนทางนั้นจึงมองมิเห็นข้า”
“แต่เดี๋ยวก่อนนะขอรับ หากร่างนี้ที่ท่านสิงสู่อยู่เริ่มรับภาระให้ระดับปราณของท่านสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ได้ ก็คงมิอาจต้านทานการมองเห็นได้เช่นกัน บุคคลที่สิงสู่ในกายหยาบของท่านย่อมรับรู้ได้นะขอรับ”
“หา...หากเป็นเช่นนั้นยามใดเล่าที่ทางฝั่งกายหยาบเก่าของข้าจะรับรู้ตัวตนของข้าได้” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมา “เฮาหนี่นะเฮาหนี่ ให้ข้ามาสิงอยู่ในร่างนี้ก็ไม่ต่างจากคนโง่เลยสักนิด มิรู้เรื่องอันใดเลย”
“เรื่องนั้นข้าเองก็มิอาจรู้ได้หรอกขอรับ”
“เช่นนั้นหรอกรึ” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบาออกมา ยามได้เห็นคู่สนทนาเอาแต่ส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งตื่นเต้นและดีใจ “หากเป็นเช่นนั้นเจ้าเป็นมารฝันเจ้าจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าผู้ใดสิงสู่ในกายหยาบของข้า”
ได้ยินเช่นนั้นมารฝันตัวน้อยนามเมิ่งเมิ่งก็ส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ลิขิตสวรรค์ตัวข้าเป็นเพียงมารน้อยตนหนึ่งย่อมเอ่ยนามคนผู้นั้นออกมามิได้ขอรับ ยามข้าจะเอ่ยชื่อคนผู้นั้นออกมาทีไร ริมฝีปากของข้าก็มิอาจขยับได้ดั่งใจหวัง”
“เช่น…”
“คุณชายสามขอรับ นายท่านเรียกให้ท่านไปพบน่ะขอรับ” ทว่าในขณะที่กำลังจะเอ่ยวาจาออกมานั้น จู่ๆ ฉืออ้ายก็ตะโกนเรียกตนออกมาเสียก่อนจะได้กล่าวคำใดเป็นเหตุให้พลันสะดุ้งตกใจจนลืมตาโพลงตื่นขึ้นมา ก่อนร่างกายจะโงนเงนและร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้ใหญ่ ทันได้แต่ร้องอุทานด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังว่า “ไอ้หยา…แย่แล้ว” แต่กระนั้นในขณะที่ร่างกำลังลอยละลิ่วอยู่บนเวหา บุรุษหนุ่มรูปร่างผอมบางก็ใช้มือคว้าเอากิ่งไม้อย่างคล่องแคล่วได้ทัน ก่อนที่ร่างกายของตนจะร่วงลงไปกระทบกับผืนดิน
“เกือบไป... เกือบไป” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบา แล้วทอดถอนลมหายใจอย่างโล่งใจ เขาสบมองผู้เป็นบ่าวรับใช้ด้วยสายตาทอประกาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมือของตนที่คว้ากิ่งไม้เอาไว้ได้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “นี่ดีนะที่ข้ามือไว มิเช่นนั้นเจ้าคงโดนข้าทับเสียแล้วล่ะฉืออ้าย” กล่าวจบเขาก็รั้งแขนข้างดังกล่าวเอาไว้ แล้วกระโดดพลิกตัวขึ้นไปยืนบนกิ่งไม้อีกหน
ยามได้เห็นผู้เป็นนายกระโดดขึ้นลงบนต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว ฉืออ้ายก็เบิกตาโพลงอย่างตกใจ “คุณชายสามทำได้อย่างไรขอรับ” ก่อนเจ้าตัวจะฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจจนมิอาจระงับไว้ เพราะนานเพียงใดแล้ว ที่ตนนั้นมิได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของผู้เป็นนาย
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงกระโจนลงมา แล้วสบมองใบหน้าของบ่าวรับใช้ข้างกาย ที่กำลังมองมาที่ตนกึ่งยิ้มกึ่งประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะให้กับท่าทางพิกลนั้นอย่างมิอาจกลั้น “ฮ่าฮ่าฮ่า…เหตุใดเจ้าทำหน้าตาประหลาดเช่นนั้นเล่า” แล้วพยายามกลั้นขำเอาไว้จนตัวงอ “ข้าทำเช่นนี้ได้นมนานแล้ว เพียงแต่ข้าปิดไว้มิให้ใครร่วงรู้ต่างหากเล่า เหตุใดเจ้าถึงทำได้ทำหน้าตาประหลาดนัก”
“ข้าดีใจน่ะขอรับที่ท่านกลับมาคล่องแคล่วได้ดั่งครั้งเก่าก่อนที่ร่างกายจะถูกทำร้าย”
ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเอ่ยออกมาอย่างระอาใจ “เช่นนั้นหรอกหรือ” ก่อนจะหลุบสายตามองเรือนร่างของตนเพียงหนึ่งหน ก็รีบเมินใบหน้าหนีไปมองทางอื่นเสียอย่างนั้น ที่ไม่ว่าจะมองดูอย่างไร ก็ไม่อาจคุ้นชินสายตาของตนเสียเท่าไร
รูปร่างผอมบางอ้อนแอ้นไม่สมชายชาตรีเช่นนี้ ต่อให้อีกกี่พันชาติเขาก็มิใคร่ถวิลหา หากโดนปีศาจระดับสูงสักหน่อยเล่นงานเข้าโดยใช้มือเพียงข้างมาหักกระดูกกลางลำตัวก็คงมิใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจ
จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสบมองบ่าวรับใช้ข้างกายที่กำลังทำสีหน้าฉงนอย่างประหลาดใจโดยไม่ปิดบัง แล้วกล่าวออกมา “เรื่องนี้ช่างมารดามันเถอะ เจ้าพาข้าไปหาท่านพ่อก่อนก็แล้วกัน”
ยามเว่ย[4]
แสงแดดสาดส่องลงมาในยามบ่ายอย่างบางเบา หลังจากถูกเรียกตัวมาไปไต่สวนเรื่องเมื่อคืนวาน จ้าวเสี่ยวหมิงจึงได้รับรู้ความว่าหลิวชูหยวนและหลิวห้าวเหลียงถูกเทียบเชิญให้ไปที่สกุลหลิวทางฝั่งตะวันออกตั้งแต่ยามซวี ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสกุลหลิวทางฝั่งตะวันตกเสียเท่าใด แต่เทียบเชิญดังกล่าวกลับเป็นสิ่งโป้ปดมดเท็จของผู้ไม่หวังดี ทำเลียนแบบตราประทับของหลิวหลี่เฉวี่ยนขึ้นมา หวังให้ทั้งสองคนออกห่างจากสกุลไปชั่วคราว
ส่วนทางด้านผู้คนที่หลงเหลืออยู่ในสำนักนั้นก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรลำดับต้น จึงถูกวางยาเมิ่งเซียงในน้ำแกงจนหลับใหลมิได้สติ เป็นเหตุให้เหล่าปีศาจฮึกเหิมออกอาละวาด ออกล่าหาวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างมิเกรงอกเกรงใจผู้คนบริสุทธิ์ในละแวกใกล้จึงตกเป็นเหยื่อของการเซ่นสังเวยในครั้งนี้รวมกันแล้วถึงสี่สิบคน และคงมีเพียงสามคนที่ถูกหยางหยุนเหลียงเข้าขัดขวางช่วยเหลือไว้ได้ทัน
แต่ร่างกายของผู้ยื่นมือเข้ามาแทรกนั้นก็บอบช้ำเกินกว่าจะเดินทางกลับสำนักหยางเจียนได้ในยามนี้ หยางหยุนเหลียงจึงต้องพำนักอยู่ที่สำนักหลิวสุ่ยนี่อีกราวๆ สามวัน
กว่าจะทำการไต่สวนสืบเสาะหาความต่างๆ เสร็จก็ล่วงเลยเวลาไปเกือบสองชั่วยาม จ้าวเสี่ยวหมิงจึงเดินโต๋เต๋ออกมาจากเรือนที่ขมุกขมัวไปด้วยรังสีกดดันจากญาติผู้พี่และบิดาเจ้าของร่างด้วยสีหน้าละเหี่ยใจ แล้วจึงค่อยๆ ลากสังขารอันอืดอาดยืดยาดของตนเดินทางกลับมายังเรือนนอน
เมื่อมาถึงเรือนของตน จ้าวเสี่ยวหมิงนั่งหลับตาทำสมาธิเพื่อหวังจักได้พูดคุยกับหนูน้อยมารฝันเมิ่งเมิ่งอีกเพียงหน แต่เรียกหาเช่นไรก็มิยอมโผล่หน้าออกมา เขาจึงสบถพึมพำว่า “ยามข้ากล่าวหารีบมาทวงความยุติธรรม แล้วทีข้าอยากพูดคุยด้วยกลับมิยอมออกมาเจ้าหนูผู้นี้นี่”
กล่าวจบเสียงครวญครางในกระเพาะก็ดังขึ้นมา ชวนให้สติสัมปชัญญะแตกกระเจิง จ้าวเสี่ยวหมิงจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วย่างเท้าไปที่โรงครัว
เมื่อมาถึงก็พบเพียงข้าวต้มชืดๆ ที่เหลือค้างอยู่ในหม้อไม่กี่ทัพพี และผักดองอีกครึ่งถ้วยถูกวางเอาไว้ ในใจจ้าวเสี่ยวหมิงก็ตระหนักได้ว่า หากตนเองไม่ออกมาไขว่คว้าหาอะไรยัดลงกระเพาะก็คงมิเหลือสิ่งใดให้พอยาไส้เอาเสียเลย
เพราะยามที่บ่าวรับใช้ในสกุลจัดอาหารของผู้เป็นนายและเหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนัก ก็มิได้เหลือเผื่อแผ่มาให้เขาสักสำรับเดียว มิหนำซ้ำเวลาเก็บกวาดถ้วยชามเช็ดล้าง อาหารที่เหลือก็จะถูกล้างบางจนเหี้ยนไม่มีตกค้างไว้ให้เห็น
จ้าวเสี่ยวหมิงจึงได้แต่มองข้าวต้มในหม้อด้วยสายตาทุเรศกึ่งสังเวช ก่อนจะย่างเท้าไปหยิบชามข้าวและตะเกียบในตะกร้าสาน จากนั้นจึงไปตักข้าวต้มชืดๆ นั่นออกมาพลางก้มหน้าก้มตากินอย่างอนาถใจ
หลังจากท้องถูกเติมได้เพียงครึ่ง อาหารเหล่านั้นพลันหมดลงอย่างมิอาจช่วยได้ แม้จะไม่เป็นที่พึงใจ จ้าวเสี่ยวหมิงก็ต้องจำใจวางตะเกียบไม้ลงบนโต๊ะ แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินทอดน่องออกมา
เมื่อเดินผ่านลานฝึกเขากวาดตามองไปมา ก็เห็นเหล่าบรรดาศิษย์ในสำนัก กำลังฝึกซ้อมเพลงกระบี่อยู่หลายกระบวนท่า ในใจก็เริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะจับกระบี่ดูบ้างสักหน มือข้างขวาจึงเผลอไปคว้าเอาอากาศข้างสะโพกตนอย่างลืมตัว สิ่งที่สัมผัสได้นั้นจึงมีเพียงแต่ความว่างเปล่าไร้สิ่งใดแขวนอยู่อย่างสิ้นเชิง
ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันก้มมองที่มือของตนที่ประเดี๋ยวกำประเดี๋ยวคลาย ในใจหวนคิดถึงกระบี่คู่กายอย่างมิอาจกลั้น เขาจึงเงยมองท้องนภา แล้วค่อยๆ หลับตาลงด้วยจิตใจที่โดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง
จากนั้นก็พึมพำเสียงเบาออกมา “เวลานี้เจ้าจะเป็นเช่นไรบ้างหนอ เยวี่ยกวง” ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ แล้วกวาดมองไปมา ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ที่สวนพฤกษาอยู่เพียงลำพัง ลำตัวหยัดตรง สีหน้าเคร่งขรึม เรือนกายนอกร่มผ้าปรากฏร่องรอยบอบช้ำอยู่จางๆ
“เห…เจ้าหนูสกุลหยางผู้นี้ร่างกายทำด้วยสิ่งใด เมื่อวานบาดเจ็บเจียนตาย วันนี้กลับลุกขึ้นมาได้เสียแล้ว แบบนี้คงต้องทดสอบความว่องไวเสียหน่อยกระมัง”
จบคำนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มก็พราวระยับมองดูบุรุษหนุ่มอย่างนึกสนุกยามเมื่อคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้จ้าวเสี่ยวหมิงจึงกวาดตาไปมา ก่อนสายตาจะไปสะดุดที่แอ่งน้ำเล็กๆ อยู่ไม่ไกล เขาจึงเยื้องย่างเข้าไป แล้วใช้มือข้างหนึ่งควักโคลนตมขึ้นมาละเลงให้ทั่วทั้งใบหน้าจนดำปี๋
จากนั้นจึงค่อยๆ ย่างเท้าย่องเข้าไปหาคนที่นั่งทำสมาธิอย่างเงียบเชียบ จ้าวเสี่ยวหมิงฉวยจังหวะกระโจนขึ้นบนยังต้นไม้ใหญ่ เมื่อขึ้นมาได้ก็ยีผมเผ้ายาวสยายของตนจนกระเซิง ก่อนจะหย่อนศีรษะลงไปให้เสมอกับใบหน้าของหยางหยุนเหลียง แล้วทำตัวนิ่งๆ อยู่เช่นนั้น เพียงไม่นานเจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือตัวประหลาดใบหน้าอุบาทว์ดำคล้ำ ผมเผ้ากระเซิงยุ่งเหยิงรุงรัง หยางหยุนเหลียงเพ่งมองเพียงวูบเดียวก็นึกถึงปีศาจแมงมุมหน้าดำที่ห้อยหัวลงมา เขารีบคว้าเอากระบี่ข้างกายขึ้นมาในฉับพลัน แล้วฟาดฟันไปตรงหน้าตนอย่างทันท่วงที
“เหวอ…เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อนพี่สามหยาง ใจเย็นขอรับใจเย็นข้าเอง” จ้าวเสี่ยวหมิงอุทานออกมาเสียงดัง ยามเห็นปลายกระบี่กำลังพุ่งเข้ามาหมายจะตีแสกหน้าตน เขาจึงรีบงอกายขึ้นเพื่อหลบคมกระบี่ที่ฟาดฟันเข้ามา แล้วใช้แขนข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้ากิ่งไม้เอาไว้ ก่อนจะใช้เท้ายันลำต้นแล้วดีดตัวลงมายืนบนพื้นดิน
“คุณชายสามหลิว” หยางหยุนเหลียงเอ่ยเสียงเข้มยามได้มองร่างตัวประหลาดตรงหน้าอย่างถ้วนถี่นัยน์ตาสีดำสนิทฉายแววมิพึงใจอยู่ในที ก่อนจะสอดกระบี่เข้าฝักอย่างรวดเร็ว “มิมีสิ่งใดทำแล้วหรืออย่างไร ไยถึงได้มาทำเรื่องเช่นนี้” กล่าวจบก็จ้ำเท้าพรวดๆ ย่างออกไป
ในยามนั้นเองเมื่อเห็นหยางหยุนเหลียงเยื้องย่างหนีไป จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสาวเท้ายาวๆ ก้าวตามไป เขาเร่งฝีเท้าเดินไปดักหน้าหยางหยุนเหลียงเอาไว้ แล้วหัวเราะแห้งๆ ออกมา “แหะๆ…ดูท่าพี่สามหยางจะหายดีแล้วนะขอรับ เพิ่งถูกปีศาจทำร้ายมาแท้ๆ กลับเดินเหินได้อย่างรวดเร็ว” ก่อนเจ้าตัวจะเดินถอยหลังทีละก้าวไปตามทางเดิน
“ข้ามิได้ง่อยเปลี้ยเสียขาเสียหน่อย ไยต้องนอนนิ่งอยู่บนเตียงคอยให้ผู้อื่นป้อนข้าวป้อนน้ำด้วยเล่า” หยางหยุนเหลียงตอบกลับมา เขาสบมองใบหน้าคล้ำๆ ที่เต็มไปด้วยคราบโคลนอย่างระอา ก่อนจะเบี่ยงกายหันไปอีกทางเพื่อหลบเลี่ยงบุรุษร่างผอมบางที่พยายามเดินมาดักหน้าตน
เมื่อเห็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงรีบสาวเท้าขึ้นไปเดินให้เสมอกับชายหนุ่ม พลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเริงร่าอย่างภาคภูมิ “หากร่างกายของท่านหายเร็วดั่งใจสั่งได้ถึงเพียงนี้ ข้าก็ดีใจขอรับที่อาจารย์ของข้าเช่นท่านมิได้อ่อนแอ”
“…”
ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ จากหยางหยุนเหลียง มีเพียงการเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นมากกว่าเก่า เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงหางคิ้วกระตุกยิกอย่างเสียหน้า ก่อนจะหยุดยืนเท้าเอวมองแผ่นหลังของบุรุษชุดขาวเพียงครู่เดียวแล้วรีบสาวเท้าไปเดินให้เสมอกัน
แต่ยิ่งเร่งฝีเท้าเท่าใด บุรุษข้างกายก็เร่งขึ้นอีกส่วน จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสาวเท้ายาวๆ แล้วเอ่ยออกมา “นี่ๆ อย่าเดินหนีข้าเช่นนั้นสิ บอกข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าท่านทำเช่นไรบาดแผลถึงสมานตัวเร็วเช่นนี้” ก่อนจะยกมือขึ้นมาสะกิดด้านหลังของหยางหยุนเหลียงเบาๆ “นี่ๆ พี่หยางบอกข้าหน่อยสิ”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหยุนเหลียงจึงเบี่ยงกายหลบนิ้วชี้ที่มาสะกิดไหล่ เขาปรายหางตามองหลิวมู่เหยียนอย่างระอาใจ ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “เจ้านี่มันช่างไร้สาระเสียจริง” กล่าวเพียงแค่ก็เร่งฝีเท้าแล้วเดินจากไป
เมื่อเห็นว่าหยางหยุนเหลียงมิยอมรีรอแม้เพียงครู่เดียว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงหยุดฝีเท้าตนเองไว้ไม่ฝืนรั้งที่จะตามตอแยต่อ เขายกมือขึ้นมาเท้าเอวหลวมๆ ไว้ เมื่อตนได้สำรวจสภาพร่างกายของหยางหยุนเหลียงอย่างถ้วนถี่จากนั้นจึงกล่าวพึมพำออกมา “สภาพร่างกายหายจากการบาดเจ็บไปหลายส่วนแล้ว สมกับเป็นผู้สืบทอดตระกูลผู้ถือครองสายปราณพลังหยางจริงเชียว”ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากออกมาอย่างพึงใจ
[1]ยามซื่อ(巳时) คือเวลา 09.00 น. -10.59 น.
[2]ยามโฉว่ (丑时) คือเวลา 01.00 น.- 02.59 น.
[3]เหมยฮวา (梅花) เป็นไม้ยืนต้นมีดอกที่ออกดอกในช่วงหน้าหนาว จะพบได้ที่จีน นอกจากสีชมพูแล้ว ยังมีสีขาว ม่วงอ่อน และแดง เป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่สามารถบานสู้หิมะในฤดูหนาว และจะไม่บานแข่งกับดอกไม้อื่นที่มักจะบานในฤดูร้อน
[4]ยามเว่ย(未时) คือเวลา 13.00 น. -14.59 น.
ปัจจุบัน…รัชศกเสวียนหลีที่ 13 ปีมะโรงธาตุไฟ ฤดูชิงหมิง ณ ยอดเขาหัวซาน ที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียน ภายในห้องโล่งกว้างกลิ่นยาคละคลุ้ง ข้างผนังมีเตียงไม้หลังหนึ่งตั้งไว้ ปรากฏร่างของบุรุษร่างกายซูบผอมใบหน้าซีดเซียวนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน“ไม่…เฮือก”จ้าวเสี่ยวหมิงลืมตาตื่นในสภาพที่ตกใจ เขาหายใจถี่ๆ อย่างเหนื่อยหอบ ศีรษะปวดแปลบทันทีที่ขยับกายจนต้องยกมือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับตนเอาไว้ แล้วกวาดสายตาไปมา ภาพที่สะท้อนเข้ามาในคลองจักษุเป็นเพียงห้องโล่งกว้าง ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างของชายชราสวมแพรพรรณสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้กับตนเสียงโลหะบางอย่างกระทบกันไปมา เรียกสติที่เลือนรางของตนให้กลับคืน ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเหลือบสายตามองมายังร่างกายของตน ก็พบเพียงร่างของหลิวมู่เหยียนที่ตนได้เพิ่งเข้ามาสิ่งสู่อยู่ไม่นาน พลันหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างพรวดพราด ทว่าแขนขากลับไม่เชื่อฟังจนต้องล้มหน้าทิ่มไปกับฟูกหนาอีกหน ก่อนจะพลิกตัวไปมาแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็นเสียงขลุกขลักบนฟูกนอนเรียกให้ชายชราหันมาเห็น มือข้างหนึ่งถือเข็มสามเล่มเอาไว้ แต่ละเล่มช่างยาวเสียนี่กระไร เขายกยิ้มออกมาอ
35 ปีก่อน…รัชศกเสวียนหลีที่ 38 ปีมะเส็งธาตุทองช่วงฤดูจิงเจ๋อ[1]สายฝนสาดกระหน่ำไปทั่วทั้งใต้หล้า สัตว์น้อยใหญ่เริ่มตื่นจากห้วงการจำศีลอย่างยาวนานในช่วงเหมันต์ฤดูออกมาหากินกันอย่างขวักไขว่ ผู้คนมากมายต่างพากันหลบลี้หนีหยาดน้ำที่รินไหลโหมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อนเข้าไปในเรือนตน ทางเดินในยามนี้จึงไร้ผู้คนสัญจรไปมา มีเพียงกระยาจกสองสามคนยืนหลบอิงตามชายคาเพิงพักเพื่อหลบฝนเพียงชั่วคราวเสียงเกือกม้าราวสามสิบตัวดังก้องไปทั่วหล้าขับเคี่ยวทะยาน ด้วยบุรุษมากหน้าหลายตาควบตะบึงฝ่าท่ามกลางพายุที่รุนแรง และมีเหล่าผู้บำเพ็ญตนอีกหลายคนที่ขี่กระบี่เหาะทะยานขึ้นไปยังเวหากำลังไล่ตามม้าดำพ่วงพีตัวหนึ่งที่ควบตะบึงท่ามกลางสายฝนห่างออกไปบนหลังม้าตัวใหญ่ที่ถูกไล่ล่านั้นมีหนึ่งบุรุษสวมอาภรณ์ปกปิดใบหน้าของตนด้วยแพรพรรณสีดำสนิท มือกุมบังเหียนม้าเอาไว้โดยมีโฉมสะคราญใบหน้าหวานซึ้งผู้สวมแพรพรรณสีเดียวกันนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง โอบอุ้มดรุณตัวน้อยอายุราวสองขวบปีอยู่ในอ้อมแขนตนม้าตัวใหญ่สีดำมะเมื่อมควบทะยานอย่างไม่หยุดหย่อนหลายวันหลายคืนจนแทบจะขาดใจตาย อาคมมากมายถูกสาดซัด ลูกเกาทัณฑ์หลายร้อยดอกพุ่งเข้าใส่ราวกับห่าฝนเ
ยามเหมา[1]ดวงตะวันสาดแสงทอประกาย เคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาอย่างแช่มช้า สายลมพลิ้วไหวพัดพาล่องลอยไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ในยามเช้าของวันใหม่ของช่วงฤดูชิงหมิง[2] ปุยเมฆหมอกล่องลอยปกคลุมยอดเขาอย่างบางเบา เพื่อก้าวเข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มภาคภูมิ สรรพสัตว์น้อยใหญ่วิ่งพลุกพล่านขวักไขว่ ชวนให้ยอดเขาหัวซานที่ตั้งพำนักสำนักหยางเจียนของสกุลหยางแห่งฉางอานแลดูสงบร่มเย็นทว่าในยามนี้ผู้คนในสำนักต่างวิ่งวุ่นอย่างมิมีว่างเว้น เหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนักต่างพากันออกไปจากที่พำนัก เพื่อสืบความจากคนเป็นแลคนตายรวมทั้งดวงวิญญาณทั้งหลายอย่างมิมีหยุดพัก ด้วยเหตุที่ว่ามีบางอย่างมิคาดฝันพลันบังเกิดขึ้นมา หลายสิบวันมาแล้วที่คุณชายสามคนสำคัญของทั้งสองสกุล ได้เดินทางออกจากสำนักหลิวสุ่ยและมุ่งหน้ามายังสำนักหยางเจียนแห่งนี้ ต่างพากันหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มิหลงเหลือสิ่งใดให้สืบความ“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง” ฉืออ้ายเอ่ยประโยคด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและทุกข์ทน มือข้างหนึ่งกอดเสื้อผ้าผู้เป็นนายของตนเอาไว้ หยาดน้ำตามากมายรินไหล เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งเพื่อปาดคราบน้ำที่เกาะพราวบนดวงตาอย่างมิใคร่สนใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อ
หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเริ่มคล้อยลาลับหลบเหลี่ยมมุมยอดเขา เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงยามอาทิตย์อัสดงความเงียบโอบคลุมดินแดนแห่งนี้ไว้ ชวนให้รู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยวเคว้งคว้างเสียนี่กระไร เสียงสายลมอ่อนๆ ครวญครางหวีดหวิวพัดผ่านผิวกายเป็นระลอก ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงของสรรพสัตว์ใดแว่วให้ได้ยินแม้เพียงครึ่งคำ หรือแม้แต่เหล่าจักจั่นเรไรก็มิโผล่หน้ามาให้เชยชม“ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยพึมพำเสียงเบา หลังจากรับรู้ถึงความกดดันบางอย่างผ่านแทรกเข้ามา เขาพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียงนกร้องกลับรังยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมขอบฟ้าทว่าก็ไม่อาจจับเสียงเหล่านั้นได้อย่างที่ใจปรารถนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองไปมา ตระหนักได้ว่ากำลังถูกบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าใกล้ครอบงำอย่างมิทันได้ระวังตัวในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเป
หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไหนมาไหนจึงสะดวกขึ้นมากกว่าเก่า อาการเจ็บปวดร้าวระบมเสียดแทงเข้าไปในกระดูกยามขยับกายก็ลดลงไปจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้รำคาญใจแม้ว่าในยามนี้จะยังมิสามารถใช้ปราณได้อย่างที่ใจต้องการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าในวันแรกๆ ที่ตนได้เข้ามาสิงสู่ในร่างกายของคนผู้นี้ เขาจึงถือโอกาสและใช้ความคล่องแคล่วที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตน แอบลักลอบออกไปเล่นพนันที่บ่อนท้ายหมู่บ้านเพียงลำพังและในวันนี้ก็เป็นวันเดียวกับที่หลิวมู่เหยียนจำต้องเดินทางไปสำนักหยางเจียนหลินตามคำเชิญของเจ้าสำนักหยาง หยางซิวอวี่ ได้กล่าวว่าไว้ในคราวก่อนบรรยากาศภายในสำนักหลิวสุ่ยบังเกิดความสับสนวุ่นวาย บ่าวรับใช้และบรรดาศิษย์ในสำนักต่างเดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ ส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นเพราะว่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ที่ตรากตรำฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจ
เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมืออาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรงพอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็วแต่ท