Beranda / วาย / ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi) / บทที่ 6 จิตวิญญาณ

Share

บทที่ 6 จิตวิญญาณ

last update Tanggal publikasi: 2025-08-27 18:02:02

เวิ้งฟ้าคล้ายมืดครึ้ม ความมืดมิดแผ่ปกคลุมทุกหย่อมหญ้า แม้ยามนี้จะเป็นช่วงเช้าของวันใหม่ กลุ่มเมฆน้อยใหญ่ก็ยังคงลอยต่ำลงมาครอบคลุมยอดเขาหวงซานจนมองแทบไม่เห็นเส้นลายมือ

อาคารสีขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางยอดเขา แม้ยังคงเหลือร่องรอยของการถูกเผาไหม้จากไฟบรรลัยกัลป์อยู่บ้างประปราย แต่ก็มิอาจลดความวิจิตรงดงามของเคหสถานแห่งนี้ลงไปได้

บุรุษรูปร่างสมชายนั่งอยู่ภายในห้องโล่งกว้าง เขาสวมแพรพรรณสีดำสนิทเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลา ริมฝีปากบางเฉียบทว่าหยักลึกราวกับถูกลิ่มสลักเอาไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตาสบมองดรุณน้อยนายหนึ่ง ที่กำลังยื่นถ้วยชามาให้ด้วยอาการตื่นกลัว มือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างมิอาจระงับ ไม่กล้าแม้จะสบตาโดยตรง

พอได้เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยเสียงเข้มออกมาอย่างระอา ”เจ้าออกไปได้แล้ว ก่อนที่ข้าจะมิอาจระงับโทสะแล้วทำลายเจ้าเสียตรงนี้” ก่อนจะหันไปรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมภายในใจ

ได้ยินเช่นนั้นดรุณน้อยผู้นี้ก็ก้มศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “ขะ…ขอรับ” ก่อนจะกระวีกระวาดคลานเข่าออกจากห้องที่ขมุกขมัวไปด้วยแรงกดดันนี้อย่างรวดเร็ว

แต่ทว่าโทสะที่อัดอั้นอยู่ภายในบวกกับการเห็นท่าทางของดรุณน้อยผู้นี้ที่ออกอาการตื่นกลัวจนเกินพอดี เขาจึงมิอาจระงับความโกรธในใจตนได้อีกต่อไป จอมมารฝูหมิงจึงสะบัดฝ่ามือออกไปเพียงครั้ง

ด้วยพลังเต็มสิบส่วนของผู้ฝึกฌานระดับเก้าสะบัดออกไปเพียงวูบเดียวก็ไปกระแทกเข้ากับร่างของเด็กหนุ่มที่เพิ่งผ่านม่านฝนมาได้เพียงสิบสามปี เป็นเหตุให้ร่างของดรุณน้อยผู้เคราะห์ร้ายรายนี้กระเด็นผ่านช่องประตูห้องออกไป 

ร่างเล็กกระแทกกับผนังด้านนอกอย่างแรง กระดูกแตกหักบิดเบี้ยวไม่อาจคงรูปร่างไว้ได้ รวมถึงชีวิตก็เป็นอันต้องปลิวหายมิอาจรั้งไว้ให้อยู่ในกายด้วยเช่นกัน 

เสียงกระวีกระวาดจากนอกโถงดังขึ้นเพียงบางเบาหลังจากร่างของเด็กหนุ่มกระแทกกับผนังได้เพียงไม่นาน ก่อนร่างไร้ชีวิตจะถูกบรรดาเด็กรับใช้เก็บออกไป

“ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”

เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง สวมแพรพรรณสีเขียวขี้ม้าตุ่นๆ ที่อุ้มร่างไร้ชีวิตเอาไว้เอ่ยออกมา เขาส่ายศีรษะไปมาอย่างรู้สึกสลดยามได้เห็นร่างแหลกเหลวแทบมองไม่ออกว่าครั้งเก่าก่อนเคยเป็นคน แต่กระนั้นก็ไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้ นอกจากจะช่วยด้วยการจัดการกับซากร่างไร้ชีวิตให้มีที่ฝังเพียงเท่านั้น

“ห้าเดือนหลังจากถูกปิดล้อมมาแล้ว ท่านจ้าวเสี่ยวหมิงก็มีอารมณ์ที่ประหลาดนักน่ะขอรับ ราวกับไม่ใช่ท่านจ้าวเสี่ยวหมิงที่พวกเราเคยรู้จักเสียเท่าไร”

“จุ๊ จุ๊ จุ๊ อย่าพูดเสียงดังไป หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง หากรู้ถึงหูท่านจ้าวเสี่ยวหมิง เจ้าคงไม่อาจรักษาหัวตนเองให้อยู่บนบ่าได้เช่นกัน”

ได้ยินเช่นนั้นบุรุษที่เอ่ยวาจาไม่สมควร ก็พลันรีบตะครุบปากตัวเองเอาไว้ หลังจากนั้นทั้งสองจึงตั้งหน้าตั้งตาอุ้มร่างไร้วิญญาณของดรุณตัวน้อยผู้น่าสงสารรายนี้ให้ออกไปอย่างเงียบเชียบ มิมีผู้ใดเอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแม้เพียงครึ่งคำ

ภายในห้องโล่งกว้างจึงเหลือเพียงบุรุษวัยกลางคนผู้ที่ได้รับสมญาว่า จอมมารฝูหมิง อยู่ภายใน เขาเพ่งมองไปยังมุมหนึ่งของเรือนหลังนี้ด้วยสายตามิใคร่พอใจ

ภาพที่เห็นคือแท่นไม้สีดำสนิท ด้านบนมีกระบี่เล่มหนึ่งถูกวางอย่างสงบนิ่งเอาไว้ รอบตัวกระบี่ไม่ว่าจะเป็นโกร่งกระบี่ ด้ามกระบี่ หรือแม้แต่ตัวฝักกระบี่ล้วนถูกตรึงไว้ด้วยสายโซ่เส้นบางคล้ายกับเส้นผม​ มีปราณสีขาวที่เต็มไปด้วยพลังหยางอัดแน่นไหลเวียนภายในโซ่นั้นอยู่โดยรอบอีกที

จอมมารฝูหมิงจึงเอ่ยเสียงเข้มออกไป “เหตุใดถึงมิยอมศิโรราบให้แก่ข้าเยวี่ยกวง” ก่อนเจ้าตัวจะเอามือทุบโต๊ะเสียงดังอย่างมิใคร่พอใจ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องเขม็งไปที่กระบี่ด้ามสีดำสนิทด้วยเพลิงโทสะที่สั่งสมอยู่ภายใน

แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ จากคำถามนี้ บุรุษวัยกลางคนจึงหมดความอดทน เขาหยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วเยื้องย่างไปยังจุดที่กระบี่เล่มดังกล่าวถูกตรึงเอาไว้ 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงเพ่งมองไปยังกระบี่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะมากมายสั่งสม ภาพที่เห็นมีเพียงกระบี่เล่มยาว ไม่ว่าจะเป็นด้ามกระบี่ ตัวกระบี่ก็ล้วนเป็นสีดำสนิท ที่มีปลายพู่สีเทาห้อยระย้าลงมา แต่กระนั้นแม้จะถูกรั้งตรึงด้วยสายโซ่มากมายเอาไว้ ก็ยังไม่อาจลดทอนความวิจิตรงดงามนี้ลงไปได้

เมื่อเห็นอาการสงบนิ่งไร้การตอบสนองเช่นนั้นส่งมาให้ จอมมารฝูหมิงจึงยื่นมือไปจับด้ามกระบี่เล่มดังกล่าวด้วยปราณเต็มสิบส่วนของตน 

ริ้วปราณสีเขียวเข้มของผู้ฝึกฌานระดับเก้าสายหนึ่งจึงถูกเผยให้เห็น แต่ทว่ายามเมื่อปลายนิ้วได้สัมผัสกับพื้นผิวของแผ่นโลหะ แรงสั่นไหวบางอย่างพลันบังเกิดขึ้นมา ราวกับกระบี่เล่มดังกล่าวกำลังจะปริแตกแยกออกจากกันเสียอย่างนั้น 

ในครานั้นจอมมารฝูหมิงจึงชักมือกลับมา เขาหลับตาลงแล้วกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างตั้งใจ เพียงวูบสถานที่ที่ยืนอยู่จึงแปรเปลี่ยนไป ความสว่างภายในห้องสีขาวเมื่อครู่กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า ความมืดที่ไม่อาจหยั่งรู้ที่มาเริ่มกลืนกินแผ่ปกคลุม ความกดดันจากไอปราณพลังหยางเต็มสิบส่วนฟุ้งกระจายอยู่ทั่วทุกอณู

ยามสัมผัสความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จอมมารฝูหมิงจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพที่เห็นเบื้องหน้านี้คือร่างของบุรุษผู้หนึ่ง ใบหน้านิ่งเรียบ สวมแพรพรรณสีดำสนิท แขนทั้งสองข้างถูกตรึงด้วยตรวนสีขาวบริสุทธิ์เอาไว้ มีสายปราณสีขาวพันอยู่รอบกาย ความเจ็บปวดแล่นฉิวอยู่ทั่วทุกอณู แต่กระนั้นเยวี่ยกวงก็ยังนั่งหลับตาด้วยความสงบและเยือกเย็น

“เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมรับข้าทั้งๆ ที่ร่างนี้ก็เป็นนายของเจ้า”

จอมมารฝูหมิงเอ่ยประโยคสนทนาในทันทีที่เห็นเยวี่ยกวงนั่งอย่างสงบนิ่งราวกับไม่รับรู้การมาถึงของตน มันเป็นเวลาห้าเดือนแล้วที่เขาไม่อาจจับต้องกระบี่มารเล่มนี้ได้ ทั้งกักขัง ซัดกระแทกลมปราณเข้าใส่เพียงใด จิตวิญญาณผู้นี้ก็ไม่ยอมศิโรราบให้แก่ตน ริมฝีปากบางได้รูปขบเม้มจนเป็นเส้นตรง จากนั้นจึงซัดกระแทกปราณเต็มสิบส่วนของตนอีกหน ด้วยเพลิงโทสะที่สั่งสมภายในใจ

เสียงโซ่ตรวนกระทบกันไปมาดังสนั่นหวั่นไหว ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงส่ง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า แล้วกล่าวด้วยวาจาเรียบเฉยไร้อารมณ์ “แม้ร่างจะใช่แต่จิตวิญญาณภายในนั้นเป็นเพียงผู้มิรู้จักที่ต่ำที่สูงผู้หนึ่งเท่านั้น จักให้ข้ายอมรับได้อย่างไร”

“สามหาวนัก” กล่าวจบจอมมารฝูหมิงก็ซัดกระแทกฝ่ามือที่เต็มไปด้วยปราณสีเขียวระดับเก้าเต็มสิบส่วนอีกหน 

เป็นเหตุให้บุรุษผู้สวมแพรพรรณสีดำสนิทกระเด็นไปตามแรงกระแทกกระทั้น แต่กระนั้นก็ถูกลากกลับมาด้วยตรวนสีขาวอยู่ดี 

ยามได้เห็นท่าทางสงบนิ่งไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใดของจิตวิญญาณกระบี่ตนนี้ จอมมารฝูหมิงแค่นหัวเราะในลำคอออกมาอย่างมิอาจกลั้นดัง ‘หึ’ ก่อนจะปรายหางตามองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉยแล้วกล่าวเสียงเย็น “จิตวิญญาณของข้ามันจะต่างจากอ้ายลูกครึ่งมารนั่นที่ใดกัน ข้าที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานตบะฌานย่อมกล้าแกร่งกว่าหลายเท่านัก”

“แต่ก็มิอาจก้าวข้ามเส้นตบะฌานขั้นสุดท้ายได้เช่นเขา จึงใช้วิธีสกปรกแย่งร่างนั้นมาครอบครอง” เยวี่ยกวงเอ่ยเสียงเย็น ไอเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งของพลังหยินแผ่ออกมาโดยรอบ แม้จะถูกตรึงเอาไว้ด้วยสายโซ่ที่เต็มไปด้วยพลังหยางก็ตามที แต่ก็มิอาจข่มสะกดพลังของจิตวิญญาณกระบี่มารเล่มนี้ทั้งหมดได้

เมื่อเห็นเช่นนั้นจอมมารฝูหมิงจึงเผลอตัวก้าวร่นถอยหลังไปเสียครึ่งก้าว ก่อนจะชะงักค้างอยู่ตรงนั้นแล้วเอ่ยเสียงเย็นอย่างมิใคร่พอใจ “ลองตรองดูให้ดี นายของเจ้าในยามนี้คือข้า หากเจ้ายังดื้อดึงก็จงอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป” ว่าจบก็สะบัดแขนเสื้อแล้วยืนหันหลังจากนั้นจึงหลับตาลงแล้วกำหนดลมหายใจอีกเพียงครั้ง ภาพตรงหน้าก็พลันกลับมาดังเดิม ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าแล้วสบถออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “สักวันข้าจะให้เจ้ายอมศิโรราบต่อข้าให้ได้ เยวี่ยกวง”

ทว่าในขณะที่จอมมารฝูหมิงก้าวออกมาจากสถานที่คุมขังจิตวิญญาณกระบี่เยวี่ยกวงเพียงไม่นาน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังแว่วเข้ามาจากภายนอกว่า “พ่อบ้านชูแห่งสกุลหลิวมาขอพบท่านเจ้าสำนักขอรับ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นจอมมารฝูหมิงจึงผินใบหน้าเพ่งมองไปทางประตูบานใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยวาจาห้วนสั้นออกไป “ให้เข้ามา” กล่าวจบจึงตีสีหน้านิ่งอย่างรักษาความสุขุม แล้วค่อยๆ เยื้องย่างกลับมายังที่นั่งของตนตามเดิม

ไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็ปรากฏร่างของชูเจียหง พ่อบ้านสกุลหลิวสายรองก้มหน้าก้มตาเยื้องย่างเข้ามาอย่างสำรวมกิริยา มือข้างหนึ่งถือคนโทสีดำสนิทเอาไว้  ก่อนจะโค้งคารวะอย่างนอบน้อมเมื่อย่างเท้าเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสะกดข่มไม่ให้สั่นว่า “ข้าชูเจียหงคารวะนายท่าน” กล่าวจบก็ยื่นคนโทสีดำสนิทไปให้กับดรุณตัวน้อยบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกล 

เมื่อได้รับคนโทสีดำสนิทมาไว้ในมือ แม้จะมิอาจเข้าใจในสิ่งที่ตนรับมาว่าภายในคนโทสีดำสนิทนี้มีไว้เพื่อสิ่งใด แต่จดจำได้ว่าทุกๆ ครั้งในวันหลังจากคืนจันทร์ดับจักต้องมีผู้คนในสกุลใหญ่ทั้งแปดนำคนโทสีดำสนิทเหล่านี้มาบรรณาการให้เสียทุกครั้งไป

ดรุณตัวน้อยจดจ้องมองสิ่งของที่อยู่ในมืออย่างใคร่ครวญว่ามีสิ่งใดบรรจุอยู่ภายใน ทว่าก็ต้องเก็บความคลางแคลงใจเหล่านี้ไว้เสีย หลังจากเห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของจอมมารฝูหมิงกำลังหรี่ลงจับจ้องใบหน้าของพ่อบ้านสกุลหลิวอย่างกดดัน แม้มิได้เป็นฝ่ายถูกจับจ้องโดยตรง เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงอารมณ์ที่แผ่กำจายออกมา ในยามนั้นดรุณตัวน้อยจึงรีบสำรวมกิริยาและความใคร่รู้เหล่านั้นเอาไว้ มิกล้าเอ่ยถามคำใดออกมา

สิ่งที่กระทำได้จึงมีเพียงก้มหน้าก้มตาถือคนโทสีดำสนิทใบนี้เอาไว้ เตรียมนำไปเก็บไว้ในห้องห้องหนึ่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายฟุ้งกระจายอยู่ทั่วทุกอณู ยามย่างเท้าเข้าไปทีไรก็ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วน ลมหายใจติดขัดราวกับเจ็บป่วยแลมีไข้ เพียงแค่ตนนำคนโทนี้ไปวางไว้บนตั่งไม้ไผ่ที่อยู่ภายใน ร่างกายของเขาก็แทบจะสิ้นลมหายใจอยู่ตรงนั้นเสียหลายหน

ทว่าเมื่อรับคนโทสีดำสนิทนี้มาไว้ในมือตนแล้วคงจำต้องเยื้องย่างเข้าไปยังห้องนั้นอีกหน แม้จะไม่ใคร่ย่างกรายเข้าใกล้สักเพียงใดก็ต้องจำใจอย่างมิอาจเลี่ยง ดรุณตัวน้อยจึงสบมองคนโทในมือตนอีกเพียงครั้งแล้วลอบทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างบางเบา

เขาโค้งคารวะจอมมารฝูหมิงผู้เป็นนายแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างฝืนทน เพื่อนำคนโทสีดำใบนี้ ไปวางไว้ในห้องเก็บคนโทอย่างเฉกเช่นทุกครั้งที่มีคนนำมาบรรณาการ และมิมีสิทธิ์เอ่ยถามคำถามใดๆ อีกเช่นเดิม 

บ่าวรับใช้จากไปทำหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด จอมมารฝูหมิงจึงผินใบหน้าหันมาสบมองชูเจียหงด้วยสายตามิพึงใจ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นว่า “เหตุใดเจ้าถึงได้ชักช้านัก” กล่าวจบเขาก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงอึกเดียวเพื่อระงับโทสะที่สั่งสมอยู่ภายใน

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มปรายหางตามองไปยังปีศาจจำแลงที่กำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้า บุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในบรรดาปีศาจที่ตัวเขานั้นส่งให้ไปแฝงตัวอยู่ในสกุลใหญ่ทั้งแปด เพื่อคอยเก็บดวงวิญญาณบริสุทธิ์มาให้อย่างยาวนาน 

สิบปีมาแล้วที่เขากักเก็บดวงวิญญาณเพื่อจะบรรลุตบะฌานขั้นสิบตามตำราเดียรถีย์วิชาที่ได้มาโดยบังเอิญจากการตามล่าจอมมารจ้าวฉานเหริน บิดาของจ้าวเสี่ยวหมิงเมื่อครั้งเก่าก่อน

พอได้เปิดตำราเล่มดังกล่าวแล้วอ่านอย่างถ้วนถี่ เขาก็ตระหนักได้ว่าการก้าวข้ามขีดจำกัดตบะฌานขั้นสิบนั้นช่างยาวนานเสียจนไม่อาจนับแต่ก็ยังมีวิธีที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านั้นได้เพียงไม่กี่ขวบปีเช่นกัน ทว่าการก้าวข้ามตบะฌานขั้นสิบตามตำราเดียรถีย์วิชานั้นจำต้องใช้ดวงวิญญาณบริสุทธิ์ถึงหนึ่งแสนดวง สูบเข้ากายตนเพื่อสั่งสมไอวิญญาณสร้างความแกร่งกล้าให้แก่ตันเถียนภายใน แต่ด้วยร่างเก่าของตนนั้นเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา แม้จะฝึกตบะสั่งสมฌานมาอย่างยาวนานร่วมห้าสิบขวบปีก็ไม่อาจรับดวงวิญญาณทั้งแสนดวงมาไว้ในกายได้

ด้วยเหตุนี้เขาจึงวางแผงช่วงชิงร่างของจ้าวเสี่ยวหมิง บุตรชายของจ้าวฉานเหริน บุรุษผู้บรรลุฌานระดับสิบจนได้ขั้นกุ๋ยเซียนมาครอบครอง เพื่อสิงสู่แทนร่างเก่าของตนที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคัมภีร์เดียรถีย์วิชาที่ตนเก็บกู้ขึ้นมาได้ยังมีหน้าสุดท้ายที่ขาดหายไป และนั่นเป็นอีกสิ่งที่เขาจักต้องออกตามหาให้ได้เสียโดยเร็ว

เมื่อได้เห็นท่าทีของชูเจียหงที่เอาแต่นั่งก้มหน้า ร่างกายสั่นเทาไปมาอย่างหวาดหวั่นจอมมารฝูหมิงเดิมทีก็มีโทสะสั่งสมอยู่ภายในอยู่หลายส่วนจึงตบโต๊ะด้วยแรงอารมณ์จนบังเกิดเสียงดัง ‘ปัง’ ก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้าให้เจ้าตอบข้า มิใช่นั่งเฉย”

ได้ยินเช่นนั้นชูเจียหงจึงพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะกดข่มมิให้สั่น “ข้าขออภัยที่ล่าช้าขอรับ แต่เป็นเพราะการล่าดวงวิญญาณของข้าในครานี้ถูกปีศาจตนอื่นมาขัดขวางขอรับ”

“นั่นหาใช่ข้ออ้างไม่”

กล่าวเพียงแค่นั้น จอมมารฝูหมิงก็สะบัดฝ่ามือออกไปด้วยเพลิงโทสะที่สั่งสมอยู่ภายในด้วยตบะฌานระดับเก้าที่ออกแรงถึงแปดในสิบส่วน เป็นเหตุให้ร่างชูเจียหงที่นั่งอยู่ตรงหน้าตน กระเด็นไปกระแทกกับผนังอย่างแรง ร่างปีศาจจำแลงพลันทรุดกองลงกับพื้นอย่างไร้แรงต้านทาน ชูเจียหงพยายามตะเกียกตะกายหยัดตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก แล้วกระอักเลือดคำโตออกมา

จะเยวี่ยกวงก็ดี จะปีศาจจำแลงผู้นี้ก็ดีเหตุใดช่างน่าขัดใจนัก

จอมมารฝูหมิงผรุสวาทอยู่ในใจ เขาปรายหางตามองปีศาจจำแลงนั่นอีกหน ก่อนจะตวาดเสียงดังใส่ด้วยแรงอารมณ์ที่ท่วมท้น “ออกไปให้พ้นหูพ้นตาข้า ก่อนที่ข้าจะสังหารเจ้าเสียตรงนี้” กล่าวจบก็หยัดกายลุกขึ้นยืน แล้วเยื้องย่างไปห้องดูดซับดวงวิญญาณ

เหลือไว้เพียงปีศาจจำแลงผู้น่าสงสารที่พยายามตะกายตัว หยัดกายยืนขึ้นด้วยความลำบาก เลือดในกายพลันฉีดพล่านอย่างมิอาจกลั้น ชูเจียหงยกมือข้างหนึ่งขึ้นมากุมช่องท้องของตนเอาไว้ ส่วนอีกข้างกำหมัดแน่นอย่างคับแค้นใจ แล้วค่อยๆ ลากสังขารที่บอบช้ำภายในออกไปจากห้องอย่างยากเย็น

ส่วนทางด้านจอมมารฝูหมิงนั้น หลังจากที่ย่างเท้าออกมาจากห้องโถงใหญ่ บุรุษวัยกลางคนจึงเยื้องย่างไปตามทางเดินอย่างเชื่องช้า ตลอดทางที่ก้าวย่างผ่านล้วนมีแต่คนคอยคารวะอย่างนอบน้อมอยู่ไม่ขาด ยามได้เห็นเช่นนั้นริมฝีปากบางจึงยกยิ้มที่มุมปากกับสิ่งที่ได้รับมาอย่างพึงใจ เพียงไม่นานก็ย่างเท้ามาถึงประตูบานใหญ่ 

จอมมารฝูหมิงจึงเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นเป็นเพียงห้องโล่งกว้างมีตั่งไม้ไผ่วางอยู่ข้างผนัง โดยที่มันเป็นที่อาศัยของคนโทสีดำสนิทวางอยู่เรียงรายถึงแปดใบ 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองไปยังคนโททั้งแปดอย่างไม่วางตา ก่อนจะเดินลมปราณบนฝ่ามือตน ริ้วปราณสีเขียวเข้มสายหนึ่งของผู้บำเพ็ญฝึกฝนตบะฌานถึงระดับเก้าที่ออกแรงเต็มสิบส่วนเผยออกมาให้เห็น บุรุษวัยกลางคนจึงโบกฝ่ามือไปผ่านทางประตูหนึ่งหน 

ประตูไม้คู่แผ่นใหญ่ทั้งสองบานพลันปิดลงจนบังเกิดเสียงดัง ในยามนั้นจอมมารฝูหมิงค่อยๆ ถอดอาภรณ์ของตนอย่างเชื่องช้า ร่างกายสมส่วนดั่งชายชาตรีจึงเผยออกมา เส้นกล้ามเนื้อตามเรือนกายเรียงตัวสวยอย่างน่าหลงใหล แผงอกแกร่งเปลือยเปล่าขยับขึ้นลงตามท่วงทำนองของลมหายใจ ไม่ว่าจะมองส่วนไหนล้วนวิจิตรและงดงาม

เพียงไม่นานฝาคนโททั้งแปดพลันเปิดออก ไอวิญญาณสีขาวนับร้อยดวงพวยพุ่งเบียดเสียดยื้อแย่งกันออกมาจากภาชนะสีดำสนิท ก่อนจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นไอสีดำกลุ่มใหญ่ แล้วถูกดูดกลืนเข้ามาตามผิวกายของจอมมารฝูหมิงอย่างเชื่องช้า ก่อนไอวิญญาณเหล่านั้นจะค่อยๆ เหือดหายไป

ยามซื่อ[1]

“เฮือก!”

จ้าวเสี่ยวหมิงชันกายลุกขึ้นนั่งในสภาพที่ตื่นตกใจ เขาหอบหายใจถี่ๆ ราวกับออกแรงมาอย่างเต็มกำลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองอย่างกำลังหวาดหวั่น 

ภาพที่เห็นมีเพียงตนเองที่กำลังนั่งนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ ก่อนเจ้าตัวจะเผลอลอบมองร่างกายตนอย่างอดไม่ได้อีกหน ราวกับต้องการสำรวจร่างกายว่าได้กลับหวนคืนมายังร่างเก่าจริงหรือไม่ แต่ก็มีเพียงเรือนร่างของบุรุษร่างกายผ่ายผอมที่ตนนั้นเพิ่งเข้ามาสิงสู่เมื่อวันวาน

เพียงไม่นานความทรงจำก่อนหน้าจึงพลันหวนคืนมา เขาจำได้ว่าตอนช่วงยามโฉว่[2] หลังจากที่พาร่างบอบช้ำของหยางหยุนเหลียงเข้ามาพักที่เรือนรับรองแล้ว ก็เดินสำรวจตรวจร่างกายของบรรดาสานุศิษย์ในสกุลที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ภายนอกจนครบทุกคน 

เมื่อเห็นว่ามิมีผู้ใดที่นอนหนาวตายอยู่กลางลานก็ออกมาเดินเตร็ดเตร่รอคนในสกุลที่ตกอยู่ในห้วงนิทราฟื้นคืนสติกลับมาเพื่อชำระความเรื่องปีศาจออกมาอาละวาดเมื่อค่ำคืนที่พ้นผ่าน 

เขาเดินทอดน่องอยู่ด้านหลังเรือนใหญ่เพียงลำพัง ก่อนจะกระโดดขึ้นมานอนหลับอยู่บนกิ่งของต้นเหมยฮวา[3] ที่ถูกปลูกเอาไว้จนสูงตระหง่านอย่างงดงามในสวนพฤกษชาติด้านหลังเรือนใหญ่ กลิ่นหอมกำจายของมันล่อลวงชวนให้คล้อยเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างไม่ยากเย็น

ทว่ายามเมื่อหลับตาลงก็บังเกิดความฝันเฉกเช่นอย่างที่เห็น จ้าวเสี่ยวหมิงจึงรำพึงเสียงเบาออกมา “เพราะเหตุอันใดข้าถึงฝันเห็นร่างเก่าของข้ากัน หรือเจ้าหนูน้อยมารฝันเมิ่งเมิ่งจะมากลั่นแกล้งข้าเสียแล้วกระมัง”

และในขณะที่กำลังนั่งขบคิดไม่ตกอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงบางเบาของดรุณตัวน้อยผู้หนึ่งดังแทรกเข้ามาในรูหูอย่างทันท่วงที “หาใช่ข้าสักหน่อยที่กลั่นแกล้งท่านพี่ชาย” ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันหันซ้ายหันขวาไปมา เพื่อมองหาต้นตอของเสียงดังกล่าวที่แว่วเข้ามาให้ได้ยิน

แต่จะหันมองไปเช่นใดก็มีเพียงความว่างเปล่า จ้าวเสี่ยวหมิงจึงพึมพำออกมา “เสียงเด็กน้อยที่ใดกัน” ก่อนจะเอนกายลงบนกิ่งเหมยฮวาดังเดิม

“ข้าอยู่นี่พี่ชาย” เสียงดังกล่าวแว่วมาอีกหน ยามเมื่อเห็นจ้าวเสี่ยวหมิงมิยอมมองหาอย่างถ้วนถี่ “หากท่านไม่หลับตาแล้วจะเห็นข้าได้อย่างไรเล่า”

ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงรู้ได้ว่าเสียงแว่วดังกล่าวที่ได้ยินนั้น คือเสียงของผู้ใด เขาจึงแค่นหัวเราะออกมาเสีงดัง “ฮ่าฮ่าฮ่า” ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะต่อว่า “นี่ถึงกับออกมาจากแดนฝันเพื่อหาความยุติธรรมให้กับตนเองเลยรึเจ้าหนูเมิ่งเมิ่ง ย่อมได้ข้าจักคุยกับเจ้าเสียหน่อย” กล่าวเพียงแค่นั้นบุรุษหนุ่มจึงค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง

ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือดรุณตัวน้อยผู้มีแก้มกลมมนดุจซาลาเปา อายุราวๆ สิบขวบปีพวงแก้มยุ้ยใสเปื้อนสีแดงระเรื่อสวมใส่แพรพรรณสีเทาเข้ม กำลังยืนเท้าเอวมองมาที่เขาด้วยสายตามิใคร่พอใจ ก่อนเจ้าตัวจะเยื้องย่างเข้ามาหาจ้าวเสี่ยวหมิงที่นั่งอยู่ในความมืดยามหลับตาลง แล้วเดินวนรอบๆ ตัวบุรุษหนุ่มเสียหนึ่งหน พลางเอ่ยออกมา “ข้านั้นหาได้กลั่นแกล้งท่านไม่ จอมมารผู้ยิ่งใหญ่เช่นพี่ชายข้าจักไปกลั่นแกล้งได้อย่างไร” กล่าวจบมารฝันเมิ่งเมิ่งก็เยื้องย่างเข้ามายืนอยู่ด้านหน้า มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมากอดอกเอาไว้ แล้วเอียงคอมองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังมองตนด้วยสายตาอันอ่อนโยน

“หากมิใช่เจ้าที่กลั่นแกล้งข้า แล้วเหตุใดข้าถึงฝันเห็นร่างเก่าข้าได้เล่าเจ้าหนู” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมาอย่างยิ้มๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสบมองใบหน้าอ้วนกลมพวงแก้มสีชมพูด้วยแววตาพราวระยับอย่างเริงร่า มิมีท่าทางอวดใหญ่ยิ่งยโสออกมาให้เห็นแม้เพียงเสี้ยวธุลี

“ตัวข้าเมิ่งเมิ่งเป็นมารฝันที่หล่อเลี้ยงชีวิตตนเองด้วยห้วงฝันดีของมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร” ดรุณตัวน้อยเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น แล้วสบมองเข้ามาในดวงตาของบุรุษตรงหน้า ยามเมื่อเห็นจ้าวเสี่ยวหมิงมิยอมเลิกราที่จะกล่าวโทษตน “แต่สิ่งที่ท่านเห็นในฝันนั้นจะเรียกว่าฝันดีก็ย่อมใช่จะเรียกว่าฝันร้ายก็ไม่เชิง เรื่องที่แยกไม่ออกว่าดีหรือร้ายเช่นนี้ ข้ามิสร้างออกมาให้เสียดายเวลาหรอกขอรับ”

“แล้วเหตุใดข้าจึงฝันเห็นเรื่องราวพวกนี้ราวกับตัวข้าเองอยู่ในร่างนั้นด้วยเล่า”

“นั่นคงเป็นเพราะดวงจิตของท่านผูกติดกับร่างนั้นกระมังขอรับ” เมิ่งเมิ่งเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะย่างเท้าวนสำรวจร่างกายของบุรุษรูปร่างผอมบางอีกหน แล้วกล่าวออกมายามได้สำรวจร่างกายของจ้าวเสี่ยวหมิงอย่างถ้วนถี่ “ในตอนนี้กายหยาบของท่านได้มี…ได้มี…โหยข้ามิพูดออกไปก็ได้ เอาเป็นว่ากายหยาบของท่านได้มีผู้ที่มีตบะฌานสูงส่งเข้ามาสิงสู่ พลังในกายนั้นอาจสะท้อนสิ่งที่กระทำให้ท่านเห็นน่ะขอรับ”

“หากเป็นเช่นนั้นแล้วทางฝั่งกายหยาบของข้าเล่า จะมิรู้หรอกหรือว่าข้าได้เข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างนี้แล้ว”

“มิรู้หรอกขอรับ เพราะร่างของกายหยาบที่ท่านสิงสู่อยู่นั้นอ่อนแอจนมิอาจควบคุมลมปราณได้อย่างใจปรารถนามันจึงเป็นเกราะชั้นดีกักพลังส่วนหนึ่งของท่านเอาไว้มิให้เปิดเผยออกมา” เมิ่งเมิ่งเอ่ยอย่างใจเย็น นัยน์ตาดำสนิทจ้องมองบุรุษตรงหน้าฉายแววครุ่นคิดบางอย่างอยู่ภายใน “ในยามนี้ทางฝั่งกายหยาบของท่านย่อมมิอาจจับสัมผัสได้ขอรับ”

“เช่นนั้นหรอกรึ เพราะใช้ปราณได้มิเต็มสิบส่วนทางนั้นจึงมองมิเห็นข้า”

“แต่เดี๋ยวก่อนนะขอรับ หากร่างนี้ที่ท่านสิงสู่อยู่เริ่มรับภาระให้ระดับปราณของท่านสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ ได้ ก็คงมิอาจต้านทานการมองเห็นได้เช่นกัน บุคคลที่สิงสู่ในกายหยาบของท่านย่อมรับรู้ได้นะขอรับ”

“หา...หากเป็นเช่นนั้นยามใดเล่าที่ทางฝั่งกายหยาบเก่าของข้าจะรับรู้ตัวตนของข้าได้” จ้าวเสี่ยวหมิงเอ่ยออกมา “เฮาหนี่นะเฮาหนี่ ให้ข้ามาสิงอยู่ในร่างนี้ก็ไม่ต่างจากคนโง่เลยสักนิด มิรู้เรื่องอันใดเลย”

“เรื่องนั้นข้าเองก็มิอาจรู้ได้หรอกขอรับ”

“เช่นนั้นหรอกรึ” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบาออกมา ยามได้เห็นคู่สนทนาเอาแต่ส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งตื่นเต้นและดีใจ “หากเป็นเช่นนั้นเจ้าเป็นมารฝันเจ้าจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าผู้ใดสิงสู่ในกายหยาบของข้า”

ได้ยินเช่นนั้นมารฝันตัวน้อยนามเมิ่งเมิ่งก็ส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ลิขิตสวรรค์ตัวข้าเป็นเพียงมารน้อยตนหนึ่งย่อมเอ่ยนามคนผู้นั้นออกมามิได้ขอรับ ยามข้าจะเอ่ยชื่อคนผู้นั้นออกมาทีไร ริมฝีปากของข้าก็มิอาจขยับได้ดั่งใจหวัง”

“เช่น…”

“คุณชายสามขอรับ นายท่านเรียกให้ท่านไปพบน่ะขอรับ” ทว่าในขณะที่กำลังจะเอ่ยวาจาออกมานั้น จู่ๆ ฉืออ้ายก็ตะโกนเรียกตนออกมาเสียก่อนจะได้กล่าวคำใดเป็นเหตุให้พลันสะดุ้งตกใจจนลืมตาโพลงตื่นขึ้นมา ก่อนร่างกายจะโงนเงนและร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้ใหญ่ ทันได้แต่ร้องอุทานด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังว่า “ไอ้หยา…แย่แล้ว” แต่กระนั้นในขณะที่ร่างกำลังลอยละลิ่วอยู่บนเวหา บุรุษหนุ่มรูปร่างผอมบางก็ใช้มือคว้าเอากิ่งไม้อย่างคล่องแคล่วได้ทัน ก่อนที่ร่างกายของตนจะร่วงลงไปกระทบกับผืนดิน

“เกือบไป... เกือบไป” จ้าวเสี่ยวหมิงพึมพำเสียงเบา แล้วทอดถอนลมหายใจอย่างโล่งใจ เขาสบมองผู้เป็นบ่าวรับใช้ด้วยสายตาทอประกาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมือของตนที่คว้ากิ่งไม้เอาไว้ได้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “นี่ดีนะที่ข้ามือไว มิเช่นนั้นเจ้าคงโดนข้าทับเสียแล้วล่ะฉืออ้าย” กล่าวจบเขาก็รั้งแขนข้างดังกล่าวเอาไว้ แล้วกระโดดพลิกตัวขึ้นไปยืนบนกิ่งไม้อีกหน

ยามได้เห็นผู้เป็นนายกระโดดขึ้นลงบนต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว ฉืออ้ายก็เบิกตาโพลงอย่างตกใจ “คุณชายสามทำได้อย่างไรขอรับ” ก่อนเจ้าตัวจะฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจจนมิอาจระงับไว้ เพราะนานเพียงใดแล้ว ที่ตนนั้นมิได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของผู้เป็นนาย

ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงกระโจนลงมา แล้วสบมองใบหน้าของบ่าวรับใช้ข้างกาย ที่กำลังมองมาที่ตนกึ่งยิ้มกึ่งประหลาดใจ ก่อนจะหัวเราะให้กับท่าทางพิกลนั้นอย่างมิอาจกลั้น “ฮ่าฮ่าฮ่า…เหตุใดเจ้าทำหน้าตาประหลาดเช่นนั้นเล่า” แล้วพยายามกลั้นขำเอาไว้จนตัวงอ “ข้าทำเช่นนี้ได้นมนานแล้ว เพียงแต่ข้าปิดไว้มิให้ใครร่วงรู้ต่างหากเล่า เหตุใดเจ้าถึงทำได้ทำหน้าตาประหลาดนัก” 

“ข้าดีใจน่ะขอรับที่ท่านกลับมาคล่องแคล่วได้ดั่งครั้งเก่าก่อนที่ร่างกายจะถูกทำร้าย”

ได้ยินเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงเอ่ยออกมาอย่างระอาใจ “เช่นนั้นหรอกหรือ” ก่อนจะหลุบสายตามองเรือนร่างของตนเพียงหนึ่งหน ก็รีบเมินใบหน้าหนีไปมองทางอื่นเสียอย่างนั้น ที่ไม่ว่าจะมองดูอย่างไร ก็ไม่อาจคุ้นชินสายตาของตนเสียเท่าไร

รูปร่างผอมบางอ้อนแอ้นไม่สมชายชาตรีเช่นนี้ ต่อให้อีกกี่พันชาติเขาก็มิใคร่ถวิลหา หากโดนปีศาจระดับสูงสักหน่อยเล่นงานเข้าโดยใช้มือเพียงข้างมาหักกระดูกกลางลำตัวก็คงมิใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจ

จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสบมองบ่าวรับใช้ข้างกายที่กำลังทำสีหน้าฉงนอย่างประหลาดใจโดยไม่ปิดบัง แล้วกล่าวออกมา “เรื่องนี้ช่างมารดามันเถอะ เจ้าพาข้าไปหาท่านพ่อก่อนก็แล้วกัน”

ยามเว่ย[4]

แสงแดดสาดส่องลงมาในยามบ่ายอย่างบางเบา หลังจากถูกเรียกตัวมาไปไต่สวนเรื่องเมื่อคืนวาน จ้าวเสี่ยวหมิงจึงได้รับรู้ความว่าหลิวชูหยวนและหลิวห้าวเหลียงถูกเทียบเชิญให้ไปที่สกุลหลิวทางฝั่งตะวันออกตั้งแต่ยามซวี ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสกุลหลิวทางฝั่งตะวันตกเสียเท่าใด แต่เทียบเชิญดังกล่าวกลับเป็นสิ่งโป้ปดมดเท็จของผู้ไม่หวังดี ทำเลียนแบบตราประทับของหลิวหลี่เฉวี่ยนขึ้นมา หวังให้ทั้งสองคนออกห่างจากสกุลไปชั่วคราว

ส่วนทางด้านผู้คนที่หลงเหลืออยู่ในสำนักนั้นก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรลำดับต้น จึงถูกวางยาเมิ่งเซียงในน้ำแกงจนหลับใหลมิได้สติ เป็นเหตุให้เหล่าปีศาจฮึกเหิมออกอาละวาด ออกล่าหาวิญญาณบริสุทธิ์ได้อย่างมิเกรงอกเกรงใจผู้คนบริสุทธิ์ในละแวกใกล้จึงตกเป็นเหยื่อของการเซ่นสังเวยในครั้งนี้รวมกันแล้วถึงสี่สิบคน และคงมีเพียงสามคนที่ถูกหยางหยุนเหลียงเข้าขัดขวางช่วยเหลือไว้ได้ทัน 

แต่ร่างกายของผู้ยื่นมือเข้ามาแทรกนั้นก็บอบช้ำเกินกว่าจะเดินทางกลับสำนักหยางเจียนได้ในยามนี้ หยางหยุนเหลียงจึงต้องพำนักอยู่ที่สำนักหลิวสุ่ยนี่อีกราวๆ สามวัน

กว่าจะทำการไต่สวนสืบเสาะหาความต่างๆ เสร็จก็ล่วงเลยเวลาไปเกือบสองชั่วยาม จ้าวเสี่ยวหมิงจึงเดินโต๋เต๋ออกมาจากเรือนที่ขมุกขมัวไปด้วยรังสีกดดันจากญาติผู้พี่และบิดาเจ้าของร่างด้วยสีหน้าละเหี่ยใจ แล้วจึงค่อยๆ ลากสังขารอันอืดอาดยืดยาดของตนเดินทางกลับมายังเรือนนอน

เมื่อมาถึงเรือนของตน จ้าวเสี่ยวหมิงนั่งหลับตาทำสมาธิเพื่อหวังจักได้พูดคุยกับหนูน้อยมารฝันเมิ่งเมิ่งอีกเพียงหน แต่เรียกหาเช่นไรก็มิยอมโผล่หน้าออกมา เขาจึงสบถพึมพำว่า “ยามข้ากล่าวหารีบมาทวงความยุติธรรม แล้วทีข้าอยากพูดคุยด้วยกลับมิยอมออกมาเจ้าหนูผู้นี้นี่”

กล่าวจบเสียงครวญครางในกระเพาะก็ดังขึ้นมา ชวนให้สติสัมปชัญญะแตกกระเจิง จ้าวเสี่ยวหมิงจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วย่างเท้าไปที่โรงครัว

เมื่อมาถึงก็พบเพียงข้าวต้มชืดๆ ที่เหลือค้างอยู่ในหม้อไม่กี่ทัพพี และผักดองอีกครึ่งถ้วยถูกวางเอาไว้ ในใจจ้าวเสี่ยวหมิงก็ตระหนักได้ว่า หากตนเองไม่ออกมาไขว่คว้าหาอะไรยัดลงกระเพาะก็คงมิเหลือสิ่งใดให้พอยาไส้เอาเสียเลย

เพราะยามที่บ่าวรับใช้ในสกุลจัดอาหารของผู้เป็นนายและเหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในสำนัก ก็มิได้เหลือเผื่อแผ่มาให้เขาสักสำรับเดียว มิหนำซ้ำเวลาเก็บกวาดถ้วยชามเช็ดล้าง อาหารที่เหลือก็จะถูกล้างบางจนเหี้ยนไม่มีตกค้างไว้ให้เห็น

จ้าวเสี่ยวหมิงจึงได้แต่มองข้าวต้มในหม้อด้วยสายตาทุเรศกึ่งสังเวช ก่อนจะย่างเท้าไปหยิบชามข้าวและตะเกียบในตะกร้าสาน จากนั้นจึงไปตักข้าวต้มชืดๆ นั่นออกมาพลางก้มหน้าก้มตากินอย่างอนาถใจ

หลังจากท้องถูกเติมได้เพียงครึ่ง อาหารเหล่านั้นพลันหมดลงอย่างมิอาจช่วยได้ แม้จะไม่เป็นที่พึงใจ จ้าวเสี่ยวหมิงก็ต้องจำใจวางตะเกียบไม้ลงบนโต๊ะ แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินทอดน่องออกมา

เมื่อเดินผ่านลานฝึกเขากวาดตามองไปมา ก็เห็นเหล่าบรรดาศิษย์ในสำนัก กำลังฝึกซ้อมเพลงกระบี่อยู่หลายกระบวนท่า ในใจก็เริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะจับกระบี่ดูบ้างสักหน มือข้างขวาจึงเผลอไปคว้าเอาอากาศข้างสะโพกตนอย่างลืมตัว สิ่งที่สัมผัสได้นั้นจึงมีเพียงแต่ความว่างเปล่าไร้สิ่งใดแขวนอยู่อย่างสิ้นเชิง

ในครานั้นจ้าวเสี่ยวหมิงพลันก้มมองที่มือของตนที่ประเดี๋ยวกำประเดี๋ยวคลาย ในใจหวนคิดถึงกระบี่คู่กายอย่างมิอาจกลั้น เขาจึงเงยมองท้องนภา แล้วค่อยๆ หลับตาลงด้วยจิตใจที่โดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง

จากนั้นก็พึมพำเสียงเบาออกมา “เวลานี้เจ้าจะเป็นเช่นไรบ้างหนอ เยวี่ยกวง” ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ แล้วกวาดมองไปมา ก่อนสายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ที่สวนพฤกษาอยู่เพียงลำพัง ลำตัวหยัดตรง สีหน้าเคร่งขรึม เรือนกายนอกร่มผ้าปรากฏร่องรอยบอบช้ำอยู่จางๆ

“เห…เจ้าหนูสกุลหยางผู้นี้ร่างกายทำด้วยสิ่งใด เมื่อวานบาดเจ็บเจียนตาย วันนี้กลับลุกขึ้นมาได้เสียแล้ว แบบนี้คงต้องทดสอบความว่องไวเสียหน่อยกระมัง”

จบคำนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มก็พราวระยับมองดูบุรุษหนุ่มอย่างนึกสนุกยามเมื่อคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้จ้าวเสี่ยวหมิงจึงกวาดตาไปมา ก่อนสายตาจะไปสะดุดที่แอ่งน้ำเล็กๆ อยู่ไม่ไกล เขาจึงเยื้องย่างเข้าไป แล้วใช้มือข้างหนึ่งควักโคลนตมขึ้นมาละเลงให้ทั่วทั้งใบหน้าจนดำปี๋ 

จากนั้นจึงค่อยๆ ย่างเท้าย่องเข้าไปหาคนที่นั่งทำสมาธิอย่างเงียบเชียบ จ้าวเสี่ยวหมิงฉวยจังหวะกระโจนขึ้นบนยังต้นไม้ใหญ่ เมื่อขึ้นมาได้ก็ยีผมเผ้ายาวสยายของตนจนกระเซิง ก่อนจะหย่อนศีรษะลงไปให้เสมอกับใบหน้าของหยางหยุนเหลียง แล้วทำตัวนิ่งๆ อยู่เช่นนั้น เพียงไม่นานเจ้าของนัยน์ตาสีดำสนิทก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า

ภาพที่เห็นตรงหน้าคือตัวประหลาดใบหน้าอุบาทว์ดำคล้ำ ผมเผ้ากระเซิงยุ่งเหยิงรุงรัง หยางหยุนเหลียงเพ่งมองเพียงวูบเดียวก็นึกถึงปีศาจแมงมุมหน้าดำที่ห้อยหัวลงมา เขารีบคว้าเอากระบี่ข้างกายขึ้นมาในฉับพลัน แล้วฟาดฟันไปตรงหน้าตนอย่างทันท่วงที

“เหวอ…เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อนพี่สามหยาง ใจเย็นขอรับใจเย็นข้าเอง” จ้าวเสี่ยวหมิงอุทานออกมาเสียงดัง ยามเห็นปลายกระบี่กำลังพุ่งเข้ามาหมายจะตีแสกหน้าตน เขาจึงรีบงอกายขึ้นเพื่อหลบคมกระบี่ที่ฟาดฟันเข้ามา แล้วใช้แขนข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้ากิ่งไม้เอาไว้ ก่อนจะใช้เท้ายันลำต้นแล้วดีดตัวลงมายืนบนพื้นดิน

“คุณชายสามหลิว” หยางหยุนเหลียงเอ่ยเสียงเข้มยามได้มองร่างตัวประหลาดตรงหน้าอย่างถ้วนถี่นัยน์ตาสีดำสนิทฉายแววมิพึงใจอยู่ในที ก่อนจะสอดกระบี่เข้าฝักอย่างรวดเร็ว “มิมีสิ่งใดทำแล้วหรืออย่างไร ไยถึงได้มาทำเรื่องเช่นนี้” กล่าวจบก็จ้ำเท้าพรวดๆ ย่างออกไป

ในยามนั้นเองเมื่อเห็นหยางหยุนเหลียงเยื้องย่างหนีไป จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสาวเท้ายาวๆ ก้าวตามไป เขาเร่งฝีเท้าเดินไปดักหน้าหยางหยุนเหลียงเอาไว้ แล้วหัวเราะแห้งๆ ออกมา “แหะๆ…ดูท่าพี่สามหยางจะหายดีแล้วนะขอรับ เพิ่งถูกปีศาจทำร้ายมาแท้ๆ กลับเดินเหินได้อย่างรวดเร็ว” ก่อนเจ้าตัวจะเดินถอยหลังทีละก้าวไปตามทางเดิน

“ข้ามิได้ง่อยเปลี้ยเสียขาเสียหน่อย ไยต้องนอนนิ่งอยู่บนเตียงคอยให้ผู้อื่นป้อนข้าวป้อนน้ำด้วยเล่า” หยางหยุนเหลียงตอบกลับมา เขาสบมองใบหน้าคล้ำๆ ที่เต็มไปด้วยคราบโคลนอย่างระอา ก่อนจะเบี่ยงกายหันไปอีกทางเพื่อหลบเลี่ยงบุรุษร่างผอมบางที่พยายามเดินมาดักหน้าตน

เมื่อเห็นเช่นนั้นจ้าวเสี่ยวหมิงจึงรีบสาวเท้าขึ้นไปเดินให้เสมอกับชายหนุ่ม พลางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเริงร่าอย่างภาคภูมิ “หากร่างกายของท่านหายเร็วดั่งใจสั่งได้ถึงเพียงนี้ ข้าก็ดีใจขอรับที่อาจารย์ของข้าเช่นท่านมิได้อ่อนแอ” 

“…”

ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ จากหยางหยุนเหลียง มีเพียงการเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นมากกว่าเก่า เป็นเหตุให้จ้าวเสี่ยวหมิงหางคิ้วกระตุกยิกอย่างเสียหน้า ก่อนจะหยุดยืนเท้าเอวมองแผ่นหลังของบุรุษชุดขาวเพียงครู่เดียวแล้วรีบสาวเท้าไปเดินให้เสมอกัน

แต่ยิ่งเร่งฝีเท้าเท่าใด บุรุษข้างกายก็เร่งขึ้นอีกส่วน จ้าวเสี่ยวหมิงจึงสาวเท้ายาวๆ แล้วเอ่ยออกมา “นี่ๆ อย่าเดินหนีข้าเช่นนั้นสิ บอกข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าท่านทำเช่นไรบาดแผลถึงสมานตัวเร็วเช่นนี้” ก่อนจะยกมือขึ้นมาสะกิดด้านหลังของหยางหยุนเหลียงเบาๆ “นี่ๆ พี่หยางบอกข้าหน่อยสิ”

ได้ยินเช่นนั้นหยางหยุนเหลียงจึงเบี่ยงกายหลบนิ้วชี้ที่มาสะกิดไหล่ เขาปรายหางตามองหลิวมู่เหยียนอย่างระอาใจ ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “เจ้านี่มันช่างไร้สาระเสียจริง” กล่าวเพียงแค่ก็เร่งฝีเท้าแล้วเดินจากไป

เมื่อเห็นว่าหยางหยุนเหลียงมิยอมรีรอแม้เพียงครู่เดียว จ้าวเสี่ยวหมิงจึงหยุดฝีเท้าตนเองไว้ไม่ฝืนรั้งที่จะตามตอแยต่อ เขายกมือขึ้นมาเท้าเอวหลวมๆ ไว้ เมื่อตนได้สำรวจสภาพร่างกายของหยางหยุนเหลียงอย่างถ้วนถี่จากนั้นจึงกล่าวพึมพำออกมา “สภาพร่างกายหายจากการบาดเจ็บไปหลายส่วนแล้ว สมกับเป็นผู้สืบทอดตระกูลผู้ถือครองสายปราณพลังหยางจริงเชียว”ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากออกมาอย่างพึงใจ 

[1]ยามซื่อ(巳时) คือเวลา 09.00 น. -10.59 น.

[2]ยามโฉว่ (丑时) คือเวลา 01.00 น.- 02.59 น.

[3]เหมยฮวา (梅花) เป็นไม้ยืนต้นมีดอกที่ออกดอกในช่วงหน้าหนาว จะพบได้ที่จีน นอกจากสีชมพูแล้ว ยังมีสีขาว ม่วงอ่อน และแดง เป็นดอกไม้ชนิดเดียวที่สามารถบานสู้หิมะในฤดูหนาว และจะไม่บานแข่งกับดอกไม้อื่นที่มักจะบานในฤดูร้อน

[4]ยามเว่ย(未时) คือเวลา 13.00 น. -14.59 น.

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 33 สงบสุขหวนคืน

    “คุณชายใหญ่มาทางนี้”เสียงสะท้อนในอกดังก้องในมโนสำนึกตน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า ก็เห็นเป็นภาพในอดีตเมื่อครั้งยังเยาว์วัย กำลังวิ่งเล่นรอบแปลงดอกโบตั๋นกับดรุณีน้อยนางหนึ่ง เพราะมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ชวนให้คิดถึงมารดาผู้ถูกเหล่าเซียนทั้งหลายรังแกจนจากไปเหม๋ยตงหม่าคือนามของเขา ผู้ที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ตระกูลเหม๋ย ส่วนเหม๋ยยี่เถียนนั้นเกิดจากอนุภรรยาผู้ที่เคยเป็นบ่าวรับใช้ ที่แสนจะต่ำต้อยแต่ทว่าเหม๋ยยี่เถียนนั้นกลับมีร่างกายแข็งแรงกว่าดรุณีทั่วไป ด้วยพละกำลังอันมหาศาลนี้ จึงต้องวิ่งร่ามาปกป้องตนเองเสมอมา ส่วนตนเองนั้นที่อ่อนแอกว่า จึงต้องอยู่ภายใต้การคุ้มครองของน้องสาวผู้นี้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ทั้งๆ ที่เป็นคุณชายใหญ่ของสกุลกลับถูกดูแคลนว่าไร้ซึ่งความสามารถไม่หยุดหย่อน ทั้งจากบิดา ถูกติฉินนินทาแม้กระทั่งบ่าวรับใช้ภายในเรือน แต่กระนั้นเขากลับได้รับความรักจากน้องสาวต่างมารดาผู้นี้เสมอมา มีเพียงเขาเท่านั้นที่คิดว่าเหม๋ยยี่เถียนเสแสร้งมาเอาใจและแล้วภาพเบื้องหน้าจะแปรเปลี่ยนไป เป็นภาพของเหม๋ยยี่เถียนผู้เป็นน้องสาวต่างมารดา กำลังกางมือเข้าปกป้องตนเองจากเหล่า

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 32 ศึกสุดท้าย

    “ไม่ได้ขอรับ ต่อให้เป็นอาจารย์ ต่อให้ข้าขึ้นชื่อว่าอกตัญญู ข้าก็มิอาจปลดตรวนให้ท่านได้”เสียงของหลิวห้าวเหลียงยังคงดังก้องในมโนสำนึกของตนไม่จางหาย หลังจากที่กลับออกมาเขาก็ได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนฟูกนอนในเรือนตน ตรวนสองสายยังคงพันวนอยู่รอบกายมิได้ถูกปลดออกไป ด้วยเหตุที่ว่าราวหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา เมื่อตนเองเดินทางกลับมาถึงสำนักหลิวสุ่ย ก็เร่งฝีเท้าเดินทางมุ่งหน้ามาหาหลิวห้าวเหลียงโดยมิได้กระทำสิ่งอื่นใด เพื่อให้ช่วยปลดโซ่ตรวนที่พันอยู่รอบกาย ทว่ากลับถูกลูกศิษย์ของตนปฏิเสธเสียอย่างนั้น ซ้ำยังถูกห้ามมิให้ออกไปไหน ถูกบ่าวไพร่คอยจับตามองในเมื่อร้องขอก็แล้ว อ้อนวอนก็ทำไปแล้ว หรือแม้แต่ออกคำสั่ง สุดท้ายหลิวห้าวเหลียงก็มิยอมปลดปล่อยตนออกไป จ้าวเสี่ยวหมิงจึงนั่งนิ่งคิดอย่างใคร่ครวญอยู่หลายตลบ แล้วเอ่ยพึมพำออกมา “เจ้าเด็กเหลือขอพวกนี้เล่นพิเรนทร์อะไร มิรู้หรืออย่างไรว่าผลที่ตามมามันจะเป็นเช่นไร” เอ่ยเพียงแค่นั้นก็คว้าเอาเยวี่ยกวงขึ้นมาไว้ในมือ จากนั้นจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วลอบออกไป ไปหาหลิวซูหยวน ผู้เป็นบิดาเจ้าของร่างนี้แทนเมื่อเข้าไปถึงเรือนของหลิวซูหยวน จ้าวเสี่ยวหมิงก็ไม่รอช้าที่เ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 31 ตามติด

    รัชศกเสวียนหลีที่ 77 ปีวอกธาตุทอง ไป๋ลู่[1]กลางป่าอั้นฉิงรอยต่อระหว่างเขาหัวซานและที่ตั้งของสำนักหานเสียงเกือกม้ากระทบกับผืนดิน จ้าวเสี่ยวหมิงกุมบังเหียนม้าพ่วงพีตัวใหญ่ควบตะบึงติดตาม หยางหยุนเหลียง ที่ยังคงควบม้าอยู่ไม่ไกล แล้วร้องตะโกนออกมา “พี่หยางท่านหยุดบัดเดี๋ยวนี้รู้หรือไม่ว่าข้าตามหาท่านมานานเพียงใดแล้ว” ก่อนจะใช้ขาหนีบท้องม้า แล้วควบทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็วหลายเดือนมานี้จ้าวเสี่ยวหมิงไล่ตามติดหยางหยุนเหลียงไม่หยุดหย่อน พอเข้าใกล้ตัวทีไร หยางหยุนเหลียงก็จะเตลิดหนีหายไปเสียทุกครั้ง ราวกับหลอกล่อให้วิ่งไล่จับ แต่พอใกล้ถึงตัวกลับหนีหายไปจ้าวเสี่ยวหมิงควบม้าพ่วงพีตัวใหญ่ เข้ามาในเขตป่าอั้นฉิง ตามหนทางราบเรียบราวกับมีคนมาถอนหญ้าคอยท่าไว้ ตามผืนดินเต็มไปด้วยเศษดินแห้งๆ แต่ทว่ากลับละเอียดราวกับเม็ดทราย แวดล้อมไปด้วยไม้ใหญ่นานาพรรณเขาควบม้าไล่ตามหยางหยุนเหลียงเข้ามาได้เพียงครู่เดียว ก็พบกับม้าสีขาวปลอดตัวหนึ่งถูกล่ามขวางหนทางไว้ จ้าวเสี่ยวหมิงจึงชะลอฝีเท้าม้าลง ก่อนจะกระโดดลงมาจากหลังม้าแต่รู้เสียที่ไหนว่าหยางหยุนเหลียงที่คอยจังหวะนี้ ใช้ดัชนีวายุร่อนระบำ ดีดลูกหินใส่หลังม้าของจ้

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 30 วิญญาณดวงสุดท้าย

    กล่าวมาถึงชิงเสี่ยวหม่าเมื่อต้องล่าถอยกลับมายังวังมาร ก็เจ็บหนักอยู่มิใช่น้อย จำต้องใช้เวลานอนพักรักษากายอยู่ราวสามวัน อาการจึงทุเลาลง และในวันนี้เมื่อร่างกายกลับมาเป็นปกติ เขาจึงนั่งมองคนโทเก็บวิญญาณที่ได้ไปรวบรวมวิญญาณของผู้บำเพ็ญตนในพิธีไล่ล่า ที่ตั้งอยู่อย่างสงบนิ่ง ภายในห้องสูบวิญญาณมาหลายวัน ด้วยแววตาเรียบเฉยทว่ากลับมีความพลุ่งพล่านร้อนรนอยู่ภายในด้วยเหตุที่ว่าชิงเสี่ยวหม่า มิอาจสูบวิญญาณเหล่านี้เข้าไปกายตนได้ เพราะต้องรอให้ได้ดวงวิญญาณดวงสุดท้ายที่ตนจักต้องไปไล่ล่ามาให้ครบเสียก่อนดวงวิญญาณที่มีเพียงสายเลือดบริสุทธิ์ของสกุลในตำนานเท่านั้นที่จะต้องเฟ้นหามา สายเลือดของสกุลหยางผู้มีสายปราณหยางวิ่งวนอยู่ภายในร่างกาย ดวงวิญญาณดวงสุดท้ายที่ตนจักต้องช่วงชิงมา และเวลาที่จักต้องดึงดวงวิญญาณนี้ออกมา คือในคืนวันเพ็ญเดือนแปดที่กำลังจะย่างกรายเข้ามาในอีกไม่ถึงหนึ่งขวบปีอีกทั้งยังมียังมีสิ่งที่ตนต้องตามหา นั่นคือหน้าสุดท้ายของคัมภีร์เดียรถีย์วิชาที่ขาดหายไป ไม่ว่าจะพลิกแผ่นดินหาเพียงใดก็ยังมิอาจพบเจอ เป็นสิ่งเดียวที่เขาจะต้องสืบเสาะให้ได้เสียก่อนพิธีกรรมการสูบดวงวิญญาณครั้งสุดท้ายจะเริ่มต

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 29 หยินหยางประสานกาย

    หยางหยุนเหลียงเหยียบเวหาก้าวทะยานไปยังทิศทางที่จ้าวเสี่ยวหมิงหนีไป นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองไปมาจนทั่ว ภาพที่สะท้อนให้เห็นมีเพียงยอดไม้นานาพรรณ แผ่กิ่งก้านออกมาปกคลุมทั่วทั้งผืนป่าทว่าหากได้เพ่งมองดูอย่างถ้วนถี่ลึกลงไปถึงผืนแผ่นดิน ก็จะเห็นซากศพของนักพรตที่เพิ่งจะฝึกฝนระดับขั้นต้น ต้องมาสังเวยชีวิตให้กับเหล่าปีศาจจากวังมาร ทุกๆ ร่างต่างนอนแน่นิ่งไม่ไหวติ่งอย่างเดียวดาย มีเพียงผู้เหลือรอดค่อยๆ ออกตามหาร่างไร้ชีวิตของสหายตนเมื่อพบหนึ่งศพหยางหยุนเหลียงก็จุดพลุไฟบอกตำแหน่งเสียหนึ่งลูก ก่อนจะก้าวทะยานตามหาหลิวมู่เหยียนต่อไป เขาค้นหาทั้งผืนป่ากว้างใหญ่จนทั่ว แต่ก็ยังไม่เจอแม้เพียงเศษเส้นผมผ่านนานจนดวงตะวันคล้ายจะลาลับขอบฟ้า หิมะจึงค่อยๆ โปรยปรายลงมาอย่างบางเบา ในครานั้นเองสายตาของหยางหยุนเหลียงก็ไปสะดุดอยู่ตรงผาน้ำตก ที่มีไอเย็นแผ่ปกคลุมออกมา ด้วยเหตุที่เขาจำได้ว่าในยามเช้าตอนตนผ่านหนทางเส้นนี้มา น้ำตกสายนี้ยังไหลอย่างเอื่อยเฉื่อย มีไอความอบอุ่นคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นยามช่วงต้นเหมันต์ฤดู ที่มีหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุม ยังมิอาจแช่แข็งน้ำตกสายนี้ได้ทว่าในยามนี้กลับมีไอเย็นจัดแผ่ปกคลุมอยู่

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 28 ปะทะ

    หลังจากวันนั้นผ่านไปเพียงแค่สองวันหลิวเยี่ยเฟยก็มาขอเดินทางกลับไปยังสำนักหลิว เมื่อเห็นว่ามิมีส่วนใดเสียหาย หยางซิวอวี่ที่เพิ่งเดินทางกลับมา จึงอนุญาตให้กลับไปอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ ด้วยความที่ว่าการบุกเข้ามาช่วงชิงกระบี่เยวี่ยกวงในวันนั้น มิมีผู้ใดปริปากบอกเจ้าสำนักหยางสักครึ่งคำ เมื่อหลิวเยี่ยเฟยเดินทางกลับไป วันเวลาก็ยังดำเนินต่อไปไม่มีหยุดพัก จากวันคือเปลี่ยนผันเป็นเดือน จากเดือนล่วงเลยเป็นแรมปี จ้าวเสี่ยวหมิงยังคงพำนักอยู่ที่สำนักหยางเจียนแห่งนี้ แม้จะมีผู้คนลอบเข้ามาแย่งชิงกระบี่ ก็จะถูกหยางซิวอวี่หรือหยางหยุนเหลียงไล่กลับไป โดยที่จ้าวเสี่ยวหมิงมิได้ออกแรงเสียเท่าไรจนกระทั่งสามปีพ้นผ่านไป ไร้ซึ่งผู้รุกรานใดๆ ย่างกรายเข้ามา แม้กระทั่งจอมมารฝูหมิงก็ยังมิยื่นมือเข้ามาช่วงชิงกระบี่คืนกลับไป ความสัมพันธ์ฉันท์สหายของหลิวมู่เหยียนและหยางหยุนเหลียงนั้นก็ยังคงดำเนินไปอย่างมิเป็นระเบียบ ดูคลายลิ้นกับฟันที่จะบังเอิญกระทบกันยามใด ย่อมมิอาจเลี่ยงการปะทะคารมเป็นครั้งคราวผ่านมาสามขวบปี ตบะฌานของหยางหยุนเหลียงก็ก้าวกระโดดไปไกลถึงระดับเจ็ด ไร้ซึ่งผู้ใดยากจะต่อกร ส่วนทางด้านจ้าวเสี่ยวหมิงนั้น ด

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 8 หมู่บ้านกลืนวิญญาณ

    หลังจากที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากสกุลหลิวโดยการย่างเท้า ด้วยเหตุที่ว่าหลิวมู่เหยียนมิอาจขึ้นขี่บนกระบี่ไท่หยางได้ พวกเขาทั้งคู่จึงต้องกึ่งเดินกึ่งใช้วิชาตัวเบาสลับกันในการเดินทางเป็นเหตุให้เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วยาม ทว่าก็ยังมิเห็นวี่แววของขบวนรถม้าที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อนแม้เพียงครึ่งคัน แสงแดดอ่อนเ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 7 ออกเดินทาง

    หลังจากวันที่จ้าวเสี่ยวหมิงเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างของหลิวมู่เหยียนนั้น ในวันนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ สภาพกายหยาบกับดวงวิญญาณในยามนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะไม่คล่องแคล่วเฉกเช่นเมื่อครั้งอดีตที่หอมหวานก็ตามแต่ส่วนต่างๆ ภายในร่างเริ่มตอบสนองความต้องการของตนได้มากขึ้นมาหลายส่วน การเดินเหินไปไห

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 5 เก็บดวงวิญญาณ

    ยามซวี[1]ดวงตะวันคล้อยลาลับ แสงแดดสีแดงอมส้มทอประกายในยามเย็น โลมเลียท้องนภาให้กลายเป็นสีแดงเพลิง ลมหนาวทิ้งทวนช่วงปลายเหมันต์เพื่อย่างเข้าสู่ต้นวสันต์โบกพัดอย่างเอื่อยเฉื่อยพร้อมกับหิมะโปรยปรายลงมาอย่างบางเบา เสียงผู้คนทั้งนายบ่าวในสกุลหลิวต่างพากันทำหน้าที่ของตนอย่างรีบเร่ง ไม่มีใครสนใจใคร เป็นเ

  • ข้านี่แหละจอมมาร (yaoi)   บทที่ 4 การพานพบที่ไม่สู้ดี

    บริเวณลานฝึกยุทธ์แห่งที่สามของสกุลหลิว บรรยากาศโดยรอบคล้ายกลายเป็นเพียงสวนหิน เงียบสงบจนเข็มตกสักเล่มยังได้ยิน เหล่าบรรดาบุรุษและสตรีวัยแรกรุ่นราวสิบกว่าชีวิต แต่ละคนล้วนเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้นต่างยืนนิ่งไม่ไหวติ่งราวกับหุ่นไม้ไผ่ ลมหายใจติดขัดคล้ายกับจะมีไข้ มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาใดอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status