ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีสุดท้ายของมัธยมปลาย อากาศเริ่มเย็นลงบ้างแล้วพอดีกับที่ลุงใหญ่และอารองของเว่ยชิงเฟิงมาเยี่ยมญาติ พอรวมครอบครัวฉันเข้าไปด้วยก็มีคนยี่สิบกว่าคนมารวมตัวกินข้าวฉลองการพร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านเขาพอเหล้าเข้าท้องไปไม่กี่แก้ว บรรยากาศก็ยิ่งครึกครื้นขึ้นวันนั้นคนเยอะ พวกผู้ชายจึงนั่งรวมโต๊ะดวลเหล้ากัน ส่วนพวกผู้หญิงก็นั่งจับกลุ่มคุยกัน ทุกคนต่างสนุกสนานคุยกันไปคุยกันมาไม่รู้ว่ายังไง หัวข้อก็วกมาถึงฉันกับเว่ยชิงเฟิงจนได้ แต่ละคนช่วยกันออกความเห็น คุยกันเสียออกรสออกชาติเรื่องแบบนี้แทบเกิดขึ้นทุกครั้งที่กินข้าวรวมกัน ตอนแรกที่พวกเขาพูดเรื่องนี้ฉันก็เขินอยู่บ้าง แต่พอโดนพูดซ้ำเข้าทุกครั้ง สุดท้ายก็ชินเสียจนไม่สะเทือนแล้วอยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ยังไงฉันก็ห้ามใครไม่ได้อยู่ดีน้าเว่ยแกะเปลือกกุ้งไปพลางพูดไปว่า “เผลอแป๊บเดียวเด็กๆ ก็โตกันขนาดนี้แล้ว ปีหน้าพอสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จก็ต้องจากพวกเราไป คิดดูแล้ววันเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ”“นั่นน่ะสิ ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยใกล้ๆ ได้ก็ยังพอว่า แต่ถ้าไปเรียนไกลเกินไป เสี่ยวเยว่ก็ไม่มีใครคอยดูแล ยิ่งเป็นคนไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง
Magbasa pa