LOGINฉันชื่อหลานเยว่ เขาชื่อเว่ยชิงเฟิง ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็หมั้นหมายพวกเราสองคนไว้ตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ฉันก็รู้มาตลอดว่าตัวเองคือภรรยาในอนาคตของเว่ยชิงเฟิง ดังนั้น ฉันจึงมองเขาเป็นดั่งพระเจ้าของฉัน ทุ่มเทแรงกายแรงใจทุกอย่างเพื่อเชื่อฟังและทำดีกับเขา ทว่าในปีนั้น เขากลับจูงมือผู้หญิงอีกคนมาหาฉัน สายตาที่เขามองเธอนั้นทั้งอ่อนโยนและหวานหยดย้อย เขากล่าวว่า "นี่คือแฟนของฉัน เรียกเธอว่าพี่สะใภ้สิ" ฉันตอบว่า "ได้สิ" ต่อมา...เว่ยชิงเฟิงเอ่ยขึ้นว่า "เสี่ยวเยว่ เธอยังโสดมาตลอด เสี่ยวหรุ่ยหล่อนรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียเลย" ฉันจึงตกลงคบหากับพี่ชายของเขา ตอนแรกนึกว่าพี่ชายเขาเป็นคนไร้กิเลสซะอีก แต่คาดไม่ถึงว่าพอคบกันแล้ว เขากลับงัดสารพัดวิธีมาจีบฉัน ฉันวิ่งหนี—เขาวิ่งตาม ฉันโกรธ—เขาคอยง้อ ฉันด่า—เขาหัวเราะ ฉันหิว—เขาป้อน ฉันหนาว—เขาโอบกอด... ฉันบอกกับเขาว่า "เว่ยชิงเฉิน พี่ช่วยถอยห่างจากฉันหน่อยได้ไหม ร้อนจะตายอยู่แล้ว" เขากลับกักตัวฉันไว้ในอ้อมแขน รอยยิ้มเย้ายวนราวกับปีศาจร้ายเจ้าเสน่ห์ "เด็กดี เชื่อฟังหน่อยน่า ขอจูบอีกทีสิ"
View Moreฉันรอจนเสียงฝีเท้าของแม่ลับหายไปจากทางเดิน ก็พรวดลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งไปวิ่งมาในบ้านอย่างตื่นเต้นอยู่หลายรอบนอนมาสิบกว่าวันแล้ว ถ้ายังไม่ขยับตัวเสียบ้าง รู้สึกว่าแข้งขาคงจะเสื่อมหมดแล้วขณะที่ฉันกำลังสนุกอยู่พอดี เว่ยชิงเฟิงก็โทรเข้ามาฉันสงบลง ขมวดคิ้วพลางคิดว่าจะรับสายดีไหมหลังจากที่เว่ยชิงเฟิงไม่แยแสว่าฉันจะเป็นหรือตาย ความผิดหวังที่ฉันมีต่อเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นพอนึกย้อนถึงวันที่ฉันบาดเจ็บ ทั้งความเย็นชาที่เขามีต่อฉันและความอ่อนโยนเอาใจใส่ที่เขามีต่อฮวาหรุ่ย ที่จริงฉันก็เสียใจมากฉันไม่ได้ต้องการอะไรมาก ในเมื่อนายบอกว่าเห็นฉันเป็นน้องสาว ก็แค่ใส่ใจฉันบ้างเหมือนที่พี่ชายควรใส่ใจน้องสาวก็พอ ไม่ใช่วางตัวเหมือนตัวเองไม่เกี่ยวข้องตลอดเรื่อง ฉันต้องการแค่นั้นเองพอลองคิดให้ดีอีกที ฮวาหรุ่ยเป็นแฟนของเขา ส่วนฉันก็เป็นแค่น้องสาวข้างบ้าน เขาจะดีกับแฟนตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แล้วความเสียใจของฉันเอง จะมองว่าเป็นความหึงหวงอีกรูปแบบหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก!ช่วงหลายวันที่ฉันพักฟื้นอยู่บ้าน เขาแวะเอาของกินมาส่งให้หลายครั้ง ล้วนเป็นของที่คุณน้าทำมาให้ฉันบำรุงร่างกาย แม่รับไว้ทุกครั้ง
ทั้งที่เว่ยชิงเฟิงรู้ว่าฉันบาดเจ็บ แต่กลับไม่เคยมาเยี่ยมเลย จะบอกว่าไม่ผิดหวังก็คงเป็นไปไม่ได้ฉันหวังเหลือเกินว่าสักครั้งเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา จะได้เห็นเขานั่งเงียบๆ อยู่ข้างเตียง คอยปอกแอปเปิลให้ฉัน ตอนนั้นคงมีแสงแดดงดงามส่องลงบนตัวเขา ราวกับเป็นเทพเจ้าของฉันตอนเที่ยงของวันที่สามที่นอนโรงพยาบาล ฉันเพิ่งตื่นจากงีบกลางวัน ก็ได้ยินเสียงโต้เถียงที่ถูกกดให้เบาดังมาจากหน้าประตูเสียงนั้นคุ้นหูมาก เป็นเสียงของเว่ยชิงเฟิงกับฮวาหรุ่ย เพียงแต่มีประตูกั้นอยู่ชั้นหนึ่ง จึงได้ยินไม่ค่อยชัดนักดูเหมือนเว่ยชิงเฟิงจะมาเยี่ยมฉัน แต่ฮวาหรุ่ยไม่ยอม ทั้งสองจึงมีปากเสียงกันอยู่หน้าประตูอย่างไม่ค่อยพอใจกันนักพรุ่งนี้ฉันก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาจะมาเยี่ยมฉันหรือเปล่า ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป หากเพราะการที่เขามาเยี่ยมฉัน ทำให้ฮวาหรุ่ยเกิดความคิดอะไรขึ้นมา ก็มีโอกาสมากที่จะนำปัญหาที่ไม่จำเป็นมาให้ฉัน สู้ไม่มาเสียยังดีกว่าในแง่ความรู้สึก ฉันหวังว่าเขาจะมาได้ แต่ฉันก็ยังมีสติยั้งคิดอยู่ฟังไปฟังมา ฉันก็หลับไปอีกครั้ง จนกระทั่งแม่ผลักประตูเข้ามา ฉันถึงค่อยตื่นขึ้นบาดเจ็บครั้งนี้ทำเอาฉันตกใจกลัวมากจริงๆ ห
ดวงฉันนี่นะ แค่ปีนเขายังเจอเรื่องถึงเป็นถึงตายได้ ไม่มีใครเกินฉันแล้วจริงๆจางชิงชิงกับพวกเพื่อนยังคงตะโกนอะไรบางอย่างลงมาจากข้างบนอย่างร้อนรนไม่หยุด แต่ในหูฉันมีแต่เสียงอื้ออึงจนฟังอะไรไม่รู้เรื่อง สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับเถาวัลย์เส้นนี้ ได้แต่ภาวนาให้มันแข็งแรงเข้าไว้ อย่าได้ขาดแล้วร่วงลงสู่เหวลึกไปพร้อมกับฉันเชียวฉันกลัวเหลือเกิน ถ้าต้องตายไปทั้งอย่างนี้จริงๆ ฉันกลัวว่าพ่อแม่จะรับไม่ไหวจนเสียสติ ฉันกลัวว่าตัวเองจะต้องถูกฝังอยู่ในความมืดตลอดไป และไม่มีวันได้เห็นแสงสว่างอีกที่นี่เป็นเขตท่องเที่ยว บนเขามีหน่วยกู้ภัยอยู่แล้ว ไม่นานพวกเขาก็มาถึงพอชายหนุ่มสองคนช่วยฉันขึ้นมาจากกลางเขาได้ เว่ยชิงเฟิงถึงค่อยจูงมือฮวาหรุ่ยวิ่งมาหาฉันด้วยกัน “หลานเยว่ ทำไมเธอถึงไม่ระวังตัวเอาเสียเลย เป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บหรือเปล่า?”นี่ถามอะไรไม่เข้าท่าเลย? ตกหน้าผาขนาดนี้จะไม่เจ็บได้ยังไง?เพื่อให้ปีนเขาได้สะดวก ฉันจึงสวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงยีนส์ขาสั้นเหนือเข่าแขนและขาทั้งสองข้างที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมาล้วนมีบาดแผลมากน้อยต่างกันไป ทั่วตัวเปื้อนไปด้วยเลือด แม้แต่ฉันเองเห็นแล้วยังรู้สึกว่าน่ากลัว
หลิวจื่อเดินตามอยู่ข้างฉัน คอยบ่นพึมพำไม่หยุดว่าเว่ยชิงเฟิงทั้งใจร้ายทั้งตาถั่ว สักวันต้องเสียใจแน่ แล้วก็บอกว่าดูยังไงฮวาหรุ่ยก็ไม่ใช่คนธรรมดา เรื่องเมื่อครู่เห็นชัดๆ ว่าจงใจทำให้ฉันเห็น เธอยังบอกอีกว่าฮวาหรุ่ยดูเป็นพวกทำตัวใสซื่อแต่จริงๆ มีเล่ห์เหลี่ยม ส่วนคนซื่อๆ ทึ่มๆ อย่างฉันจะไปสู้เธอได้ยังไงหลิวจื่อมีสีหน้าเดือดดาลแทนฉันเต็มที่ ฉันไม่ได้ขัดเธอ ปล่อยให้พูดจนหมดเสียก่อน แล้วค่อยบอกว่าเรื่องระหว่างฉันกับเว่ยชิงเฟิงจบไปนานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอีกเธอกัดฟันบ่นว่าฉันไม่เอาไหนเสียยกใหญ่ ท่าทางแบบนั้นกลับเหมือนแม่แก่ๆ ที่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจแทบตายกับเรื่องแต่งงานของฉันฉันเข้าใจดีว่าเธออยากปกป้องฉัน แต่ความจริงก็อยู่ตรงหน้า ฉันเองก็ถอยห่างจากเว่ยชิงเฟิงแล้ว พูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์อีกอย่าง การที่ฉันชอบเขาก็เป็นเรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับเขาส่วนที่เขาชอบฮวาหรุ่ยก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับฉันต่างคนต่างจัดการเรื่องของตัวเองก็แล้วกันหลิวจื่อทั้งขัดใจทั้งผิดหวังในตัวฉัน เธอบอกว่าผู้ชายสมัยนี้ชอบผู้หญิงที่ทำตัวบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่จริงๆ แล้วมีเล่ห์เหลี่ยม ส่วนคนใจดีระดับแม่พระอย่างฉ