บททั้งหมดของ เก็บรักไว้ในความฝัน: บทที่ 11 - บทที่ 20

21

บทที่ 11

เครื่องมือคำนี้อีกแล้วลั่วถิงเซินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองไปยังจงหว่านอวี๋แสงเทียนไหวระริกบนใบหน้าของเธอ ใบหน้านี้งดงามเย้ายวน ครั้งหนึ่งเคยเป็นความยึดติดที่เขาไขว่คว้าไม่ได้ตลอดช่วงวัยรุ่น เป็นความเจ็บใจในยามดึกดื่นตลอดหกปีที่ผ่านมาเวลานี้เธอกลับอยู่ตรงหน้า ร้องไห้อ้อนวอนขอคืนดี พูดคำพูดที่เขาเคยคิดว่าตนเองอยากฟังที่สุดเขาควรดีใจสิควรยินดี ควรตื่นเต้น ควรโอบกอดเธอไว้แน่น ๆ แล้วบอกเธอว่าตลอดหกปีนี้เขาไม่เคยลืมเลือนแต่เหตุใด ในใจกลับมีเพียงความว่างเปล่าเย็นยะเยือก?เหตุใดเมื่อมองใบหน้านี้ ฟังคำพูดของเธอ เขากลับรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน กระทั่ง... รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา?สิ่งที่เขารอคอยมาหกปี ไม่ใช่ช่วงเวลานี้หรอกเหรอ?จงหว่านอวี๋ยังคงรอคำตอบจากเขา หยาดน้ำตาพรั่งพรูดั่งสร้อยไข่มุกที่ขาดร่วง มองดูแล้วช่างน่าเวทนาลั่วถิงเซินนิ่งเงียบมองเธอ เขามองอยู่นาน นานเสียจนเสียงร้องไห้ของจงหว่านอวี๋ค่อย ๆ เบาลง กลายเป็นเสียงสะอื้นด้วยความหวาดหวั่นจากนั้นเขาถอนหายใจออกมาแผ่วเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะยกมือขึ้นตบหลังเธอเบา ๆ ด้วยท่าทางที่แข็งเกร็งราวกับหุ่นยนต์“อืม” เขาเอ่ยน้ำเสี
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 12

เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ตั้งใจจะเอื้อมมือไปโอบกอดคนข้างกายตามสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า หรือไม่ก็เส้นผมยาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของจงหว่านอวี๋ ซึ่งทำให้เขาตื่นเต็มตาในเสี้ยววินาที และนอนไม่หลับอีกเลยยามรับประทานอาหาร เขาจะเผลอหลุดปากพูดว่า “ซางอิ๋ง ช่วยหยิบน้ำส้มสายชูให้หน่อย” ก่อนที่คำพูดจะสะดุดหยุดลงเมื่อสบเข้ากับแววตาเคลือบแคลงไม่พอใจของจงหว่านอวี๋ เหลือไว้เพียงความกระอักกระอ่วนและความว่างเปล่าเต็มหัวใจจงหว่านอวี๋เองก็สังเกตเห็นความใจลอยและการ “เปรียบเทียบ” ที่แฝงอยู่ทุกหนทุกแห่งของเขาได้อย่างเฉียบคม เธอเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง เกาะติดหนึบเป็นสองเท่า หรือกระทั่งแอบตรวจเช็กโทรศัพท์มือถือของเขาดูอย่างลับ ๆทั้งสองคนเริ่มมีปากเสียงทะเลาะกัน จงหว่านอวี๋ร้องไห้ฟูมฟายตัดพ้อ “ลั่วถิงเซิน นายเปลี่ยนไป! เมื่อก่อนนายไม่ได้เป็นแบบนี้! แววตาที่นายมองฉันมันเปลี่ยนไป! นายยังคิดถึงยัยซางอิ๋งนั้นอยู่ใช่ไหม? ยัยเครื่องมือบ้านั่น?!”คำว่า “เครื่องมือ” เปรียบดั่งเข็มเผาไฟสองเล่ม ปักลึกลงไปในหัวใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะของลั่วถิงเซินเขาเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตา
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 13

เขาหมุนตัวแล้วพุ่งพรวดเข้าไปในห้องนอนอย่างบ้าคลั่ง พุ่งเข้าไปในห้องแต่งตัว เริ่มรื้อค้นข้าวของกระจัดกระจายเขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตามหาอะไรอยู่ เพียงแค่ทำตามสัญชาตญาณ อยากจะคว้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้ เพื่อพิสูจน์ว่าเธอเคยมีตัวตนอยู่ เพื่อพิสูจน์ว่าหกปีนั้นไม่ใช่ภาพหลอนของเขาเองในที่สุด บริเวณที่ลึกที่สุดของตู้เสื้อผ้า เขาก็พบกล่องกระดาษเก่าเกรอะฝุ่นใบหนึ่งกล่องไม่ได้ปิดผนึกไว้ ราวกับเจ้าของลืมทิ้งไว้ด้วยความเร่งรีบ หรือบางที... อาจจะเป็นเพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องพาติดตัวไปข้างในนั้น เต็มไปด้วยสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา แต่กลับถูกเธอ “ตัดใจทิ้ง” ไปแล้ว:ตุ๊กตาหมีเก่าคร่ำคร่าตัวหนึ่ง เป็นสิ่งที่เขาซื้อมันมาจากห้างสรรพสินค้าในวันวาเลนไทน์ปีหนึ่ง เนื่องจากจงหว่านอวี๋เคยโพสต์รูปตุ๊กตาแบบเดียวกันลงในโซเชียลมีเดียและบอกว่าน่ารัก เขาจึงซื้อตามสัญชาตญาณ แล้วโยนให้เธออย่างส่งเดชในตอนนั้นดวงตาของซางอิ๋งเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ประคองกอดมันไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าตั๋วและใบเสร็จต่าง ๆ ที่กองหนาเป็นปึกทั้งหางตั๋วหนัง บัตรเข้าชมนิทรรศการ ตั๋วเครื่องบิน... ล้วนเป็นแบ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 14

หน้าสุดท้ายของบล็อก มีภาพถ่ายภาพหนึ่งเป็นพื้นหลังเป็นภาพเงาด้านข้างของซางอิ๋ง เธอยืนอยู่ภายใต้แสงไฟสปอตไลต์บนเวทีละครเวทีแห่งหนึ่ง แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย หลับตาลง และที่มุมปากมีรอยยิ้มจาง ๆ แสงและเงาตัดขอบวาดโครงหน้าอันอ่อนละมุนของเธอ ร่างทั้งร่างของเธอราวกับได้รับชีวิตใหม่ภายในลำแสงนั้นใต้ภาพถ่ายมีข้อความตัวอักษรเล็ก ๆ บรรทัดหนึ่ง「ฉันพบแสงสว่างของตัวเองแล้ว บนเวที และในหัวใจของฉันเอง」ลั่วถิงเซินจ้องมองตัวอักษรบรรทัดนั้นเขม็ง จ้องมองซางอิ๋งผู้แปลกตาแต่คุ้นเคยในภาพถ่ายเธอไม่ใช่เงาในความทรงจำที่เอาแต่ก้มหน้า หลบสายตา และมีรอยยิ้มคอยเอาอกเอาใจเขาอีกต่อไปแล้วเธอกำลังเปล่งประกาย เพราะในที่สุดเธอไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นอีกแล้ว เธอกลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงเสียเองส่วนเขา สูญเสียแสงสว่างของตัวเองไปแล้วไม่สิเป็นเขาเองต่างหากที่ทำแสงสว่างของตนหล่นหายไปกับมือโทรศัพท์มือถือแผดเสียงดังขึ้นอย่างกะทันหันทำลายความเงียบงัน เป็นสายเรียกเข้าจากจงหว่านอวี๋ลั่วถิงเซินมองชื่อที่กะพริบอยู่บนหน้าจอ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเหนื่อยล้า และ... เบื่อหน่ายถึงเพียงนี้เขากดรับสายโดยไม่เอ่ยคำใด“ถิงเซิ
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 15

“ประธานลั่ว?” ผู้ช่วยตกใจกับน้ำเสียงที่คลุ้มคลั่งของเขา “พรุ่งนี้ช่วงเช้าคุณมีประชุมออนไลน์กับนักลงทุนต่างชาติ ช่วงบ่ายเป็นการรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสของคณะกรรมการบริหาร และช่วงเย็นมี...”“เลื่อนออกไปให้หมด!” ลั่วถิงเซินคำรามเสียงต่ำ เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ “เลื่อนออกไปให้หมดทุกอย่าง! เรื่องบริษัทให้รองประธานจัดการ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ไม่ต้องตามหาฉัน! ฉันจะไปนิวยอร์ก! เดี๋ยวนี้!”วางสายเสร็จเขาก็ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงจนหมดสิ้น ทรุดตัวพิงพนักเก้าอี้ หอบหายใจเข้าออกคำใหญ่ไปนิวยอร์ก ตามหาเธอ บอกเธอว่าเขาผิดไปแล้ว บอกเธอว่าเขารักเธอ และพาเธอกลับมานี่คือความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของเขาการขอบินด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวต้องใช้เวลา เที่ยวบินที่เร็วที่สุดคือชั้นธุรกิจที่บินตรงสู่นิวยอร์กในอีกสี่ชั่วโมงข้างหน้าลั่วถิงเซินรอไม่ไหว คว้าพาสปอร์ตและกระเป๋าเงินขับรถมุ่งหน้าไปสนามบินทันทียามรอขึ้นเครื่อง ทุกนาทีและทุกวินาทีช่างทรมานดั่งตกนรกทั้งเป็นเขารีเฟรชหน้าจอมือถือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่รู้ว่าซางอิ๋งบล็อกช่องทางการติดต่อทั้งหมดของเขาไปแล้ว แต่ก็ยังคงมองหารูปโปรไฟล์ของเธออย่างไร้ควา
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 16

“ไม่ต้องการให้ใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณเข้ามารบกวน”ประโยคนี้เปรียบดั่งค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ทุบลงมาจนนัยน์ตาของลั่วถิงเซินมืดดับลงเธอคาดการณ์ไว้แล้วว่าเขาต้องตามมา ถึงขั้นเอ่ยปากดักทางล่วงหน้า ปิดตายทุกเส้นทางที่เขาจะเข้าหาจนหมดสิ้นคนเย่อหยิ่งอย่างลั่วถิงเซิน เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าอำนาจและเงินตราที่อยู่ในกำมือนั้นไร้ค่าเสียเหลือเกินเขาราวกับสัตว์ป่าที่ติดกับ เดินวนเวียนอย่างสูญเปล่าอยู่ในเมืองแปลกหน้าต่อให้เขาจ้างนักสืบเอกชนด้วยราคาสูงลิ่ว ก็สืบพบเพียงสถานที่ที่คณะละครเวทีอาจใช้ซ้อมอยู่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ไม่สามารถระบุพิกัดที่แน่ชัดได้เขามีทางเลือกเดียวคือเฝ้ารอโชคเข้าข้างเท่านั้นเขาเดินวนเวียนอยู่ภายนอกโรงละครเป้าหมายที่น่าจะเป็น นั่งรออย่างยากลำบากอยู่ในล็อบบี้โรงแรมหลายแห่งที่คณะละครมีโอกาสเข้าพักเขาอดหลับอดนอน ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง สูทราคาแพงยับยู่ยี่ บริเวณคางมีตอหนวดสีเขียวครึ้มขึ้นระเกะระกะ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายความตกต่ำและดื้อรั้นสุดขั้วเขาไม่รู้ว่าตัวเองรอมานานเท่าไรแล้ว สามวัน หรืออาจจะสี่วัน? ห้วงเวลาพร่าเลือนจนแยกแยะไม่ออกกระทั่งยามเย็นวัน
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 17

ซางอิ๋งไม่ได้ขัดขืน เพียงแค่ก้มมองมือของเขาที่กำท่อนแขนของเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นทำให้เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้น เธอก็เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่พังทลายและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงของเขา ในแววตาคู่นั้นไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความสะใจ มีเพียงความรู้สึกเวทนาจาง ๆ ที่เบาบางเสียจนแทบจะเรียกว่าความสงสารเธอยกมืออีกข้างขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่ามั่นคงอย่างยิ่ง ค่อย ๆ แกะนิ้วมือที่เย็นเฉียบและแข็งทื่อของเขาออกทีละนิ้ว ทีละนิ้ว“ลั่วถิงเซิน” น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ชัดถ้อยชัดคำและเยือกเย็นท่ามกลางสายลมยามเย็น “พวกเราเลิกกันไปนานแล้ว ยังเหลือบ้านที่ไหนกันล่ะ?”“ไม่! เราไม่ได้เลิกกัน! ฉันไม่ยอม!” ลั่วถิงเซินถูกเธอแกะมือออก ราวกับสูญเสียหลักยึดเหนี่ยวสุดท้ายไป อารมณ์จึงยิ่งพวยพุ่งรุนแรงขึ้น “ฉันรู้ว่าฉันมันเลว! ฉันมันตาบอด! แต่ตอนนี้ฉันตาสว่างแล้ว! ในใจฉันมีแค่เธอ มีแค่เธอมาโดยตลอด! ฉันเคลียร์กับจงหว่านอวี๋แล้ว ตัดขาดกันเด็ดขาดแล้ว! แหวนนี่ไง ดูสิ ฉันยังเก็บมันไว้อยู่เลย!”เขาลนลานหยิบกล่องกำมะหยี่ขนาดเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน เนื่องจากมือที่สั่นเทาทำให้กล่องตกลงพื้น เขารีบก้มลงเก็บอย่างร้อนล
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 18

ลั่วถิงเซินไม่ได้ออกจากนิวยอร์กเขาราวกับร่างไร้วิญญาณ ดึงดันและดื้อรั้นที่จะอยู่ในเมืองนี้ต่อไปเมื่อคณะละครเวทีเดินทางออกจากโรงแรมไปยังสถานที่ซ้อมแห่งถัดไป เขาก็ตามไปยังเมืองถัดไปด้วยเช่นกันเขารู้ว่าตัวเองดูเหมือนตัวตลก ราวกับพวกโรคจิตสะกดรอยตาม แต่เขากลับควบคุมตัวเองไม่ได้เขาตามซื้อตั๋วการแสดงรอบเปิดของเธอทุกรอบ นั่งอยู่แถวหน้าสุดตรงกลางเสมอทุกครั้งที่การแสดงจบลงและนักแสดงออกมาโค้งคำนับ เขาจะส่งช่อดอกไม้ขนาดใหญ่มหึมา ซึ่งเกือบจะท่วมเวทีได้ทั้งเวทีบนการ์ดอวยพรของช่อดอกไม้เหล่านั้นเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและการอ้อนวอนอันเงอะงะและวกวนของเขาทว่าดอกไม้เหล่านั้นไม่เคยส่งไปถึงมือของซางอิ๋งเลยสักครั้ง หากไม่ถูกเจ้าหน้าที่ของคณะละครปฏิเสธด้วยถ้อยคำสุภาพแต่หนักแน่น ก็ถูกแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่และผู้ชมคนอื่น ๆ ในโรงละครเขาพยายามใช้เงินเบิกทาง ติดสินบนคนในคณะละครที่ดูเหมือนจะเข้าใกล้ซางอิ๋งได้ เพื่อส่งจดหมาย ส่งของขวัญ และฝากข้อความแต่ท้ายที่สุดของทุกอย่างก็ถูกส่งคืนกลับไปยังเคาน์เตอร์โรงแรมที่เขาพักอยู่โดยไม่มีการแกะดูเลยแม้แต่น้อยท่าทีของซางอิ๋งถูกส่งตรงถึงเขาอย่างชัดเจนผ่านว
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 19

การเดินทางแสดงวนรอบดำเนินต่อไป จากนิวยอร์กสู่ลอนดอน และมุ่งหน้าสู่ปารีสเมืองแห่งความโรแมนติกการแสดงทุกรอบของซางอิ๋งบัตรขายหมดเกลี้ยง เสียงชื่นชมหนาหูเธอกำลังเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่บนเวที ถ่ายทอดบทบาทตัวละครสตรีผู้เปี่ยมด้วยพลังชีวิต ผ่านพ้นความทุกข์ยากจนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกครั้งที่โค้งคำนับลาผู้ชม เสียงปรบมือยาวนานไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลั่วถิงเซินยังคงติดตามราวกับเงาตามตัว เขาเปรียบเสมือนเงาที่ซีดจางแต่ดื้อดึง ทอดทาบอยู่อย่างดึงดันบริเวณขอบโลกอันเจิดจรัสของเธอ ดูแปลกแยก น่ารำคาญ ทว่ากลับสลัดไม่หลุดการแสดงรอบสุดท้ายในปารีส เป็นการแสดงกลางแจ้งเพื่อการกุศล ณ จัตุรัสประวัติศาสตร์ชื่อดัง โดยมีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงละครเด็กในท้องถิ่นที่นั่งผู้ชมจัดอยู่กลางจัตุรัส แม้เวทีสร้างขึ้นชั่วคราวอย่างเรียบง่าย แต่กลับมีบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวการแสดงประสบความสำเร็จอย่างงดงามเมื่อซางอิ๋งและเหล่านักแสดงทั้งหมดโค้งคำนับอำลาบนเวที แสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบไล้ทั่วทั้งจัตุรัสด้วยประกายสีแดงอมทอง เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องกึกก้องราวกระแสน้ำฝูงชนเริ่มท
อ่านเพิ่มเติม

บทที่ 20

ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงปารีสในอากาศคละคลุ้งด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออันเย็นเยียบทางเดินเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ดังขึ้นเป็นจังหวะจำเจเป็นครั้งคราวซางอิ๋งนั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาวหน้าห้องฉุกเฉิน บนร่างยังคงสวมชุดการแสดงชุดเดิมที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ซึ่งตอนนี้แห้งกรังและแข็งกระด้างไปแล้วการแต่งหน้าบนเวทีอันประณีตของเธอถูกน้ำตาชะล้างจนเละเทะ ผสมปนเปไปกับฝุ่นละอองและคราบเลือด ดูมอมแมมในหัวว่างเปล่าและส่งเสียงอื้ออึงก้องกังวาน ภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว: แสงประกายเย็นเยียบ เสียงคำราม ร่างที่พุ่งเข้ามาของเขา เสียงทึบยามคมมีดแทงทะลุเนื้อร่าง ใบหน้าที่ซีดเซียว และประโยคแผ่วเบาราวกับลมหายใจว่า “ในที่สุดก็ทำถูกสักที”ทุกครั้งที่ภาพเหล่านั้นย้อนกลับมา มันทำให้ทั่วร่างของเธอเย็นยะเยือก ราวกับร่วงหล่นลงไปในถ้ำน้ำแข็งเธอเคยเกลียดเขา เคยโกรธแค้นเขา และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะลืมเขาให้สิ้นซากทว่าเมื่อคมมีดเล่มนั้นพุ่งเข้าใส่เขา และร่างกายโชกไปด้วยเลือดล้มลงในอ้อมอกของเธอ ความเกลียดชังและความโกรธแค้นเหล่านั้นพลันถูกความหวาดกลัวอันเกิดจากสัญชาตญาณดั้งเ
อ่านเพิ่มเติม
ก่อนหน้า
123
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status