ฉากปิดท้ายบอกฉันว่าแม้โลกจะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่คนยังสามารถเลือกทางที่ดีขึ้นได้ การจบแบบไม่ปิดต่อเนื่องแบบสุดโต่งแต่ให้ความเป็นไปได้ให้ชีวิตใหม่ สะท้อนถึงความหวังที่ไม่ใช่แบบโรแมนติกแต่เป็นการทำงานหนักและผลจากการเสียสละ ตัวอย่างจากฉากเล็ก ๆ ที่มีการพบปะและการเยียวยา ทำให้ฉันคิดถึงการเดินทางของตัวเอกในหนังสไตล์มหากาพย์อย่าง 'The Lord of the Rings' ที่การชนะไม่ได้หมายความว่าไม่มีแผล แต่คือการก้าวต่อไปแม้ต้องแบกความทรงจำเหล่านั้นไว้อยู่เสมอ นี่คือความงดงามของตอนจบที่ฉันยังคงคิดถึงอยู่บ่อย ๆ
รายชื่อนักแสดงหลักใน 'The Dark Tower' ที่คนนึกถึงมักจะเป็นชุดเด่น ๆ ไม่กี่คน แต่พอได้ไล่จริง ๆ ก็รู้สึกว่าทีมแคสต์เต็มไปด้วยหน้าคุ้นตาจากงานภาพยนตร์และซีรีส์ต่าง ๆ
ผมมองว่าสามชื่อที่โดดเด่นที่สุดคือ Idris Elba รับบทเป็น Roland Deschain, Matthew McConaughey ในบท Walter O'Dim หรือที่หลายคนเรียกกันว่า The Man in Black และเด็กหนุ่ม Tom Taylor ที่รับบทเป็น Jake Chambers นักแสดงทั้งสามคนเป็นแกนกลางของเรื่องและถูกวางไว้ให้ขับเคลื่อนทั้งโทนเรื่องและความตึงเครียดของพล็อต ส่วนคนอื่น ๆ ในทีมอย่าง Abbey Lee, Claudia Kim และ Jackie Earle Haley ก็เข้ามาเติมรายละเอียดทั้งในบทเด่นและบทสมทบ ทำให้ภาพรวมไม่แห้งจนเกินไป
การเห็น Idris ในลุคคาวบอยไร้ความปรานี เตือนผมถึงงานทีวีอย่าง 'Luther' ในแง่ของการมีพลังและความเงียบเย็น ส่วน Matthew ก็ยังคงชวนให้ระแวงเหมือนที่เขาทำไว้ใน 'True Detective' — สองคนนี้สร้างสมดุลที่แปลกแต่ได้ผลกับหนังที่พยายามผสมแฟนตาซีและไวลด์เวสต์ไว้ด้วยกัน ฉากระหว่าง Roland และ Jake ถึงแม้จะไม่ได้ยาวมากแต่ก็เป็นแกนอารมณ์สำคัญของหนังสำหรับผม และนักแสดงสมทบที่ว่ามาก็ช่วยขยับโลกของเรื่องให้รู้สึกว่าใหญ่มากกว่าหนังความยาวประมาณสองชั่วโมงเท่านั้น