อลิซในแดนมหัศจรรย์ 2 ต่างจากภาคแรกอย่างไร?

2026-03-26 05:56:53
301
แชร์
แบบทดสอบบุคลิกภาพ ABO
ทำแบบทดสอบอย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาว่าคุณเป็น Alpha, Beta หรือ Omega
กลิ่น
บุคลิกภาพ
รูปแบบความรักในอุดมคติ
ความปรารถนาลับ
ด้านมืดของคุณ
เริ่มการทดสอบ

4 คำตอบ

Eva
Eva
สายรีวิว พยาบาล
ฉันรู้สึกว่าการเล่าเรื่องในภาคสองเน้นความสัมพันธ์ของตัวละครมากกว่าโลกแฟนตาซี
ภาคแรกให้ความสำคัญกับการตั้งพื้นฐานของโลกและการแนะนำตัวละครแปลกๆ เป็นหลัก แต่ภาคสองดึงเส้นเรื่องกลับมาอยู่ที่คน เช่น ความผูกพันระหว่างอลิซกับหมวกขึ้น ความแปรปรวนภายในของตัวละครรอง และแรงกระตุ้นจากอดีตที่ทำให้ทุกอย่างดูมีน้ำหนักขึ้นกว่าการเดินทางแบบไร้จุดหมาย ฉากที่ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำเก่า ๆ หรือคุยกันยาว ๆ ในช่วงกลางเรื่อง เห็นได้ชัดว่าผู้สร้างตั้งใจให้ผู้ชมเข้าใจแรงจูงใจมากกว่าจะปล่อยให้แค่ความประหลาดสร้างความสนุก
นอกจากนี้สไตล์การนำเสนอมีการเปลี่ยนจังหวะจากการตัดสั้นกระชับเป็นการพักและปล่อยให้ความรู้สึกยืดออก ทำให้คนดูมีเวลาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ซึ่งถ้าชอบงานที่เน้นหัวใจมากกว่าการโชว์เอฟเฟกต์ ภาคสองจะตอบโจทย์มากกว่า
2026-03-27 07:27:30
6
Kevin
Kevin
คนเล่า นักศึกษา
ฉันว่าภาคสองมีโครงเรื่องที่เป็น 'เควสต์' มากขึ้นและให้เหตุผลกับการกระทำของอลิซแบบชัดเจนขึ้น
ภาคแรกมักพาเราไปตามจังหวะของฉากต่าง ๆ ราวกับเดินเข้าไปในนิทานที่ไม่มีข้อผูกมัด แต่ภาคสองตั้งเป้าเป็นภารกิจชัดเจน ซึ่งทำให้การเดินทางมีทิศทางและจุดมุ่งหมายมากขึ้น เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน การตัดสินใจของตัวละครจึงถูกอธิบายด้วยแรงจูงใจที่จับต้องได้ และฉากต่าง ๆ ไม่ใช่แค่โชว์ความสวยงาม แต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนจิตวิทยาของเรื่องได้จริง
เทคนิคการเล่าในภาคสองยังเล่นกับเวลา ทั้งมุมกล้องที่เน้นชะงักความรู้สึก ฉากการย้อนเวลา และการใช้สัญลักษณ์ซ้ำ ๆ เพื่อย้ำธีม ทำให้ภาพรวมของหนังมีความเป็นหนังแนวผจญภัยที่มีชั้นความหมายมากกว่าหนังสไตล์ 'แค่พาเที่ยวแดนประหลาด' ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าภาคสองพยายามบาลานซ์ระหว่างความบันเทิงและการตั้งคำถามเชิงปรัชญา ผลลัพธ์คือบางครั้งมันลงตัว แต่บางครั้งก็หนักไปทางอธิบายมากเกินไปสำหรับคนที่คาดหวังแค่ความสนุก
2026-03-27 08:47:13
15
Gemma
Gemma
สายอ่าน พยาบาล
ฉันมองว่าภาคสองเลือกเดินทางทางอารมณ์ที่ต่างจากภาคแรกอย่างชัดเจน

ภาคแรกของ 'อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์' ให้ความรู้สึกเหมือนงานแฟนตาซีฉับไว เต็มไปด้วยการออกแบบโลกที่ฉูดฉาดและภาพนิ่งๆ ที่ทำให้เราหลงใหล ส่วนภาคสองกลับค่อยๆ คลายความแปลกประหลาดนั้นออก แล้วหันมาจับประเด็นเรื่องเวลา ความเสียใจ และการไถ่บาปของตัวละครบางคนมากขึ้น ฉากในภาคสองที่เป็นการย้อนอดีตหรือการพบกับตัวเองในวัยก่อน ๆ ทำให้โทนภาพและจังหวะเปลี่ยนจากความสนุกแบบฉับพลันมาเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้สึกดู

ในแง่โครงเรื่อง ภาคแรกวางตัวเป็นการผจญภัยชิ้นต่อชิ้น อาศัยความรู้สึกอัศจรรย์และตัวละครสีสันสดใสเป็นแรงขับ แต่ภาคสองเอาโครงเรื่องมาเป็นตัวกำหนดความเคลื่อนไหวของตัวละคร สำคัญที่การแก้ไขอดีตหรือการเดินทางข้ามเวลา ซึ่งทำให้ตัวละครอย่างหมวกใบใหญ่มีมิติและจุดเปลี่ยนทางใจมากขึ้น นั่นทำให้ฉันรู้สึกว่าภาคสองเป็นงานที่โตขึ้นและกล้าเจาะลึกความเจ็บปวดมากกว่าแค่โชว์โลกแฟนตาซีอย่างเดียว
2026-03-30 05:31:23
18
Ryder
Ryder
แฟนนิยาย เภสัชกร
ฉันชอบวิธีที่ภาคสองหันมาแตะความเศร้าซ่อนเร้นของตัวละครและไม่ยอมให้ทุกอย่างจบแบบเรียบง่าย
ในขณะที่ภาคแรกสนุกกับการนำเสนอฉากประหลาดและการพบปะตัวละครแปลก ๆ ภาคสองกลับเลือกที่จะพาเราไปสำรวจแผลในใจของคนที่เราเห็นเป็นตัวตลก เช่น ฉากที่ตัวละครบางคนเปิดใจเกี่ยวกับความสูญเสีย ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันมีน้ำหนักทางอารมณ์มากขึ้น นอกจากนี้บรรยากาศของฉากบางฉากยังเงียบและลึก ต่างจากท่วงทำนองร่าเริงของหนังภาคแรก ทำให้ฉันหลุดเข้าไปในมุมของตัวละครได้ง่ายกว่าเดิม
โดยรวมแล้วภาคสองไม่ใช่แค่การต่อยอดโลกแฟนตาซี แต่มันคือการทดลองนำโลกนั้นมาสะท้อนปัญหาในใจคนจริง ๆ ซึ่งทำให้การชมมีทั้งความหวนคิดและความอิ่มเอมใจในเวลาเดียวกัน
2026-03-31 20:21:11
27
ดูคำตอบทั้งหมด
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่เกี่ยวข้อง

อลิซ ในแดน มหัศจรรย์ netflix ต่างจากนิยายต้นฉบับอย่างไร?

3 คำตอบ2026-05-30 14:13:02
แวบแรกที่ดู 'Alice in Borderland' ผมถูกดึงเข้าไปด้วยจังหวะการเล่าเรื่องแบบเกมเอาชีวิตรอดมากกว่าความฝันประหลาดที่เต็มไปด้วยปริศนาภาษาของต้นฉบับ ในฐานะคนชอบวรรณกรรมคลาสสิก ผมเห็นความต่างชัดเจนที่สุดที่โทนและจุดมุ่งหมาย: 'อลิซผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์' ของลูอิส แคร์รอลล์เป็นนิทานเชิงตรรกะและเล่นกับภาษาด้วยมุกแปลกๆ กับตัวละครที่สื่อถึงความไร้เหตุผลของโลก ส่วน 'Alice in Borderland' ของเน็ตฟลิกซ์เปลี่ยนความไร้เหตุผลเป็นความรุนแรงที่มีตรรกะของเกม — กฎมีอยู่และผลลัพธ์คือชีวิตหรือความตาย ฉากและตัวละครจึงถูกดึงไปสู่ความเป็นมนุษย์ในสถานการณ์เอาตัวไม่รอด แทนที่จะเป็นบทกลอนหรือนิยายชวนฝัน อีกอย่างที่น่าสนใจคือการปรับตัวตัวละคร: ในต้นฉบับ อลิซเป็นเด็กที่ตั้งคำถามและรับมือกับความไม่ต่อเนื่องทางตรรกะด้วยความไร้เดียงสา แต่ใน 'Alice in Borderland' ตัวเอกไม่ได้มีบทบาทเป็นเด็กในความหมายเดิม เขาเป็นคนหนุ่มที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังและตัดสินใจเลวหรือดีภายใต้แรงกดดัน ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเชิงจริยธรรมมากกว่าแค่การหัวเราะกับมุกคำพูด ภาพและสไตล์ต่างกันสุดขั้ว: ภาพสดใสและการ์ตูนในหนังสือกลับกลายเป็นเมืองร้างแบบนัวร์ที่เน้นโทนมืดและเสียงเอฟเฟกต์หนักๆ ถึงจะคล้ายกันในชื่อและแรงบันดาลใจเรื่องการเดินทางในโลกอีกมิติ แต่ความตั้งใจในการเล่าเรื่องคนละแบบเลย — คนที่ชอบปริศนาเชิงภาษาอาจไม่ถูกใจขณะที่คนชอบความตึงเครียดและดราม่าจะติดใจมากกว่า

อลิซในแดนมหัศจรรย์ 2 เล่าเรื่องอะไร?

4 คำตอบ2026-03-26 20:32:46
การกลับมาของ 'อลิซในแดนมหัศจรรย์ 2' พาฉันกลับเข้าไปในโลกที่คุ้นเคย แต่คราวนี้โทนเรื่องเน้นความคิดถึงและการแก้แค้นของหัวใจมากขึ้น ฉากเปิดแสดงให้เห็นว่าอลิซเติบโตขึ้น กลายเป็นกัปตันเรือที่มีหน้าที่และความฝันของตัวเอง ยามที่เธอกลับสู่แดนมหัศจรรย์เพื่อช่วยเพื่อนเก่าอย่างฮัทเตอร์ เรื่องราวเลยกลายเป็นการเดินทางของเวลา — ไม่ใช่แค่การผจญภัยแบบเดิม แต่เป็นการย้อนดูอดีตผ่านสิ่งที่เรียกว่าโครโนสเฟียร์ (Chronosphere) แล้วลองเปลี่ยนแปลงอดีตเพื่อแก้ไขบาดแผลในใจ ฉันชอบว่าภาพรวมของหนังไม่ได้มุ่งแต่การต่อสู้หรือฉากตะลุมบอน แต่ยอมถอยมาสำรวจความสูญเสีย การยอมรับ และการเติบโตของตัวละครหลัก แม้เรื่องจะมีความแฟนตาซีจัดเต็ม แต่แก่นคือบทเรียนเรื่องการปล่อยวางและการยอมรับชะตากรรม ซึ่งทำให้ฉากสุดท้ายดูมีน้ำหนักขึ้นกว่าภาคแรกอย่างชัดเจน

อลิซในแดนนรกภาค 2 เนื้อเรื่องเชื่อมกับภาคแรกอย่างไร

1 คำตอบ2026-04-27 08:00:59
บอกตามตรง ฉันรู้สึกว่าภาคสองของ 'อลิซในแดนนรก' เริ่มต้นจากเส้นเลือดที่ต่อจากภาคแรกอย่างแนบเนียน — ไม่ใช่แค่การเอาฉากจบของภาคแรกมาต่อ แต่เป็นการขยายผลทั้งเหตุการณ์และผลกระทบทางจิตใจของตัวละครหลักให้หนักแน่นขึ้น ภาคแรกวางรากเรื่องไว้ด้วยปมใหญ่หลายอย่าง เช่น แหล่งกำเนิดของการทดสอบ ความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างคนรอด และการตัดสินใจที่บ่อนทำลายความเชื่อของตัวละคร ภาคสองเลยเริ่มจากการเก็บกู้เศษชิ้นส่วนพวกนั้น: ความลับบางอย่างถูกเฉลยทีละน้อย ขณะที่ปมที่คิดว่าจบแล้วกลับผุดขึ้นมาใหม่ให้ต้องเผชิญหน้าอีกครั้ง ฉากเปิดมักโยงกับฉากท้าย ๆ ของภาคแรกโดยตรง ทำให้รู้สึกต่อเนื่อง ไม่ต้องสับสนว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนหลัง เนื้อหาหลักเชื่อมโยงกับภาคแรกผ่านสามแกนสำคัญที่ฉันชอบมากคือ พล็อตเชื่อมโยง, พัฒนาการตัวละคร, และการขยายโลก เรื่องราวในภาคสองเดินหน้าด้วยผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตัวละครในภาคแรก ทำให้ทุกการกระทำมีน้ำหนักมากขึ้น เช่น ตัวละครที่เคยเป็นพันธมิตรอาจแตกหักหรือกลายเป็นศัตรูใหม่ ขณะที่ปมเรื่องระบบเกมหรือกฎของสถานที่ก็คลี่คลายในระดับที่ลึกขึ้น บทยังสอดแทรกแฟลชแบ็กและการเปิดเผยอดีตเพื่อเชื่อมช่องว่างข้อมูลบางส่วน แต่ไม่ได้หมดลุ้นเพราะยังมีปริศนาที่คงไว้ให้สงสัยต่อไป ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแต่ละฉากมีเหตุผลทางอารมณ์และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ นอกจากพล็อตและตัวละครแล้ว ภาคสองยังเชื่อมถึงอารมณ์และธีมของภาคแรกอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวยังคงหมุนรอบคำถามเรื่องความเป็นมนุษย์ การอยู่รอด และผลของการเลือก ซึ่งแสดงออกผ่านการเผชิญหน้าที่โหดขึ้นและการเสียสละที่มีความหมาย บางซีนทำให้เราต้องย้อนคิดถึงฉากสำคัญจากภาคแรก ทำให้รู้สึกถึงการเดินทางที่ต่อเนื่อง ส่วนสไตล์การเล่าเรื่องจะเข้มขึ้น ทั้งโทนภาพ เพลงประกอบ และการตัดต่อที่ทำให้ความตึงเครียดสูงขึ้น แต่ก็ยังมีช่วงพักสบาย ๆ ให้เห็นมิตรภาพและความเป็นคน เพื่อบาลานซ์ความมืด ความต่อเนื่องนี้ทำให้ภาคสองไม่ใช่แค่ส่วนขยาย แต่เป็นการสะท้อนและขยายความของสิ่งที่ภาคแรกตั้งคำถามเอาไว้ โดยรวมแล้ว ถ้ามองในมุมของแฟน ฉันคิดว่าภาคสองทำหน้าที่ได้ดีทั้งการตอบปมสำคัญ และการตั้งปมใหม่ที่น่าติดตาม มันให้ความรู้สึกเหมือนการอ่านบทต่อไปของหนังสือที่ชอบ:บางอย่างถูกเฉลยจนพอใจ บางอย่างยังทิ้งช่องว่างให้คาดเดา และหลายฉากทำให้คิดถึงฉากโปรดจากภาคแรกโดยไม่ทำให้ซ้ำซาก จบแล้วมีความอยากรู้ต่อในหัวใจมากกว่าจะรู้สึกว่าถูกทิ้งให้ผิดหวัง นี่แหละคือความสุขของการดูภาคต่อสำหรับฉัน

อลิซในแดนมหัศจรรย์ แตกต่างจากภาพยนตร์อย่างไร?

3 คำตอบ2026-02-27 13:29:59
เราเคยรู้สึกว่าหนังสืออย่าง 'อลิซในแดนมหัศจรรย์' เป็นเหมือนตะกร้าของมุกลับหัว ที่เอาคำพูดและความไม่สมเหตุสมผลมาวางเรียงเป็นตอน ๆ มากกว่าจะมีพล็อตหลักเดียวเหมือนหนัง แต่พอเปิดดูเวอร์ชันการ์ตูนคลาสสิกอย่าง 'Alice in Wonderland' ของดิสนีย์ จะเห็นได้ชัดว่าภาพยนตร์เลือกจัดระเบียบเรื่องให้เป็นการผจญภัยต่อเนื่อง มีเพลงและฉากเชื่อมโยงกันเพื่อให้เด็กดูแล้วเข้าใจง่ายขึ้น ในเล่มต้นฉบับ ภาษาเล่นคำ สัญลักษณ์ทางสังคม และมุกตลกเชิงตรรกะเป็นแกนกลางของเรื่องราว ขณะที่ภาพยนตร์มักตัดหรือเปลี่ยนมุกเหล่านั้นเป็นภาพอธิบายแทน เช่น ฉากงานเลี้ยงน้ำชาที่ในหนังสือเป็นการเล่นกับความไม่ต่อเนื่องของเวลา แต่ในหนังดิสนีย์จะเปลี่ยนให้เป็นฉากที่มีเพลงสนุก ๆ และจังหวะตลกที่เน้นงานภาพ การตัดเนื้อหาบางส่วนจึงทำให้ประเด็นเสียดสีทางสังคมลาง ๆ หายไป อีกอย่างที่เห็นชัดคือการให้ความสำคัญกับตัวละคร การ์ตูนและหนังหลายเวอร์ชันมักจะเน้นให้อลิซมีบทบาทเชิงฮีโร่มากขึ้น ทำให้เกิดเส้นเรื่องชัดเจนกว่าในหนังสือที่อลิซเป็นผู้เผชิญเหตุการณ์แปลก ๆ มากกว่าเป็นผู้แก้ปริศนา บวกกับภาพ สี และดนตรีที่เติมอารมณ์ให้รู้สึกต่างจากการอ่านอย่างมาก ผลลัพธ์คือความสนุกคนละแบบ: หนังให้ความบันเทิงทันทีและแบบครอบครัว ส่วนหนังสือชวนให้จับความหมายและหัวเราะกับคำเล่นของผู้เขียนในเชิงลึกกว่า

อลิซ ในแดนมหัศจรรย์ 2 มีตัวละครใหม่อะไรบ้าง

4 คำตอบ2025-11-12 14:05:21
กลับมาที่ 'Alice Through the Looking Glass' ฉบับปี 2016 ตัวละครใหม่ที่โดดเด่นที่สุดคือ 'Time' (ยักษ์เวลา) ที่แสดงโดย Sacha Baron Cohen ตัวละครนี้เป็นผู้ควบคุมเวลาทั้งหมดในแดนมหัศจรรย์ มีบุคลิกหวงแหนอำนาจแต่ก็ขี้เล่นในแบบแปลกๆ นอกจากนี้ยังมี 'Mirana' ราชินีขาววัยเด็กที่เราได้เห็นเบื้องหลังความสัมพันธ์กับพี่สาวอย่าง 'Iracebeth' ราชินีแดง ก่อนจะกลายมาเป็นศัตรูกัน รวมถึงฉากแฟลชแบ็คที่แสดงให้เห็น 'Zanik Hightopp' ตัวละครใหม่ที่เป็นพ่อของ Mad Hatter ซึ่งช่วยอธิบายที่มาของครอบครัวฮัตเตอร์มากขึ้น

รีวิว อลิซ ในแดนมหัศจรรย์ 2 ดีไหม

4 คำตอบ2025-11-12 05:17:43
การได้ดู 'อลิซในแดนมหัศจรรย์ 2' เหมือนนั่งรถไฟเหาะที่เต็มไปด้วยจินตนาการสุดเพี้ยน! ภาพสวยระดับ 4K ทุกฉากดูเหมือนภาพวาดที่เคลื่อนไหวได้ บทประพันธ์ของลินดา วูลเวอร์ตันยังคงรักษาความบ้าคลั่งแบบต้นฉบับไว้ได้ แต่เพิ่มมิติความสัมพันธ์ระหว่างอลิซกับแม่ของเธอที่ซับซ้อนขึ้น สิ่งที่ประทับใจคือการออกแบบตัวละครใหม่ๆ เช่น ไทม์ (Time) ที่แสดงโดยซasha บารอน ดูบวกความลึกลับเข้าไปอีก แม้บางคนจะรู้สึกว่าเรื่องดำเนินช้าไปหน่อยตอนกลางเรื่อง แต่ฉันชอบที่หนังไม่รีบเร่งและปล่อยให้เราได้ดื่มด่ำกับโลกใบนี้อย่างเต็มที่

อลิซ ในแดนมหัศจรรย์ 2 ดูที่ไหนได้บ้าง

4 คำตอบ2025-11-12 11:49:37
Disney+ เป็นที่แรกที่ควรเช็คเลย เพราะเขามีหนัง Disney เยอะมาก รวมถึง 'Alice Through the Looking Glass' ด้วย เคยนั่งดูกับน้องชายที่บ้านผ่านแพลตฟอร์มนี้ สัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายของการดูหนังใหญ่บนจอทีวี ภาพคมชัด เสียงใส แถมมีซับไทยให้เลือกด้วย ถ้าใครชอบความบันเทิงแบบครบวงจรและไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพ ก็แนะนำที่นี่เลย

อลิซในแดนนรกภาค 2 รีวิวจากนักวิจารณ์สรุปว่าอย่างไร

2 คำตอบ2026-04-27 05:43:43
นักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักสรุปว่า 'อลิซในแดนนรกภาค 2' เป็นหนังที่กล้าทดลองเชิงภาพและบรรยากาศ แต่วิธีเล่าเรื่องทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ลงตัวเท่าที่คาดไว้ ฉันรู้สึกว่าองค์ประกอบภาพและการออกแบบฉากของหนังโดดเด่นจริง ๆ — สีจัดจ้าน การใช้แสงเงา และการตัดต่อที่กระชับในฉากแอ็กชั่น เช่น ฉากไล่ล่ากลางตลาดกลางคืนที่กล้องพุ่งตามแบบไม่ให้พัก ทำให้ได้ความตื่นเต้นคล้ายงานแอ็กชันสมัยใหม่อย่าง 'John Wick' แต่ผู้กำกับยังพยายามใส่ไอเดียเชิงไซคอลจิตวิทยาเข้าไปซ้อน ทำให้บางช่วงรู้สึกว่าหนังพยายามเป็นหลายอย่างพร้อมกันจนนน้ำหนักไม่นิ่ง นักวิจารณ์รายงานคล้ายกันเรื่องการแสดง — นักแสดงนำทำเต็มที่กับบทที่ถมด้วยบาดแผลและความแค้น แต่บทเองไม่ค่อยให้พื้นที่พอสำหรับการเติบโตของตัวละคร การประชันระหว่างฉากเงียบ ๆ ที่เน้นใบหน้าและฉากแอ็กชันสุดเพอร์ฟอร์ม ทำให้จังหวะอารมณ์แกว่งแรง นักวิจารณ์ภาพยนตร์บางคนชอบซาวด์แทร็กที่ผสมอิเล็กทรอนิกส์กับสกอร์ออเคสตราเพราะมันเติมพลังให้ฉากสำคัญ แต่ก็มีคนบอกว่ามันพยายามดึงอารมณ์ด้วยดนตรีมากเกินไปจนกลบความเป็นมนุษย์ของตัวละครไป ฉันมองว่าถ้าบทนำเสนอภายในจิตใจของตัวละครชัดกว่านี้ เสียงและภาพจะทำงานร่วมกันได้ทรงพลังขึ้นอีกมาก สรุปจากมุมมองนักวิจารณ์โดยรวม คือหนังได้รับการชื่นชมในด้านเทคนิคและสไตล์ แต่ถูกวิจารณ์เรื่องความต่อเนื่องของโทนและโครงเรื่องที่บางครั้งย้วยออกไป คนดูบางกลุ่มชื่นชอบความกล้าและความดาร์กของหนัง ในขณะที่อีกกลุ่มรู้สึกว่ามันขาดหัวใจ ฉันเองจบมองว่า 'อลิซในแดนนรกภาค 2' เป็นงานที่คุ้มค่าต่อการชมหากคุณชอบภาพที่จัดจ้านและแอ็กชันไม่ปราณี แต่ถาคุณต้องการเรื่องเล่าที่เรียบแน่นและตัวละครที่โตเป็นชิ้นเป็นอัน อาจรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงจุดนั้นทั้งหมด
คำถามยอดนิยม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status