Masuk
มายู และโอกิยืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งที่ดูคล้ายประตูมิติที่เรืองแสงสีม่วงหม่น แสงนั้นสั่นระริกราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตโบราณ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวระดมอยู่ในอก ไอเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากช่องว่างบิดเบี้ยวตรงหน้า ราวกับกำลังเชิญชวนให้ก้าวเข้าสู่ห้วงแห่งความลึกลับ
“พร้อมนะโอกิ?” มายู หันไปมองเพื่อนชาย ดวงตาของเธอฉายแววตื่นเต้นผสมกับความกังวลเล็กน้อย แสงสะท้อนจากประตูมิติทำให้ใบหน้าของเธอดูซีดเซียวแต่ก็ยังคงความมุ่งมั่น โอกิพยักหน้า สีหน้าของเขาจริงจังกว่าที่เคย เขาเอื้อมมือไปจับมือของมายูที่เย็นเฉียบ “พร้อมเสมอ… ไปกันเถอะ” มือทั้งสองประสานกันแน่น ราวกับยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกันไว้ท่ามกลางความไม่แน่นอน พวกเขาก้าวเท้าพร้อมกันเข้าไปในห้วงแห่งแสงสีม่วงนั้น เพียงชั่วพริบตาเดียว ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากลานโล่งที่เคยยืนอยู่ พวกเขาพลันมาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กลิ่นดินชื้นและพืชพรรณที่แปลกประหลาดตีเข้าจมูก บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความดิบชื้นและความพิศวง ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้าที่มองไม่เห็นยอดปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบจนแสงอาทิตย์แทบส่องลงมาไม่ถึง ทำให้บริเวณโดยรอบสลัวมืดครึ้ม รากไม้ขนาดใหญ่ผุดขึ้นจากพื้นดินราวกับงูยักษ์ที่กำลังเลื้อยไปทั่ว เสียงน้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ไกลๆ แว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ พร้อมกับเสียงของแมลงและสัตว์ที่ไม่คุ้นเคย “นี่หรอ… ป่าต้องสาป?” โอกิเอ่ยขึ้นเบาๆ เสียงของเขาพร่าไปเล็กน้อย สายตาสำรวจไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง เขาปล่อยมือจากมายูแล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้ หยิบมีดอาคมที่เปล่งประกายสีเงินวาวออกมากำไว้แน่นในมือ เป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ มายูไม่ได้ตอบทันที เธอกวาดสายตาไปทั่วด้วยความตื่นเต้นผสมความทึ่ง “น่าตื่นเต้นดีนี่” เธอพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ แม้จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง “ไม่เหมือนที่คิดไว้เลยนะเนี่ย” “ไม่เหมือนที่คิดไว้ก็ดีแล้ว แสดงว่ายังมีความลับให้เราค้นหาอีกเยอะ” โอกิพูด เขาโบกมีดในมือเบาๆ “แต่ระวังตัวไว้ให้ดีล่ะ ดูจากบรรยากาศแล้วที่นี่คงไม่ต้อนรับเราเท่าไหร่” ทันทีที่โอกิพูดจบ เสียงใบไม้แห้งกรอบแกรบก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้ๆ ทั้งคู่หันขวับไปมองพร้อมกัน แต่ก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากเงามืดทึบ มายูกระชับนาฬิกาอาคมที่ข้อมือแน่น เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่กระจายไปทั่วป่า มันเป็นพลังงานที่หนักอึ้งและเก่าแก่ ราวกับว่าป่าแห่งนี้ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคกำเนิดโลก “เอาล่ะ ไปกันเถอะ ก่อนที่มันจะมืดไปกว่านี้” มายูเสนอ เธอพยายามซ่อนความประหม่าไว้ภายใต้ท่าทีที่มั่นใจ “ยิ่งเราอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันมากขึ้นเท่านั้น” โอกิพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาเริ่มก้าวเดินเข้าไปในป่าลึก แสงสว่างเริ่มเลือนหายไปเรื่อยๆ ตามทางที่เดินเข้าไป ทำให้ทัศนวิสัยเริ่มจำกัดลง บรรยากาศภายในป่าทึบและเย็นเยือกอย่างน่าประหลาด แม้จะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ แต่แสงแดดก็แทบไม่สามารถส่องผ่านแนวต้นไม้สูงใหญ่ลงมาได้ ราวกับว่าป่าแห่งนี้มีม่านพลังงานบางอย่างปกคลุมเอาไว้ ตลอดทางที่พวกเขาเดินเข้าไป ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังจ้องมองพวกเขาก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดวงตาหลายสิบคู่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้และซอกหลืบของรากไม้ที่บิดเบี้ยว เสียงกระซิบแผ่วเบาที่เหมือนจะไม่มีอยู่จริงลอยมาตามลม ทำให้ขนแขนของมายูลุกชันโดยไม่รู้ตัว “รู้สึกเหมือนมีคนจ้องเราอยู่ตลอดเลยนะโอกิ” มายูกระซิบเบาๆ เธอพยายามมองหาที่มาของความรู้สึกนั้น แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ชัดเจน นอกจากเงาที่เต้นระริกไปมาตามจังหวะลม “ใช่ ฉันก็รู้สึก” โอกิพยักหน้าเห็นด้วย เขากำมีดแน่นขึ้นกว่าเดิม และพยายามมองหาความผิดปกติในทุกย่างก้าว “แต่ยังไม่เห็นอะไรเลย” “นี่ไงที่น่ากลัว” มายูบ่นพึมพำ “สิ่งที่เรามองไม่เห็นมักจะอันตรายที่สุดเสมอ” พวกเขาเดินต่อมาอีกพักใหญ่ เสียงฝีเท้าของตัวเองเป็นสิ่งเดียวที่ได้ยินชัดเจนที่สุดในความเงียบงันของป่า มายูหยุดเดินและยกนาฬิกาอาคมที่ข้อมือขึ้นมาดู หน้าปัดนาฬิกาซึ่งปกติจะมืดสนิท กลับเรืองแสงสีเขียวจางๆ และสั่นสะเทือนเบาๆ “นาฬิกาว่ายังไงบ้างมายู?” โอกิถาม เมื่อเห็นท่าทีของเพื่อน “สั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ เลย… สัญญาณวิญญาณเงาปีศาจอยู่ใกล้ๆ นี่แหละ” มายูตอบพลางเพ่งมองหน้าปัดที่กะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ “แรงขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ” “แรงแค่ไหน?” “เหมือนกำลังเข้าใกล้แหล่งกำเนิดวิญญาณเงาปีศาจ… หรืออาจจะเป็นรังของมันก็ได้” มายูคาดเดา เธอรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ก่อตัวขึ้นในอก “ไม่เคยมีสัญญาณแรงขนาดนี้มาก่อนเลย” “งั้นก็ดีเลยสิ” โอกิพูด สีหน้าของเขาดูโล่งใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยก็มีทิศทางที่ชัดเจน “เรารีบเดินกันเถอะ” โอกิไม่รอช้า เขาเอื้อมมือไปจับมือของมายูอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินนำเข้าไปในป่าลึกขึ้นไปอีก ทิ้งความเงียบสงัดและดวงตาที่มองไม่เห็นไว้เบื้องหลัง ความมืดสลัวและบรรยากาศอันน่าขนลุกของป่าต้องสาปยังคงโอบล้อมพวกเขาไว้ แต่ด้วยสัญญาณจากนาฬิกาอาคมและความมุ่งมั่นที่จะไขปริศนา ทำให้ทั้งคู่ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ลังเล ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังนำทางพวกเขาไปสู่ความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ใจกลางป่าแห่งนี้ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือยอดเขาไฟอัคคีแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยาม ดวงจันทร์สีเลือด โคจรขึ้นมาเต็มดวง แสงสีโลหิตอาบไล้ทิวทัศน์รอบข้างให้ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามกึกก้องจากปากปล่องภูเขาไฟดังกึกก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับเสียงหายใจอันหนักหน่วงของอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับพันปี กลิ่นกำมะถันและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ยิ่งสร้างความกดดันอันหนักอึ้งให้แก่ อิจิ และ ฮารุ ที่กำลังปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา “อีกนิดเดียวอิจิ! เราจะไปถึงแล้ว!” ฮารุตะโกนบอก เสียงของเธอสั่นเครือจากความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเธอยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ผ้ายันต์แห่งความจริงที่สถิตอยู่ในฝ่ามือของเธอเรืองแสงสีรุ้งอ่อนๆ ตอบรับกับพลังงานมหาศาลของดวงจันทร์สีเลือด “ฉันรู้ฮารุ… ฉันสัมผัสได้ถึงมัน” อิจิตอบ เขาปีนป่ายก้อนหินที่แหลมคมอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่จิตใจของเขามุ่งมั่นกว่าครั้งไหนๆ ดาบในมือของเขาเปล่งประกายสีเงินจางๆ พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นบนยอดเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายเสียงวิญญาณดังมาจากปากปล่องภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่น ลาวาสีแด
สายลมแห่งยามรุ่งอรุณพัดโชยมาปะทะร่าง อิจิ และ ฮารุ ที่ยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงมายังทิวทัศน์เบื้องหน้า เผยให้เห็นยอดเขาไฟที่สูงเสียดฟ้า มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบชื้นที่พวกเขาเพิ่งฝ่าฟันออกมา หมอกจางๆ ลอยปกคลุมรอบฐานของภูเขาไฟราวกับผ้าห่มสีขาว กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยมาตามลมเป็นสัญญาณเตือนถึงพลังงานที่ไม่สงบนิ่งที่อยู่ภายใน “นั่นแหละ… ยอดเขาไฟ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “มันดูน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะอิจิ” อิจิพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ใช่… พลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากที่นั่นมันมหาศาลมาก ‘ผู้ตื่น’ กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาในไม่ช้า” ผ้ายันต์แห่งความจริงที่ผนึกอยู่ในฝ่ามือของฮารุเรืองแสงจางๆ เป็นการยืนยันถึงความรู้สึกของอิจิ พวกเขามีเวลาเพียงสองราตรีเท่านั้นก่อนที่ ดวงจันทร์สีเลือด จะปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พันธนาการของ ‘ผู้ตื่น’ จะอ่อนแอที่สุด “เราต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด” อิจิกล่าว “และเราต้องหารหัสลับแห่งบรรพกาลให้เจอด้วย” “รหัสลับนั่น… มันอยู่ที่ไหนกันนะ?” ฮารุถาม “จิตวิญญาณแห่งต้นไม้บอกแค่ว่ามันอยู่ในผืนป่าแห
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่มันเป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่เป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ” อ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาทะเลทรายอันกว้างใหญ่ให้ระอุเป็นเพลิง พื้นทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บิดเบือนภาพลวงตาจากความร้อนจนผืนฟ้าและพื้นทรายดูเหมือนจะบรรจบกัน อิจิและฮารุเดินฝ่าพายุทรายที่เริ่มก่อตัวอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิยังคงไม่สมบูรณ์ บาดแผลที่สีข้างส่งสัญญาณเจ็บแปลบทุกครั้งที่เขาขยับตัว ส่วนฮารุก็ดูอ่อนแรงจากการใช้พลังแห่งชีวิตเมื่อครั้งก่อน แต่ดวงตาของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นี่มัน… กว้างใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลยนะอิจิ” ฮารุเอ่ย น้ำเสียงของเธอแหบแห้งจากการเดินทาง “นายแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง?” “สัญลักษณ์บนผ้ายันต์บอกใบ้ถึงภูเขาที่มีลำธารไหลผ่าน… หรือถ้ำที่มีน้ำตก” อิจิตอบ พยายามกลั้นเสียงหอบหายใจ “และจากแผนที่ที่ศาลเจ้าเผยให้เห็น… สถานที่นั้นอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้” ลมพายุทรายเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เม็ดทรายเล็กๆ ปลิวว่อนกระทบใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแสบ ทัศนวิสัยเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้า อิจิยกแขนขึ้นบังใบหน้าของฮารุไว้ “พายุทรายกำลังมาแล้ว! เราต้องหาที่กำบัง!” อิจิตะโกนบอก เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงลม ในชั่วพริบตาเดียว พายุทรายก็
มายูกับโอกิทรุดตัวลงกับพื้นหินข้างๆ ประตูมิติสีขาวสว่างจ้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการสลายตัวของเงาอสูรผู้เฝ้าทาง ลำแสงอ่อนโยนของมันสาดส่องไปบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดของป่าต้องสาปความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถูกโจมตีทางกายภาพ มายูหอบหายใจอย่างหนัก เธอใช้พลังฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโอกิในระหว่างการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะหมดสิ้นพลังงาน“เรา… เราชนะแล้วโอกิ” มายูพูดเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจโอกิพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองประตูมิติที่เรืองแสงอยู่ตรงหน้า“เราทำได้มายู… แต่ดูเหมือนว่าหนทางกลับบ้านจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” โอกิพูด เขาเลื่อนมือไปสัมผัสที่ซากของเงาอสูรผู้เฝ้าทางที่สลายไป มันทิ้งไว้เพียงกองหินสีดำที่ถูกฉาบด้วยควันสีม่วงจางๆ“หมายความว่าไงโอกิ?” มายูถามอย่างกังวลโอกิใช้มีดอาคมเขี่ยซากหินนั้น ก่อนจะพบกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก: มันคือแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ และมีพลังงานมืดมิดบางอย่างแผ่ออกมา“ฉันคิด







