LOGINยิ่งลึกเข้าไปในป่าเท่าไหร่ พืชพรรณก็ยิ่งดูแปลกตามากขึ้นเท่านั้น บางต้นมีใบสีดำสนิท บางต้นมีดอกสีแดงเข้มเหมือนเลือดหยด กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นคาวจางๆ ลอยมาตามลม ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ รากไม้บิดเกลียวพันกันยุ่งเหยิงราวกับงูยักษ์ที่กำลังต่อสู้กันเอง เสียงกรอบแกรบจากใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้ากลายเป็นเสียงเดียวที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของพวกเขาในความเงียบอันวังเวง
“รู้สึกได้ถึงอะไรแปลกๆ ไหม?” มายูถาม เธอหันไปมองโอกิที่กำลังเดินนำไปข้างหน้า “อืม… เหมือนมีแรงกดดันบางอย่าง” โอกิตอบ “หน่วงๆ ที่หน้าอก” จู่ๆ สัญญาณบนนาฬิกาของมายูก็เร่งขึ้นอีกครั้ง แสงสีเขียวกะพริบถี่จนเกือบจะเป็นสีทึบ มายูชะงักเท้าทันที โอกิหันกลับมามองเธอ “เจอแล้ว! อยู่ใกล้ๆ นี่แหละ” มายูชี้ไปยังพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้าพวกเขา ทั้งคู่ค่อยๆ คืบคลานเข้าไปอย่างช้าๆ โอกิชูมีดอาคมขึ้นเตรียมพร้อม มายูเองก็เตรียมพร้อมที่จะใช้พลังจากนาฬิกาหากจำเป็น เมื่อพวกเขาแหวกพุ่มไม้ออกไป ก็พบกับลานเล็กๆ ที่มีต้นไม้ประหลาดตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน ต้นไม้นั้นมีลักษณะคล้ายต้นสนแต่ลำต้นเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งใบ มีเพียงกิ่งก้านที่บิดงอชี้ขึ้นฟ้า ราวกับกรงเล็บของสัตว์ร้ายที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ และที่โคนต้นไม้นั้น มีแสงเรืองรองสีดำอมม่วงส่องออกมาอย่างแผ่วเบา “นั่นมัน…” โอกิพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “พลังงานมหาศาลเลย” มายูพูด เสียงของเธอแผ่วเบา ราวกับไม่อยากทำลายความเงียบงันที่น่าเกรงขามของสถานที่แห่งนี้ “แรงกว่าที่เคยเจอมาทั้งหมด” และแล้ว เสียงกระซิบที่เคยได้ยินแผ่วเบาก็เริ่มชัดเจนขึ้น เสียงนั้นดูเหมือนจะมาจากต้นไม้สีดำตรงหน้าพวกเขา มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงที่สื่อสารตรงเข้ามาในจิตใจ ราวกับกำลังเรียกหาบางสิ่งบางอย่าง หรือกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่ “เราเข้าใกล้ไปอีกนิดได้ไหม?” มายูถาม เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดด้วยพลังงานลึกลับนั้น โอกิลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็มีชัยในที่สุด “ระวังตัวไว้ให้ดีนะมายู อย่าประมาทเด็ดขาด” ทั้งคู่ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ต้นไม้สีดำทีละก้าว แสงสีดำอมม่วงที่โคนต้นไม้เริ่มเรืองรองแรงขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากโคนต้นไม้นั้น มันไม่ใช่เงาดำที่กระจัดกระจาย แต่มันเป็นเงาที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ สูงใหญ่และบิดเบี้ยว รูปร่างของมันคล้ายควันสีดำที่จับตัวเป็นก้อน มีดวงตาสีแดงฉานสองดวงจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างคุกคาม “นี่มันตัวอะไรน่ะ?” โอกิอุทาน เขายกมีดอาคมขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อม เงาร่างนั้นไม่ตอบ แต่มันกลับยกมือขึ้นช้าๆ ราวกับจะเชื้อเชิญ หรือไม่ก็กำลังจะโจมตี แรงกดดันอันมหาศาลแผ่ออกมาจากเงาร่างนั้น ทำให้ทั้ง มายู และโอกิแทบจะหายใจไม่ออก อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นหลายเท่าตัว “ระวังนะโอกิ!” มายูตะโกน เธอสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายที่พุ่งตรงมา หากนี่คือเงาดำที่รวมตัวกัน มันก็เป็นเงาดำที่ไม่เหมือนกับที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อน มันมีสติปัญญาและพลังที่น่ากลัวกว่ามาก เงาร่างนั้นพุ่งตรงมาที่พวกเขาด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ ร่างควันสีดำที่เคยดูบอบบางกลับแข็งแกร่งและคล้ายมีมวลมหาศาล เงาแขนของมันพุ่งเข้าใส่โอกิอย่างรวดเร็ว โอกิใช้มีดอาคมปัดป้องอย่างฉิวเฉียด เกิดเสียงกระทบกันดัง “เคร้ง!” ราวกับโลหะปะทะกัน แต่มีดของเขาก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆ ให้กับเงาร่างนั้นได้เลย เงาร่างนั้นดูดซับแรงปะทะราวกับฟองน้ำ แต่ไม่ทันที่โอกิจะตั้งหลักได้ เงาร่างนั้นก็พุ่งเข้ามาประชิดอีกครั้ง “มันเร็วมาก!” โอกิร้อง เขาพยายามใช้มีดแทงไปที่กลางลำตัวของเงาร่าง แต่มีดก็ทะลุผ่านไปราวกับแทงอากาศธาตุ เงาร่างนั้นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะฟังดูหยาบกระด้างและสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งลานกว้าง มันหันมามองมายูด้วยดวงตาสีแดงฉานที่เปล่งประกายชั่วร้าย “พวกเจ้า… ไม่ควรเข้ามา…” เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของมายู ไม่ใช่แค่เสียงกระซิบ แต่เป็นเสียงที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยอำนาจ “แกเป็นใคร?” โอกิถาม เขายืนบังมายูไว้ครึ่งหนึ่ง พร้อมที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด “ฉันคือ… ผู้พิทักษ์… ของป่าแห่งนี้” เงาร่างตอบ เสียงของมันเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด “และพวกเจ้า… กำลังรบกวนความสงบ” “เราไม่ได้มารบกวน” มายูพยายามอธิบาย “เราแค่มาตามหาต้นตอของเงาดำที่หลุดรอดไปจากหีบ!” เงาร่างนั้นเลิกสนใจคำพูดของเธอ มันก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เงามืดจากตัวมันแผ่ขยายออกปกคลุมพื้นดิน รากไม้ที่เคยสงบนิ่งเริ่มบิดเกลียวและเคลื่อนไหว ราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล “ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดไปจากที่นี่… นอกจากจะได้รับอนุญาต” เงาร่างพูดเสียงเย็นเยียบ “และบัดนี้… พลังของพวกเจ้า… จะเป็นของข้า!” ทันใดนั้น เงาร่างก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าเดิมมาก มายูและโอกิไม่มีเวลาตั้งตัว เงาแขนของมันตวัดใส่พวกเขาอย่างรวดเร็ว โอกิถูกกระแทกเข้าอย่างจังจนร่างกระเด็นไปชนต้นไม้ข้างหลัง “อั่ก!” เขากระอักเลือดออกมาเล็กน้อย “โอกิ!” มายูร้องลั่นด้วยความตกใจ เธอเห็นเขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ก็ล้มลงไปอีกครั้ง เงาร่างนั้นหันมาหามายูเต็มตัว ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองเธออย่างไม่ลดละ “และตอนนี้… ตาของเจ้า…” มายูรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งตรงเข้ามา เธอยกแขนขึ้นบังหน้าโดยอัตโนมัติ ร่างกายของเธออ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วราวกับถูกสูบพลังงานออกไป เธอรู้สึกว่าสติกำลังเลือนราง เสียงกระซิบที่เคยเป็นแค่เสียงแผ่วเบา เริ่มกลายเป็นเสียงกู่ก้องในหู ราวกับเสียงนับพันกำลังพูดพร้อมกัน เงามืดเริ่มกัดกินวิสัยทัศน์ของเธอ “ไม่นะ…!” มายูพยายามดิ้นรน เฮือกสุดท้าย เธอพยายามรวบรวมสติ แม้จะอ่อนแรงเต็มที เธอมองไปที่โอกิที่พยายามจะลุกขึ้น แล้วก็หันกลับมามองเงาร่างตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น “นาฬิกามันเตือนว่าแกเป็นเงาปีศาจจริงๆ!” มายูตะโกน “แต่แกไม่ได้เป็นแค่เงาธรรมดา!” เงาร่างนั้นหัวเราะเยาะ “ถึงรู้แล้วจะทำอะไรได้? พลังของเจ้า… ไร้ประโยชน์ต่อข้า!” “อาจจะใช่กับพลังของฉัน… แต่ไม่ใช่กับมีดของโอกิ!” มายูพูดเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ เธอจ้องไปที่ดวงตาสีแดงฉานของเงาร่างนั้นอย่างไม่เกรงกลัว แล้วตะโกนสั่งโอกิที่กำลังพยุงตัวขึ้นมาอย่างยากลำบาก “โอกิ! หัวมัน! แทงที่หัวมัน!” โอกิที่ได้ยินเสียงมายู ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง เขานึกขึ้นได้ทันที นั่นคือจุดอ่อนเดียวที่อาจจะใช้ได้กับเงาปีศาจที่รวมตัวกันได้ โอกิกัดฟันแน่น เลือดที่มุมปากไหลซึมออกมา เขาพุ่งตัวเข้าหาเงาร่างนั้นอีกครั้ง ทั้งที่ร่างกายแทบจะหมดแรง เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี ชูมีดอาคมขึ้นเหนือศีรษะ เงาร่างนั้นไม่คิดว่าโอกิจะยังมีแรงสู้ มันหันมาประจันหน้ากับโอกิด้วยความประมาทเล็กน้อย “แกไม่รอดหรอก!” โอกิคำราม เขากระโดดสูงขึ้น พร้อมกับแทงมีดอาคมที่เปล่งประกายสีเงินวาวอย่างสุดแรงเข้าใส่ 'หัว' ของเงาร่างนั้นเต็มๆ มีดอาคมไม่ทะลุผ่านไปเหมือนครั้งก่อน แต่กลับฝังลึกเข้าไปในส่วนที่ควรจะเป็นศีรษะของเงาร่างนั้น! เงาร่างนั้นแข็งค้าง เสียงหัวเราะอันหยาบกร้านพลันเงียบงัน ดวงตาสีแดงฉานที่เคยเปล่งประกายดุร้ายเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ร่างของมันจะเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง “อ๊ากกกก!” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นไปทั่วป่า ไม่ใช่เสียงคำรามที่น่าเกรงขามอีกต่อไป แต่เป็นเสียงแห่งความเจ็บปวดทรมาน เงาควันสีดำเริ่มสลายตัวอย่างรวดเร็ว เหมือนกับหมึกที่ละลายในน้ำ แตกออกเป็นอนุภาคเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศ “ตอนนี้แหละมายู!” โอกิตะโกน เขาชักมีดอาคมออกจากร่างเงาที่กำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว มายูที่เห็นโอกาส ดวงตาของเธอกลับมามีประกายอีกครั้ง เธอหยิบขวดแก้วเล็กๆ ที่มีจุกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนาออกจากกระเป๋า พร้อมกับเริ่มร่ายคาถาด้วยเสียงที่มั่นคงและชัดเจน “โอ้ พลังแห่งป่า… จงฟังคำวิงวอน… จงรวบรวมวิญญาณชั่วร้าย… กักเก็บไว้ในห้วงลึก… แห่งขวดอาคมนี้!” ขณะที่มายูร่ายคาถา ดวงวิญญาณเงาปีศาจที่แตกสลายเป็นอนุภาคเล็กๆ ก็เริ่มมารวมตัวกัน ก่อตัวเป็นลำแสงสีดำอมม่วงพุ่งเข้าหาปากขวดแก้วที่มายูถืออยู่ แสงนั้นหมุนวนเป็นเกลียวก่อนจะถูกดูดเข้าไปในขวดจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและเศษควันจางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ทันทีที่วิญญาณทั้งหมดถูกกักเก็บ มายูก็ปิดจุกขวดอย่างแน่นหนา พลังงานมหาศาลที่เคยแผ่กระจายไปทั่วบริเวณพลันสงบลง บรรยากาศของป่ากลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มายูทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า เธอจ้องมองขวดในมือที่ตอนนี้มีควันสีดำอมม่วงหมุนวนอยู่ภายใน โอกิเดินโซซัดโซเซเข้ามาหา “เธอ… เธอไม่เป็นอะไรนะมายู?” เขาถามด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าของเขาซีดเผือดจากการเสียเลือดและแรงปะทะ “ไม่เป็นไร…” มายูตอบ เธอเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนแรง “นายเองก็ด้วย… เก่งมากโอกิ” ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างโล่งใจ แม้จะได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่พวกเขาก็ผ่านพ้นการต่อสู้ครั้งแรกในป่าต้องสาปมาได้สำเร็จ และได้จับตัววิญญาณเงาปีศาจตัวแรกที่แตกต่างจากที่เคยเจอมาอย่างสิ้นเชิง แต่คำถามก็ยังคงค้างอยู่ในใจ… ผู้พิทักษ์แห่งป่าผู้นี้คือใครกันแน่? และทำไมมันถึงพยายามจะยึดพลังของพวกเขา? ปริศนายังคงรอคอยการคลี่คลายในป่าอันลึกลับแห่งนี้ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือยอดเขาไฟอัคคีแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยาม ดวงจันทร์สีเลือด โคจรขึ้นมาเต็มดวง แสงสีโลหิตอาบไล้ทิวทัศน์รอบข้างให้ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามกึกก้องจากปากปล่องภูเขาไฟดังกึกก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับเสียงหายใจอันหนักหน่วงของอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับพันปี กลิ่นกำมะถันและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ยิ่งสร้างความกดดันอันหนักอึ้งให้แก่ อิจิ และ ฮารุ ที่กำลังปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา “อีกนิดเดียวอิจิ! เราจะไปถึงแล้ว!” ฮารุตะโกนบอก เสียงของเธอสั่นเครือจากความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเธอยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ผ้ายันต์แห่งความจริงที่สถิตอยู่ในฝ่ามือของเธอเรืองแสงสีรุ้งอ่อนๆ ตอบรับกับพลังงานมหาศาลของดวงจันทร์สีเลือด “ฉันรู้ฮารุ… ฉันสัมผัสได้ถึงมัน” อิจิตอบ เขาปีนป่ายก้อนหินที่แหลมคมอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่จิตใจของเขามุ่งมั่นกว่าครั้งไหนๆ ดาบในมือของเขาเปล่งประกายสีเงินจางๆ พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นบนยอดเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายเสียงวิญญาณดังมาจากปากปล่องภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่น ลาวาสีแด
สายลมแห่งยามรุ่งอรุณพัดโชยมาปะทะร่าง อิจิ และ ฮารุ ที่ยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงมายังทิวทัศน์เบื้องหน้า เผยให้เห็นยอดเขาไฟที่สูงเสียดฟ้า มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบชื้นที่พวกเขาเพิ่งฝ่าฟันออกมา หมอกจางๆ ลอยปกคลุมรอบฐานของภูเขาไฟราวกับผ้าห่มสีขาว กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยมาตามลมเป็นสัญญาณเตือนถึงพลังงานที่ไม่สงบนิ่งที่อยู่ภายใน “นั่นแหละ… ยอดเขาไฟ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “มันดูน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะอิจิ” อิจิพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ใช่… พลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากที่นั่นมันมหาศาลมาก ‘ผู้ตื่น’ กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาในไม่ช้า” ผ้ายันต์แห่งความจริงที่ผนึกอยู่ในฝ่ามือของฮารุเรืองแสงจางๆ เป็นการยืนยันถึงความรู้สึกของอิจิ พวกเขามีเวลาเพียงสองราตรีเท่านั้นก่อนที่ ดวงจันทร์สีเลือด จะปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พันธนาการของ ‘ผู้ตื่น’ จะอ่อนแอที่สุด “เราต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด” อิจิกล่าว “และเราต้องหารหัสลับแห่งบรรพกาลให้เจอด้วย” “รหัสลับนั่น… มันอยู่ที่ไหนกันนะ?” ฮารุถาม “จิตวิญญาณแห่งต้นไม้บอกแค่ว่ามันอยู่ในผืนป่าแห
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่มันเป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่เป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ” อ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาทะเลทรายอันกว้างใหญ่ให้ระอุเป็นเพลิง พื้นทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บิดเบือนภาพลวงตาจากความร้อนจนผืนฟ้าและพื้นทรายดูเหมือนจะบรรจบกัน อิจิและฮารุเดินฝ่าพายุทรายที่เริ่มก่อตัวอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิยังคงไม่สมบูรณ์ บาดแผลที่สีข้างส่งสัญญาณเจ็บแปลบทุกครั้งที่เขาขยับตัว ส่วนฮารุก็ดูอ่อนแรงจากการใช้พลังแห่งชีวิตเมื่อครั้งก่อน แต่ดวงตาของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นี่มัน… กว้างใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลยนะอิจิ” ฮารุเอ่ย น้ำเสียงของเธอแหบแห้งจากการเดินทาง “นายแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง?” “สัญลักษณ์บนผ้ายันต์บอกใบ้ถึงภูเขาที่มีลำธารไหลผ่าน… หรือถ้ำที่มีน้ำตก” อิจิตอบ พยายามกลั้นเสียงหอบหายใจ “และจากแผนที่ที่ศาลเจ้าเผยให้เห็น… สถานที่นั้นอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้” ลมพายุทรายเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เม็ดทรายเล็กๆ ปลิวว่อนกระทบใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแสบ ทัศนวิสัยเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้า อิจิยกแขนขึ้นบังใบหน้าของฮารุไว้ “พายุทรายกำลังมาแล้ว! เราต้องหาที่กำบัง!” อิจิตะโกนบอก เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงลม ในชั่วพริบตาเดียว พายุทรายก็
มายูกับโอกิทรุดตัวลงกับพื้นหินข้างๆ ประตูมิติสีขาวสว่างจ้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการสลายตัวของเงาอสูรผู้เฝ้าทาง ลำแสงอ่อนโยนของมันสาดส่องไปบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดของป่าต้องสาปความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถูกโจมตีทางกายภาพ มายูหอบหายใจอย่างหนัก เธอใช้พลังฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโอกิในระหว่างการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะหมดสิ้นพลังงาน“เรา… เราชนะแล้วโอกิ” มายูพูดเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจโอกิพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองประตูมิติที่เรืองแสงอยู่ตรงหน้า“เราทำได้มายู… แต่ดูเหมือนว่าหนทางกลับบ้านจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” โอกิพูด เขาเลื่อนมือไปสัมผัสที่ซากของเงาอสูรผู้เฝ้าทางที่สลายไป มันทิ้งไว้เพียงกองหินสีดำที่ถูกฉาบด้วยควันสีม่วงจางๆ“หมายความว่าไงโอกิ?” มายูถามอย่างกังวลโอกิใช้มีดอาคมเขี่ยซากหินนั้น ก่อนจะพบกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก: มันคือแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ และมีพลังงานมืดมิดบางอย่างแผ่ออกมา“ฉันคิด







