LOGINเมื่อเห็นว่าล่ามกับแฟนกำลังเดินมาที่โต๊ะฉันรีบชักสายตากลับ กลับมาทำตัวนิ่งเงียบจนเมื่อล่ามกับแฟนเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะ
"เรยา" ฉันเงยหน้ามองล่ามที่จู่ ๆ ก็เอ่ยเรียกชื่อฉัน "ห้ะ" เลิกคิ้วเชิงถามเขาด้วยความไม่เข้าใจ "ย้ายไปนั่งข้างไอ้เดี่ยวมันได้ไหมกูจะให้เหมยอิงนั่งข้างกู" ประโยคเรียบนิ่งของล่ามที่ทำตัวฉันชาวาบ ฉันมองหน้าล่ามเล็กน้อยก่อนจะยอมลุกขึ้นพาตัวเองย้ายมานั่งข้างเดี่ยวแทน "นั่งเลยค่ะ" มองล่ามที่ขยับเก้าอี้ตัวที่ฉันนั่งเมื่อกี้ให้แฟนของเขาได้หย่อนก้นนั่ง "สวัสดีค่ะพี่ ๆ " เหมยอิง แฟนของล่ามยกมือไหว้พวกฉันทุกคนอย่างอ่อนน้อมเนื่องจากเธอน่ะมีอายุน้อยกว่าพวกฉันถึงสามปี เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นรุ่นน้องนั่นแหละค่ะ เหมยอิงเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก มารยาทก็ดีงาม อ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอเพราะเธอเป็นแบบนี้มั้งคะเลยชนะใจล่ามไปเต็ม ๆ "วันนี้ขอเหมยร่วมสนุกด้วยคนนะคะ" เธอพูดพลางยิ้มบางให้พวกฉัน "ตามสบายเลยครับน้องเหมย อยากดื่มอะไรบอกเดี๋ยวพี่ชงให้" "แฟนกู กูดูแลเองมึงไม่ต้องเสือก" ล่ามว่าให้กันต์อย่างไม่จริงจังมากนักก่อนจะเอื้อมมือหยิบแก้วอีกใบมาชงเหล้าให้แฟนสาว ฉันมองภาพพวกนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลายก่อนจะก้มหน้างุดเมื่อไม่อาจทนมองภาพของล่ามกับแฟนของเขาได้อีกต่อไป มองแก้วเหล้าของตัวเองด้วยขอบตาที่ร้อนผ่านพลันน้ำตาก็พาลจะไหล ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้เขายังดูหวงฉัน แต่ดูตอนนี้สิในสายตาของล่ามแทบไม่มีฉันอยู่เลย "แล้วนี่เป็นไรเอาแต่นั่งเงียบ" เสียงของวินทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ก่อนจะเงยหน้ามามองเขา "เปล่า" ตอบวินเสียงเรียบนิ่ง "พี่เรยาแต่งตัวสวยจังเลยนะคะ เหมยก็อยากจะแต่งแบบพี่เหมือนกัน แต่พี่ล่ามน่ะสิคะไม่ยอมให้เหมยแต่งสักทีไม่รู้จะหวงอะไรเหมยนักหนาทั้ง ๆ ที่เหมยไม่ได้ดูดีอะไรเลย" จู่ ๆ เหมยอิงก็หันมาพูดกับฉันก่อนที่จะทำหน้ามุ่ยใส่ล่ามด้วยท่าทีเง้างอน "ใครบอกกันคะ เหมยสวยไงคะพี่ถึงหวงแต่ถึงเหมยจะไม่สวยพี่ก็หวงอยู่ดี เหมยเป็นแฟนพี่ร่างกายของเหมยพี่มองได้คนเดียว" ล่ามล็อกหน้าเหมยอิงก่อนจะเอ่ยพูดประโยคร่ายยาวออกมาจนแฟนสาวของเขาหน้าแดงระเรื่ออย่างเขินอาย "คนบ้า" เหมยอิงว่าก่อนจะตีแขนล่ามเบา ๆ เพื่อน ๆ ในโต๊ะก็ร้องโห่แซวเขาสองคนที่มานั่งจีบกันอย่างไม่เกรงใจ แววตาที่เพื่อน ๆ ของฉันมองเหมยอิงก็เต็มไปด้วยความเอ็นดูในความน่ารักของเธอ ฉันในตอนนี้อยากจะลุกหนีไปไกล ๆ เลยค่ะแต่ก็ไม่สามารถทำได้น้ำตามันก็พาลจะไหลออกมาให้ได้ ทำไมฉันต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยนะ ทำไมฉันต้องเจ็บแบบนี้ ฉันควรจะยินดีกับล่ามสิที่เขามีความรักที่ดีขนาดนั้นไม่ใช่มานั่งเสียใจที่เขากับแฟนรักกันส่วนคนที่ทำได้เพียงแอบรักอย่างฉันก็ควรที่จะทำใจและยอมรับความจริงได้แล้วว่าเรื่องของฉันกับเขามันไม่มีทางเป็นไปได้ ฉันกับล่ามเราเป็นได้แค่เพื่อนกันเท่านั้น และต่อให้ฉันย้ำเตือนตัวเองแค่ไหนแต่ใจเจ้ากรรมของฉันมันดันไม่รักดี เพียงล่ามทำดี ใจดวงนี้มันก็พร้อมที่จะเจ็บ "แต่เอ๊ะ" ทุกคนภายในโต๊ะหันไปมองหน้าเหมยอิงพร้อมเพรียงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย สายตาของเหมยอิงโฟกัสมาที่ฉัน เธอมองเสื้อที่ล่ามใช้คลุมขาฉันในตอนแรกอย่างพินิจพิจารณา "เสื้อพี่ล่ามหนิคะ" เธอชี้นิ้วมาที่เสื้อที่คลุมขาฉันอยู่ "ใช่ค่ะ เสื้อพี่เองพี่ให้เรมันยืมปิดขา ชุดมันน่ะสั้นมาก" ล่ามรีบอธิบายทันทีเมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของแฟนสาว "อ๋อ อย่างงี้นี่เอง" เหมยอิงฉีกยิ้มกว้าง "หวงพี่เรยาเหรอคะ" ก่อนจะหันไปถามล่ามด้วยท่าทีหยอกล้อ "ไม่มีทางค่ะ คนที่พี่หวงมีแค่เหมยอิงคนเดียว" ล่ามตอบแฟนสาวของเขาทันทีแทบไม่ต้องคิดอะไร "ดีแล้วค่ะ" เหมยอิงว่าพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะซบลงที่อกของล่ามอย่างออดอ้อน ฉันเหยียดยิ้มมองคนทั้งสองอย่างนึกสมเพชตัวเอง เป็นคนไม่เจียมตัวก็สมควรที่จะเจ็บแบบนี้....กลับจากฮันนีมูนก็กลับมาลุยงานกันต่อ เวลาพักผ่อนนี่มันผ่านไปเร็วจริง ๆ เลยเนอะแตกต่างจากเวลาทำงานที่เวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้านึกว่าเต่าคลานยังไงยังงั้น การไปฮันนีมูนของฉันกับล่ามเป็นอะไรที่ดีมาก หื้มมจะเรียกว่าเราไปฮันนีมูนกันได้ไหมน้าในเมื่อความเป็นจริงเราไปปั้มเบบี้กันมามากกว่า บรรยากาศที่นั่นน่ะดีมาก ๆ สถานที่ก็เป็นใจ อาหารก็อร่อย ฉันอยากลาพักร้อนสักเก้าเดือนและถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากลาพักร้อนเร็ว ๆ นี้มันซะเลย พอกลับมาทำงานเวลาที่ฉันกับล่ามจะเจอกันก็ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกวันเพราะล่ามน่ะมีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะมากต่างจากฉันที่ยังมีพ่อกับพี่รันต์คอยทำเองทุกอย่าง ฉันแค่ช่วยในส่วนที่เล็กน้อยน้อยมาก แต่ล่ามน่ะต้องรับผิดชอบเองคนเดียวทั้งหมด และที่บอกว่าเราเจอกันน้อยลงทุกวันน่ะเป็นเพราะว่าล่ามน่ะเลิกงานดึกมากบางครั้งเขากลับมาบ้านฉันก็หลับไปแล้ว ตื่นเช้ามาก็เจอกันแค่แป๊บ ๆ แต่ต่อให้ฉันกับเขาจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันล่ามน่ะก็ไม่มีเรื่องผู้หญิงเข้ามาทำให้ฉันปวดหัวเลยค่ะเอ๊ะหรือว่าฉันจับไม่ได้กันแน่น้า และเนื่องจากเวลาที่ไม่ค่อยตรงกันวันนี้ล่ามเลยอาสามารับไปฉันกินข้าวเที่ยงเพราะวันนี
แต่งงานกันมาจะครบหนึ่งปีแต่ฉันกับล่ามยังไม่เคยไปฮันนีมูนตามประสาคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันเลยสักครั้งด้วยภาระหน้าที่การงานที่ฉันกับเขาต้องดูแลกันมันเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ล่ามเป็นลูกคนเดียวและตอนนี้อาคีก็ได้ให้ล่ามเป็นคนดูแลงานในบริษัทเองทั้งหมดโดยมีอาคีคอยหนุนหลังอยู่ห่าง ๆ นั่นแปลว่าจากที่เคยรับผิดชอบชีวิตพนักงานแค่ครึ่งหนึ่งตอนนี้ล่ามกลายเป็นที่พึ่งพึงของพนักงานทั้งหมด มองดูเขาในตอนนี้กับเขาในตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เหมือนกันว่าคนอย่างล่ามจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ จากที่เขาเคยดูจริงจังกับงานตอนนี้เขาดูจริงมากขึ้นเป็นร้อยเท่า จากเป็นคนใจร้อนก็ดูใจเย็นลงจนน่าเหลือเชื่อ เขาคิดก่อนพูดอยู่เสมอและฟังเหตุผลของคนอื่นมากขึ้น เวลานี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ฉันที่แต่งตัวเสร็จก่อนล่ามก็ออกมาทำมื้อเช้ารอเขาเมื่อทำเสร็จฉันก็ยกมื้อเช้ามาวางไว้ให้ล่ามก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหยิบไอแพดคู่ใจขึ้นมาตรวจงาน ฟอด นั่งตรวจงานเพลิน ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากเรียวกดจูบหนัก ๆ ที่แก้มนวลของฉัน "ชื่นใจจัง" ไม่ว่าเปล่าล่ามยังฉีกยิ้มร่าก่อนจะยื่นแก้มเข้าหาให้ฉันหอม
หลังจากที่ฉันกลับมาคืนดีกับล่าม เรียกว่าคืนดีได้ใช่ไหมคะ ทุกคนจะไม่หมั่นไส้เบะปากใส่ฉันใช่ไหมฮ่าฮ่า ก็ตามนั่นแหละค่าเพราะหลังจากที่ฉันคืนดีกับล่ามได้ไม่นาน แม่ของฉันที่รอคอยเวลานี้มานานก็ไม่รอช้าที่จะจับฉันกับล่ามแต่งงานกันเหตุผลง่าย ๆ ที่แม่ฉันรีบขนาดนั้นก็เพราะว่าท่านกลัวฉันเปลี่ยนใจและที่สำคัญไปกว่านั้นเริ่มมีคนเอาเรื่องของฉันกับล่ามไปนินทาในทางเสีย ๆ หาย ๆ แม่ฉันก็เลยจัดการจัดงานแต่งให้ฉันกับล่ามสยบขี้ปากชาวบ้านซะเลยโดยที่ไม่มีใครเอ่ยคัดค้านใด ๆ ทุกคนต่างพากันพร้อมใจเห็นด้วยกับแม่ฉันทุกคน และคนที่ดูดีใจออกนอกหน้ากว่าใครเห็นทีว่าก็น่าจะไม่พ้นล่ามอยู่ดีรายนั้นน่ะดีใจยิ่งกว่าอะไรเสียอีก หลังจากจบงานแต่งงานของเราฉันกับล่ามก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คอนโดด้วยกันสองคนตามลำพังเนื่องจากทั้งฉันและเขาต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัวเราเลยลงความเห็นร่วมกันว่าออกมาซื้อคอนโดใหม่อยู่ด้วยกันสองคนดีกว่า และที่ฉันกับล่ามตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่แทนบ้านใหม่นั่นก็เพราะว่าเราต่างก็มีบ้านที่หลังใหญ่อยู่แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เปลืองตังค์เพิ่มไปทำไมเพราะยังไงในอนาคตเราก็ต่างต้องย้ายกลับไปอยู่บ
ฉันบอกแล้วว่าคนไงว่าคนอย่างล่ามไม่มีทางลดตัวลงมาทำอะไรแบบที่ฉันขอไปแน่ ๆ เพราะนี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะมาขมาแบบที่ฉันขอไปเลยทั้งที่ฉันกับเขาเราเจอหน้ากันทุกวัน ทั้งที่เขามาตามง้อฉันอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะทำแบบนั้นมีแต่คำขอโทษ ขอโอกาสที่เขาพูดกรอกหูฉันทุกวันจนฉันหลอนคำพูดพวกนั้นไปเสียแล้ว วันนี้ฉันมาทำงานที่บริษัทกับพี่รันต์หลังจากที่ล่ามรักษาตัวจนหายดีเขาก็กลับมาทำงานของเขา พี่รันต์ก็กลับมาทำงานของตัวเอง และพี่รันต์บอกกับฉันว่าวันนี้เพื่อนของเขาจะเข้ามาคุยงานเลยอยากให้ฉันเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้งานจากตรงนี้ด้วย ดังนั้นในตอนนี้ฉันเลยต้องมานั่งอยู่ในห้องทำงานของพี่รันต์ ด้านหน้าของฉันมีเพื่อนพี่รันต์กับเหมยอิงนั่งอยู่ ฟังไม่ผิดค่ะเหมยจริง ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาคุยงานกันเหมยอิงเธอก็นั่งกินมะม่วงอย่างหน้าตาเฉยโดยที่สายตาของเธอก็เอาแต่จ้องหน้าฉันไม่วางตา คราแรกที่เดินเข้ามาแล้วเห็นเธอนั่งอยู่ยอมรับว่าฉันตกใจมาก ๆ และฉันก็ต้องตกใจเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเธอท้อง "งั้นเดียวแกนั่งคุยกับเหมยอิงไปก่อนนะพี่จะพาไอ้เทียนไปพบพ่อ" เมื่อคุยงานกันอย่างลงตัวพี
"ฉันไม่ได้โกรธ" ฉันบอกออกไปเสียงเรียบ ล่ามที่ได้ยินฉันพูดแบบนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะเลือนหายเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของฉัน "แต่ฉันเกลียดนายต่างหาก" "........" เขานิ่งลงไปเลยเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้นก่อนที่เขาจะระบายยิ้มฝืด ๆ ออกมา เมื่อเห็นว่าล่ามนิ่งฉันเองก็นิ่งตามเขาไปด้วยเหมือนกันระหว่างที่นั่งมองหน้ากันอยู่นั้นฉันอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามองสำรวจร่างกายของล่ามว่าเขายังเป็นอะไรตรงไหนไหมแต่พอเห็นว่าร่างกายของเขาตอนนี้กลับมาเป็นปกติทุกอย่าง "เฮ้อ" ฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ "เป็นห่วงฉันเหรอ" ฉันชะงักกับคำถามนี้ของล่าม ฉันแสร้งชักสีหน้าใส่ล่ามกลบเกลื่อนอาการเล่อล่าของตัวเองที่เผลอไปแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงจนโดนเขาจับได้ "ใครมันจะไปเป็นห่วงนาย คนอย่างนายตายซะได้ก็ดี" ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป หน้าล่ามเองก็สลดไปเลยเหมือนกันเมื่อได้ยินฉันพูดแบบนั้น "ขะ ขอ" "เธอเกลียดฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ" ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษล่ามก็ต้องชะงักเมื่อล่ามเขาพูดสวนขึ้นมา ล่ามถามฉันน้ำเสียงแผ่วเบาสีหน้าเขามันดูเจื่อนลงไปมากจนฉันสัมผัสได
หลายวันแล้วที่ฉันเอาแค่หมกตัวยุ่งอยู่แต่กับการทำงาน ในระหว่างที่ล่ามพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลพ่อของฉันก็เลยให้พี่รันต์เข้าไปช่วยงานอาคีชั่วคราวเพราะว่าตอนนี้งานที่บริษัทอาคีค่อนข้างยุ่งเนื่องจากมีโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำร่วมกับบริษัทของพ่อฉันและเพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้อาคีได้มอบหมายให้ล่ามรับหน้าที่ดูแลแต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมันเลยทำให้แผนงานต่าง ๆ ที่วางไว้ชะงักลงไป ทั้งพ่อ อาคี และคนอื่น ๆ เลยร่วมกันหาลือว่าระหว่างที่ล่ามพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ให้พี่รันต์ดูแลงานแทนไปก่อน "ล่ามออกจากโรงพยาบาลแล้วนะลูกไม่ไปเยี่ยมเขาหน่อยหรือไง ตอนเขาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเขาจะใจจืดใจดำลกับล่ามมันไปถึงไหนกัน" ฉันเงยหน้าจากหน้าจอแมคบุ๊คขึ้นมามองแม่ที่นั่งปอกผลไม้อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉัน หลังจากที่ฉันทะเลาะกับแม่เรื่องฉันกับล่ามเมื่อครานั้นตอนนี้ฉันกับแม่ก็กลับมาคุยกันปกติ กลับมารักกันเหมือนเดิมแต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่แม่บ่นฉันเรื่องของล่ามเสมอ ท่านมักบอกว่าฉันมันใจจืดใจดำขนาดล่ามนอนเจ็บปางตายฉันก็ไม่คิดจะไปเหลียวแลเขาสักนิดซึ่งฉันก็ไม่คิดจะตอบโต้อะไรปล่อยให้แม่พูดไปคนเดียวเพราะต่อให้แม่







