“เขามาคุยอะไรพ่อเหรอคะ” อลินเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ทันทีที่เดินเข้ามาในห้องทำงานของคนเป็นพ่อ
“คุณเทียนอวี้กำลังจะขยับขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทย มีโครงการใหม่ที่กำลังจะเริ่ม เลยอยากให้พ่อช่วยดูเรื่องออกแบบให้”
“ถึงกับมาคุยกับพ่อด้วยตัวเองเลยเหรอคะ”
“งานใหญ่ เขาก็คงอยากคุยรายละเอียดด้วยตัวเอง”
“อ๋อค่ะ”
“ว่าแต่ลูกรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวด้วยเหรอ?” คนเป็นพ่อเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เมื่อนึกถึงตอนที่ได้ยินลูกสาวเรียกเทียนอวี้ว่า ‘น่านฟ้า’
พอรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเกิดและเติบโตที่ประเทศไทย จึงมีชื่อไทยใช้ด้วย ทว่าสิ่งที่ทำให้สงสัยคือ เขาไม่เคยเล่าเรื่องนั้นให้อลินฟังมาก่อน แล้วลูกสาวไปรู้จักเทียนอวี้ ถึงขั้นเรียกชื่อไทยได้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
“พี่ชายเพื่อนลินเอง ที่ชื่อน้ำขิง”
“แล้วทำไมไปเรียกเขาว่านายล่ะ”
“เหม็นขี้หน้า”
“เขาไปทำอะไรให้?”
“พ่อก็รู้นิสัยของพี่อลิน แค่มีใครมามองหน้าหน่อยก็แทบเขม่นใส่แล้ว”
“นี่! เห็นฉันเป็นพวกนักเลงรึไง”
อิกคิวยักไหล่เบาๆ ราวกับคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมา ทำเอาอลินหรี่ตามองน้องชายอย่างหมั่นไส้
“เราเองก็ระวังคำพูดคำจาหน่อยนะอลิน เขาอายุมากกว่า อีกอย่างนั่นก็คุณชายตระกูลหาน เกิดเขาไม่พอใจที่ลูกพูดจาไม่ให้เกียรติขึ้นมา พวกเราจะพลอยซวยกันทั้งบ้าน”
ความจริงแล้วคุณชายตระกูลหานไม่ได้ใจร้ายหรือน่ากลัวอย่างที่คนเป็นพ่อพูดขู่ลูกสาวเลยสักนิด แต่กับคนอย่างอลิน ถ้าไม่ยกเรื่องใหญ่โตมาขู่ให้กลัวเสียบ้าง เจ้าตัวก็คงไม่ยอมอ่อนข้อหรือสงบปากสงบคำลงง่ายๆ
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
“ใช่ อย่าท้าทายอิทธิพลของตระกูลนี้”
“ค่ะ ต่อไปลินจะระวังคำพูดคำจาตัวเองให้มากกว่านี้”
“ดีแล้ว”
“แต่ว่า…” อลินลากเสียงยาวๆ อมยิ้มกริ่ม ก่อนจะขยับตัวเข้าไปนั่งเบียดชิดคนเป็นพ่อ ส่งสายตาปิ๊งๆ อย่างมีเลศนัย
เห็นลูกไม้นี้มาตั้งแต่เด็ก มีหรือวรินทร์จะไม่รู้ว่าลูกสาวกำลังจะขออะไร
ขอเงิน…
“เดี๋ยวพ่อโอนให้”
ดวงตาคู่สวยพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
“คุณพ่อน่ารักที่สุดในโลกเลย!”
ฟอด!
ลูกสาวคนสวยโน้มตัวไปหอมแก้มพ่อฟอดใหญ่ ก่อนจะกอดแขนแกร่งเอาไว้แน่นด้วยความดีอกดีใจ เมื่อ ‘ธนาคารประจำบ้าน’ อนุมัติวงเงินให้เรียบร้อยโดยไม่ต้องยื่นเอกสารสักแผ่น
วรินทร์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายปนเอ็นดู เป็นธนาคารให้ทั้งลูกทั้งเมีย สงสัยชาติก่อนเขาคงกู้โลกเอาไว้ ชาตินี้ถึงได้โชคดีหน่อยเกิดมารวย เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนอย่างวรินทร์เลยสักนิด
•••
ณ บาร์หรูแห่งหนึ่ง
อลินออกมาดื่มกับฮันนี่สองคนที่บาร์หรูย่านทองหล่อ เดิมทีนัดกันไว้สามคน แต่น้ำขิงส่งข้อความมาบอกตั้งแต่ช่วงเย็นแล้วว่าคงไม่ได้มาด้วย
ก็ไม่แปลกหรอก…
เพิ่งตกลงเป็นแฟนกับคิเร็นหมาดๆ แถมยังลงสตอรี่หวานฉ่ำจนคนโสดอย่างพวกเธอแทบเหม็นความรักไปหมด ต่อให้น้ำขิงปฏิเสธนัดเพราะอยากอยู่กับแฟน ทั้งคู่ก็พร้อมเข้าใจ
“ร้านนี้ฟีลดีอยู่นะ รอบหน้ามาอีก” ฮันนี่พูดขึ้นหลังเหลือบมองบรรยากาศรอบร้านอย่างพึงพอใจ
“เดี๋ยวอีกหน่อยแกก็คงเหมือนยัยน้ำขิง พอเพื่อนมีแฟนกันหมด ฉันคงต้องหาอะไรทำคนเดียวแล้วมั้ง” อลินพูดติดตลกคล้ายตัดพ้อ
ถึงปากจะบ่นแบบนั้น แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ดีใจกับเพื่อนที่ได้เจอความรักดีๆ ทว่าส่วนลึกข้างในใจก็อดอิจฉาไม่ได้ เพราะเธอเองก็อยากมีความรักดีๆ แบบนั้นบ้างเหมือนกัน อยากมีใครสักคนที่รักและรับเธอได้ในแบบที่เป็น
แต่ด้วยนิสัยชอบเอาแต่ใจ ขี้เหวี่ยงขี้วีน แถมยังอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเธอแบบนั้น คงมีใครทนอยู่ด้วยได้นานหรอก พอคิดแบบนั้น แววตาคู่สวยที่เคยสดใสพลันหม่นลง
“ทำไมแกไม่ลองเปิดใจให้ใครสักคนดู”
“ใครจะมารับนิสัยฉันได้”
ที่ผ่านมาเคยลองเปิดใจแล้ว แต่ผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามากลับไม่มีใครรับตัวตนของเธอได้จริงสักคน บางคนเข้ามาเพื่อหวังผล บางคนก็อาหวังจนดูออกตั้งแต่แรกว่าต้องการอะไร พอเจอแบบเดิมซ้ำเข้าอยู่บ่อยครั้ง เลยคิดว่าอยู่คนเดียวดีกว่าเจอผู้ชายเหี้ยๆ
“นั่นพี่ชายยัยน้ำขิงนี่นา”
อลินที่กำลังยกแก้วค็อกเทลขึ้นดื่มต้องชะงักมือ สายตาเหลือบมองไปยังมุมหนึ่งของร้าน ก่อนจะพบน่านฟ้าเพิ่งหย่อนตัวลงนั่งที่โต๊ะหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณบาร์ที่เธอกับฮันนี่นั่งดื่มกันอยู่ไม่ไกลนัก
“พี่ชายยัยน้ำขิงหล่อเนอะ ยังกับพระเอกซีรีส์จีน”
“งั้นๆ จืดชืดจะตาย”
“จืดชืดตรงไหนกัน แกลองตัดอคติออกแล้วมองเขาใหม่ดูสิ ตอนเดินเข้ามาฉันเห็นสาวๆ มองกันเต็มร้านเลยนะ”
อลินไม่ตอบ เพียงแค่ยกค็อกเทลขึ้นดื่มต่อ
“ฉันว่าพี่น่านฟ้าหล่อออก เห็นน้ำขิงบอกยังโสดด้วยนะ ทำไมแกไม่….”
“พอเลยๆ ไม่ต้องมาจับคู่ให้ฉัน ฉันไม่ได้ชอบเขา”
“เห็นเพื่อนยังไม่มีคู่ไง กลัวเพื่อนเหงา”
“ฉันอยู่คนเดียวได้ย่ะ”
ถึงจะอยากมีใครสักคนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะคว้าใครก็ได้มาเพียงเพื่อดับความเหงา ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนบทเรียนทุกอย่างหมดแล้ว จึงไม่คิดรีบร้อนเพียงเพราะกลัวตัวเองต้องเหงา ในวันที่เพื่อนทยอยมีแฟนกันไปทีละคน เพราะเธอเป็นคนหนึ่งที่อยู่คนเดียวได้ดีอยู่แล้ว
อลินกับฮันนี่นั่งดื่มด้วยกันท่ามกลางบรรยากาศคึกคักรอบตัว มากันแค่สองคนแต่ก็สนุกได้ไม่แพ้ใคร ค็อกเทลหมดไปแล้วคนละสองแก้ว ตอนนี้บาร์เทนเดอร์กำลังเสิร์ฟแก้วที่สามมาให้
ระหว่างนั้นเอง อลินไม่ได้ตั้งใจเหลือบมองไปทางโต๊ะน่านฟ้าเลยสักนิด แต่กลับสบตาเข้ากับเขาพอดิบพอดี รีบละสายตาหนีจากอีกฝ่ายโดยเร็ว หันกลับมาจิบค็อกเทลต่อเงียบๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อย่างที่ฮันนี่ว่าไว้จริงๆ ถ้าตัดอคติที่มีต่อเขาออกไปเสียบ้าง น่านฟ้าก็นับเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาไม่เบาคนหนึ่ง ยอมรับว่าจังหวะที่สบตากันเมื่อครู่ เธอแอบใจสั่นอยู่ไม่น้อย นอกจากความหล่อแล้ว เขายังมีเสน่ห์ดึงดูดบางอย่างที่ชวนให้อยากค้นหาอีกต่างหาก
“นั่นคนคุยเก่าแกนิอลิน ทำไมถึงไปอยู่โต๊ะเดียวกับพี่น่านฟ้าได้วะ”
อลินหันกลับไปมองทางโต๊ะน่านฟ้าอีกครั้ง เห็นภาพของคนคุยเก่าอย่าง ‘แพกซ์’ ยกมือไหว้ทักทายน่านฟ้าและคนอื่นๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลง
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน อลินเคยคุยกับแพกซ์อยู่พักหนึ่งจนเกือบจะคบกันแล้วด้วยซ้ำ แต่ดันมารู้ความจริงเข้าเสียก่อน ว่าแพกซ์แค่หวังจะหลอกฟันเพื่อเก็บแต้มเท่านั้น ไม่ได้คิดจริงจังอะไรด้วย
ส่วนตัวอลินเองไม่ได้แคร์นักหรอกหากใครสักคนจะเข้ามาหลอกฟัน เธอไม่ได้โลกสวยขนาดนั้น ถึงจะไม่เคยมีเซ็กซ์มาก่อนก็ตาม ที่อลินตัดใจไม่คุยต่อไม่ใช่เพราะเรื่องหลอกฟันเพียงอย่างเดียว แต่เพราะแพกซ์มันเหี้ยเกินไปต่างหาก
ตั้งใจหลอกฟันไม่พอ ยังคิดจะถ่ายคลิปตอนมีเซ็กซ์เอาไว้ส่งต่อให้เพื่อนแลกกับเงินอีก แถมระหว่างที่คุยกัน ปากบอกว่ามีแค่เธอคนเดียวทั้งที่ความจริงแอบไปเอากับคนอื่นนับไม่ถ้วน อลินตัดสินใจบล็อกอีกฝ่ายทิ้ง แล้วหายไปจากชีวิตแพกซ์เลยตั้งแต่วันนั้น
“ร้านมีตั้งเยอะตั้งแยะดันมาเจอกันร้านนี้ โลกกลมเกิน”
“ว่างั้นแหละ” เธอตอบกลับเสียงเรียบ ยกค็อกเทลขึ้นดื่มต่ออย่างไม่ใส่ใจ
แอลกอฮอล์ในค็อกเทลที่ดื่มเข้าไปสามแก้วเริ่มออกฤทธิ์ ทั้งอลินและฮันนี่ต่างเริ่มเมากรึ่มไปตามๆ กัน การได้เจอแพกซ์อีกครั้ง ไม่ได้ทำให้อลินรู้สึกกระเพื่อมอะไรในใจเลยสักนิด ตรงกันข้าม กลับรู้สึกเฉยๆ เสียด้วยซ้ำ
“ไปห้องน้ำก่อนนะ”
“โอเค”
อลินก้าวลงจากเก้าอี้ยาวหน้าบาร์ ทางเดินไปห้องน้ำจำเป็นต้องผ่านโต๊ะน่านฟ้าซึ่งตอนนี้ไม่มีเขานั่งอยู่ หญิงสาวเดินผ่านไปโดยไม่คิดจะเหลือบมองตรงนั้นแม้แต่น้อย แพกซ์มองอลินที่เดินผ่านหน้าไป
หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย อลินก้าวออกมาจากห้องน้ำ ทว่ากลับต้องชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นแพกซ์ยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าห้องน้ำหญิงนัก เขามองมาทางนี้พอดี ในจังหวะเดียวกับที่เธอเหลือบไปเห็นน่านฟ้าซึ่งกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล
ร่างเล็กเดินตรงไปหาน่านฟ้าโดยไม่ลังเล ทันทีที่เห็นแพกซ์มีท่าทีคล้ายจะเดินเข้ามาหา
“อลิน”
ว่าแล้วเชียว…
แพกซ์ตั้งใจมาดักรออยู่ตรงนี้จริงๆ ด้วย อลินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียกนั้น
น่านฟ้าที่เพิ่งคุยโทรศัพท์เสร็จ ยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงแล้วตั้งท่าจะเดินกลับโต๊ะ ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นอลินกำลังเดินตรงมาทางนี้
“บังเอิญจังเลยค่ะ เจอพี่น่านฟ้าที่นี่”
แพกซ์เห็นอลินเดินตรงเข้าไปหาน่านฟ้า จึงค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง ในหัวเริ่มผุดคำถามขึ้นมาเองว่า…
ทำไมอลินถึงรู้จักกับน่านฟ้า?
น่านฟ้าเองก็ทำหน้างุนงงไม่แพ้กัน ปกติแล้วอลินมักแสดงกิริยาท่าทางไม่ค่อยน่ารักเวลาเห็นหน้าเขา แต่ครั้งนี้กลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เมนส์มาหรือไง อารมณ์ถึงได้ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้
“มาดื่มเหรอคะ?” อลินเอ่ยถามขึ้น แววตาที่มองคนตรงหน้าเป็นประกายพราวระยับอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ผสมกับความอยากเอาคืนแพกซ์ เธอจึงเลือกเข้าหาน่านฟ้าแทน
“อืม”
“คืนนี้พี่น่านฟ้าว่างไหมคะ”
คำถามของอลิน ทำเอาคุณชายจากตระกูลหานถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้างุนงง
“เราสองคนไป…รื้อฟื้นความหลังกันดีไหม”
รื้อฟื้นความหลัง? เขากับยัยนี่เคยมีความหลังอะไรร่วมกันด้วยหรือไง เท่าที่จำได้มีแค่วันนั้นที่คนของเขาขับรถเหยียบน้ำกระเซ็นใส่จนอลินไม่พอใจ ถึงขั้นถอดรองเท้าขว้างใส่รถเพื่อให้จอดขอโทษ
นั่นหรือเรียกว่าความหลัง?
ปลายนิ้วเรียวยาวกรีดลงกลางอกแกร่งผ่านเนื้อผ้าเสื้อเชิ้ตสีดำ การกระทำนั้นทำเอาน่านฟ้าหลุบสายตาลงมองอย่างไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย ก่อนที่มือหนาจะรวบข้อมือเล็กเอาไว้
หมับ!
“คิดจะทำอะไร…!”
เพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าอลินจะกล้าทำเรื่องอุกอาจถึงเพียงนี้ เขาจึงไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อถูกยัยเด็กแก่แดดคนนี้ดึงตัวลงไป
‘จูบ’