แพกซ์ทนมองภาพตรงหน้าไม่ไหว สุดท้ายจึงเลือกเดินออกไปจากตรงนั้นเสียเอง เพียงเท่านี้ก็พอจะยืนยันได้แล้วว่า ระหว่างอลินกับคุณชายแห่งตระกูลหาน คงมี ‘อะไรบางอย่าง’ ที่มากเกินกว่าคำว่าคนรู้จักแน่นอน
ถึงแม้ว่าลึกๆ จะแอบเจ็บใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง เพราะกลัวอิทธิพลของคุณชายตระกูลหาน
มือเรียวที่กำแน่นคอเสื้อของน่านฟ้าเริ่มคลายออกอย่างช้าๆ ในขณะที่ปลายเท้าซึ่งเขย่งขึ้นค่อยๆ ลดส้นลงเหยียบพื้นตามเดิม เตรียมจะถอนจูบออก
แต่ทว่า…
พรึ่บ!
“อื๊อ!” ใบหน้าสวยหวานนิ่วขึ้น คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม เมื่อถูกน่านฟ้าผลักร่างให้ติดกับผนังเย็นเฉียบ ก้มลงกดจูบซ้ำอย่างร้อนแรง เป็นรสจูบแบบที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต
ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้ามาสำรวจภายในโพรงปาก ปลายลิ้นแตะไล้เกี่ยวรัดกับลิ้นเล็กอย่างช่ำของ
อลินรู้สึกหัวใจเต้นรัวจนแทบไม่เป็นจังหวะ ทั้งจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ในร่างกาย และรสจูบที่ร้อนแรงเกินกว่าจะรับมือไหว มือเล็กที่เคยกำแน่นคอเสื้อบัดนี้อ่อนแรงลงจนเกือบยกไม่ขึ้น มีเพียงเสียงหอบหายใจที่หลุดลอดออกมาเป็นระยะ ปะปนกับเสียงดนตรีในร้านที่ดังแว่วมา
น่านฟ้าค่อยๆ ถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ลมหายใจร้อนผ่าวของทั้งสองคนเป่ารดกัน อลินหายใจโกยอากาศเข้าเต็มปอด ใบหน้าร้อนผ่าวแดงก่ำเพราะรสจูบไม่คุ้นเคยเมื่อครู่
“เมาแล้วทำแบบนี้กับทุกคนเลยรึไง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม
อลินอ้าปากจะตอบแต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ ไม่รู้จะอธิบายตัวเองอย่างไรให้ฟังดูมีเหตุผล
เธอแค่อยากแก้เผ็ดแพกซ์ ที่เคยหวังมีอะไรด้วยเพื่อถ่ายคลิปส่งต่อให้เพื่อนแลกกับเงิน แถมตอนเป็นคนคุยกันยังโกหกหน้าตาเฉยว่ามีแค่เธอคนเดียว ทั้งที่ความจริงแอบไปมีอะไรกับคนอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะแค่อยากเอาชนะแพกซ์ จึงเลือกเข้าหาน่านฟ้า หากเทียบกันแล้วแพกซ์คงไม่มีทางสู้เขาได้
ทว่าตอนนี้เมื่อต้องมายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าของสายตาคมกริบที่จับจ้องมานิ่งๆ คำอธิบายทั้งหมดที่เตรียมไว้ในหัวกลับพร่าเลือนหายไปจนหมด
“อ่อย?” น่านฟ้าถามซ้ำเมื่อเห็นอีกคนเอาแต่เงียบ พร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นสูง
“อื๊อ…ก็ลินเมา” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สายตาหลุบต่ำมองอกแกร่งอย่างไม่กล้าสบสายตาด้วย
“อ่า เมาแล้วมาจูบคนอื่นงั้นสิ” มุมปากของน่านฟ้าขยับเป็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่ไม่อาจตีความได้ว่าล้อเล่นหรือจริงจังกันแน่
“ก็…” อลินอึกอักไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ใจหนึ่งอยากอธิบาย อีกใจกลับอยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วที่สุด
น่านฟ้าโน้มตัวลงมาหา ส่งผลให้ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลง ความใกล้ชิดทำให้อลินได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นอ่อนๆ ปะปนมากับไอร้อนจากลมหายใจของเขาจนใจสั่นไหว
“อย่ามาเล่นกับคนอย่างฉัน อลิน”
ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นผู้ชาย ความอดทนไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น การกระทำของอลินเมื่อครู่ สามารถปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ตื่นขึ้นมาได้ไม่ยาก เพียงแต่ไม่อยากเอาเปรียบเธอ จึงพยายามข่มใจไม่ถือสา เพราะคำตอบที่ได้ยินเมื่อครู่มีเพียงคำเดียวคือ…เมา
“แต่ว่า…ปากพี่น่านฟ้านุ่มจริงๆ นะ” เธอเมาอย่างที่บอกไปจริงๆ ไม่ได้สนใจคำเตือนของเขานัก
ตรงกันข้าม…
อลินทอดสายตามองเขาด้วยแววตายั่วยวน ไม่ต่างจากกลวิธีที่ผู้หญิงหลายคน มักใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ชาย
“รู้ไหม ลินน่ะบอกเพื่อนว่ายังไง”
น่านฟ้าเลิกคิ้วขึ้นสูง
“เพื่อนลินบอกว่าพี่น่านฟ้าหล่อ แต่ลินบอกว่าพี่น่านฟ้าน่ะโคตรจืดชืดเลย”
“รู้ได้ยังไงว่าจืดชืด? เคยลองแล้วเหรอ”
คำตอบที่ได้รับทำอลินสะตั้น ดวงตาสั่นไหวอยู่วูบหนึ่ง เธอไม่คิดว่าคำพูดหยอกเย้าของตัวเอง จะย้อนกลับมาจนมุมได้ง่ายดายขนาดนี้
“ก็ไม่เคยหรอกค่ะ” เธอรีบแก้ตัว เสียงเริ่มลนลานกว่าปกติ “ก็แค่…ดูออกว่าคงต้องจืดชืด”
“ดูออก?” มุมปากของน่านฟ้ายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูขบขันมากกว่าจะโกรธเสียด้วยซ้ำ “หึ ลองพิสูจน์ดูไหม จะได้รู้ว่าที่บอกว่าฉันจืดชืด…จริงหรือเปล่า”
คำถามนั้นทำให้อลินอึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยิ่งทวีความร้อนผ่าวขึ้นไปอีก เธอเปิดปากหมายจะโต้กลับ แต่คำพูดกลับหายไปจนหมดสิ้น เมื่อสบกับสายตาคมกริบที่จ้องมองมา
ทั้งๆ ที่เป็นคนยั่วยุให้เขาเป็นแบบนี้เองแท้ๆ แต่พอเขา ‘เอาจริง’ ขึ้นมา กลับไม่กล้าเสียอย่างนั้น
“ละ…ลินกลับไปหาเพื่อนแล้วดีกว่า” เธอเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะรีบก้าวออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว
น่านฟ้ายืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง มองแผ่นหลังบางที่เดินออกไปพร้อมแค่นยิ้มออกมา
“ไปห้องน้ำนานจังลิน” เสียงของฮันนี่เอ่ยถามเพื่อนสนิทที่เพิ่งเดินกลับมา
“คนเยอะน่ะ
“แล้วทำไมหน้าแกถึงแดงขนาดนั้น?”
“เมานิดหน่อย”
คงเป็นข้ออ้างเดียวที่ฟังขึ้นที่สุดตอนนี้
ฮันนี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องเพื่อนสนิทอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะยักไหล่เล็กน้อยไม่ติดใจอะไร คงคิดว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์จริงๆ ตามที่อลินอ้าง
“ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ” ฮันนี่ยื่นแก้วน้ำเปล่าที่วางอยู่บนบาร์ให้
อลินรับแก้วน้ำมาถือไว้ในมือแต่ไม่ได้ยกดื่ม เพียงแค่มองน้ำในแก้วนิ่งๆ ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เพิ่งเกิดขึ้น
จูบเมื่อกี้…จูบแรกของเธอ
•••
ประมาณเที่ยงคืนเศษๆ อลินและฮันนี่เดินออกมาจากร้านพร้อมกัน โดยคนคุยของฮันนี่ที่เธอแอบชอบมานานนั่นแหละมารับกลับเพราะเมามาก ส่วนอลินกำลังเดินไปยังรถของตัวเอง
มือเรียวล้วงหากุญแจในกระเป๋าแบรนด์เนม พอคว้าได้แล้วเตรียมหยิบออกมา ทว่ากลับพลั้งมือทำหล่น กุญแจกระเด็นกลิ้งไปหยุดอยู่ใกล้รองเท้าหนังสีดำขลับคู่หนึ่ง เธอกำลังจะก้มลงเก็บเอง ทว่าเจ้าของรองเท้าหนังนั้นกลับก้มลงหยิบขึ้นมาก่อน แล้วยื่นคืนให้เธอ
“ขอบคุณ…” อลินเงยหน้าขึ้นกล่าวขอบคุณตามมารยาท แต่คำพูดกลับค้างอยู่กลางลำคอ เมื่อพบว่าเจ้าของรองเท้าคู่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น…
น่านฟ้า
“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดอีกครั้งเต็มประโยค คว้ากุญแจรถจากมือเขามาแล้วรีบเดินตรงไปยังรถตัวเอง
ทันทีที่ขึ้นมาแล้วก็จัดการสตาร์ตรถ ยังไม่ทันขับออกไปโทรศัพท์ก็ส่งเสียงแผดร้องและสั่น ครืด ครืด ขึ้นมาเสียก่อน พอคว้าขึ้นมาดู พบว่าเป็นฮันนี่จึงกดรับสาย
“มีไรรึเปล่า”
(แกออกมารึยัง มีด่านนะอลิน)
“ยังๆ ฉันกำลังกลับ”
(ตำรวจตั้งด่าน ระวังด้วยนะ)
“โอเค ขอบใจนะ”
หลังจากวางสายจากฮันนี่ อลินก็นั่งอยู่ในรถสักพัก ดวงตาคู่สวยทอดมองน่านฟ้าซึ่งกำลังยืนคุยกับเพื่อนหน้าร้าน ระหว่างก้านนิ้วคีบบุหรี่ จังหวะเขายกมันขึ้นจรดริมฝีปากแล้วพ่นกลุ่มควันสีเทาออกมาจากปาก ลอยผ่านใบหน้าคมคาย จู่ๆ หัวใจดวงน้อยก็พลันกระตุกขึ้นมา
“หล่อจังวะ….”
คนตัวเล็กพึมพำคนเดียว ฟิล์มกระจกรถของเธอค่อนข้างทึบ เขาคงไม่รู้หรอกว่ากำลังถูกมองอยู่
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะกระจกรถทำให้อลินหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นแพกซ์ เธอถอนหายใจออกมาแรงๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย ทว่าก็ยอมลดกระจกลงให้
“พี่ขอคุยด้วยหน่อยสิ”
“ไม่อยากคุยด้วย”
“นะอลิน พี่อยากอธิบายให้เราเข้าใจ”
เธอปิดกระจกขึ้น ดับเครื่องยนต์ ก่อนจะเปิดประตูรถก้าวลงไปคุยกับแพกซ์ อยากรู้เหมือนกันว่าครั้งนี้จะหาข้ออ้างอะไรมาแก้ตัวอีก
แพกซ์เห็นว่าอลินยอมลงมาคุยด้วยก็ดีใจขึ้นมาทันที
“รีบพูดมาค่ะ”
“วันนั้นลินเข้าใจพี่ผิดไปนะ พี่ไม่เคยคิดจะทำเรื่องเหี้ยๆ แบบนั้นกับลินเลยจริงๆ ก่อนหน้านี้พี่ยอมรับว่าเคยพูดกับเพื่อนแบบนั้นจริง แต่พอได้คุย ได้รู้จักลินมากขึ้น มันทำให้พี่รู้ตัวเองว่ารักลินมากแค่ไหน พี่จริงจังกับลินนะครับ ที่พี่พูดแบบนั้นออกไปวันนั้น เพราะพี่รำคาญเพื่อนที่เอาแต่ตอแยเรื่องนี้ไม่เลิกต่างหาก”
คนดีชอบแก้ไข คนอะไรชอบแก้ตัว?
คนอย่างไอ้พี่แพกซ์ไงล่ะ…
อธิบายไปอธิบายมายิ่งทำให้ตัวเองดูเหี้ยกว่าเดิม อลินเปลี่ยนอากัปกิริยามายืนกอดอก จ้องหน้าแพกซ์นิ่งๆ เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอบอกได้แล้วว่าคำพูดเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เธอคล้อยตามได้แม้แต่น้อย
คำว่า ‘จริงจังกับลินนะครับ’ ฟังแล้วอยากอ้วก อี๋!
“เรากลับเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม พี่สัญญาจะทำให้กว่าเดิม”
เธอกลัวหนอน รวมไปถึงสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนโลกใบนี้ แต่ก็ยังไม่รู้สึกขนลุกขนพองเท่ากับคำพูดของแพกซ์เมื่อครู่นี้เลยสักนิด
“โทษทีนะพี่แพกซ์ ลินมีคนใหม่แล้ว”
“คนใหม่?”
“ค่ะ”
“พี่น่านฟ้าน่ะเหรอ?”
“ลินตาแหลมไหมคะ” มุมปากของอลินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจือความเย้ยหยัน ไม่ได้ตั้งใจปฏิเสธคำถามนั้นแต่อย่างใด
“ลินรู้จักเขาดีแล้วเหรอ พี่น่านฟ้าร้ายมากเลยนะ” น้ำเสียงของแพกซ์เริ่มมีร่องรอยของความหึงหวงปนอยู่ ทั้งที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์อะไรจะรู้สึกแบบนั้นด้วยซ้ำ
“แต่คงไม่เหี้ยเท่าพี่หรอก” อลินตอบกลับทันควัน
“อ้าวลิน” แพกซ์อุทานเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากัน ท่าทีเริ่มไม่พอใจกับคำพูดกระทบกระเทียบที่ได้ยินจากปากอดีตคนคุย
“ทำไมคะ ลินพูดผิดตรงไหน ก็พี่แพกซ์เหี้ยจริงๆ”
“พี่ก็บอกแล้วไงว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม”
“เหอะ! เห็นลินหัวอ่อนรึไง ลินไม่ได้เดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์นะ”
“โธ่ลิน พี่จริงจังกับลินนะครับ”
“อย่ามาแตะต้องตัวลินนะ” เธอรีบดึงมือตัวเองออกจากมือแพกซ์ทันที
“เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหมครับ”
อลินกรอกกลิ้งดวงตาไปมาอย่างเอือมระอา ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถ หยิบกระเป๋าสะพายตามด้วยโทรศัพท์ออกมา
“ลินจะไปไหน?”
“กลับ”
“ให้พี่ไปส่งไหม”
“เลิกวุ่นวายกับลินสักที บอกแล้วไงว่ามีคนใหม่แล้ว”
“พี่ไม่เชื่อว่าลินจะคบกับพี่น่านฟ้าจริงๆ”
“ไม่เชื่อก็ตามใจสิ เพราะคืนนี้ลินจะไปขึ้นสวรรค์กับเขา”
อลินตั้งใจพูดประชดแพกซ์ให้เจ็บใจเล่นๆ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินตรงไปหาน่านฟ้าที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ไม่ไกล
“ไปส่งลินหน่อยสิคะ” ถ้าคืนนี้ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วย สาบานได้เลยว่า เธอไม่มีวันกล้าเดินเข้ามาหาเขา แล้วขอให้ไปส่งแบบนี้โดยเด็ดขาด
เพื่อนคนไทยของน่านฟ้าต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ผู้หญิงเข้าหาเพื่อนตัวเองบ่อยครั้งก็จริงอยู่ แต่ไม่เคยมีใครเดินเข้ามาแล้วบอกให้ ‘ไปส่ง’ ด้วยท่าทีคุ้นเคยสนิทสนมขนาดนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
“ลินเมา….ขับรถไม่ไหว” อลินพูด พร้อมกับทำหน้าตาออดอ้อนราวกับแมวน้อย