Mag-log in“ขอสปาเดเห้ด้วยได้ปะ?”
หนูเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเพราะพูดไม่ออก จนเพื่อนพี่เขาคนหนึ่งที่ตัวสูงๆ หน้าดุๆ ไม่แพ้กันต้องเดินมาตบศีรษะเขาอย่างแรง
พลั่ก!
“เฮ้ย!!” พี่ผู้ชายหน้าดุที่พยายามคุกคามหนูอยู่ตรงหน้าสบถออกมาเสียงดังลั่นจนหนูสะดุ้งสุดตัว ทันทีที่คืนสติเขารีบหันไปเอาเรื่องเพื่อนทันที “ไอ้เจ มึงตบหัวกูทำไมเนี่ย!”
“ตลกดีนะไอ้ขวด จะจีบนักเรียนแต่ไปขอเขาเ*ด” หนูตัวสั่นอีกครั้งเมื่อเขาหันมามอง ก่อนที่จะตบหัวพี่ที่ชื่อขวดคนนั้นไปอีกที “คุกคามงี้น้องเขาแจ้งตำรวจได้นะไอ้สัส”
“เมียเก่าไม่พร้อมให้สปาร์ค แต่กูไม่แคร์ กูจะหาคนสปาร์คใหม่” พี่ผู้ชายที่ชื่อขวดมีแววตาหมายมาด เขาเหลือบมามองหนูที่ยืนตัวสั่นไม่หาย เพราะนอกจากเขาจะมองมาที่หนูด้วยสายตาจาบจ้วงไม่พักแล้ว พวกลูกน้องของเขาที่ยืนอยู่อีกชานชาลาหนึ่งก็ยืนกะลิ้มกะเหลี่ยมองหนูที่ยืนตัวสั่นอย่างสนใจ “พอดีว่าสนใจคนนี้ จะเอาคนนี้อ่ะ”
หยาบคายที่สุดเลย
“ถามความสมัครใจเด็กก่อนไหม” เพื่อนของเขาคลึงขมับตอนที่พูดอย่างมีเหตุผล หนูเลยคิดว่าพี่ที่ชื่อเจดูน่าจะคุยง่ายกว่าคนอื่นๆ นิดหน่อย
“นะ... หนูมีเงินค่ะ” หนูโพล่งขึ้นมาเพราะคิดเอาเองว่าที่เขาเข้ามาคุกคามแบบนี้เพราะต้องการให้หนูจ่ายเงินให้เขาแน่ๆ แต่ไม่ได้มองไปทางพี่ที่ชื่อขวดเพราะเขาเอาแต่มองหนูไม่ยอมละสายตา จ้องเขม็งเหมือนจะกลืนหนูลงคอไปเลย นะ... น่ากลัวจัง “หนูมีอยู่สามร้อยค่ะ... ปล่อยหนูไปเถอะนะคะ”
“เหยดเข้ น้องรวยจังครับ” พี่ที่ชื่อขวดตบมือเสียงดังลั่นอย่างชอบใจ “ไว้ค่อยเปย์พี่หลังรู้ลวดลายของพี่ก็ได้ เชื่อพี่ ของพี่มันดี หนูต้องชอบแน่นอน”
“นะ... หนูไม่ได้ที่จะ...”
“เฮ้ย ไอ้เจ” แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรออกไป พี่ที่ชื่อขวดก็กอดคอพี่เจแล้วกระแทกแทรกเสียงดังฟังชัด ไม่ยอมใส่ใจที่จะฟังคำอ้อนวอนหนูเลย “สรุปกูไม่ไปตีกับไอ้เหี้ยเต้ละนะ พอดีว่ากูต้องพาเด็กไปลองของหน่อย”
“อะไร มึงอย่ามาปัญญาอ่อนไอ้เหี้ยขวด”
“มึงก็รู้ เรื่องหญิงสำคัญกว่าศักดิ์ศรี” เขาฉีกยิ้มจนตาหยี “ค่อยเคลียร์หลังกูได้น้องแล้ว เคปะไอ้ควาย”
“มึงนี่มันสันดานเสียจริงๆ ไอ้ขวด เจอหญิงทีเป็นไม่ได้” พี่เจเหมือนเอือมระอาแต่คงพูดอะไรไม่ได้มาก ดูจากนิสัยภายนอกแล้ว คนที่ชื่อขวดต้องเป็นคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในกลุ่มแน่ๆ เขาดูหัวแข็งไม่ฟังใครที่สุดจนแม้แต่คนที่ดูสนิทอย่างพี่ที่ชื่อเจยังยั้งไว้ไม่ได้ “กูจะเป็นหัวนำเอง ส่วนมึงจะไสหัวไปไหนก็ไป”
คงเพราะทนความกดดันที่ส่งผ่านรังสีอำมหิตของพี่ขวดไม่ไหว พี่ที่ชื่อเจยอมโบกธงยอมแพ้
“เพื่อนแท้” พี่ขวดฉีกยิ้มกว้างกว่าเก่าเพราะคงสมใจแล้ว ในขณะที่หนูเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ “เออ มึงพาเมียมึงไปโรงแรมบ่อยนี่ แถวไหนม่านรูดถูกๆ บ้างวะ”
“ไอ้เหี้ยเอ้ย”
“บอกกูหน่อยนะเพื่อนรัก” เขาตบบ่าเพื่อนเสียงดัง “ได้ข่าวว่าห้องมึงสบู่หมด เดี๋ยวกูจะขโมยมาให้”
“ขโมยสบู่โรงแรม? มาตรฐานมึงต่ำเตี้ยมากไอ้สัส” พี่เจตบศีรษะพี่ขวดไปอีกที เขาลูบหัวตัวเองตาม ส่งสายตาไม่ยี่หระอะไรให้เพื่อน “ที่อนุฯ มีโรงแรมห้าชั่วโมงสามร้อย มึงมีตังค์ใช่ไหม”
“ได้หมด กูพกมาวันละแสน” พี่ขวดยักคิ้วหลิ่วตา ในขณะที่หนูเริ่มรู้สึกได้ว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายจริงๆ แล้ว
ม่านรูด โรงแรม
ของแบบนั้นถึงหนูจะไม่มีประสบการณ์และไร้เดียงสา แต่สถานที่แบบนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเขาใช้ทำอะไรนี่คะ!
“เรื่องของมึง ก็ที่ไถมาทั้งนั้นแหละ”
“เอาค่ะ ไปสปาร์คกันเหอะน้อง” พอเจรจากับเพื่อนของเขาจบ สิ่งที่หนูไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดก็มาถึง ร่างสูงโปร่งหันมากอดคอหนูอย่างไม่สนใจเพื่อนของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นดูป้ายสถานีถัดไป
พอเห็นว่าถึงชานชาลาอนุxxx พอดี เขาก็กระดิกรองเท้าที่ดูเหมือนจะทำจากโลหะจนเกิดเสียงปึกๆ บนพื้นรถไฟฟ้า รอจนรถเคลื่อนตัวมาจอดสนิทตรงหน้าป้ายชานชาลา พี่ขวดรั้งคอหนูให้เดินตามมา แต่หนูขืนตัวไว้
“เป็นอะไร?” เขาเลิกคิ้วถาม ตอนนั้นหนูถึงร้องไห้จ้าออกมาพร้อมกับสั่นหน้าหวือ
“มะ... ไม่เอานะคะ เอาเงินหนูไปก็ได้ แต่อย่าพาหนูเข้าโรงแรมเลยค่ะ” พี่ขวดเริ่มเปลี่ยนมาขมวดคิ้วที่บากเป็นลายทาง หนูตัวสั่นขึ้นมากกว่าเก่าจนต้องยกมือไหว้สาเพราะกลัวมากจริงๆ “... ขอร้องนะคะ ได้โปรด”
“เฮ้ย หนู” พี่ขวดตะคอกเสียงดังจนหนูสะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา เริ่มหวั่นใจว่าเขาจะทำร้ายหนู แต่ทว่า... “ไม่ต้องกลัวว่าพี่ฟันแล้วทิ้งหรอก”
“...”
“เอาจริงๆ พี่ก็ไม่เคยเหมือนกัน!!”
มะ... ไม่ได้หมายความว่าแบบนี้สักหน่อย!
[พาร์ท : ตะขวด]
น้องมันเล่นตัวว่ะ
“มะ... ไม่เอานะคะ ไม่เข้าโรงแรม ฮึก” เพราะน้องมนต์คนสวยเอาแต่ร้องไห้โฮเหมือนกำลังจะโดนพาไปปู้ยี้ปู้ยำ (ก็ถูก) แต่มันไม่ใช่ไง ผมแค่จะพาเธอไปพูดคุยด้วยภาษาทางกายที่ม่านรูดกันสองคน (เป็นการกระทำที่ไม่คูลและไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)
“เล่นตัวอะไรนักหนาอะ ผู้หญิงคนอื่นป่านนี้มันให้พี่ไปล่ะ พี่ทั้งหล่อทั้งเท่ขนาดนี้” พูดอย่างโคตรมั่นใจทั้งที่ความจริงไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าหาสักเท่าไหร่เพราะความอ้อนตีนของผมแถมยังรักอิสระอย่างสุดตารางวัด อีกอย่างเพราะผมไม่ค่อยเข้าใจผู้หญิงเท่าไหร่ แต่น้องมนต์ไม่ฟัง เธอทั้งขืนตัวทั้งร้องไห้เหมือนกำลังจะถูกผมลากไปกระทืบหลังวัดก็ไม่ปาน
คนมองหมดแล้วเนี่ย
อย่าทำเหมือนไม่เต็มใจได้ป่าววะ รู้นะว่าในใจก็อยาก กูรู้ กูเรียนมา
ถึงชีวิตจริงจะซิงก็เหอะ
“ตะ แต่หนูเพิ่งอายุสิบแปด หนูยังไม่เคย ละ... แล้วหนูก็ไม่อยากเคยด้วย” คนตัวเล็กร้องไห้พูดเสียงสั่นเครือ ขืนแรงไว้สุดๆ แต่ก็ยังแรงน้อยอยู่ดี
“ว่าไงนะ” สิบแปดนี่ยังไม่เคยเหรอวะ? กูนี่ไปตั้งแต่สิบสามละไอ้สัส (หมายถึงกับน้องอุ้งมือ) ปกติใครๆ เขาก็เคยก่อนสิบแปดทั้งนั้น จากสังคมที่ผมเห็นจนชินตาหล่อหลอมให้ผมคิดว่ามันคือเรื่องปกติด้วยซ้ำ
“นะ... หนูไม่เคยจริงๆ ค่ะ” ท้ายประโยคคนตัวเล็กกว่าเป็นโยชน์ช้อนสายตาขึ้นมามองแบบไม่ได้ตั้งใจตอนที่ผมหันขวับไปมองอย่างไม่เชื่อหูว่าหน้าตาสวยจนน่าจะหาผัวได้เป็นร้อยแบบนี้เนี่ยนะยังไม่เคย? แต่ความคิดก็ตกตะกอนไปเมื่อเห็นดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตา
ตึกตัก
ผงาดแล้วนะน้องมนต์! อย่ามามองพี่แบบนี้!!
เวลาผ่านไปสามเดือนครึ่ง พี่ขวดมักออกไปเจอกับหลิงหลิงอาทิตย์ละครั้ง ในขณะที่เจ้าขาเติบโตขึ้นจนอายุสองขวบกว่าหนูเม้มริมฝีปากแน่น นี่ก็คืออีกวันที่พี่ขวดออกไปข้างนอกกับดาราสาวที่สวยไปหมดทุกมุมแบบนั้นโดยบอกกับหนูว่าเป็นการเจอกันเพราะธุรกิจเท่านั้น ทิ้งให้หนูอยู่กับเจ้าขา นั่งอยู่ในห้องเล่นกับลูก เฝ้ามองดูพัฒนาการของลูกเป็นเวลาสามเดือน จนหนูอุ้มเด็กคล่องขึ้น เพราะวันๆ ต้องขอแม่นมมานั่งเล่นกับลูกของตัวเองระหว่างที่รอสามีกลับมาเจ้าขาติดหนูมาก พูดคำว่าม๊าได้เป็นคำแรก แถมยังชอบนอนซบกับอกหนูเวลาจะกินนมนอนอีกต่างหากเด็กน้อยที่แสนน่ารัก ถ้าแม่ไม่มีหนู แม่จะเป็นยังไงกันนะ“ม้า ม้า”เจ้าขาเรียกหนูล่ะค่ะ หนูคลี่ยิ้มให้ลูกแล้วมองลูกเดินเตาะแตะมาหา หลังจากพยายามฝึกลูกเดินเองโดยมีแม่นมจับตาดูอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ เจ้าขาก็เดินได้ แต่ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก บางครั้งก็ล้มหน้าคะมำอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าขาช่างเป็นเด็กน้อยที่เข้มแข็งเหลือเกิน ไม่ว่าจะล้มหน้าคะมำสักกี่ครั้ง ก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย“คุณหนูท่าจะโตเป็นเด็กที่แข็งแรงมากเลยนะคะ ตอนแรกดูพัฒนาการช้า ก็เลยต้องปรึกษาคุณหมอของเด็กอยู่ตั้งนานแหน่ะ” แม่นมคนน
น้องมนต์คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ไม่ว่าสองปีที่ผ่านมาผมจะผ่านอะไรมาบ้าง หรือแม้ว่าเราจะห่างกันขนาดไหน แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อน้องยังเท่าเดิม เหมือนเดิมเสมอมาผมไม่ได้หมายความว่าไม่แคร์น้อง แต่ในคืนนั้น มันมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น แม้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเข้ามากีดขวางความรักของผมและความสัมพันธ์ของครอบครัวของเรา ผมจะขอรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียวที่บอกว่าไม่แคร์น่ะ คือไม่แคร์ว่าใครจะมองผมว่าเป็นยังไง เป็นคนเลวที่มีเมียหลายคน เป็นผู้ชายสองใจที่พอเป็นใหญ่เป็นโตก็ทิ้งผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปอย่างไมใยดี ผมไม่แคร์ว่าชื่อเสียงผมจะเป็นยังไง หรือใครจะเกลียดผมมากแค่ไหนจากข่าวพวกนั้นผมขอแค่ให้น้องมนต์กับลูกปลอดภัย อยู่ข้างๆ ผมก็พอแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเต็มไปด้วยขวากหนามแค่ไหนใช่ ที่หมายถึงก็คือ... ผมไม่ได้มีเซ็กซ์กับหลิงหลิงจริงๆนี่คือการจัดฉากด้วยยาปลุกเซ็กซ์ที่คุณหยวนทำพิเศษให้ มอมเมาสติสัมปชัญญะของหลิงหลิงจนคิดว่าพวกเรามีอะไรกันจริงๆ แม้ว่าสุดท้ายหลิงหลิงจะตลบหลังผมด้วยการเอายาไอซ์ที่ปนสารพิษต่อร่างกาย จงใจทำให้ผมดูเหมือนแพ้สารเสพติดในนั้น คนอื่นจะได้ไม่สงสัยและสาว
จนหมอเดินออกไปพร้อมกับคุณลี่ที่ไปพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่าย ผมก็หลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นมือเล็กๆ ที่กุมมือผมเอาไว้แน่น เจ้าของผมยาวสลวยที่นอนฟุบอยู่ที่ปลายเตียงทำให้ผมรู้สึกสะท้อนในใจ ผมกัดริมฝีปากแน่น ตอนที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาพิงกายกับหัวเตียงมือหนาเอื้อมไปสางผมให้เมียตัวเองอย่างอ่อนโยน ผมรู้ว่าที่ผมทำลงไปมันเหี้ยแค่ไหน ผมพูดกับคุณลี่ลงไปว่าผมไม่แคร์ นั่นก็คือผมไม่แคร์สายตาของคนอื่น ในวังวนสุดท้ายนี้ ทุกอย่างจะเฉลยออกมาในตอนท้ายเองติ๊ง ตองเสียงกริ่งหน้าบ้านที่ดังขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังลูบผมของน้องมนต์ มันทำให้ผมผละออกไป พร้อมกับคนตัวเล็กที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม ก่อนที่น้องมนต์จะคลี่ยิ้มให้ จนผมได้แต่รู้สึกแย่กับรอยยิ้มที่ซื่อใสบริสุทธิ์ของเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมเคยชอบมันมากผมไม่ได้ยิ้มกลับจนเธอแปลกใจ ได้แต่รู้การมาของผู้หญิงคนนั้นแกรกเสียงประตูนั้นเปิดออกพร้อมๆ กับหลิงหลิงในชุดเดรสปักดอกกุหลาบอย่างดี เธอเดินตรงเข้ามาหาผมต่อหน้าเมียที่ผมรัก คว้าฝ่ามือหนาของผมมากุมไว้อย่างห่วงหา ท่ามกลางสายตาที่สั่นระริกของน้องมนต์ผมดึงมือเธอออก ไม่รู้
หนูเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย พี่ขวดที่ใจดีกับหนูมาตลอด ในตอนนี้กลายเป็นเพียงผู้ชายที่น่ากลัวคนหนึ่งเท่านั้น แววตาหนูสั่นระริก ในขณะที่ข้อมือที่ถูกบีบแน่นจากฝ่ามือแกร่งเริ่มแดงเป็นปื้นและเหมือนพี่ขวดจะรู้ว่าเขากำลังทำให้หนูกลัว ร่างสูงผละมือออกแทบจะทันที ก่อนที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่น“ขอโทษครับ พี่คงใช้อารมณ์มากเกินไป” หนูเม้มริมฝีปาก ก่อนที่จะลูบแขนตัวเองป้อยๆ ตอนที่เขาหันหลังให้ “พี่ขอโทษที่หึงหนูจน...”“นะ... หนูไม่ได้ตั้งใจเลยนะคะ” หนูยกมือขึ้นกอดตัวเองตอนที่โพล่งแทรกขึ้นมาเสียงเบา ก่อนที่จะสะอื้นออกมาเพราะขวัญเสียจากสิ่งที่พี่ขวดทำเมื่อครู่ “หนูแค่อยากช่วยพี่ขวด... แค่เล็กน้อยก็ยังดี หนูไม่อยากอยู่เฉยๆ ให้พี่ขวดเลี้ยงดูแบบนี้นี่คะ”“คนดี” เขาปลอบประโลมพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือ เหมือนคนกำลังรู้สึกผิด “ไม่ต้องทำอะไรให้พี่ขนาดนี้ก็ได้”“...”“พี่ไม่มีค่าพอให้หนูมาทำอะไรให้พี่หรอกครับ”หนูเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจในคำที่เขาต้องการจะสื่อออกมา จนกระทั่งพี่ขวดใช้หลังมือปิดประตู ราวกับว่าเขาอยากจะขังตัวเองอยู่แต่ในนั้นหนูก้มลงมองพื้น มองปลายเท้าของตัวเองที
[พาร์ท : ตะขวด]พยายามลบความทรงจำที่ทำกับหลิงหลิงไป พยายามกลับมาเป็นพ่อและผัวที่ดีของเมียและลูกแต่ผมกลับสลัดมันออกไปจากจิตใต้สำนึกไม่ได้หัวใจของผมบอกว่านี่มันผิด มันผิดต่อน้องมนต์ ถ้าน้องมนต์รู้ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้เพื่อแผนแก้แค้นที่สมบูรณ์ของผม เธอคงเกลียดขี้หน้าผม และไม่คิดจะกลับมารักกันอีก ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ทนกับสถานะเมียหลวงและหอบลูกหนีกลับไปที่ไทยก็ได้แต่ผมกลับเลิกคิดเรื่องแก้แค้นไอ้หลิวเฉินไม่ได้ หลังจากที่รู้ว่าตระกูลพวกมันส่งหนอนบ่อนไส้มาเพื่อทำลายครอบครัวที่มีค่าของผม ถ้าช้ากว่านี้มันอาจจะเป็นอันตรายต่อน้องและลูก ความแค้นของผมก็มากพอที่จะหาทางทำลายมันทุกวิถีทางผมสืบรู้มาจากคุณหยวนว่าหลิงหลิงที่พยายามยั่วผมด้วยการส่งบัตรเชิญตลอดมา เธอเป็นคนรักคนแรกในชีวิตของหลิวเฉิน ที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อมัน เพื่อความรักที่เห็นแก่ตัวของมันกับฟ่งเฉินผู้เป็นพ่อ และการยั่วยวนผมอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกมันต้องการ มันตลกดีที่สุดท้ายแผนที่คุณหยวนคิดขึ้นมา ก็ต้องกลับมาทำลายผู้หญิงของศัตรูเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ดีแต่ไม่ ผมยอมมีสัมพันธ์กับหลิงหลิงเพื่อครอบครัวของเราเท่านั้นคืนนั้นหล
ร่างสูงนั่งยกนาฬิกาเรือนสีเงินในแบบที่เขาชอบขึ้นมาดู นาฬิกายี่ห้อหรูที่พ่อมักบอกให้หลิวเฉินใส่มันเสมอยามพบปะกับผู้คนที่เป็นคู่ค้าหรือเป้าหมาย เพราะนั่นมันทำให้เขาดูภูมิฐาน มีระดับ และเตะตาคนอื่นๆปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาไม่ชอบใส่นาฬิกาหรือ accessories อื่นๆ ในตัวนัก เขาชอบความเรียบง่ายมากกว่า แต่เพราะพ่อเขาอยากให้เป็นคนแบบนั้น เขาจึงจำต้องเป็นปลายนิ้วแกร่งเคาะแก้วชาจีนในมือ รอจนกระทั่งเห็นรถคันหรูจากด้านนอก พร้อมกับร่างบอบบางอ้อนแอ้นของสาวเจ้าที่เปิดประตูลงมาจากรถ เธอสะดุดรองเท้าส้นสูงอีกครั้งอย่างน่าขัน หลิวเฉินมองหุ่นบอบบางนั่นผ่านกรอบแว่น ปฏิเสธไม่ลงว่าหุ่นสเลนเดอร์คือแบบที่เขาชอบ แต่หลิงหลิงจะดูมีน้ำมีนวล และมีหน้าอกมากกว่าภรรยาของฝานเหอมากหน่อยน่าเศร้าจริงๆ เธอคนนี้คงไม่รู้ว่าสามีที่เธอมีลูกกับมันกำลังเริงรักกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อแก้แค้นเขาจนประตูร้านอาหารจีนเปิดออกพร้อมกับคนตัวเล็กที่เดินมองซ้ายมองขวาเพื่อหาเขา หลิวเฉินนึกอยากรังแกถึงปล่อยให้เธอเดินหาเขาทั่วร้าน จนเห็นว่าเธอท่าจะมองไม่เห็นจริงๆ ถึงได้ยกมือขึ้นสูงๆ“... อะ!” ร่างเล็กอุทาน หน้าแดงก่ำอย่างขายหน้าตอนที่ค่อยๆ เดินตรงม







