LOGIN@คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยZ
ส่งงานเสร็จเรียบร้อยฉันกับกิ๊ฟก็มานั่งกินข้าวกันที่โรงอาหาร โต๊ะมุมติดกับร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำไข่คือโต๊ะประจำของฉันกับเพื่อนเพราะตรงจุดนี้ต้องเดินผ่านผู้คนน้อย ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ด้วยเช่นกัน
"จารย์ฤดีนี่เขี้ยวเนอะ ฉันส่งไปสองรอบแล้ว ยังจะให้มาแก้"
กิ๊ฟบ่นถึงรายงานเมื่อครู่ มือก็พิมพ์มือถือคุยแชทกับใครไปด้วย
"แกสอง แต่ฉันสาม เขียนผิดคำเดียวให้ฉันแก้ยกแผง"
"ฉันกับแกไม่ใช่ลูกรักไง ไม่เหมือนอีเปรี้ยว ชิ! เห็นมันคุยกับแก๊งชิซูกะใหญ่เลยว่าจะไปออกงานถ่ายแบบคู่กับมาร์ชพระเอกซีรี่ส์วาย มันตั้งใจพูดข่มแกนะวี"
มือถือไม่อยู่ในความสนใจของกิ๊ฟอีกต่อไป ยามพูดถึงเปรี้ยว กิ๊ฟมักหัวร้อนแบบนี้เสมอ แน่นอนว่ามันต้องมีมูลเหตุและคนที่เป็นประเด็นกับเปรี้ยวคือฉันเอง
"ไม่ใช่ฉันไม่รู้นะ แต่ขี้เกียจจะใส่ใจ ปล่อยมันไปเถอะ"
"แม่พระ" กิ๊ฟว่า
"เปล่า ฉันนี่ตัวมารเลย แต่ฉันแค่ไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องไปสนใจ มันเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยด้วยซ้ำแกก็รู้"
"ฉันรู้ รู้แค่ว่าตัวมารของจริงกำลังเดินมานู้นแล้ว"
ยัยกิ๊ฟพูดแบบนี้ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาเลยว่าใครที่ว่าเป็นตัวมาร พลันรัศมีสายตาของฉันมองเห็นรองเท้าหนังสีดำหัวแหลมของผู้ชายมาหยุดยืนด้านข้าง กลิ่นน้ำหอมฉุนจมูกทำให้ก๋วยเตี๋ยวไข่สุดโปรดปราณของฉันไม่อร่อยขึ้นมา
"นั่งด้วยได้ไหมครับวีนัส"
สิ้นคำถาม ฉันเงยหน้าพร้อมกับลมหายใจที่พ่นออกอย่างระอา ทว่าจิณฑ์คงไม่รู้ว่าฉันเหนื่อยหน่ายกับเขามากถึงมากที่สุด ถ้าเขารู้คงไม่มาวอแวกับฉันไม่เลิก ทั้งที่ตนเองนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันกับเพื่อนผิดใจกัน
"นั่งได้ แต่วีคงไม่นั่งด้วย"
จิณฑ์ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดไม่รักษาน้ำใจ เขายิ้ม เท้าสองมือลงบนโต๊ะค่อมตัวลงเล็กน้อยมาหา
"คนสวยใจร้าย"
"วีไม่อยากมีปัญหา.."
"ไม่มี เราบอกวีไปก็ตั้งหลายรอบแล้วว่าเราไม่ได้ชอบเขา เราชอบวี"
"ขอโทษนะ มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะ"
ฉันตัดสินใจคว้ากระเป๋าและคว้ามือกิ๊ฟให้เดินออกมาจากโรงอาหาร หนีผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้นที่ทำให้ชีวิตของฉันวุ่นวายอยู่ช่วงหนึ่ง
ย้อนไปราวสามเดือนก่อน จิณฑ์เดือนคณะนิเทศศาสตร์ทักข้อความแชทมาจีบฉัน เขาพูดมันตรงๆ ว่าชอบและขอจีบ ในเมื่อฉันโสดและเขาก็หล่อมาก ก็เลยปล่อยใจให้เขาจีบด้วยการคุยแชทเช้ากลางวันเย็นและก่อนนอน อัปเดตว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน เราคุยกันถูกคอ เขาช่วยคลายเหงาให้ฉันได้เป็นช่วงๆ กระทั่งผ่านไปราวสองสัปดาห์ เป็นความบังเอิญที่ฉันเจอเขากำลังออกมาจากคอนโดมิเนียมของเปรี้ยว
ใช่แล้ว! เปรี้ยวที่เอ่ยถึงก่อนหน้าคืออดีตเพื่อนสนิทที่ผิดใจกันเพราะเรื่องผู้ชาย คนทั้งคู่เป็นคู่นอนกันอยู่โดยที่ฉันไม่รู้แม้แต่นิด สุดท้ายเรื่องที่จิณฑ์จีบฉันก็ปิดไม่มิด พอเห็นฉันเลิกคุยจิณฑ์ก็ไม่ยินยอม ตีตัวออกห่างเปรี้ยวแล้วมาตามวอแวฉัน เป็นชนวนเหตุให้เปรี้ยวกับฉันทะเลาะกันใหญ่โต ทั้งที่ฉันยืนกรานว่าไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขา เพราะถ้าหากฉันรู้ ไม่มีทางที่จะยุ่งกับผู้ชายของเพื่อนแน่นอน
"มันดูจะชอบแกจริงๆ" กิ๊ฟคิดไม่ต่างจากฉัน แต่ก็ไม่แน่นักหรอก
"หรืออาจจะยังเก็บฉันไม่ได้ เลยไม่ยอมแพ้"
"นิสัย! เอาไงต่อ ยังไม่อิ่มเลยนะเนี่ย"
"ไปกินข้าวคาเฟ่โน้นแล้วกัน เดี๋ยวฉันเลี้ยงแล้วเดี๋ยวแวะไปส่งแกที่คอนโดด้วย"
"ดีล"
ฉันปล่อยให้กิ๊ฟเดินไปทางลานจอดรถของตึกคณะก่อนเพราะมีข้อความแชทกลุ่มครอบครัวแจ้งเตือนเข้ามา
@แชทกลุ่ม Family Lover
แม่ : มาที่พารากอนหน่อยสิจ๊ะ แม่จะฝากของไปให้พี่มังกือ เอ๊ย! มังกร เขาสักหน่อย
กำลังอารมณ์ไม่ดี จะหัวเราะออกมาก็ตอนนี้ นั่นว่าที่ลูกเขยสุดโปรดปราณเลยนะยังไปเปลี่ยนชื่อให้เขาได้ ลูกสาวคนสวยอย่างฉันก็คงปฏิเสธไม่ได้จึงส่งสติ๊กเกอร์โอเคตอบกลับไป
ร้าน Sirin Jewelry สาขาใหญ่ที่แม่ของฉันบริหารควบคุมอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ห้างสุดหรูหราในกรุงเทพมหานคร ธุรกิจนี้คุณพ่อคุณแม่ของฉันบุกเบิกก่อตั้งกันมาตั้งแต่แต่งงานกัน สาขาแรกคือที่นี่ จวบจนปัจจุบันมีทั้งหมดสิบห้าสาขา อายุก็เกินยี่สิบเอ็ดปีมากกว่าอายุของฉัน
ฉันเดินเข้าไปภายในร้านที่ถูกตกแต่งสไตล์หรูหราตามคอนเซปต์ของห้างและตัวร้าน มุมหนึ่งจะเป็นโต๊ะทำงานของคุณแม่ บนโต๊ะมีกรอบรูปขนาดเล็กด้านในเป็นรูปสามคนพ่อแม่ลูกวางอยู่หนึ่งอัน ผนังด้านหลังเป็นกรอบรูปขนาดยี่สิบคูณยี่สิบนิ้วซึ่งเป็นรูปถ่ายของฉันตอนถ่ายนิตยสารวัยรุ่นครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นความภาคภูมิใจให้บุพการีทั้งสองไม่น้อย ฉันรู้สึกแบบนั้นนะ รู้สึกมาตลอดเลย
"มาแล้วค่า" เดินมาถึงโต๊ะทำงานของคุณแม่ ฉันก็ไหว้ย่ออย่างสวยงาม คุณแม่รีบปรี่มากอดฉันเพราะหนึ่งอาทิตย์แล้วที่เราไม่ได้เจอกัน
"คิดถึงจังเลยค่ะคุณลูก"
"คิดถึงเหมือนกันค่ะ คุณพ่อล่ะคะ"
"รายนั้นเอาแต่นั่งเทรดหุ้นอยู่ที่บ้าน ร้องอยากเกษียณปาวๆ แม่ก็เลยมาคนเดียว"
"ก็ถึงวัยเกษียณแล้วนี่คะ คุณพ่ออยากพักก็ไม่แปลก มีแต่คุณแม่นั่นแหละ"
"ก็แม่ยังแข็งแรง ยังเป็นสาวสะพรั่งทำงานหาเงินได้อีกนาน ให้เกษียณแล้วนั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน เหอะ! ไม่เอาหรอก"
คุณแม่กอดอกกลอกดวงตามองข้างบน แต่แล้วก็เหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ถึงได้จูงมือฉันมายังตู้โชว์กระจกใสที่มีนาฬิกายี่ห้อหรูฝังเพชรวางเรียงรายด้านใน
"เลือกให้พี่มังกรเขาสักเรือนสิลูก หนูว่าเรือนไหนเหมาะกับพี่เขา"
"ให้เนื่องในโอกาสอะไรคะ"
"โอกาสที่พาลูกสาวแม่ไปกินข้าวดูหนังไม่ขาดตามตารางเลยยังไงล่ะ"
เฮ้อ! โกหกพ่อแม่นี่บาปหนาแค่ไหนกันนะ ถ้าไม่อยากตกนรกฉันควรบอกท่านเลยดีไหมว่าฉันได้เงินมาสองหมื่นกว่าบาทแลกกับธุระของเขา
แต่ดูเหมือนว่าจะไร้ประโยชน์ คุณแม่หยิบนาฬิกาเรือนหนึ่งขึ้นมาวางบนตู้กระจกแล้วชี้ไปยังตัวเรือน "เอาเรือนนี้แล้วกัน ถูกฝังด้วยจี้เพชรรูปดวงดาว เป็นตัวแทนของหนูให้พี่เขาใส่ติดตัวตลอดเวลา"
รอยยิ้มและดวงตาของคุณแม่พราวระยับ ท่านคงคาดหวังกับการแต่งงานของฉันกับพี่มังกรในอนาคตเป็นอย่างมาก จนฉันคิดไม่ออกเลยว่าถ้าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริงท่านจะเสียใจและผิดหวังแค่ไหน
ออกจากโชว์รูมรถเราสองคนไม่ได้กลับคอนโดมิเนียม พี่มังกรพาฉันมาร้านเหล้าที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยของเขาเพราะเขากับเพื่อนมาฉลองทิ้งทวนก่อนเรียนจบในอีกไม่กี่วันฉันนั่งข้างพี่แพรวอีกเหมือนเคยและวันนี้เธอก็มีข่าวดีมาบอกว่าอีกไม่ถึงสองเดือนจะแต่งงานกับพี่เดย์ เป็นเรื่องน่ายินดีและน่าอิจฉาที่สุด ฉันอิจฉาเธอที่มีผู้ชายที่รักและเฝ้ารอจะใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกันอย่างมั่นคง"ต้องไปนะน้องวีนัส ไปเป็นเพื่อนเจ้าสาว""วีอยากไปค่ะ แต่.." เอียงหัวไปทางพี่มังกร "ไม่ให้ไปด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์""ชิ! พวกผู้ชายนิสัยไม่ดี ไม่รักก็ไม่รู้จะกั๊กทำไม"พี่แพรวคงรู้เรื่องมาจากพี่เดย์ถึงได้พูดประโยคทิ่มแทงใจฉันเต็มๆ ฉันพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย พอมันเศร้าเหล้าเท่านั้นจึงเป็นทางออก ฉันหยิบแก้วมาชนกับแก้วพี่แพรว ดื่มเหมือนน้ำเปล่า ลืมสิ้นว่าเคยสองชั่วโมงไม่หมดสามแก้ว พี่วินซ์ก็เจ๋งดีจริงๆ ชงให้ฉันใหม่ตลอดเลย"พี่น่ารักจัง ขอบคุณนะคะ"พอเมาฉันก็กล้าพูดมากขึ้น เอ่ยชมพี่วินซ์ เขารับคำชมด้วยการหยิบแก้วตัวเองมาชน"เมาให้เต็มที่เลยครับ ไอ้มังกรมันชอบ เอ๊ย! มันพร้อมจะดูแล""เหรอค้า"ฉันหันไปถามคนข้างๆ พี่มังกรพาดท่อนแขนกับเอวของฉันอยู่
ไม่รู้ตัวเลยว่ามานอนอยู่ในห้องของพี่มังกรได้ยังไง ตอนตื่นขึ้นมาฉันตกใจแทบช็อก แต่พอมองไปที่ผนังห้องแล้วเห็นนาฬิกาเรือนใหญ่ ก็หายตกใจกลายเป็นงุนงง"พี่มังกร"ฉันเอ่ยเรียกเจ้าของห้อง แต่กลับไม่พบว่าภายในห้องเวลาสี่ทุ่มมีคนอยู่ คงเป็นเขาที่ไปพาฉันมาจากคาเฟ่ของพี่เก้า ทว่าเขาไปไหนนี่สิ ระหว่างรอก็เลยไปอาบน้ำแล้วกลับมาสวมใส่เสื้อยืดตัวเดิมโดยถอดชุดชั้นในยัดใส่กระเป๋าสะพายเอาไว้ จากนั้นก็เดินออกมาตรงระเบียงห้อง รับลมเย็นๆ ที่พัดมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาตีเข้าใบหน้าแกร๊ก! แต่เพียงไม่นานเสียงประตูก็ดังขึ้น ฉันหันกลับมอง พี่มังกรเดินเข้ามาพร้อมกับถุงพลาสติกในมือ เขาเดินเลี้ยวไปทางห้องครัว ฉันก็เลยเดินตามไปบ้าง"พี่มังกรคะ"เขาหันมาสบตา แต่มือไม่หยุดหยิบของออกมาวางบนเคาน์เตอร์ "ตื่นเมื่อไหร่""สักพักแล้วค่ะ พี่ไปพาวีกลับมาได้ยังไงคะ""ไอ้เก้าโทรบอก"ฉันร้องอ๋อ "รถวีล่ะคะ""ก็จอดอยู่ที่นั่นไงครับน้อง พรุ่งนี้ค่อยไปเอา ส่วนเราก็นอนค้างที่นี่""ปฏิเสธได้ไหมล่ะคะ"พี่มังกรขึงตาดุ ไม่ตอบคำถาม แต่นั่นล่ะคือคำตอบว่าไม่ได้ ฉันเลยเลียบๆ เคียงๆ มองดูว่าเขาซื้ออะไรมา ส่วนใหญ่จะเป็นของสด มีเบียร์กระป๋องหนึ่งแพ
"เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ" กิ๊ฟแตะฝ่ามือกับหัวไหล่ของฉัน เขย่าเบาๆ เรียกเพราะเห็นว่าฉันฟุบหน้าลงกับโต๊ะเรียนหลังจากที่อาจารย์เดินออกไปจากห้อง"ครั่นเนื้อครั่นตัวนิดหน่อย""ไปห้องพยาบาลไหม""ไม่หรอก พักสายตาสักเดี๋ยว เดี๋ยวก็จะไปทำงานต่อ""แกนี่นะ.. เกิดบนกองเงินกองทองแต่ทำงานเหมือนบ้านล้มละลาย""พวกดาราที่ทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์ บ้านเขารวยกว่าฉันอีกนะ""ย่ะ ฉันนั่งเป็นเพื่อนแล้วกัน""ขอบใจ เดี๋ยวเลี้ยงหนม"ฉันยิ้มให้ยัยกิ๊ฟเพื่อนเลิฟที่ทำตัวชิลไม่ต่างจากคนเมื่อเช้า กิ๊ฟบ้านมีฐานะไม่ต่างจากฉันนักหรอก เป็นลูกผู้ดีต่างจังหวัดที่มาอยู่กรุงเทพแบบสบายๆ เรียนจบก็กลับไปช่วยกิจการครอบครัว ไม่ต้องดิ้นรนใดๆ เลยบ่ายสามฉันก็ขับรถมาที่คาเฟ่ตามที่นัดหมายกับเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า วันนี้พี่ลิลลี่ไม่มาเพราะแม่ของเธอป่วย ฉันเลยฉายเดี่ยวตั้งแต่ต้น ดีที่ทางแบรนด์มีช่างแต่งหน้าทำผมมาให้หนึ่งคนเลยทุ่นแรงไปได้นิดหน่อยคาเฟ่แมวสไตล์มินิมอลถูกเช่าเป็นสตูดิโอถ่ายทำเสื้อผ้าสามชั่วโมง โซนด้านหลังที่เป็นสวนดอกไม้ถูกปิดให้บริการเนื่องจากตรงนี้ถูกการถ่ายแบบใช้งาน ส่วนตัวคาเฟ่ยังรับลูกค้าได้ปกติ ถ่ายทำไปจนเกือบเสร็จสิ้น ฉ
เสียงกรีดร้องของฉันดังขึ้นเมื่อการสอดประสานเริ่มต้นขึ้น ฉันหลับตาปี๋ กัดริมฝีปากข่มความเจ็บปวดที่ถูกรุกรานพื้นที่หวงแหนทีละช้าๆ ทว่าไม่นานความอบอุ่นจากการโอบรัดของเขาที่ทิ้งตัวมาทาบทับก็เข้ามาช่วยผ่อนคลายพี่มังกรกดใบหน้ากับซอกคอขาว ท่อนแขนแกร่งโอบกอดลำตัวของฉัน ในขณะที่ท่อนล่างยังคงพยายามอย่างมากในการดุนดัน เขาส่งเสียงครางต่ำเป็นระยะบอกให้รู้ว่าลำบากแค่ไหน"อดทนหน่อย" สิ้นประโยคสะโพกหนาก็กระแทกเข้าหาอย่างแรงประสานเราสองคนอย่างสมบูรณ์ฉันแหงนใบหน้ากรีดร้อง จิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างไปทั่วหวังเอาคืนเขาที่ทำให้ฉันเจ็บเจียนตาย แต่เหมือนจะเป็นฉันมากกว่าที่ถูกเอาคืน พี่มังกรเบี่ยงใบหน้ามาจูบฉันไปพร้อมกับช่วงล่างที่เริ่มขยับ เสียดสีผิวเนื้อของเราด้วยความเร่าร้อน สาดใส่ความมีอำนาจของมังกรด้วยเซ็กซ์ให้ฉันศิโรราบ บ้างก็ส่งเสียงครางกระเส่าที่สื่อถึงความสุขสม ฉันไม่รู้เลยว่าเป็นเหยื่อของมังกรนานแค่ไหน รู้เพียงว่าค่ำคืนนี้ช่างยาวนานเหลือเกินและครั้งเดียวที่ฉันร้องขอ ผู้ชายติดเซ็กซ์ไม่ให้ฉันตามที่พูดจริงๆเวลาตีสามฉันตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำอย่างยากลำบาก เคยได้ยินมาบ้างว่าเซ็กซ์ครั้งแรกมักเจ็บ ฉันเชื่อ
คอนโดมิเนียมที่พี่มังกรอาศัยอยู่ใหญ่กว่าของฉันมากโข ถึงว่าทำไมไม่เอ่ยถามสักคำว่าฉันจะมานอนค้างกับเขา หรือเป็นเขาที่จะไปนอนค้างกับฉัน ฉันลงความเห็นไปก่อนเลยว่าที่นี่ดีที่สุดขณะนี้เราสองคนนั่งกันอยู่ในห้องครัว ตรงกลางโต๊ะมีพิซซ่าและเครื่องเคียงที่ซื้อเข้ามาด้วย ฉันชอบกินมันนะ แต่ด้วยรูปร่างที่ต้องดูแลจึงกินได้แค่นิดหน่อย เลาะๆ เล็มๆ ระหว่างนั่งคุยกัน"พี่จะคุยเรื่องข้อตกลง"“ก่อนอื่นพี่ควรไปใส่เสื้อค่ะ”พี่มังกรก้มมองตัวเองแล้วยักไหล่ “บ้านพี่ครับน้อง จะแก้ผ้าเดินก็ยังได้”เอาล่ะ! ฉันจะอดทนแล้วกัน แม้ว่าซิ๊กแพ๊คสวยๆ กล้ามหน้าอกแน่นๆ ที่ฝั่งขวามือมีรอยสักมังกรบ่งบอกตัวตนของเขานั่นจะกวนใจพอๆ กับหน้าหล่อเหลาของเขา“เชิญพี่พูดเลยค่ะ” ฉันเอียงตัวเล็กน้อยเพื่อไม่ให้รัศมีสายตามองเห็นเขา พยายามสนใจพิซซ่าที่กำลังกิน ทว่าหูตั้งใจฟัง“พี่จะไม่พูดไปถึงเรื่องแต่งงานเพราะเราแค่มาใช้ชีวิตให้คุ้นเคย มันคือการทดลองงาน วันหนึ่งเราอาจจะไม่โอเคแล้วถอนหมั้น.. "คำพูดของเขาทำฉันชะงักหัวใจโหวง ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองโลกสวยมาตลอดก็ตอนนี้ ก็ดันเผลอปักใจไปแล้วว่าต้องแต่งงานกับเขา มีเขาเป็นสามี แม้จะไม่มีความรัก
ไม่รู้ว่าพี่มังกรจัดการให้ฉันยังไง รู้เพียงว่าเทรนด์ทวิตเตอร์ที่เกี่ยวกับฉันหายไปทั้งหมด จิณฑ์ก็เงียบหายไปเลยตั้งแต่คืนนั้นที่ทะเลาะวิวาทกัน ส่วนเปรี้ยวไม่มาเรียนสามวันแล้ว รู้สึกหวั่นใจยังไงก็ไม่รู้ว่าเขาอาจทำอะไรเกินกว่าเหตุเพราะอำนาจและความนักเลงที่เขามีจนถึงวันเปิดตัวโชว์รูมรถ MMD ฉันถูกจ้างมาทำหน้าที่เป็นนางแบบยืนสวยๆ ข้างเจ้าของโชว์รูม ยืนยิ้มสวยๆ อย่างเดียวจริงๆ นะ ไม่ใช่พริตตี้ที่ต้องมายืนคู่กับรถด้วย แบบนี้แค่บอกให้ฉันมาในฐานะคู่หมั้นก็จบ ไม่ต้องจ้างงานลงคิวให้วุ่นวายปกติแล้วฉันจะจ้างช่างแต่งหน้าและช่างทำผมอย่างละหนึ่งคน ทว่าวันนี้พี่ลิลลี่รับหยุดทั้งหมดเพราะเห็นว่าเป็นงานคนกันเอง ไม่อยากให้วุ่นวายมีคนเอาไปเม้าท์มอยหลังจบงาน เครื่องหน้าเครื่องผมจึงไม่จัดจ้านเหมือนยามถ่ายแบบหรือถ่ายโฆษณา ชุดที่ฉันสวมใส่ก็เป็นชุดที่ทางพี่มังกรส่งมาให้ ชุดเดรสเกาะอกทรงสุ่มปิดหัวเข่าสีดำเหลือบสีแดง เข้าคู่กับเสื้อสูทสีดำของเขา เครื่องเพชรที่สวมใส่เป็นของแบรนด์ Sirin รองเท้าส้นสูงสีดำรัดข้อเท้าด้วยโบว์อันใหญ่เป็นของอภินันทนาการจากว่าที่แม่ผัวเอาเป็นว่าทุกคนหวังให้ฉันเฉิดฉายความสวยกันแบบจัดเต็ม







