تسجيل الدخول“ไม่มีใครทำแบบนั้นหรอก คนจนก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะหมด”
“ฉันก็แค่เตือนด้วยความหวังดี”
“งั้นก็ขอบคุณที่มาส่งนะ”
“เดี๋ยวสิ พรุ่งนี้เธอคงไม่ลืมใช่ไหม ว่าเรามีนัดกัน”
ดวงตาคมกริบวาบขึ้นในความมืด นัยน์ตาสีน้ำตาลลึกล้ำจนอ่านไม่ออก แต่มันกลับทำให้ใบหน้าสาวร้อนวูบวาบแดงซ่านไปจนถึงใบหู
“เอ่อ ไม่ลืมหรอก นายจะให้ฉันไปเจอที่ไหนล่ะ โรงแรมอะไร”
“ไปคอนโดของฉัน”
“คอนโดเหรอ”
“อืม สะดวกดี แล้วก็ไปยืนรอฉันที่ข้างตึกคณะแล้วกัน เลิกเรียนจะไปรับ”
“ฉันไม่อยากให้ใครเห็น ฉันไปเองก็ได้”
“รถติด เสียเวลา งั้นเธอมาหาฉันที่รถก็ได้ เหมือนวันนี้”
“อืม ก็ได้”
“อย่าลืมเอาเสื้อผ้าไปด้วยล่ะ ชุดนอนไม่ได้นอน มีไหม ฉันชอบแบบนั้น”
“อะ เอ่อ ไม่มีหรอก”
คำพูดหน้าไม่อายของเขาทำเอาเธอหูอื้อไปหมด จะให้เธอใส่ชุดนอนบางเบาจนมองทะลุปรุโปร่งต่อหน้าเขาได้อย่างไร เธอกะว่าคืนพรุ่งนี้จะขอร้องให้เขาปิดไฟ ซึ่งก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะยอมหรือเปล่า
“ไม่มีก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องใส่ก็ได้ แค่ผิวขาวๆ ของเธอก็คงทำให้ฉันมีอารมณ์มากแล้วล่ะ”
ยังไม่ทันจะได้เห็นผิวขาวๆ ของเธอภายใต้ร่มผ้าเลยสักนิด แค่จินตนาการไปตามคำพูดของตัวเอง ลูกชายคนโตที่ขนาดเทียบเท่ามาตรฐานตามชาติพันธุ์ของผู้เป็นพ่อก็เหยียดขยายตุงกางเกงผ้าเนื้อดีเสียแล้ว
คนตัวบางก้มหน้างุด ไม่กล้าสบสายตาที่วาววับด้วยความปรารถนาอีก เพราะเพียงแค่นี้หัวใจดวงน้อยก็เต้นกระหน่ำคร่อมจังหวะจนกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงอยู่แล้ว
“นี่เธอเขินฉันเหรอ”
แม้ในรถจะค่อนข้างมืด ไม่ได้เห็นว่าแก้มขาวๆ ของเธอจะแดงเรื่อเพียงใด แต่อาการหลบสายตาของเขาแบบนั้นก็ทำให้รู้ได้ในทันทีว่าเธอเขินอาย เห็นแบบนี้แล้วอยากจะแกล้งให้เธอได้อายอีกสักนิด
“เปล่านะ ฉันแค่ไม่ชินกับคำพูดลามก”
“หึหึ เดี๋ยวก็ชิน ฉันไม่ได้สุภาพเหมือนผู้ชายคนเก่าๆ ที่เธอเคยนอนด้วยหรอกนะ”
“อืม ฉันรู้แล้วน่า งั้นฉันไปก่อนนะ ขอบคุณที่มาส่ง”
เขามองจนร่างบางลับสายตาเข้าไปในตึกเก่าๆ ไม่เห็นว่ามีผู้ชายหน้าไหนเดินตามเธอไปก็พลอยโล่งอก จึงกลับคอนโดมิเนียมสุดหรูของตัวเองที่ค่อนข้างไกลจากที่นี่ด้วยความทรมานกับอาการปวดหนึบที่ความเป็นชาย
“หึ ยัยอลิซ เธอทำของใส่ฉันหรือไง ค**ฉันถึงโด่ไม่เลิกเนี่ย”
เมื่อกลับถึงคอนโดมิเนียมของตัวเอง คิริวก็รีบเข้าห้องน้ำเพื่อใช้น้ำเย็นจัดในการลดอุณหภูมิของตัวเองที่กำลังร้อนรุ่มได้ที่ แต่จนแล้วจนรอด ท่อนเนื้อใหญ่โตก็ไม่ยอมหดตัวลงโดยง่าย ยังคงแข็งตั้งชูชัดท้าสายน้ำเย็นๆ เขาจึงจัดการทำให้มันสลบลงด้วยน้ำมือของตัวเองไปถึงสองครั้ง
“ไอ้ห่าคิริว ทำเหมือนคนอดอยากปากแห้ง ทุเรศฉิบหาย เพราะยัยอลิซคนเดียว พรุ่งนี้ถ้าเอายัยนั่นเข้าห้องมาได้ จะจับเย**ตั้งแต่หน้าประตูเลย คอยดูสิ”
เขาคาดโทษคนตัวบางแสนเย้ายวนเพราะใบหน้าสวยหวานลอยเข้ามาในสมองตอนที่เขากำลังทำร้ายตัวเอง ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ถ้าพวกเพื่อนๆ ของเขารู้เข้าคงโดนล้อไม่เลิก น่าอายชะมัด
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวขึ้นเตียงหลังจากใส่ชุดนอนเสร็จ แม่ของเขาก็โทรเข้ามาหาเสียก่อน
“สวัสดีครับแม่ โทรมาดึกเลย มีอะไรครับ”
ปกติเขาไม่ค่อยกลับบ้านเท่าไรนัก จะติดต่อกับพ่อแม่แค่ทางโทรศัพท์ ยิ่งโดยเฉพาะพักหลังที่ป้าของเขามาอาศัยอยู่ด้วยยิ่งไม่ค่อยอยากกลับไปเหยียบที่นั่นเท่าไรนัก เพราะความจิกจิกจู้จี้ของสาวแก่ไร้ครอบครัว ที่ชอบจุ้นจ้านกับชีวิตของหลานๆ ซึ่งลูกพี่ลูกน้องของเขาก็โดนคนเป็นป้าก้าวก่ายชีวิตกันมาหมดแล้ว จนมาถึงเขาที่ยังเหลือเป็นคนสุดท้าย
“ไม่มีอะไรหรอก แม่แค่จะถามว่าพรุ่งนี้ริวจะกลับบ้านไหม”
ปกติแม่เขาไม่เคยถาม พ่อกับแม่เขาค่อนข้างให้อิสระในการใช้ชีวิตวัยรุ่นแก่เขาอย่างเต็มที่ แต่พอป้าของเขาย้ายเข้ามาอยู่ด้วยเท่านั้นล่ะ แม่ที่เป็นน้องสาวคนเล็กซึ่งเกรงใจพี่สาวคนโตมาแต่ไหนแต่ไร เลยเดือดร้อนมาถึงเขา
“ป้าช่ออีกแล้วใช่ไหมครับ”
คิริวถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ป้าช่อม่วง พี่สาวคนโตของแม่เอาจริงเอาจังเรื่องจับคู่ให้เขากับลูกสาวของนักธุรกิจที่รู้จักกันดีกับครอบครัวของเขา ถึงขนาดย้ายเข้ามาอยู่ด้วยที่บ้านชั่วคราวเพื่อกรอกหูพ่อกับแม่ของเขาทุกวัน
“อย่าทำเสียงอย่างนี้สิ ป้าเขาหวังดี”
“หวังดีอะไรครับแม่ จุ้นจ้านมากกว่า พี่ๆ ลูกป้าผกาก็ไม่มีใครเอาด้วย ยังไม่เข็ดอีกหรือครับ”
แม่ของเขาเป็นลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น มีพี่น้องรวมสามคน พี่สาวคนโตคือ ช่อม่วง เป็นสาวทึนทึกไม่ยอมมีครอบครัวเพราะเรื่องมาก คนรองคือ ช่อผกา แต่งงานมีลูกถึงสามคน คนสุดท้องคือแม่ของเขา ช้องนาง มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว และแน่นอนว่าหลานทั้งสี่คนโดนป้าช่อม่วงจับคู่กับลูกหลานนักธุรกิจทั้งหมด
“ริวก็แค่มารู้จักกับคนที่ป้าหาให้หน่อยไม่ได้หรือลูก ถ้าไม่ชอบ ริวจะไม่สานต่อแม่ก็ไม่ว่า”
“พ่อรู้เรื่องนี้ไหมครับ”
ด้วยพ่อของเขาคือชายชาวเยอรมัน ที่ให้อิสระกับลูกเต็มที่ และเลี้ยงลูกแบบฝรั่ง ให้ตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิตเองโดยไม่มีการก้าวก่ายเหมือนชาวไทย ดังนั้น แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ พ่อของเขาไม่เคยเห็นด้วย ติดที่ว่าเกรงใจความเป็นพี่สาวคนโตของเมียเท่านั้น จึงไม่พูดจาหักหาญน้ำใจ เพราะรู้ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางยินยอมในเรื่องนี้
“พ่อก็รู้ แต่พ่อก็ไม่ได้สนับสนุน พ่อให้ริวตัดสินใจเอง”
“แต่ก็เกรงใจป้าใช่ไหมครับ”
“ริวก็รู้”
“เฮ้อ แม่ครับ ผมโตแล้วนะ อีกเทอมเดียวก็ออกมาทำงานกับพ่อได้แล้ว ผมไม่ชอบถูกใครบังคับ”
“แม่รู้ แต่ถ้าริวไม่ยอมมาพบกับผู้หญิงที่ป้าแนะนำ ยังไงป้าเขาก็ไม่ยอมกลับบ้านแน่ๆ”
เพราะก่อนหน้านี้ป้าช่อม่วงก็ใช้ไม้นี้กับลูกพี่ลูกน้องของเขา สุดท้ายทั้งสามคนนั้นก็ต้องยอมพ่ายแพ้กับลูกตื๊อของป้า จนต้องยอมไปทำความรู้จักกับลูกหลานนักธุรกิจเหล่านั้น และไม่มีการสานต่อใดๆ ทั้งสิ้น งานหนักจึงมาตกอยู่ที่เขา เพราะความล้มเหลวที่เกิดขึ้นถึงสามครั้งสามครา ทำให้คนเป็นป้าคาดหวังกับเขามากเป็นพิเศษ และด้วยแม่ของเขาเป็นคนหัวอ่อนที่สุด ป้าช่อม่วงยิ่งหวังจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จแน่นอน
“แล้วจะให้ผมไปเจอผู้หญิงคนนั้นที่ไหนครับ”
“พรุ่งนี้ ป้าเขาเชิญครอบครัวของหนูพลอยมากินข้าวเย็นที่บ้านเราจ้ะ ริวเรียนเสร็จก็กลับบ้านมาเลยนะ”
“เอ่อ แม่ครับ พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง”
“แต่ป้านัดกับทางนั้นไว้แล้ว มีแต่ผู้ใหญ่ทั้งนั้น ถ้าริวไม่มา เสียมารยาทแย่”
“ทำไมไม่มีใครบอกผมก่อนเลยครับ ถ้าผมมีธุระสำคัญล่ะ หรือมีทำโปรเจคกับเพื่อนจะทำยังไงครับ ผมเรียนหนัก งานก็เยอะ ไม่ได้ว่างตลอดเวลานะครับแม่”
คนหล่อโวยวายอย่างหัวเสีย ด้วยรู้ดีว่าถึงขั้นนี้แล้วเขาไม่มีทางปฏิเสธได้ เพราะนั่นหมายหนึ่งหน้าตาของพ่อกับแม่เขาด้วย แต่ถ้าจะให้เขาเสียเวลาไปกินข้าวกับที่บ้านก่อน กว่าจะแยกย้ายกันกลับบ้านก็คงจะดึก เผลอๆ แม่กับป้าคงไม่ยอมให้เขากลับมาค้างที่คอนโดแน่ๆ
อุตส่าห์จะได้จัดการยัยแม่มดอลิซอยู่แล้วเชียว แบบนี้เขาจะทำยังไง ไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ เลย ให้ตายสิ
คิริวสะดุ้งตื่นตั้งแต่เช้า เขาสะบัดผ้าห่มแล้ววิ่งไปโก่งคออาเจียนในห้องน้ำจนหมดไส้หมดพุงโดยมีอลิษาตามมาลูบหลังให้ด้วยความเป็นห่วง“ริว เป็นอะไรไปคะ ไหวไหม”“ผมคลื่นไส้จัง สงสัยยำมะม่วงเมื่อเย็นทำผมอาหารเป็นพิษแน่ ๆ”“ไปหาหมอกันดีไหม ช่วงนี้ลิซว่าริวดูหน้าซีด ๆ นะ ไปให้หมอตรวจให้แน่ใจเลยดีไหม ลิซเป็นห่วง”แม้จะไม่อยากไปโรงพยาบาลนัก แต่ใบหน้ากังวลของภรรยาก็ทำเอาเขาใจอ่อน สุดท้ายก็มานอนอยู่ในห้องตรวจเพราะคลื่นไส้จนโลกหมุนอีกแล้วระหว่างนั่งรอหมอ“เดี๋ยวรอผลตรวจของคุณภรรยาสักครู่นะครับ หมอจะได้สรุปผลได้อย่างแน่นอน”“ภรรยาผมป่วยเหรอครับ ตอนมาด้วยกันยังดี ๆ อยู่เลย”“ไม่แน่ใจครับ แต่หมอว่าไม่ได้ป่วยนะ”คิริวมองหมอวัยกลางคนด้วยความสงสัย หมอพูดไม่รู้เรื่องหรือว่าเขาป่วยจนสมองกลับไปแล้ว ถึงฟังอะไรง่าย ๆ ไม่เข้าใจแต่อีกสิบนาทีถัดมา เขาก็เข้าใจความหมายที่หมอกำลังจะสื่อเมื่อทั้งคู่เข้ามานั่งฟังผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียด“ยินดีด้วยนะครับ คุณอลิษาท้องได้สี่สัปดาห์แล้วครับ”สองสามีภรรยาเบิกตากว้าง หันมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาอย่างยินดี“ลิซท้องแล้ว ผมดีใจที่สุดเลย ขอบคุณมากนะลิซที่มีลูกให้ผม”คนตัวโต
มือใหญ่สั่นเทาของผู้กำกับการแสดงหนุ่มทายาทบริษัทผลิตละครชื่อดังกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น ภาพข่าวสังคมบนหน้าจอตรงหน้าทำเอาเขาตกใจไม่น้อยเมื่อทายาทบริษัทรับเหมาก่อสร้างแต่งงานกับสาวสวยคนที่เคยอยู่ในใจของเขาแต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากกว่าคือรูปของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ถ่ายร่วมกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ ข้างกายเจ้าสาวคือผู้หญิงคนนั้น คนที่เขาได้ความบริสุทธิ์ของเธอมาในคืนผิดพลาดที่เขาไม่ได้ตั้งใจมันคงจะไม่เป็นไร ถ้าผู้หญิงคนนั้นเหมือนกับผู้หญิงคนอื่น ๆ ซึ่งยืนยิ้มแป้นอยู่ใกล้กัน แต่ที่ทำให้เขาตกใจเพราะหน้าท้องที่เคยแบนราบซึ่งลอนกล้ามเนื้อของเขาตอกกระแทกมาทั้งคืน บัดนี้มันนูนเด่นออกมาอย่างชัดเจน“เมี่ยง...ท้องเหรอ”อลิษาแต่งงานหลังจากเรียนจบไม่ถึงสองเดือน คำนวณจากระยะเวลาจะเป็นไปได้อย่างไรที่เธอคนนี้จะแต่งงานมีครอบครัวไปก่อนเพื่อนทั้งที่ยังเรียนอยู่ มีทางเดียวเท่านั้นซึ่งน่าจะเป็นไปได้ที่สุด คือเธอท้องตั้งแต่ยังเรียนไม่จบกะขนาดหน้าท้อง กับระยะเวลาที่เด็กในท้องเจริญเติบโตมาจนถึงตอนนี้ มีความเป็นไปได้ว่าเด็กในท้องจะเป็นลูกของเขา แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมเธอถึงไม่ติดต่อเขามาเขารีบหาช่องทางโซเชียลของ
“เธอชอบหลังไหน”อลิษายืนอึ้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านชื่อดังที่เพิ่งเปิดจองเฟสใหม่ใกล้สวน บรรยากาศร่มรื่นแถมบ้านแต่ละหลังใหญ่อย่างกับวัง หน้าบ้านไม่มีอะไรบดบังปราศจากความวุ่นวาย แต่ที่อึ้งที่สุดเห็นจะเป็นเขา ไม่รู้อะไรเข้าสิงให้ปลุกเธอแต่เช้าเพื่อมาจองบ้านราคาแพงขนาดนี้“ทำไมต้องถามฉันด้วยล่ะ นายชอบหลังไหนก็แล้วแต่นายสิ จะเปลี่ยนมาอยู่บ้านแทนเหรอ”“อืม ก็จะแต่งงานแล้วนี่ แต่งงานแล้วก็ต้องมีลูก จะให้ลูกอุดอู้อยู่แต่ห้องแคบ ๆ ได้ยังไง ไหนจะแม่ของเธออีก ถ้าอยู่บ้านสวย ๆ ตอนเย็นได้ออกมาเดินออกกำลังกายในสวนก็คงจะดี”คนตัวบางมองเขาด้วยความขอบคุณ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะน่ารักและใส่ใจทุกคนมากขนาดนี้“แต่มันอีกตั้งหลายเดือน กว่าฉันจะเรียนจบ กว่าเราจะได้แต่งงานกันจริง ๆ อีกล่ะ”“บ้านมันต้องตกแต่งนะ ยังไงก็ต้องใช้เวลา อีกอย่างฉันก็จะเตรียมงานแต่งไว้รอเลย เรียนจบแล้วแจกการ์ดทันที โอเคไหม”“ไม่โอเคได้ไหม”“ไม่ได้”“นี่นายรีบเหรอ”“ใช่ ฉันรีบมาก ใจจริงอยากจะแต่งวันนี้พรุ่งนี้ด้วยซ้ำ อยากมีลูกแล้ว”“นายรอดูลูกยัยเมี่ยงก่อนดีไหม เลี้ยงเด็กสักคนมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ วุ่นวายจะตาย”“ฉันไหวน่า ลูกทั้งคนนะ
“ไง ได้ข่าวว่าป๋าเหรอ”เมื่อไปส่งมัสยาเรียบร้อยแล้ว ก็ไปส่งเธอกับแม่ที่หอพัก แต่คนหน้าหนาก็ดันเอ่ยขออนุญาตแม่พาเธอกลับมานอนด้วยที่คอนโดมิเนียมหน้าตาเฉย ทั้งยังรับปากกับแม่ของเธออย่างดิบดีว่าจะไม่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับมัสยาและด้วยแม่ของเธอเป็นคนสมัยใหม่ พอจะเดาออกอยู่แล้วแต่แรกว่าที่เธอหายไปนอนที่อื่นอยู่นานหลายเดือนนั้นคงจะเป็นเพราะว่าเธอมาอยู่กับเขา จึงเอ่ยอนุญาตและฝากฝังให้เขาช่วยดูแลเธอให้ดีที่สุด แถมพอกลับมาถึงคอนโดมิเนียม คนตัวโตก็เอ่ยแซวเธอทันที“ป๋าอะไร”“ก็ได้ข่าวว่าเสนอตัวส่งเสียค่าคลอดกับค่าเลี้ยงดูลูกของเมี่ยงไม่ใช่เหรอ”“เอ่อ ใช่”คนตัวบางเอ่ยเสียงอ่อย ด้วยไม่แน่ใจว่าเขาจะเห็นดีด้วยหรือคัดค้าน ดีไม่ดีอาจจะต่อว่าเธออีกต่างหาก แต่ไม่กลัวหรอก เป็นไงเป็นกัน จะให้เธอทิ้งเพื่อนที่ลำบากตรากตรำมาด้วยกันก็คงจะเป็นไปไม่ได้“จะเอาเงินมาจากไหนล่ะ”“ก็จากนายไง”“เธอนี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ ยัยแม่มด”“นายงกเหรอ กับฉันนายก็งกหรือไง ไหนบอกว่าจะดูแลฉันให้ดีที่สุดไง”“ฉันดูแลเธอได้ แต่เมี่ยงท้องกับใคร ทำไมไม่ไปลากตัวไอ้ผู้ชายให้มันมารับผิดชอบ จะปล่อยให้มันลอยนวลแล้วพวกเธอมาเ
เมื่อการบอกรักย้ำ ๆ ผ่านบทรักร้อนแรงครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาจบลง ก็คว้าตัวเธอซึ่งแทบสิ้นไร้เรี่ยวแรงมากอดแนบอก“เธอรักฉันบ้างไหม อลิซ”“รักสิ ฉันรักนาย”เขาพรมจูบบนหน้าผากชื้นเหงื่ออย่างหลงใหลพร้อมกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้นไปอีก“ฉันจะมีแค่เธอนะ สัญญา”“ขอบคุณนะริว”“เราแต่งงานกันไหม”อลิษาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกใจ เรื่องที่เขาประกาศออกไมค์ตอนที่ทะเลาะกับป้าของเขา เธอคิดว่ามันคือข้ออ้างให้ไม่ต้องหมั้นและแต่งงานกับพิมพ์พลอยเสียอีก เพราะเธอกับเขาไม่ได้คบกันด้วยซ้ำ“นี่นายเอาจริงเหรอ เราไม่ได้เป็นแฟนกันเลยด้วยซ้ำนะริว”“ยัยซื่อบื้อ ฉันรักเธอขนาดนี้ นอนกับเธอแค่คนเดียว พาเธอมาหาพ่อแม่ ประกาศบอกคนทั้งงานว่าฉันจะแต่งงานกับเธอ แถมยังเปย์ให้เธอไปตั้งกี่ล้านแล้ว แค่นี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าฉันเอาจริง”“ก็เรื่องของเรามันไม่ได้เริ่มเหมือนคู่อื่นนี่”“แล้วยังไง แต่ฉันก็ชอบเธอมาตั้งแต่แรกแล้วนะ ตั้งแต่เจอหน้าในงานวันเกิดเพื่อนแล้ว ที่ผ่านมาก็แค่ปากแข็ง ฉันก็แค่คิดว่าเราข้ามจุดที่ต้องจีบกันมาแล้ว อยู่ด้วยกันแบบผัวเมียแล้วด้วยซ้ำ”“งั้นก็ไม่ต้องแต่งหรอก อยู่กันไปแบบนี้ก็ได้ เปลืองเงิน”“นี่เธอยัง
“นี่มันเรื่องจริงเหรอ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย”ช่อม่วงเอามือทาบอก ทิ้งแผ่นหลังพิงพนักโซฟาแล้วยกยาดมขึ้นอังจมูก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องที่หลานชายเล่ามาจะคือความจริง แต่เธอรู้จักหลานชายเธอดีว่าเขาไม่ใช่คนชอบโกหก ดังนั้นเรื่องที่ได้ยินถึงทำเอาเธอลมจับอยู่นี่ไงคิริวพยักหน้ารับ มือใหญ่ของเขายังคงกุมมือเล็กของอลิษาซึ่งนั่งอยู่ข้างกันบนโซฟาในห้องนั่งเล่นตลอดเวลาหลังจากที่แขกผู้ใหญ่ทยอยกลับกันหมดแล้ว ครอบครัวของเขา รวมป้าทั้งสองคนและลูกพี่ลูกน้องก็เรียกเขาและอลิษาเข้ามานั่งคุยกันถึงเรื่องที่เขาโพล่งออกไปเมื่อช่วงหัวค่ำเมื่อได้ยาดมจนหายใจโล่งขึ้น ช่อม่วงก็หรี่ตามองใบหน้าสวยหวานของคนตัวบางอย่างจับผิด ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าครอบครัวของพิมพ์พลอยซึ่งดูดีไปหมดจะเป็นคนแบบนั้นไปได้“เธอมีหลักฐานไหม มากล่าวหากันลอย ๆ ไม่ได้นะ”“เอ่อ ไม่มีค่ะ พ่อของลิซไม่เคยรู้ตัว รู้อีกทีก็ไม่เหลืออะไรแล้วค่ะ”“แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไง ว่าที่เธอบอกหลานฉันมันคือเรื่องจริง”“ป้าช่อครับ ป้าก็รู้ว่าคุณอาพิทักษ์เป็นคนยังไง ถ้าเรื่องที่ผมพูดไม่ใช่เรื่องจริง ป่านนี้เขาคงเล่นงานผมให้จนมุมตั้งแต่บนเวทีแล้วครับ ดูอาการสามคนนั่นก
มือใหญ่สอดเข้าล็อกท้ายทอย บังคับเธอแหงนหน้าขึ้นรับเรียวลิ้นที่เข้าไปกวาดต้อนความหวานในโพรงปากอย่างหิวกระหาย เมื่อพอใจแล้วก็ละริมฝีปากมาบดจูบกลีบปากนุ่มนิ่มที่เริ่มบวมเจ่อของเธออีกครั้งคนตัวบางหลับตาพริ้ม แหงนเงยใบหน้าขึ้นเมื่อเขาไล้ปลายจมูกพร้อมเม้มจูบไปทั่วแก้มสาว ลามเลยเข้ามาซุกไซ้ยังซอกคอขาว ๆ
“ริว กินข้าวลูก”คิริวเดินผิวปากอารมณ์ดีเข้ามาในห้องอาหาร เขาตรงเข้าหอมแก้มแม่ของตัวเองทั้งซ้ายและขวาอย่างประจบประแจง“ไม่กินแล้วครับแม่ ผมมีนัด คืนนี้ไม่กลับมานอนบ้านนะครับ”เขายกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนในห้องอาหารแล้วเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับผิวปากอารมณ์ดีอีกครั้ง ในขณะที่คนเป็นป้ายิ้มกริ่มพึงพอใจเพราะ
“แต่ผมมีครับพ่อ ผมไม่ได้ชอบพลอย ไม่ได้อยากมีแฟน ไม่อยากมีคู่หมั้นและไม่อยากแต่งงาน ผมไม่ยินดีที่จะมีงานหมั้นเกิดขึ้น ขอโทษทุกคนด้วยนะครับที่ต้องพูดตรง ๆ แต่ผมว่าแบบนี้มันดีกับพลอยมากกว่า พลอยจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับผม เพราะยังไงผมก็ไม่มีวันยอมหมั้นโดยที่ผมไม่ได้รู้สึกชอบหรอกนะครับ”พิทักษ์และกมลชน
“คิริว เรียนวิศวะโยธาหรือคะ”แม้จะรู้ประวัติของเขามาบ้างแล้ว แต่ก็ต้องหาเรื่องมาชวนคุย เมื่อเขาเอาแต่พาเธอเดินชมนกชมไม้ ทั้งที่ในมือกดโทรศัพท์ ไม่ได้ชายตามาแลเธอสักนิดเดียวจนรู้สึกอึดอัด“ครับ เรียกผมว่าริวเฉย ๆ ก็ได้นะ แล้วพลอยล่ะ”เขาต้องถามกลับเพื่อไม่ให้เสียมารยาท แต่ที่จริงเขาเองก็ไม่ได้รู้เรื







