MasukJake Lack #11
มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขา
ชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ
“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”
“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”
พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์ ตื่นเต้นจังแหะ!
พอถึงคิวฉันกับพี่เจคก็เข้ามาข้างในที่เป็นกระจกใสเห็นวิวที่สวยงามรอบทั่วสารทิศ ยามที่ชิงช้าสวรรค์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นด้านบน ฉันก็เอามือทาบทับกับกระจกและมองออกไปพลางฉีกยิ้มกว้าง ต่างจากพี่เจคนะที่นั่งตวัดขาไขว่าห้างยกแขนทั้งสองกอดอก ดูเหมือนจ้องจะหลับอยู่ตลอดเวลาเลยแหะ เห็นแบบนั้นจึงลุกขึ้นไปนั่งข้างๆ พี่เจคและเอามือประคองแก้มเขา
“ไม่หลับดิ พี่มองวิวด้วย”
“น่าเบื่อ”
“ตรงไหนอะ พี่ยังไม่ทันได้มองวิวด้วยซ้ำก็บอกว่าเบื่อแล้วเหรอ” ฉันทำหน้าบูดใส่พี่เจคจากนั้นก็จิ้มนิ้วไปด้านข้างกระจกให้พี่เจคหันไปมองแม่น้ำสายสำคัญรวมไปถึงตึกราบ้านช่องที่เปิดไฟให้ความสวยงาม ยิ่งสูงก็ยิ่งสวยบอกได้แค่นี้ “พี่ลองมองก่อนสิ แล้วพี่จะเห็นมุมที่แตกต่างจากที่เคยมอง”
เขาดูเหมือนจะหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็ยอมที่จะหันไปมองนะ พอถึงช่วงที่ชิงช้าสวรรค์หยุดหมุนและเราจะอยู่บนสุดพอดีไม่รู้นะว่ามันนานแค่ไหน ทว่าพี่เจคก็จ้องมองมันนานมากจนฉันชะโงกหน้าไปเพื่อหวังดูปฏิกิริยาของเขา ใครจะไปคิดว่าพี่เจคจะหันกลับมาพอดีเป็นเหตุให้ริมฝีปากของเราสองคนเฉียดโดนเล็กน้อย เป็นผลให้ฉันถึงกับตกใจตาเบิกกว้างรีบขยับมานั่งตำแหน่งเดิม เมื่อกี้มันอะไรกันทำไมฉันถึงได้ใจเต้นแรงเสียจนกลัวว่าพี่เจคจะได้ยิน
“ถ่ายรูปให้หนูหน่อยได้ไหม” เพราะมันเงียบเกินไป ฉันจึงควานหามือถือและส่งให้พี่เจค เขารับมันเพื่อถ่ายรูปให้ฉันที่ฉีกยิ้มกว้างชูสองนิ้ว ไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายรูปแค่เหตุการณ์เมื่อกี้มันทำเอาฉันทำอะไรไม่ถูกเลยต่างหากเล่า!
“ไปไหนต่อ”
“กลับบ้านไง หนูต้องไปเตรียมตัวทำของขาย” พรุ่งนี้ต้องไปเรียนแล้ว ไอ้ปูนิ่มเพิ่งจะส่งข้อความมาสั่งแซนวิชด้วย
“พรุ่งนี้ไปสนามแข่งหรือเปล่า”
“ไปค่ะ” ฉันไปตลอดนั่นแหละ แค่วันไหนที่ของหมดหรือทำไม่ทันก็จะไม่ได้ไป แต่ก็จะพยายามทำให้ทัน “อยากให้หนูไปเชียร์เจคแลคติดขอบสนามว่างั้น”
เป็นอีกครั้งที่พี่เจคเงียบใส่เขาก็เสมองวิวด้านข้าง ส่วนฉันก็มองรูปที่พี่เจคถ่าย... เหอะ ถ่ายแบบขอไปทีสุดๆ ไม่มีปรับแสงให้ฉันเลยนะมืดจนแทบจะไม่เห็นหน้า แสงไฟรอบชิงช้าสวรรค์ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ภาพออกมาสวยสักนิด เก็บมือถือลงกระเป๋าสะพายเงยหน้ามองพี่เจค ใบหน้าหล่อเหลาด้านข้างนิ่งราวกับหุ่น หากแต่ว่าแววตาของพี่เจคกลับแลดูสั่นไหวเล็กน้อย เหมือนคนกำลังมีเรื่องอะไรในใจและคิดไม่ตก ฉันรู้ว่าเป็นแค่คนอื่นสำหรับเขานะ ถึงต่อให้อยากเสือกเรื่องของเขามากแค่ไหน ฉันก็ไม่กล้าที่จะถามออกไป เพราะบางเรื่องถ้าหากคนที่มีปัญหาไม่อยากเล่า ก็ไม่ควรไปเซ้าซี้
สิ่งเดียวที่ทำได้คือการอยู่ข้างๆ เขา เหมือนที่เขาขอฉันเอาไว้เมื่อคืน ฉันรู้ว่าพี่เจคคงจำมันได้กับสิ่งที่ตัวเองพูด เพียงแต่ว่าเขาแค่ไม่อยากพูดถึงมันเสียมากกว่า ฉันเองก็เช่นกันอยากจะถามเขาใจจะขาดว่าที่พูดน่ะเรื่องจริงไหม พอมาเจอหน้ากันความกล้าที่มีก็ถูกกลืนหายไปจนหมด อยากจับมือพี่เจค เขาก็เอามันกอดอกเอาไว้
ดังนั้นความกล้าบ้าบิ่นของฉันมันทวีความรุนแรงมาก ถึงได้ทำในสิ่งที่ผู้หญิงไม่ควรทำ ฉันไม่ใช่กุลสตรีที่นั่งเขินอายถ้าหากต้องทำอะไรแบบนี้ก่อน ฉันไม่ใช่เจ้าหญิง ฉันเป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่อยากทำให้ผู้ชายคนนี้... ไม่ต้องรู้สึกแย่กับเรื่องราวที่เขาประสบพบเจอหรือคิดมันอยู่ในใจหรอก
จุ๊บ
“!”
“มีอะไรในใจบอกหนูได้นะ” ใบหน้าหล่อเหลาถึงกับหันมามองฉันคอแทบหลุด ความบ้าของตัวเองที่ว่าคือการโน้มไปจูบแก้มสากของเขาอย่างแนบแน่นและผละออกมา รู้สึกถึงใบหน้าของตัวเองที่ร้อนผ่าวเหมือนไฟลุกโชน “หนูพร้อมฟังพี่เจค”
“...”
“ก็พี่ให้หนูอยู่ข้างๆ ไม่ใช่เหรอ” พูดไปก็กัดผนังในปากตัวเองไปด้วย ก่อนจะขยับไปนั่งติดกระจกอีกฝั่งห่างจากพี่เจคไกลพอควร ดวงตาของฉันหลับลงทันทีเมื่อเอาหัวโขกเบาๆ กับความกล้าที่โคตรจะแสนหน้าด้าน ใช่ พี่เจคคงมองว่าฉันเป็นเด็กสาวหน้าด้านแน่นอนที่ไปหอมแก้มเขาแบบนั้นอะ!
“เป็นเด็กยังไง”
“เคยบอกแล้วว่าหนูก็เป็นแบบนี้”
“หมายถึงหอมแก้มผู้ชายก่อน”
“สงสัยผีเข้าสิงหนูอีกแล้วมั้ง ฮ่าๆ” ฉันยกมือเกาศีรษะตัวเองพลางหัวเราะออกมา เป็นมุกที่แป้กอย่างหาที่สุดไม่ได้ไม่ว่า แต่พี่เจคเชื่อไหมบอกเลยว่าเขาไม่คิดจะเชื่อหรอกดูจากสีหน้าของเขาแล้วนะ “เข้าปุ๊บออกปั๊บเลย”
“...”
“ไม่ใช่หนูนะ ผีเข้าแล้วสั่งให้หอมน่ะ” หน้าด้านเข้าไว้เลยเพิร์ล ต่อให้พี่เจคไม่เชื่อก็หน้าด้านเขาไว้! “สงสัยผีโรคจิตแน่เลย ปกติหนูไม่เคยหน้าด้านหอมแก้มผู้ชายก่อนเลยนะพี่เจค”
“หึ” คนตรงหน้าขำออกมาเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นพลางส่ายหน้าไปมา
“เชื่อหนูเถอะ ไม่ใช่หนู”
“ถ้างั้น...” พี่เจคเว้นวรรคคำพูด ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ฉันแบบแค่เพียงกระเถิบเดียวนะ ฉันตกใจยกมือดันแผงอกแกร่งของเขาเอาไว้ จะบอกว่าแผงอกแน่นมาก! “ผีคงเข้าสิงพี่ต่อ”
“คะ”
จุ๊บ
“อ๊ะ!” สะดุ้งตกใจดวงตาแทบจะถลนออกจากเบ้า เมื่อใบหน้าหล่อเอียงองศาและกดริมฝีปากลงบนแก้มของฉันทันที ความอุ่นร้อนจากริมฝีปากแดงคล้ำของพี่เจคยังคงติดบนแก้มไม่จางหายไปไหน ทันทีที่เขาผละจูบออกฉันก็ยกมือทาบทับแก้มตัวเอง จดจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทยิ่งไปกว่านั้นลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินบนกลีบปากเองก็เล่นงานฉันจนตัวเกร็งไปทั้งตัว “พะ... พี่เจค”
“ผีไปแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผีตัวนี้ ร้ายจริงๆ”
ไม่หรอก ไม่ใช่ผีที่ร้าย... พี่เจคต่างหาก! พี่เจคร้ายยิ่งกว่าผีอีกทุกคน
เหม่อลอย~
“เฮ้ยเพิร์ล แกเหม่ออะไรวะเนี่ย!” ถึงกับหลุดจากภวังค์จิต หันไปมองตาลที่เอามือทุบโต๊ะหินอ่อนและสะบัดมือไปมา
“ฉัน...”
“เกิดอะไรขึ้นกับแก ฉันเรียกแกหลายรอบแล้วนะ” ถึงกับส่ายหน้าไปมาเพราะตื่นเช้ามาวันนี้ฉันเหม่อลอยเหมือนคนไม่อยู่กับตัวเลยนะ หลังจากเกิดเรื่องบนชิงช้าสวรรค์ฉันกับพี่เจคก็ไร้การพูดคุยกันเหมือนเดิม ราวกับเรื่องหอมแก้มกันไปมาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ตอนมาเรียนฉันเดินเลยคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่จะไปส่งแซนวิชให้กับไอ้ปูนิ่ม แน่นอนว่ามันถึงกับโทรตามว่าฉันอยู่ที่ไหน ใช่ ฉันหลงไปอยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ท้ายมหาลัย ต้องวิ่งกลับมาอีกจนเหนื่อยหอบ
มาตอนนี้ตาลเพื่อนรักก็ยักไหล่ไหวพยายามถามหาสาเหตุว่าฉันเป็นบ้าอะไร ทั้งที่ไม่เคยเหม่อลอยมาก่อน หนำซ้ำฉันยังนอนไม่หลับทั้งคืนติดต่อกันเป็นคืนที่สอง
“โอ๊ย!”
“อะไรของแก” ตาลเอ่ยถามฉันที่กดหน้าลงบนโต๊ะหินอ่อนและเอาหน้าผากโขกเบาๆ
“เพิร์ลมันเป็นบ้าอะไร เอาหน้าผากโขกโต๊ะเพื่อ?”
“ไม่รู้ดิ นายมาแล้วก็ถามเพื่อนสุดที่เลิฟเองก็แล้วกัน ฉันถามปากจะฉีกมันก็ไม่ตอบเนี่ย” เสียงของเมืองเหนือเอ่ยทักก่อนจะเอามือรองหน้าผากฉันและดันขึ้นจนหน้าหงาย ไม่ได้เรียกว่าดันนะเรียกว่าผลักดีกว่ามั้ง คอแทบหลุด!
“เมืองเหนือ รถฉันใกล้เสร็จยังอะ”
“น่าจะพรุ่งนี้นะ”
“งั้นวันนี้ไปส่งที่สนามหน่อยดิ” เปลี่ยนเรื่องดีกว่า ไม่งั้นโดนเพื่อนซักไซ้มีหวังฉันหลุดปากแน่ว่าถูกพี่เจค วิศวะโยธาสุดฮอตหอมแก้มบนชิงช้าสวรรค์และอ้างว่าถูกผีเข้า
“ไหวเหรอ สีหน้าเธอดูแย่มากเลยนะเพิร์ล” เมืองเหนือถามพลางเอานิ้ววาดดวงหน้าฉัน “ไม่ได้นอนเลยเหรอวะ”
“อือ นอนไม่หลับมาสองคืนละ”
“มีปัญหาอะไรที่บ้านหรือเปล่า” คำถามนี้เป็นของตาล ใช่ ที่บ้านก็ส่วนหนึ่งนั่นแหละคือไอ้ตังมันไม่คุยกับฉัน มันงอนฉันเรื่องพี่เจคอะ ไม่รู้ว่ามันงอนด้วยเหตุผลอะไร ดังนั้นก็เลยช่างมันละ อยากจะงอนอะไรก็ตามสบายเลยไม่ง้อหรอก!
“ไม่เชิงอะ” ตอบเพื่อนแบบขอไปที ตั้งสติหน่อยดิเพิร์ล
“งั้นก็เข้าคลาสสิครับ นั่งรอฤกษ์กันอยู่หรือไง”
เมืองเหนือเป็นฝ่ายกระดิกนิ้วเรียกเราสองคน ตาลมองหน้าฉันพลางกอดคอเดินเข้าคลาสไป แน่นอนว่าขนาดเข้าคลาสเรียนฉันก็เรียนไม่รู้เรื่องเลยทุกคน อยากจะบ้าตายของจริง สมองเอาแต่ประมวลภาพที่เราสองคนนั่งชิงช้าสวรรค์ ภาพที่ฉันหอมแก้มพี่เจคและพี่เจคก็หอมแก้มฉัน
รู้ไหมว่านัยน์ตาสีดำสนิทยามจ้องมองมา ริมฝีปากแดงคล้ำที่ร้อนระอุ ใบหน้าหล่อเหลาที่เข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจากน้ำหอมหรือแม้แต่กลิ่นของบุหรี่มันยังคงติดอยู่ตรงจมูกฉันไม่ยอมจางหายไปด้วยซ้ำ ที่บอกว่าเป็นหมาน้อยของพี่เจคหรือฉันกำลังจะกลายร่างเป็นหมาจริงๆ เพราะกลิ่นของพี่เจคมันติดจมูกฉันจนแยกแยะออกอะ
ไม่กล้าสู้หน้าพี่เจคเลยเอาจริง!
“เอ็งไม่รอไอ้ตังก่อนเรอะเพลิน” หลังเลิกเรียนฉันก็กลับมาทำแซนวิชและแพคคุกกี้ แน่นอนว่าใกล้เวลาจะได้ไปสนามแล้วดังนั้นเมืองเหนือส่งข้อความมาบอกว่ากำลังจะถึงฉันก็เลยเอาของใส่ตะกร้า
“ช่วงนี้ไอ้ตังมันติดซ้อมนี่นายาย หนูไปขายคนเดียวได้ ไม่ต้องห่วงนะ” ฉีกยิ้มให้กับยายนวลที่ขมวดคิ้วมองฉัน ยายนวลคงจะมีสงสัยบ้างนะที่ฉันกับไอ้ตังดูตึงๆ ใส่กัน
“เอ็งสองคนทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า”
“เปล่ายาย” ปฏิเสธเสียงแข็งพลางยิ้มแห้ง “แค่งอนกันเฉยๆ”
“เฮ้อ เอ็งสองคนนี่นะ อยู่ด้วยกันมาตั้งนานยังจะทะเลาะกันเหมือนเด็กไปได้” หนูก็ไม่ได้ตั้งใจจะทะเลาะกับมันหรอกนะยาย แต่ไอ้ตังมันเป็นอะไรของมันก็ไม่รู้ เรื่องพี่เจคซึ่งพี่เขาก็ไม่ได้ทำอะไร มีแต่ฉันเนี่ยนะทำเวรทำกรรมไว้กับเขา
“เดี๋ยวก็ดีกันยาย ไอ้ตังมันโกรธหนูไม่นานหรอก”
“งั้นก็ไปดีมาดีล่ะ รถใกล้เสร็จยัง”
“เมืองเหนือบอกพรุ่งนี้ เดี๋ยวหนูให้เพื่อนรอรับ ไม่ต้องห่วงนะยาย” อันที่จริงตั้งใจจะให้เมืองเหนือไปส่งและจะอ้อนให้พี่เจคมาส่งเนี่ยล่ะ ถึงจะเขินเรื่องที่เขาหอมแก้มแต่ตอนนี้ฉันมีรถจะขับรถกลับ ฉะนั้นที่พึ่งเดียวก็คือพี่เจคแลคคนเดียว
สนามแข่งรถเถื่อนพัทยา เวลา 21.05 น.
เพื่อนมาส่งฉันที่สนามแข่งตั้งแต่ทุ่มกว่า ฉันก็มาทั้งชุดนักศึกษาและเดินขายของคนเดียววันนี้ ใช้เวลาไม่นานก็ขายเกือบจะหมดแล้วล่ะ จึงมีเวลายืนดูการแข่งขันรถแบบทางเรียบซึ่งนัมเบอร์วันที่เก่งที่สุดในการแข่งขันทางเรียบก็เป็นฝ่ายชนะไป ส่วนพี่เจคเหรอยังไม่เห็นเลยสงสัยคงไปหาที่นอนก่อนที่จะถึงคิวตัวเองแข่ง
“เพิร์ล”
“พี่... เงิน” เกือบหลับแต่กลับมาได้ของแท้ ฉันบังอาจลืมชื่อพี่เงินสุดหล่อและแสนเท่คนนี้ไปได้ยังไงกัน พอเห็นพี่เงินอยู่ในชุดแข่งสีกรมท่าฉันก็เสมองมายังหมวกกันน็อกที่เขาถืออยู่ “ซิลเวอร์”
“โค้ดเนมพี่ตอนลงแข่งน่ะ”
“ซะ ซิลเวอร์!” ชี้หน้าพี่เงินที่ตกใจกับเสียงตะโกนของฉัน บ้าน่า ไอ้ตังดีใจขี้หดตดหายแน่ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำว่าพี่เงินคือซิลเวอร์ที่ไอ้ตังชอบนักชอบหนา “ไม่อยากจะเชื่อ น้องหนูติ่งซิลเวอร์สุดๆ”
“โห ดีใจนะเนี่ย”
[50%]
*-------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก






![friend zone รักร้ายนายเพื่อนสนิท [ 3P ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![NightZ [IV] UNFAITHFUL](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)