LOGINJake Lack #10
เรื่องจริง ไม่ใช่ฝัน
พรึ่บ
‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’
“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”
ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!
“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”
ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลย
เอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน
“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”
ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปากปลาร้าคนนั้นแน่ ไม่งั้นเขาจะมาพูดจาอะไรแบบนี้ได้ไง แถมยังแทนตัวเองว่าพี่อีกต่างหาก เขาจะรู้ไหมว่าตอนที่แทนตัวเองว่าพี่... มันเล่นงานหัวใจของฉันมากน้อยแค่ไหน ยามที่ดวงตามองเพดานห้องมือก็กอบกุมตำแหน่งหน้าอกซ้าย หัวใจยังคงเต้นเป็นจังหวะดีๆ
พอนึกถึงหน้าพี่เจคปุ๊บรวมไปถึงคำพูด นอกจากหัวใจที่เต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ใบหน้ายังร้อนผ่าวเสียจนฉันต้องดึงผ้านวมคลุมโปงอีกที
“ไม่รู้ด้วยแล้ว!”
นอนได้แล้วเพิร์ล เลิกคิด... เลิกคิดถึงพี่เขาสักที ฉันขอล่ะ
“นี่เอ็งไม่ได้นอนทั้งคืนเลยเรอะเพลิน ขอบตาคล้ำเชียว”
ยายนวลเอ่ยทักฉันที่นั่งกินข้าวกับยายบนแคร่หน้าห้องเช่า วันนี้เป็นวันหยุดก็เลยไม่ได้ทำขนมไปขายที่สนามแข่งหรือขายข้าวแกง อย่างน้อยๆ ก็ควรมีวันหยุดที่พักผ่อนกายและใจบ้างนะ ขืนทำทุกวันมีหวังตายก่อนจะได้เป็นเจ้าสัวน่ะสิ สำคัญคือเมื่อคืนฉันนอนไม่หลับทำให้ยายนวลสังเกตขอบตาของฉันที่คงจะดำเหมือนหมีแพนด้าแน่
“นิดหน่อยอะยาย ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดน่ะ” เรื่องที่คิดก็คือเรื่องพี่เจคล้วนๆ เลย คนเดียวเลยที่ทำให้ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน อยากจะบ้าตาย! “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้หยุดเดี๋ยวหนูนอนกลางวันเอา”
“เฮ้อ เอ็งน่ะต้องพักบ้างนะเพลิน อย่าหักโหมมากเรื่องขายของ ไหนจะเรียนอีก”
“จ้า” ฉีกยิ้มให้กับยายนนวลก่อนจะเสมองเข้าไปในบ้าน “แล้วไอ้ตัง ยังไม่ตื่นเหรอยาย”
“ยังมั้ง แล้วก็บอกว่ามีซ้อมตอนสิบโมง”
“งั้นเดี๋ยวหนูไปปลุกมันก่อนดีกว่า”
ไอ้เด็กเปรตนี้! มีซ้อมกีฬายังจะนอนตื่นสายอีกนะ ฉันเดินเข้ามาในบ้านก่อนจะเคาะประตูห้องนอนไอ้ตังรัวๆ ไม่มีเสียงตอบรับ ทำให้เอื้อมมือบิดลูกบิดเปิดประตูเข้าไปในห้องของมัน พลางยืนเท้าเอวมองผ้านวมสีดำที่คลุมตัวมันอยู่บนเตียง นอนเย็นสบายเลยนะเปิดแอร์ซะ คิดว่าตัวเองอยู่ขั้วโลกเหนือหรือไง
“ตื่นได้แล้ว แกมีซ้อมบาสไม่ใช่เหรอไอ้ตัง” มันยังคงเงียบ ขยับมายืนเท้าเอวและถลกผ้านวมออกเห็นร่างสูงนอนเปลือยท่อนบนและสวมแค่กางเกงบ็อกเซอร์สีดำตัวเดียว นอนแผ่หลาไม่รู้สึกตัว เหอะ แหกปากขนาดนี้มันยังเฉยได้นะ ด้วยความมันเขี้ยวเวลาปลุกทีไรมันชอบจะขี้เกียจ จึงตัดสินใจโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูมันและ... “ตื่นได้แล้วโว้ย!”
หมับ
“อ๊ะ”
จู่ๆ ท่อนแขนแกร่งก็ตวัดร่างฉันลงไปกองอยู่บนตัว ส่งผลให้หน้าของฉันกระแทกเข้ากับแผงอกของไอ้ตังเต็มๆ
“จะแหกปากเสียงดังเพื่อ”
“อูย เจ็บชะมัดเลย ปล่อยนะเว้ย!” เอามือทุบลงบนแผงอกแกร่งพลางยกมือลูบไล้จมูกของตัวเอง ขณะที่กำลังจะหาเรื่องไอ้ตังใบหน้าของเราสองคนก็ใกล้ชิดแบบที่ว่าลมหายใจรดรินกันไปมา “เล่นอะไรของแกวะ”
“...” มันเงียบจ้องหน้าฉันนิ่งอีกต่างหาก
“ตัง” เรียกชื่อมัน “เฮ้ย เงียบทำบ้าอะไร”
“วันนี้ว่างปะ”
“ก็ไม่ได้ไปไหน ว่าจะนอนอะ เมื่อคืนนอนไม่หลับ”
“ไปดูฉันซ้อมที่โรงเรียนปะ” คำเชิญชวนของไอ้ตังทำให้ฉันขมวดคิ้ว “ซ้อมเสร็จอยากกินชาบู”
“เออ เข้าท่า ไปดิ” พยักหน้าหงึกๆ “แต่ตอนนี้แกควรปล่อยฉันได้ละ จะให้ฉันอยู่ท่านี้อีกนานปะ!”
ไอ้ตังยอมปล่อยฉันให้เป็นอิสระ ไม่วายก็เขกศีรษะมันไปทีด้วยความหมั่นไส้ พอไอ้ตังตื่นฉันก็กลับมานั่งกินข้าวกับยายนวลต่อ ซึ่งเป็นจังหวะที่ลุงต๋องโทรวีดิโอคอลมา ลุงต๋องหยุดพักรถและถ่ายวิวข้างทางที่เป็นไร่ข้าวโพดสวยงามไม่ว่าบรรยากาศยังดีสุดๆ เลย อิจฉาลุงต๋องอะ! ฉันก็อยากเดินทางไปทางเหนือบ้างนี่นา
ตอนแรกว่าจะนอนตีพุง เอาเข้าจริงฉันเองก็นอนไม่หลับหรอก ดังนั้นจึงแต่งตัวสวมกางเกงขาสั้นยีนส์ชายรุ่ยกับเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่เอาชายเสื้อทับในกางเกง ออกจากห้องก็เห็นไอ้ตังนั่งสวมรองเท้าปากก็คาบขนมปังไว้
“แกซ้อมถึงกี่โมงอะ”
“เที่ยงกว่าๆ มั้ง แปบเดียว”
“โอเค” เพราะกลัวว่าตัวเองจะเบื่อไงที่ต้องไปนั่งดูไอ้ตังซ้อม “ไปกันเถอะ”
เราสองคนออกจากบ้านและนั่งรถเมล์มาถึงโรงเรียนของไอ้ตัง ฉันไม่เคยเข้าไปในภายในโรงเรียนของมันเลยสักครั้ง นี่เป็นครั้งแรกพอเห็นว่ามีเด็กนักเรียนหลายคนกำลังซ้อมกีฬากันอยู่ไม่ใช่แค่กีฬาบาส ไอ้ตังเดินนำฉันมาในโดมกลางโรงเรียนขนาดใหญ่ยักษ์ บนอัฒจันทร์แบบเหล็กมีนักกีฬาและสาวๆ มาซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ก็มีบ้างประปราย
“อ้าวเฮ้ยไอ้ตัง มึงพาสาวที่ไหนมาวะเนี่ย น่ารักเป็นบ้า”
“ดีๆ หน่อยพวกมึง เพิร์ลเป็นพี่นะ” ไอ้ตังห้ามปรามเพื่อนของมันที่ต้องบอกก่อนนะว่า... เด็กสมัยนี้โตเร็วเวอร์ หันมาดูตัวเองสิตัวเตี้ยไม่พอ ยังตัวเล็กจนเหมือนน้องพวกนี้มากกว่าเป็นพี่ด้วยซ้ำ ฉันโบกมือทักทายเพื่อนของไอ้ตังประมาณสามสี่คน
“หวัดดี”
“ดีครับพี่สาว” แหม เรียกพี่สาวแบบนี้ฉันก็เขินเป็นนะเนี่ย “พี่เป็นแฟนไอ้ตังเหรอ”
“เปล่า เป็นพี่สาวน่ะ เอ๊ะหรือเพื่อนดี” หันไปสบตากับไอ้ตังที่ส่ายหน้าไปมา “เอาเป็นว่าเราสองคนเป็นเหมือนพี่น้อง เพื่อนแล้วก็คนในครอบครัวก็แล้วกัน”
“ยังไงนะครับ”
“เป็นได้ทุกอย่างไง ยกเว้นแฟน” ฉันวางมือลงบนบ่าของไอ้ตังมันวางกระเป๋าลงบนอัฒจันทร์พลางเสมองฉัน “ตั้งใจซ้อมล่ะ สู้!”
“อือ”
หมุนตัวก้าวเท้าขึ้นมานั่งบนอัฒจันทร์และเท้าคางมองไอ้ตังที่กำลังซ้อมกีฬาบาส แน่นอนว่าปกติจะอยู่ในโหมดปัญญาอ่อนใช่ปะ พอมาเรื่องกีฬามันกลับดูจริงจังมาก ยิ่งเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของมันด้วยแล้วฉันก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ ก็นะโตมาด้วยกันก็อยากเห็นมันมีอนาคตที่ดี แค่ไม่ทำตัวเกเรหรือไปมั่วสุมคบเพื่อนไม่ดีก็มากพอแล้ว ยกเว้นเรื่องสักของมันนั่นแหละที่น่าโมโห
“ขอโทษนะคะ” หลุดโฟกัสจากไอ้ตังที่โยนลูกบาสลงห่วง เสมองผู้หญิงคนหนึ่ง ใครอะ?
“มีอะไรเหรอ”
“พี่เป็นอะไรกับตังเหรอคะ” ไม่รีรอที่จะเกริ่นนำเรื่อง เล่นยิงคำถามใส่กันแบบนี้... ชอบไอ้ตังของฉันแน่นอน
“เป็นพี่สาวน่ะ ทำไมเหรอ” ฉันถามแกมยิ้มเพราะเห็นสายตาของเธอลอบมองไอ้ตังตลอด “ชอบมันงั้นดิ”
“คือว่า...”
“เอาน่า ไม่ต้องปิดบังหรอก มาถามแบบนี้ก็รู้” โบกมือไปพลางยิ้มขำ “สบายใจได้ จีบมันไปเลย”
“พี่”
“ไอ้ตังจีบใครไม่เป็นหรอก มันชอบเก๊กหล่อ” ปากแข็งด้วยนะตอนนั้นที่สาวโบกมือให้ก็ทำเป็นไม่สนใจ เอ๊ะ? หรือสาวคนนี้จะเป็นคนเดียวกับที่โบกมือให้มันตอนนั้น ฉันก็ลืมซะด้วยสิจำหน้าคนไม่ค่อยได้ “จีบเลย”
“หนูไปก่อนดีกว่า” พอได้คำตอบเธอก็เขินหน้าแดงหมุนตัวกลับไปรวมกลุ่มกับเชียร์ลีดเดอร์ คิดถึงตัวเองสมัยเรียนม.ปลายจัง แต่ตอนนั้นนะฉันแทบจะไม่มีโมเมนต์อะไรแบบนี้หรอก วันๆ ก็คิดแต่ว่าทำอะไรขายแล้วมันได้เงิน จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังคงไม่เปลี่ยนความคิดกลายเป็นสาวตายด้านเรื่องความรู้สึกไปแล้วยกเว้นก็แต่...
‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’
เอิ่ม แล้วคำพูดของพี่เจคจะผุดขึ้นมาอีกทำไมกันล่ะเนี่ย! จะตามหลอกหลอนกันไปถึงไหนอะ แค่เมื่อคืนนอนไม่หลับก็แทบจะบ้าตายอยู่แล้วนะ เขาก็แค่ไม่ได้ตั้งใจพูดก็เท่านั้น คงเพราะกำลังอ่อนไหวแน่นอนแต่แกไม่ควรเก็บเอามาคิดจริงจังไงเพิร์ล ลืมมันไปสักทีขอร้อง ฉันจะบ้าตายเพราะพี่เจคอยู่แล้ว
“ซ้อมหนักมากวันนี้ กินเยอะๆ ฉันเลี้ยงเอง”
“เหรอ”
“แกทำแต้มได้เยอะที่สุดในทีมนี่นา” หลังจากนั่งดูการซ้อมของไอ้ตังเสร็จเกือบบ่ายสอง ฉันกับมันก็เลยพากันมาที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อเลี้ยงชาบู แน่นอนว่าแค่นี้สบายมากเลี้ยงมันมากับมือรวมถึงตีน เลี้ยงชาบูมื้อละไม่กี่บาทเล็กน้อยสำหรับฉัน เป็นการให้กำลังใจมันจะได้มีแรงซ้อมบาสให้เก่งขึ้นไปอีก
“เนยไปถามอะไรเธอ”
“เนย?” เลิกคิ้วขึ้นขณะคีบเนื้อที่ต้มจนสุกลงบนถ้วยให้ไอ้ตัง “อ่า น้องคนนั้นชื่อเนย”
“อือ”
“ไม่มีอะไรหรอก เรื่องของผู้หญิงน่ะ” เรื่องอะไรจะบอกว่าเนยมาคุยกับฉันเรื่องของมันกันล่ะ “มีสาวปิ๊งหลายคนเนอะ เสน่ห์แรงไม่เบา”
“เสน่ห์แรงอะไร ไร้สาระ” เห็นปะมันชอบเก๊กหล่อไง สาวถึงเข้าไม่ถึงมันสักที ฉันเบ้ปากใส่ไอ้ตังที่คีบเนื้อเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนฉันก็กินชาบูที่ไม่ได้กินนานซึ่งสั่งของต้มมาเต็มโต๊ะเลยเป็นแบบบุฟเฟ่ต์หัวละห้าร้อย มีครบทุกอย่างน้ำก็มีให้เลือกหลายรสชาติด้วย
Rrr
ชะงักมือที่กำลังคีบปูอัดเข้าปาก เสมองกระเป๋าสะพายล้วงมือหยิบมือถือขึ้นมาว่าใครโทรมาขัดจังหวะการกินอันแสนอร่อย เป็นอันว่าฉันปล่อยให้มือถือมันดังอยู่แบบนั้น “ไม่รับล่ะ รอคนมาปูพรมก่อนหรือไง”
ไม่อยากรับสายนี้เลยบอกตามตรง! ฉันไม่อยากกดรับเลย หากแต่ว่าคิดว่าพอไม่รับใช่ปะ ก็โทรกลับมาเป็นรอบที่สอง จะทิ้งไว้แบบนั้นมีหวังโดนขู่เรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแน่ เรื่องเมื่อคืนจะพยายามลืมๆ มันไปซะเถอะนะเพิร์ล
(“อยู่ไหน”)
“หนูอยู่ห้าง พาไอ้ตังมากินชาบู” ตอบพี่เจคที่ไม่รีรอที่จะถาม ได้ยินเสียงหาวออกมาทางปลายสาย
(“ร้านไหน”)
“พี่จะทำไมอะ?”
(“หิว”) เป็นคำตอบที่สั้นจนจับใจความได้ยากเย็นเสียจริง (“ว่าไง”)
“กะ ก็หาอะไรกินที่ห้องตัวเองดิ พี่จะขับรถหิ้วท้องมาทำไม”
(“พี่จะให้เราเลี้ยง”)
“!” ดวงหน้าของฉันถึงกับร้อนผะผ่าวชนิดที่ว่าเหมือนควันจากหม้อมันตีเข้ามาที่หน้าฉันแบบเต็มๆ มะ เมื่อกี้พี่เจคแทนตัวเองว่าพี่จริงด้วยสินะ เรื่องเมื่อคืนเขาไม่ได้อ่อนไหวใช่ปะเนี่ย คิดว่าเขาจะลืมมันอะแต่...
(“เงียบทำไม”)
“นะ หนู” ฉันตอบเสียงตะกุกตะกักพลางยกมือลูบไล้ใบหน้าตัวเองเพื่อดึงสติ “พี่อะ”
(“อะไร”) ได้ยินเสียงขบขันดังเข้ามาในปลายสาย (“ไม่อยากชดใช้ค่าซ่อมกระจก”)
“ร้าน xx ค่ะ”
(“แค่นี้”) พี่เจคตอบ (“สิบนาที”)
วางสายไปฉันก็ถึงกับยกมือยีเส้นผมตัวเองราวกับคนบ้า ให้ตายสิเพิร์ล ใจเต้นแรงเป็นบ้าเลย อีแบบนี้หลอกตัวเองไม่ได้แล้วสิว่าเรื่องที่พี่เจคขอให้อยู่ข้างๆ เขามันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน หนำซ้ำเขายังแทนตัวเองว่าพี่กับฉันอีกต่างหาก เขาจะรู้หรือเปล่าว่าตัวเองกำลังทำให้เด็กสาวอย่างฉันที่ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใคร กำลังจะเป็นบ้าตายเพราะเขา
“เจคแลคโทรมา”
“อือ พี่เขาบอกว่าอยากกินด้วย” ตอบไอ้ตังพลางทำหน้าไม่สบายใจ ฉันไม่พร้อมเจอหน้าพี่เจคตอนนี้อะ
“เธอกับเขาดูสนิทกันเรื่อยๆ นะ”
“สนิทบ้าอะไรกันล่ะ แกก็รู้ว่าฉันกับพี่เจคต้องเจอกันด้วยเหตุผลอะไร” ไอ้ตังลืมไปแล้วสินะว่าฉันก่อเรื่องอะไรเอาไว้กับพี่เจคน่ะ “อย่าเรียกว่าสนิท เรียกว่ามีชนักติดหลังมากกว่า”
“ชาติไหนจะชดใช้เขาหมด ให้ฉันบอกพ่อกับยายไหม”
“อย่านะ” ยกมือห้ามไอ้ตัง “เรื่องนี้ฉันจัดการเอง อย่าบอกยายกับลุงต๋อง”
“ที่ไม่ให้บอก จริงๆ แล้วเธออยากอยู่ใกล้เขาหรือเปล่า” ฉันถึงกับขมวดคิ้วสบตากับไอ้ตังที่จ้องหน้าฉันนิ่งๆ อารมณ์ที่ดีก่อนหน้านั้นหายไปฉับพลันเมื่อพี่เจคโทรมาหาฉัน “ใช่ไหมเพิร์ล”
“นี่แกเห็นฉันเป็นคนยังไงกันแน่”
“...” ไอ้ตังเงียบ วางตะเกียบในมือลงกระแทกลงโต๊ะอย่างแรง
“อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แกเห็นฉันเป็นผู้หญิงที่จ้องจะวิ่งเข้าใส่ผู้ชายเหรอ?”
“ฉันแค่คิดว่าเธอไม่ควรอยู่ใกล้เจคแลค”
“พี่เขาก็ไม่ได้มาวุ่นวายอะไรกับฉันมากนี่”
[50%]
*--------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก

![friend zone รักร้ายนายเพื่อนสนิท [ 3P ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





