LOGINอธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”
“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”
“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”
“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”
“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”
“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”
“ตัง”
เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุการณ์ระหว่างฉันกับมัน ทั้งที่ไม่ควรจะมาทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้ใช่ปะ ไหนมันเคยบอกจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ ทำไมตอนนี้ถึงได้ใส่ใจเรื่องของฉันกับพี่เจคกันล่ะ ฉันรู้ตัวเองดีและไม่คิดว่าตัวเองเหมาะสมอะไรกับพี่เจค เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักอยู่แล้ว ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะ ถึงได้บอกต่อให้เขามีหรือไม่ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันเลยสักนิด
ฉันนั่งกอดอกมองไปยังประตูทางเข้า กระทั่งเห็นคนคุ้นตาเดินเข้ามาในร้าน วันนี้ก็ยังแต่งตัวได้หล่อเหมือนเดิม พี่เจคสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์สีซีด เส้นผมสีดำสนิทที่ยาวละท้ายทอยถูกเสยขึ้นรับกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายจนเห็นสันกรามชัดเจน เขากวาดสายตามองพอเห็นฉันโบกมือให้ก็เดินตรงเข้ามาหรี่สายตามองบนโต๊ะ
“หนูมากินชาบูกับไอ้ตัง แต่มันกลับไปแล้ว” พี่เจคไม่พูดอะไรเขาก็ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้าม ฉันจึงเรียกพนักงานเพื่อขอถ้วยใหม่และเปลี่ยนหม้อใหม่ทั้งหมด ดันเมนูให้พี่เจคเลือกเอง
“เป็นอะไร” คำถามของพี่เจค ทว่าสายตาของเขากลับมองเมนูและจิ้มนิ้วให้พนักงานดู
“เปล่านี่คะ” สีหน้าของฉันแสดงออกชัดเจนเลยเหรอว่าไม่ค่อยสบายใจเรื่องที่ทะเลาะกับไอ้ตัง “พี่เจค”
“ว่า”
“คือ...” พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาและนัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองมา เล่นเอาหัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะอีกแล้วดิ บอกว่าเจอหน้าจะถามเรื่องเมื่อคืนให้รู้เรื่อง กลับกลายเป็นว่าคำพูดที่อยากจะถามถูกกลืนลงคอไปซะหมด พอเขาเห็นฉันเงียบก็ขมวดคิ้วพลางยกแขนทั้งสองพาดอก
“เพลิน”
“พี่เจคมีคนที่ชอบหรือคนที่ตัวเองรู้สึกดีด้วยไหมคะ” เอิ่ม เป็นคำถามที่ไม่ควรถามออกไปใช่ปะ เพราะพอถามปุ๊บพี่เจคแลดูมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป เขามองแก้วน้ำแข็งที่พนักงานกำลังเทน้ำชาลงให้โดยหลีกเลี่ยงการสบตากับฉันโดยตรง
“ไม่มี” หากแต่ว่าคำตอบของพี่เจคค่อนข้างราบเรียบไร้ความรู้สึกใดๆ “ถามทำไม”
“เปล่าค่ะ แค่สงสัยว่าหล่อๆ อย่างพี่เจคคงจะมีสาวเยอะ” ฉันฉีกยิ้มให้กับเขาก่อนที่อาหารจะมาเสิร์ฟอีกรอบ พี่เจคก็นั่งกินชาบูโดยปราศจากบทสนทนาเฉกเช่นทุกครั้ง
“พี่อยากกินชานม” พอฟังปลายสายที่เขาแทนตัวเองว่าพี่ ว่าใจเต้นแรงแล้วนะ พอได้ยินเองและได้มองสบตากับพี่เจคด้วยแล้ว เล่นเอาฉันถึงกับหลุบสายตามองหม้อชาบูคีบเนื้อวัวลงถ้วยให้พี่เจค
“เดี๋ยวหนูซื้อให้” ตอบเขาเสียงแผ่วเบา
“วันนี้แปลก” พี่เจคเอ่ยถามจนฉันเหลือบสายตามองเขา “เงียบผิดปกติ”
“ชอบที่หนูพูดมากหรือไง เงียบบ้างก็ดีพี่เจคจะได้สบายหู”
“มั้ง” ตอบแค่นั้นก็คีบเนื้อเข้าปากพลางเคี้ยวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่รู้ไหมเวลาพี่เจคกินอะไรคำใหญ่ๆ แล้วแก้มของเขามันป่อง ดูเหมือนเด็กมากน่ารักจนฉันอยากจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขาแรงๆ สักที
“พี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ ไม่เห็นง่วงเหมือนแต่ก่อน”
“นอนเต็มอิ่ม”
“เต็มอิ่มยังไง พี่เจคก็หลับได้ทุกที่ ทุกเวลา”
“พักสายตา” เชื่อตายล่ะ พักสายตาอะไรบางทีหลับจนแทบจะไม่รู้ตัว เหอะ
เรานั่งกินชาบูด้วยกันเงียบๆ ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย ไม่สิ ต้องบอกก่อนนะว่ามีแค่ฉันคนเดียวล่ะมั้งที่คุยอยู่คนเดียว เพราะพี่เจคเหรอเอาแต่พยักหน้าไม่ก็ ‘อืม’ ไม่ก็ ‘เหรอ’ ตอบอยู่แค่นี้จริงๆ ปล่อยให้ฉันพูดจนคอแหบแห้ง มันแบบเหมือนกับว่าฉันได้คุยกับใครสักคนที่ตั้งใจฟังฉันมากกว่าพูดแทรกนึกออกไหม
“ชานมไข่มุกมาแล้ว” ออกจากร้านชาบูพี่เจคก็ยืนพิงขอบราวกั้นรอฉันวิ่งไปซื้อชานมไข่มุก ยื่นให้พี่เจคที่รับไปดูดพลางเอาหลอดคนก้นๆ ให้ขึ้นมากองด้านบนเล็กน้อย
“อร่อย เมื่อคืนมันจืด”
“หนูก็บอกแล้วว่าจืด จะทิ้งพี่เจคอยากกินเอง ช่วยไม่ได้นะ” ฉันขยับมายืนพิงราวกั้นเคียงข้างพี่เจค พลางดูดแก้วชานมของตัวเองบ้าง เฮ้อ กินของคาวเสร็จกินของหวานต่อมันฟินจริงนะว่าไป “พี่โอเคขึ้นไหม”
“อือ” ไม่ต้องถามให้ยืดยาวพี่เจคก็พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ รู้ว่าเขาเองก็รู้ว่าฉันถามอะไร
“ปกติพี่เจคไม่มีอะไรอยากทำบ้างเหรอ”
“ไม่” ส่ายหน้าไปมาและดูดชานมกินจนครึ่งแก้ว “ปกตินอน”
“ไม่เบื่อเหรอคะ” เขาส่ายหน้าไปมา “อย่างน้อยๆ ก็ต้องอยากทำอะไรบ้างสิ ไม่ใช่เอาแต่นอน”
“เหรอ” ลากเสียงยาวพลางมองไปรอบห้าง ไม่วายยกมือปิดปากหาว หนังท้องตึงหนังตาหย่อนของแท้
“ใช้ชีวิตแบบพี่เจค น่าเบื่อแย่” นอกจากแข่งรถก็ไม่เห็นพี่เจคมีกิจกรรมอะไรที่อยากทำเลยนี่นา “วันนี้หนูหยุด เราไปขับรถเล่นกันดีไหมคะ”
“จะขับ?”
“ไม่ พี่เจคต่างหาก” ชี้นิ้วไปหาเขาพลางฉีกยิ้มกว้าง “เราไปนั่งชิงช้าสวรรค์กันไหม กลางเมืองที่ใหญ่ๆ ติดริมน้ำ”
“ไม่”
“หนูอยากไปนั่ง แต่ไม่มีใครไปด้วย พี่เจคไปกับหนูนะ” กอดแขนของเขาพลางเขย่าไปมาจนพี่เจคเสมองฉัน ก็นะพยายามทำตัวให้น่ารักที่สุด ใช้ไม่ได้ผลกับพี่เจคหรอกฉันรู้ดี ดังนั้นจึงออกแรงลากคนตัวโตที่พยายามขืนตัวเองไม่เดินตามมา “ไหนบอกว่าอยากให้หนูอยู่ข้างๆ ไง”
“...”
“พี่ต้องตามใจหนูสิ ไม่งั้นหนูไม่อยู่ข้างๆ ตามที่พี่ขอนะ”
“ไม่ได้ขอ” พี่เจคตอบกลับทันควัน “เขาเรียกว่าขู่”
“ชิ” มองค้อนเขาพลางย่นจมูกใส่ ไม่วายถูกพี่เจคเอามือผลักศีรษะจนเซไปตามแรง ถึงจะเบาก็เล่นเอาหัวแทบหลุด
“เธอนี่นะ”
“น่ารักใช่ไหมคะ” ชี้นิ้วใส่พี่เจคที่เลิกคิ้วขึ้น “โด่ หนูรู้ว่าตัวเองไม่ได้น่ารัก ถึงยอมเป็นหมาให้พี่เจคไง พี่เจคจะได้มองว่าหมาน้อยตัวนี้น่ารักบ้าง”
“หึ”
“ไปนะคะ”
“น่ารำคาญ”
ปากก็บอกว่ารำคาญ แต่เดินนำฉันลิ่วเลยนะคนเรา พอเห็นแผ่นหลังกว้างเดินห่างออกไปไกลฉันก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปหยุดเคียงข้างพี่เจค เขาไม่เคยว่าฉันเลยด้วยซ้ำที่กอดแขนเขาหรือบางทีก็จับมือ หากแต่ว่าวันนี้ฉันไม่กล้าพอที่จะจับมือเขาหรอก พี่เจคไม่ได้อยู่ในโหมดเหมือนเมื่อคืนนี่นา ดังนั้นที่ทำได้ก็คือกอดแขนล่ำๆ ที่ปกป้องฉันได้ก็เพียงพอแล้ว
*----------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







