Mag-log inตลอดทั้งวัน ทุกครั้งที่หันไปมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองเธอก็มักจะได้รับสายตาล้อเลียน และท่าทางกลั้นขำเหมือนคนเส้นตื้น จากทั้งสองคนอยู่เสมอ จนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายของวัน
“นี่ พวกแกหยุดหัวเราะได้แล้ว มันมีอะไรน่าขำขนาดนั้น?” เรียวคิ้วสวยขมวดมยุ่งอย่างขัดใจ เพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ “ก็มันตลกนี่ ปกติแกไม่เคยต้องหัวเสียเพราะเรื่องผู้ชายมาก่อน แล้วดูวันนี้สิ เพิ่งเปิดเทอมแต่แกหงุดหงิดผู้ชายไปแล้วสองคน” ลลิตาพูดพลางกลั้นขำไปด้วย มันอาจจะดูไม่ใช่เรื่องตลกอะไรมากมาย แต่สำหรับเธอที่เห็นเพื่อนรักปั่นหัวผู้ชายเล่นมาตลอดก็อดรู้สึกตลกไม่ได้ ที่เห็นว่าเพื่อนถูกผู้ชายสร้างเรื่องให้กลุ้มใจบ้าง “นี่ยัยเลิฟ แกเส้นตื้นเกินไปแล้วนะ” หญิงสาวหน้าลูกครึ่งปรี่เข้าไปตวัดแขนกอดคอของเพื่อนสาวที่ตัวเล็กกว่า แล้วเอ่ยเสียงลอดไรฟันคล้ายกำลังข่มขู่ “นี่แกจะฆาตกรรมฉันหรือไง ฮ่าฮ่า” คนถูกกอดรัดยังคงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ แม้จะดูอันตรายไปสักหน่อยที่สองสาวเล่นกันระหว่างเดินลงบันได แต่ด้านหลังของหญิงสาวทั้งสองมีร่างของคุณากรเดินตามมาไม่ห่าง ซึ่งทำให้สองสาวไม่ค่อยระวังตัวมากนัก เพราะเชื่อว่าเพื่อนหนุ่มจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหน้าคะมำกลิ้งลงตึกแน่นอน เมื่อเดินลงมาถึงหน้าตึก กรรณิการ์ก็หันกลับไปมองเพื่อนชายคนสนิทแล้วส่งสายตามองค้อนกลับไป เมื่อเห็นว่ารายนั้นก็ยังกลั้นขำอยู่ “หยุดขำเลยนะ ไม่งั้นฉันจะงอนพวกแกแล้วจริง ๆ” เสียงหวานเอ่ยเสียงฟึดฟัด แสดงท่าทีว่าหากสองเพื่อนสนิทตัวดียังไม่ยอมหยุดหัวเราะ เธอจะไม่คุยด้วยแล้ว กรีนไม่รู้ กรีนเอาแต่ใจ กรีนลูกคนเล็ก! “โอเค ๆ ไม่ขำแล้วก็ได้” ลลิตาที่เห็นท่าทางของเพื่อนสาว ซึ่งกำลังทำหน้างอง้ำลงเรื่อย ๆ ก็หยุดหยอกล้อ “ฉันไม่ขำแล้ว แต่กลับก่อนนะ มีธุระต่อ” เสียงทุ้มของคุณากรเอ่ยขึ้น ก่อนจะโบกมือลาเพื่อนสาวทั้งสองคนไว ๆ “โอเค กลับดี ๆ ล่ะ” กรรณการ์รับคำก่อนจะหันมาพูดกับคนที่ยืนอยู่ข้างกัน “แกไปส่งฉันหน่อยสิ” “ที่เดิมเหรอ?” “อื้อ อยากไปนั่งเล่นสักหน่อย แกไปนั่งเป็นเพื่อนฉันไหม?” เธอถามพลางเดินกอดคอเพื่อนสาวตัวเล็กตรงไปยังลานจอดรถข้างตึกคณะ “ไม่ล่ะ ฉันต้องไปวิ่งงาน แล้วแกก็ไม่ต้องจ้างฉันไปนั่งด้วยเลยนะ” ลลิตาเป็นผู้หญิงตัวเล็ก หน้าตาจัดว่าสวยแบบจิ้มลิ้ม แต่ด้วยการแต่งตัวที่ดูสบาย ๆ บวกกับท่าทางที่ดูห้าวหน่อย ๆ ทำให้เพื่อนสาวของเธอดูเป็นสาวหล่อ ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้าตัวก็อาจจะเป็นแต่พวกเธอไม่ได้สนใจในเรื่องรสนิยมอะไรพวกนั้นเท่าไหร่ และเป็นเพราะฐานะทางบ้านของลลิตานั้นจัดว่าค่อนข้างลำบาก เธอจึงต้องทำงานเสริมเพื่อหาเงินซัพพอร์ตตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งที่ลลิตามักจะดูเหน็ดเหนื่อยและเคร่งเครียดอยู่เสมอ สิ่งที่พอช่วยได้เธอก็มักจะช่วย เพราะเห็นใจที่เพื่อนสาวไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนอย่างวัยรุ่นทั่วไป “ทำไมล่ะ ก็ฉันอยากให้แกได้พักบ้าง ตอนปิดเทอมแกก็ไม่ได้พักเลยนี่นา” น้ำเสียงออดอ้อนถูกงัดออกมาใช้ ซึ่งมันเป็นลูกไม้เด็ดเวลาที่เธอมักจะใช้ขอร้องเพื่อนสนิทสาวให้ใจอ่อน “Stop! ฉันรู้ว่าแกรวยแต่เก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นเถอะน่า อีกอย่างฉันเองก็ชินกับการทำงานแล้วด้วย” คนถูกอ้อนยกมือขึ้นดันใบหน้าสวยของคนข้างกายออกห่าง ก่อนจะเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของตัวเอง ซึ่งเป็นยานพาหนะที่เธอนำมาใช้ทั้งขับขี่มาเรียน และทำงานเสริมอย่างส่งอาหาร หรือบางครั้งก็รับส่งผู้โดยสารไปด้วย “ชิ คอยดูเถอะเรียนจบแล้วฉันจะยัดแกเข้าบริษัทของแด๊ดทันทีเลย” เมื่อลูกอ้อนใช้ไม่ได้ผล หญิงสาวจึงพองแก้มน้อย ๆ ด้วยความขัดใจ “เอาไว้ค่อยว่ากัน ไปเร็ว เดี๋ยวฉันไปส่งแกก่อนแล้วจะรีบไปทำงานต่อ” ลลิตาเอ่ยเร่งคนที่ยังยืนทำหน้างอพลางยื่นหมวกกันน็อคอีกใบให้ ร้านxxx เมื่อมาส่งถึงหน้าร้านแล้ว ลลิตาก็ขับรถออกไปทันที โดยคนที่ขอร้องให้เพื่อนมาส่งอย่างกรรณิการ์ก็ได้แต่ยืนมองจนสุดสายตา ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในร้านหนังสือกึ่งคาเฟ่ ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นร้านที่เธอมักจะมาในช่วงที่ไร้คนคุย เพราะความสงบบวกกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษอ่อน ๆ ในร้านทำให้เธอชอบที่นี่เป็นพิเศษ ภาพลักษณ์สาวฮอตสวยมั่นของเธออาจจะดูขัดกับรสนิยมความชอบเล็กน้อย แต่ยังมีอะไรให้เกินความคาดหมายอีกหลายอย่าง กรรณิการ์เดินเข้ามาในร้านที่ถูกตกแต่งไว้อย่างลงตัว หญิงสาวตรงไปยังมุมประจำของตนเอง เพื่อเลือกดูหนังสือที่ต้องการอ่าน ทว่าหางตากลับเหลือบไปเห็นใครบางคนที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตาเข้า “หือ นายคนนั้นนี่นา” เสียงหวานพึมพำกับตนเองเบา ๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องร่างสูงของชายหนุ่มที่เธอเจอเมื่อเช้า เขากำลังนั่งก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตรงข้างกับมุมประจำของเธอ ใบหน้าหล่อที่ไม่ว่ามองกี่ครั้งก็รู้สึกอยากมองอยู่เรื่อย หากไม่ติดว่าเขาทำให้เธอรู้สึกขายหน้า เธอคงจะเข้าหาเขาดีกว่านี้อยู่หรอก พลันความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มอย่างนึกสนุก มือเรียวคว้าหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง โดยไม่ทันได้มองหน้าปกด้วยซ้ำว่าเป็นหนังสืออะไร แล้วเดินตรงเข้าไปหาคนที่กำลังนั่งจดจ่อกับหนังสืออยู่ทันที พรึ่บ! “ขอนั่งด้วยนะคะ” เสียงหวานเอ่ยกับคนตรงหน้า ร่างเพรียวระหงหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมามอง เธอก็ยกยิ้มกว้างจนตาหยีส่งไปให้ แต่ทว่าเขากลับทำเพียงมองนิ่ง ๆ แล้วก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ เห็นแบบนั้นคนที่จงใจเข้ามาก่อกวนก็นึกหมั่นไส้ขึ้นมาอีก “ไม่ได้ยินที่เราพูดด้วยหรือไง” เสียงหวานกระซิบถาม พยายามควบคุมไม่ให้เสียงดังจนไปรบกวนคนอื่นเข้า ยกเว้นคนตรงหน้า ทัศนัยซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการอ่านหนังสืออยู่จำต้องย่นคิ้วด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นมามองสบตากับหญิงสาวอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วถามกลับ “มีอะไร” คำถามห้วนสั้นแต่น้ำเสียงของคนพูดกลับฟังดูหล่อจนหญิงสาวนึกหมั่นไส้เขาไม่หยุด แถมพอพูดจบเขาก็ก้มหน้าลงไปอ่านหนังสือต่ออีก ในหนังสือมันมีอะไรดีไปกว่าหน้าตาสวย ๆ ของเธอหรือยังไงกัน! “นายชื่ออะไรเหรอ” กรรณิการ์ยังคงไม่ยอมแพ้ เมินได้เมินไป แต่เธอก็จะกวนต่อไปเหมือนกัน ดวงตาคู่คมไม่ได้ละออกจากหน้ากระดาษเลยสักนิด เขายังคงจดจ่อกับการอ่าน แล้วตอบคำถามของเธอเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “ไทม์” “ส่วนเราชื่อกรีนนะ” “รู้” “แอบสืบเรื่องเราเหรอ สนใจเราแล้วหรือไง?” คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงสงสัย ริมฝีปากอิ่มลอบยิ้มด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง แต่ก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อได้ยินคำตอบจากปากของชายหนุ่ม “เปล่า เพื่อนบอก” แม้สายตาของเขาจะยังโฟกัสอยู่กับตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แต่ก็ยังคงตอบคำถามของเธอแบบคำต่อคำ กรรณิการ์ลอบมองบนเล็กน้อย ก่อนจะปั้นยิ้มแล้วถามสิ่งที่สงสัยต่อ “นายเรียนนิติใช่ไหม? อยู่ปีไหนเหรอ” คนตัวเล็กขยับยกมือขึ้นเท้าคางมองหน้าเขาไปด้วย ทว่าในครั้งนี้คนที่ดูเหมือนจะรำคาญเต็มทนก็พับปิดหน้าหนังสือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตาหญิงสาวอย่างตรงไปตรงมา “ปีสี่ เลิกกวนแล้วเอาแหวนคืนมาได้แล้ว” หัวคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันน้อย ๆ บ่งบอกว่ายามนี้ชายหนุ่มกำลังหงุดหงิดเต็มทนแล้ว ดูได้จากน้ำเสียงที่เริ่มเข้มแถมยังฟังดูดุนั่น แต่มีหรือที่คนช่างกวนจะยอมสลด รอยยิ้มหวานกว้างขึ้นกว่าเก่า ก่อนที่ร่างอรชรขยับกายเบียดไปด้านหน้า จนหน้าอกหน้าใจขึ้นมาเกยอยู่บนขอบโต๊ะ “อ๋า เป็นรุ่นพี่เหรอคะเนี่ย แต่ว่าพี่ไทม์พูดกับน้องกรีนไม่น่ารักเลยนะคะ” ถ้อยประโยคคล้ายจงใจกวนประสาทนั่นทำเอาคนฟังแอบคิ้วกระตุก เขาพูดไม่ดีเหรอ? ไม่ใช่เธอหรือไงที่ทำตัวเป็นมือดีชิงทรัพย์ เอาแหวนของเขาไป แล้วยังมาตามสร้างความวุ่นวายให้เขาอีก “เอาแหวนฉันคืนมา” เสียงทุ้มกดต่ำเมื่อคนตัวเล็กยังทำตัวลอยหน้าลอยตา “อยากได้ก็หยิบเองสิคะ อยู่ในนี้น่ะ” กรรณิการ์พูดพลางลากปลายนิ้วขึ้นมาชี้ลงบนหน้าอกของตนเอง ถ้ากล้าก็ลองดูสิ เธอจะกรี๊ดดัง ๆ เลยคอยดู “นี่ หรือเธออยากให้ฉันแจ้งความล่ะ หือ?” ทัศนัยขบกรามแน่น ข่มอารมณ์ความหงุดหงิดเอาไว้ในเบื้องลึก เขาไม่เคยรู้สึกหมดความอดทนขนาดนี้มาก่อน น่าจับฟาดให้ก้นแตกสักที “อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะ เดี๋ยวกรีนก็คืนให้เองแหละ แต่พี่ไทม์ช่วยตอบข้อความด้วยนะคะ” รอยยิ้มยั่วประสาทถูกส่งให้กับชายหนุ่มตรงหน้า ร่างเพรียวระหงลุกขึ้นยืน แล้วเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งของโต๊ะ ใบหน้าสวยโน้มลงไปใกล้เขา จนคอเสื้อเผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นร่องอกอวบวับ ๆ แวม ๆ “ถ้าจะมาก่อกวนฉันเล่นก็หยุด ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นเธอ” “แล้วใครอยากได้มาเป็นเพื่อนเล่นกัน...” “อยากได้มาเป็นผัวค่ะ”หลังถูกเชิญขึ้นไปเต้นอยู่กับดีเจหนุ่มหล่อบนเวทีพอได้เหงื่อแล้ว กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าเธอมีอาการแปลก ๆ ไป ทั้งร่างร้อนวูบวาบอีกทั้งยังรู้สึกมึนหัวคล้ายอาการเมาเหล้าท่ามกลางผู้คนและแสงสีชวนตาลาย ร่างเล็กค่อย ๆ ประคองตัวเองเดินแหวกออกไปเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำ“ฮือ ร้อน” เสียงหวานพึมพำกับตนเองเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวหนักขึ้นภาพตรงหน้าดูพร่าเบลอเหมือนโลกหมุน อีกทั้งยังปวดหัวและวูบวาบไปทั้งตัว จนแทบควบคุมร่างกายไม่ไหวพลันคำพูดของพี่ชายก็ผุดขึ้นมาในหัว‘ยาปลุกเซ็กส์ทั่วไป ฤทธิ์จะแรงทำให้ร่างกายเราร้อนและรู้สึกมีความต้องการสูงมาก ยิ่งผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยิ่งแรง ถ้ารู้ตัวว่าโดนยาพวกนี้ก็ต้องรีบจัดการ’แล้วสถานการณ์ตอนนี้เธอควรทำยังไงดี กรรณิการ์ได้แต่คิดอยู่ในใจ เธอพาร่างตัวเองออกมาจากกลางดงผู้คนได้แล้วแต่ทว่าจู่ ๆ ข้อมือก็ถูกใครบางคนกระชากอย่างแรง จนร่างสวยแทบลอยไปปะทะกับแผงอกของคนคนนั้น“อึก! ปล่อย” ดวงตาคู่สวยซึ่งฉ่ำเยิ้มด้วยพิษใคร่และฤทธิ์แอลกอฮอล์ตวัดมองคนที่เข้ามากระชากแขนพลางบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมไปด้วย“เป็นอะไรรึเปล่ากรีน” เสียงคุ้นหูทำให้กรรณิการ์เพ่งมองใบหน้าของผู้ชายคน
FAMOUS CLUB 21:45 น. เสียงดนตรีดังกระหึ่มภายในคลับชื่อดังย่านใจกลางเมือง ในคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ทำให้ทุกโซนอัดแน่นไปด้วยเหล่านักล่าราตรี เพราะที่นี่เป็นคลับที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด ดีเจงานดีทั้งชายและหญิง พนักงานเสิร์ฟหรือแม้กระทั่งการ์ดหน้าผับก็ยังหน้าตาดีเหมือนจับดารามาแต่งคอสตูม กรรณิการ์เป็นลูกค้าประจำของที่นี่บวกกับพี่ชายเป็นผู้ถือหุ้นหลักด้วย ทำให้เธอมักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งด้านการบริการและความปลอดภัย “แกห้ามยัยกรีนหน่อยมั้ย ซดเหล้าเป็นน้ำเปล่าเลย” เสียงเพื่อนสาวในโต๊ะซุบซิบคุยกันเมื่อเห็นคนที่ชวนออกมาดื่มกระดกเหล้าเป็นน้ำเปล่า วันนี้กรรณิการ์รู้สึกเบื่อจนเข้าขั้นเหงา เธอจึงชวนกลุ่มเพื่อนสายปาร์ตี้ที่ค่อนข้างสนิทกันมาดื่มด้วย เพราะชวนคุณากรกับลลิตาแล้วทั้งสองต่างไม่ว่างกัน เธอจึงต้องชวนเพื่อนกลุ่มนี้มาด้วยแทน ซึ่งคนมีชื่อเสียงอย่างเธอก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเพื่อนหลายกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้สนิทเท่าสองคนที่เป็นเพื่อนรักจนตัวติดกันแทบตลอด กลุ่มไหนสนิทได้แค่ไหนเธอรู้ดี... “เฌอ สั่งเหล้าเพิ่มให้หน่อย” กรรณิการ์หันไปพูดข้างหูเพื่อนสาวที่ชื่อเฌอเอม ซึ่งเป็นเพื่อนที่เธอรู้จัก
นับตั้งแต่วันที่ความสัมพันธ์แสนวุ่นวายของเธอกับเขาจบลง โดยที่ชายหนุ่มเป็นคนออกปากไล่ด้วยตัวเอง กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยตอนปีสามมันดูน่าเบื่อไปหมด แม้กระทั่งกำลังนั่งเรียนอยู่ในวิชาเสรีที่เธอเป็นคนไปลากเพื่อนทั้งสองย้ายมาลงเรียนด้วยกัน จนต้องเสียเวลาดำเนินเรื่องและถูกอาจารย์บ่นจนหูแทบชา เธอก็ยังรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็นับยังว่าเป็นโชคดีที่จะไม่ต้องเห็นหน้าคนหน้านิ่งนั่นอีก เพราะเขาไม่ได้มาช่วยสอนอีกแล้ว ตอนนี้ที่เธอกำลังเบื่อหน่ายเพราะไม่มีอะไรให้น่าสนใจ ปกติเธอมักจะมีคนคุยไม่เคยว่างเว้น แต่ช่วงนี้กลับไม่รู้สึกอยากคุยกับใครเป็นพิเศษ และนี่ก็คือสาเหตุของการที่เธอรู้สึกเหมือนจะแห้งเฉาตาย เพราะทุกอย่างมันดูน่าเบื่อไปหมด กรรณิการ์จึงหันไปมองรอบข้าง ก่อนจะเห็นเพื่อนสนิทอย่างคุณากรกำลังนั่งควงปากกาเล่นอยู่ รายนั้นก็ดูจะเหม่อลอยไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ แต่ที่ต่างก็คงจะเป็นอีกฝ่ายเหม่อแล้วยิ้มคล้ายกับกำลังเคลิ้มฝัน ส่วนเธอเหม่อเพราะรู้สึกเบื่อ “คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ยิ้มชวนคิดลึกแบบนี้” ก่อนที่เธอจะชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบถามเสียงเบาพร้อมทั้งยกยิ้มล้อเลียนเพื่อนชายไปด้
ผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
นับว่าในยังเป็นโชคดีที่เหตุการณ์รุนแรงนั่นเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันศุกร์ ทำให้กรรณิการ์ไม่ต้องแต่งหน้าโบกรองพื้นหนา ๆ กลบเพื่อไปเรียน หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาของใคร เรื่องที่เธอถูกดักตบเมื่อวานถูกจัดการให้เงียบที่สุดโดยฝีมือบอดี้การ์ดของพี่ชาย ซึ่งเธอแอบขู่ฝ่ายนั้นไปว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนใน
เพราะเกรงว่าหากกลับไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ในสภาพนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้หากพี่สาวอย่างกุลนิภาเห็นว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านมีสภาพเหมือนพึ่งไปฟัดกับหมามาจากไหนสักที่ แน่นอนว่าหากพี่สาวรู้ พี่ชายเธอก็ต้องได้รู้ เกิดเรื่องเข้าหูเกรย์สันเมื่อไหร่ เธอไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้ใครได้เลยจริง ๆ เพ
ตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง
ตกเย็นกรรณิการ์กลับมายังเพ้นท์เฮ้าส์ที่พักอาศัยอยู่กับพี่สาวคนกลางอย่างกุลนิภาด้วยสภาพเหนื่อยอ่อนวันนี้หลังจากที่ไปก่อกวนทัศนัยเสร็จแล้วตลอดทั้งคลาสเรียนช่วงบ่ายเธอก็เหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่างไปจนหมดเพราะอาจารย์ที่สอนวิชานั้นไม่ค่อยชอบเธอนัก ส่วนสาเหตุก็มาจากการที่ตอนอยู่ปีสอง เธอโดดเรียนวิชานี







