INICIAR SESIÓN"ถึงแล้ว" แต่พอขับมาเรื่อยๆ ก็มาถึงลานจอดรถขนาดใหญ่ที่มีรถจอดอยู่มากมาย ถัดไปเป็นโกดังขนาดย่อมที่มองเผินๆ เหมือนโรงงานร้างด้วยตัวของโกดังที่มีสนิมเกราะทั้งหมด
"เดี๋ยวเราเข้าด้านหลังนะ ชุดที่ปันต้องเปลี่ยนอยู่ในห้องพักพนักงาน"
ความสงสัยมีมากมายในใจ มาพร้อมกับความกลัวเพราะมันผิดจากที่คาดคิดไปมากโข ฉันคิดว่าพี่นิ้งจะพาไปทำงานร้านเหล้าหรือไม่ก็ลานเบียร์ที่มีพวกขี้เมาชอบทิปเด็กเชียร์เบียร์อะไรแบบนั้น
แต่ที่นี่กลับไม่ใช่...
ฉันลงจากรถแล้วเดินตามหลังเธอมาด้านข้างโกดังพื้นดินขรุขระผสมเศษกระเบื้องชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตรงนี้ค่อนข้างมืดแต่ที่ฉันรู้ว่ามีกระเบื้องเพราะเสียงที่ดังตลอดการย่ำเดิน แต่เพื่อความแน่ใจฉันเลยหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อหวังใช้แสงจากหน้าจอส่องดู ทว่าพอหน้าจอสว่างวาบ ฉันก็ต้องพบว่าสัญญาณโทรศัพท์หายไป..
"เข้ามาในอาณาเขตของที่นี่สัญญาณมือถือจะถูกตัดทันที"
พี่นิ้งคงเห็นฉันมองหน้าจอมือถือ เธอเลยหันมาบอก
"ทำไมล่ะคะ"
"เข้าไปข้างในแล้วเราจะรู้เอง"
เธอพาฉันเข้าประตูด้านหลัง เข้ามาปุ๊บก็เจอผู้ชายตัวโตยืนอยู่สองคน
"เวรพี่โจ๊ะเหรอ" พี่นิ้งทักทายหนึ่งในสอง
"สลับกับไอ้เนตร เดี๋ยวพรุ่งนี้น้องนิ้งมาก็อาจจะไม่เจอพี่นะ จะคิดถึงไหม" เขาตอบกลับหยอกล้อซึ่งดูน่ากลัวมากกว่าชวนให้ขัดเขิน
"ก็ต้องคิดถึงสิ นี่..นิ้งพาน้องใหม่มาทำงาน ชื่อน้องปันปัน"
ฉันพนมสองมือไหว้ ไม่ใช่เพราะมารยาท แต่มันเกรงๆ หวั่นๆ อยู่ในอก พวกเขาดูน่ากลัวมาก
"หาคนสวยมาอีกแล้ว แบบนี้ใจพี่จะไปเหลืออะไร"
"เหลือเอาไว้ให้เมียพี่เถอะ"
พี่นิ้งโบกมือลาแล้วคว้าแขนฉันให้เดินตาม
ทางเดินคับแคบเท่าขนาดตัวของคนอ้วนตุ๊ต๊ะหนึ่งคนเดินได้พอดีพาเรามาโผล่ยังห้องโถงซึ่งมีประตูสามบาน เธอพาฉันเข้ามาเปิดประตูบานแรกเข้าไปพบกับผู้คนที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด นับคร่าวๆ น่าจะมากกว่ายี่สิบคน ทุกคนกำลังแต่งหน้าแต่งตัวกันอย่างขะมักเขม่น
"ปันเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ แล้วมานั่งคุยกันตอนแต่งหน้า"
พี่นิ้งยื่นชุดสีแดงมาให้แล้วชี้ไปทางผ้าม่านสีดำผืนใหญ่ตรงมุมห้อง
"นั่นคือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เจอใครในนั้นไม่ต้องอาย มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น"
พูดให้รู้สึกเบาใจ แต่ในใจของฉันยังหวาดหวั่นไม่หาย มันดูลึกลับดูซ่อนเงื่อน ที่นี่คือที่ไหนแล้วมันคืองานอะไร!!
แต่เหมือนจะหันหลังกลับไม่ได้แล้ว ฉันเข้ามาหลังผ้าม่านใหญ่ มีคนกำลังเปลี่ยนชุดอยู่หนึ่งคน แต่ที่ทำฉันตกใจคือเธอกำลังเปลือยหน้าอกและส่วนล่างมีเพียงแพนตี้จีสตริงสีแดงเท่านั้น เธอปรายตามองฉันแวบหนึ่ง ไม่ได้สนใจจะทักทายหรือปกปิดนมตู้มๆ กลายเป็นฉันที่อายแล้วต้องหันหลังเปลี่ยนเสื้อ ทว่าพอฉันกางชุดสีแดงดูเต็มๆ เท่านั้นก็แทบช็อก มันคือชุดเกาะอกสีแดงตัวจิ๋วที่น่าจะปกปิดได้แค่น้องสาวคนสวยเท่านั้น
"อย่ามัวแต่ชักช้าเอาเปรียบคนอื่น"
เสียงลอยมาจากเธอคนนั้นที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอสวมใส่ชุดสีแดงเหมือนกันบอกให้รู้ว่าเราทำหน้าที่เดียวกัน พอเธอออกไปฉันก็ก้มมองชุดในมืออีกครั้ง โป๊ที่สุดที่เคยสวมใส่คือเดรสปาดไหล่ความยาวเกือบถึงหัวเข่า ฉันไม่มั่นใจเลยว่าหุ่นผอมแห้งจะใส่มันออกมาสวย แต่ฉันถอยไม่ได้แล้วล่ะ
สิบนาทีฉันก็เดินหนีบขาออกมาจากผ้าม่าน ในห้องเหลือคนประปราย ฉันทำหน้าเหลอหลางุนงงว่าพวกเธอหายไปไหนกันหมด
"เร็วปัน มาแต่งหน้า"
พี่นิ้งกวักมือเรียก ตอนนี้เธออยู่ในชุดเซ็กซี่เหมือนฉันเป๊ะ ฉันมานั่งตรงหน้าเธอ จากนั้นก็ไม่มีสิทธิ์ได้พูดหรือถามนอกจากฟังอย่างเดียว
"กฏของที่นี่คือห้ามใช้มือถือตอนทำงาน ห้ามทำร้ายแขก ห้ามตีกันแย่งทิปจากแขก ห้ามพูดหรือคุยกับแขก ง่ายๆ เท่านี้ โอเค๊!!"
ฉันพยักหน้าหงึกหงึกเข้าใจ แม้จะมีคำถามว่าแขกคือใคร สรุปพาฉันมาขายจริงๆ เหรอ แต่พอพี่นิ้งเอากระจกมาให้ส่อง ความสงสัยก็กลืนหายไปกับความสวยบนใบหน้า
"สวยมากเลยปัน อยู่มอแกแต่งหน้าแบบนี้มีหนุ่มมาจีบตรึมแน่ๆ"
นั่นสิ! สวยมากจนฉันยังตะลึง เพิ่งรู้ว่าตัวเองสวยขนาดนี้ก็วันนี้
"มันก็มีอยู่แหละค่ะพี่ แต่ปันไม่ว่างคุยกับเขาไงเลยถอยกันไปหมด" ฉันคืนกระจกให้เธอแล้วพูดถึงผู้ชายที่มาจีบบ้างนิดหน่อย
"เอาหน่า ยังมีเวลาหาแฟนอีกนาน ตอนนี้หาเงินไปก่อน"
ข้อนี้ฉันเห็นด้วย ตอนนี้ชีวิตฉันขับเคลื่อนด้วยเงินอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
แต่งหน้าแต่งตัวเสร็จพี่นิ้งก็เอากระเป๋าฉันไปเก็บในล็อกเกอร์ พาออกมาจากห้องแต่งตัวแล้วเข้ามายังประตูริมขวาสุด เดิินไปตามทางประมาณหนึ่งร้อยเมตรก็ได้ยินเสียงจอแจลอยมาก่อนจะพบกับห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีผู้คนนั่งอยู่นับร้อยคน
ฉันเบิกตาโตตื่นตาตื่นใจ ในโกดังสนิมเกราะภายในเป็นบ่อนพนันขนาดใหญ่ มีคนนั่งจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะ บางคนนั่งเล่นที่ตู้คล้ายเกมอะไรสักอย่าง มีชายฉกรรจ์ยืนคุมเชิงอยู่มากมายและมีสาวชุดแดงสุดเซ็กซี่เดินสวนกันไปมา พวกเธอกำลังเสิร์ฟเครื่องดื่มและบริการแขกตามโต๊ะ
"เครื่องดื่มพวกนี้ฟรี แขกคนไหนต้องการหยิบแก้วก็ให้เขาหยิบไป เขาให้ทิปก็ยิ้มหวานๆ ขอบคุณ เขาอยากให้นั่งด้วยก็นั่งสักห้านาทีสิบนาทีก็อ้างว่าต้องไปเสิร์ฟ รับทิปแล้วลุกมา แค่นี้แหละ เข้าใจใช่ไหมปัน"
"ขะ เข้าใจค่ะ"
"งานยาวหน่อยนะ ถึงตีสามตีสี่นู้นเลย ค่าแรงหนึ่งพัน ทิปเป็นของเราเอง สู้ๆ นะ"
พี่นิ้งยกกำปั้นขึ้นมาให้กำลังใจ ฉันเองก็ยกมันขึ้นมาให้กำลังใจตัวเอง เงิน เงิน เงินค่าเทอม เงินค่าหอ ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ
วันนี้โอบไม่ได้ไปบ่อนเพราะเขาไม่มีเวลาเหลือพอ หลังจากเข้าไปขลุกตัวอยู่ที่ผับ K Night ในฐานะหุ้นส่วน โอบไม่ลืมส่งแชทบอกสิงหราชให้เก็บเรื่องที่เจอปันปันวันนี้เป็นความลับแล้วขับรถออกจากผับมากับเจไดตรงไปยังซอยหนึ่งในเวลาเที่ยงคืนภายในซอยเงียบสงัดด้วยบ้านหลังน้อยหลังใหญ่ส่วนมากแล้วจะเป็นบ้านคนมีเงินที่มักไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครรถคันสีดำไม่เปิดแม้แต่ไฟหน้ารถกลืนไปกับความมืดจอดนิ่งสนิทห่างจากบ้านชั้นเดียวประตูรั้วเหล็กสีดำราวหนึ่งร้อยเมตร ชายสองคนสวมใส่หมวกแก๊ปลงจากรถมายืนสูบบุหรี่อยู่ด้านหน้าจ้องมองไปยังบ้านหลังนั้น"ใครมันกล้ามากระตุกตีนมึงวะ" เจไดสงสัยโอบบอกเขาแค่ว่าให้มาช่วยจัดการคน มีเรื่องกันเมื่อกลางวัน แต่ไม่ได้ขยายความว่าเป็นใครและมีเรื่องอะไรกัน"ในนั้นมีคนอยู่คนเดียวกับพิทบูลสี่ตัว""แล้วมึงต้องการอะไร""ให้มันไม่กล้าไปพล่านกับใครได้อีก"คนพูดสูดบุหรี่เข้าปอดหนักๆ ก่อนจะพ่นควันขึ้นด้านบนแล้วนึกถึงสภาพกระเซอะกระเซิงของปันปัน ความโมโหก็วิ่งมาสุมอยู่ในอกไม่ต่างจากลาวา"ใครที่ว่าใช่มึงไหม""ไม่ใช่"เจไดเกาหัว โอบพูดเหมือนว่าไม่ได้มาเอาคืนให้ตัวเองอย่างนั้น"มึงขยายความได้ไหม กูจะได้ช่ว
พี่โอบจูบฉันอีกครั้งเหิมเกริมหนักด้วยเรียวลิ้นสอดเข้ามาหยอกล้อในโพรงปาก ฉันเป็นเด็กดีนั่งนิ่งให้เขาทำตามใจและเรียนรู้ไปในคราวเดียวกันครั้นได้ยินเสียงครางต่ำในลำคอหนา พี่โอบก็ผละออกแล้วจับใบหน้าฉันให้หันกลับมาทางเดิม"เล่ามาได้แล้ว"จูบขนาดนั้นฉันจะยังจำอะไรได้ไหมล่ะฉันเอนตัวพิงซบเหมือนเดิม อย่างแรกควรพูดให้เขารู้ว่าฉันมีปัญหาทางการเงินเพราะอะไร"เมื่อปีที่แล้วบ้านปันล้มละลายค่ะ พ่อแม่ไปต่างประเทศแล้วทิ้งเงินไว้ให้หนึ่งก้อน ตอนนี้เงินหมดแล้ว ปันเลยต้องดิ้นรนหาเงิน"พี่โอบไม่ได้ตอบโต้ แต่มือใหญ่ที่ลูบวนอยู่ที่หน้าท้องบอกให้รู้ว่าเขาฟังอยู่"ปันรับงานเป็นที่ปรึกษาปัญหาชั่วโมงละ 200 บ. ปกติจะคุยผ่านมือถือ จะคุยต่อหน้าเฉพาะนักศึกษาในมอ แต่วันนี้เห็นว่าเป็นวันเสาร์ ปันเลยไปรับงานข้างนอก เขาบอกสถานที่เป็นห้องซ้อมดนตรี ปันไม่คิดว่าห้องนั้นจะอยู่ในบ้านที่มีรั้วทึบ และไม่รู้ว่าปัญหาของเขาคือ..นกเขาไม่ขัน"มือใหญ่หยุดชะงัก ฉันเงยหน้ามองพี่โอบ เขาก็ก้มหน้าลงมาเช่นกัน"ต่อ""มันบอกนกเขาไม่ขัน แต่พอมันถอดกางเกงออกมาก็ตั้งโด่เหมือนของพี่เลย แบบนี้เขาเรียกขันใช่ไหมล่ะคะ มันบอกให้ปันช่วยหน่อย ปันเลย
รถเคลื่อนตัวออกมาได้ห้านาทีฉันก็ยกฝ่ามือขึ้นมาปาดเช็ดน้ำตาแล้วใช้มันปิดใบหน้ากดความรู้สึกย่ำแย่ เหตุการณ์เมื่อครู่เลวร้ายยิ่งกว่าพ่อแม่ทิ้งเอาไว้คนเดียวเสียอีก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าฉันช่วยตัวเองออกมาไม่ได้จะเป็นอย่างไร"ไปไหนมา"ในที่สุดก็มีคำถามจากพี่โอบ ฉันสูดน้ำมูกแรงๆ แล้วเอามือออกจากใบหน้าหันมองเขา"ไปทำงานค่ะ""งานอะไร"เขาไม่ได้มองหน้าฉันนะ แต่ใบหน้ายังคงขึงขังคิ้วขมวด"งานที่ปรึกษา""แล้ว?""ปันถูกลูกค้าหลอกมาปล้ำ"เสียงของฉันสั่นพยายามกลั้นที่สุด พี่โอบยังคงมองตรงไปข้างหน้าแล้วเงียบไปตั้งแต่นั้นไม่มีคำถามใดต่อ จากนั้นความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับบรรยากาศในรถคุกรุ่นด้วยอารมณ์บางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆและฉันก็คิดว่าพี่โอบคงจะพาไปส่งอะพาร์ตเม้นต์ แต่กลับคิดผิดเมื่อรถเข้ามาจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถใต้อาคารคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งฉันไม่ได้ถามว่าที่นี่่ที่ไหน พาฉันมาที่นี่ทำไม และเขาเองก็ยังคงเงียบและนั่งนิ่งมานานกว่าห้านาทีแล้วเป็นฉันเองที่ทนกับความอึดอัดนี้ไม่ไหวจึงยื่นมือไปจับท่อนแขนหนาเอ่ยทำลายความเงียบ"พี่โอบมีแฟนไหม"เขาหันมาสบตาทันที"มีแฟนไหมคะ""ถามเพื่อ?""ถามเ
ฉันพยายามลืมเรื่องที่พี่โอบพูดแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ปรึกษาชั่วโมงละสองร้อยบาทต่อไป ในเมื่อตอนนี้ฉันมีเวลาและกำลังไหวเท่านี้ก็ต้องกัดฟันวันเสาร์ฉันมีนัดนอกสถานที่ คุณคุณสายฟ้านัดหมายให้ฉันไปนั่งรับฟังเขาปรับทุกข์ที่ห้องซ้อมดนตรีแห่งหนึ่ง เขายินดีจ่ายค่าเดินทางให้ฉันหนึ่งพันบาท ไหนๆ วันเสาร์ก็ว่างอยู่แล้ว ก็เลยไม่อยากปฏิเสธเงินค่าเดินทางที่ได้มากกว่าค่าจ้างฉันมาถึงสถานที่นัดหมายเวลาบ่ายโมง ห้องซ้อมดนตรีแห่งนี้อยู่ใน..บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง ฉันคิดว่ามันจะอยู่ในอาคารพาณิชย์เสียอีก"อยู่ในบ้านเหรอ""ปันปันใช่ไหมครับ"ในขณะยืนงงอยู่ ประตูเหล็กบานเล็กก็ถูกเปิดพร้อมกับผู้ชายรูปร่างผอมสูงโผล่หน้าออกมา"ใช่ค่ะ""เข้าข้างในเถอะ ผมอยากคุยกับคุณจะแย่อยู่แล้ว"มือใหญ่หยาบกร้านยื่นออกมาคว้าแขนฉันให้เข้าไปด้านในประตูรั้ว อย่างแรกที่ฉันเห็นคือสุนัขพันธุ์พิทบูลอยู่ในกรงสี่ตัว บ้านปิดประตูเอาไว้แน่น บนพื้นมีเศษใบไม้แห้งมากมาย เสียงสุนัขเห่ามาพร้อมกับลมพัดเบาหวิวชวนให้รู้สึกวังเวง ฉันยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา"ทางนี้ครับ"เฮือก! ฉันสะดุ้งเมื่อเสียงพูดนั้นดังใกล้เกินไปราวกับพูดอยู่ข้างหู หันมองก็พบว
ฉันคิดผิดที่ว่าไม่มีธุรกงการอะไรกับพี่โอบอีกเพราะกลับมาถึงห้องถึงเพิ่งรู้ตัวว่าคืนของให้พี่โอบไม่หมดฉันหยิบพวงกุญแจเกียร์ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือข้างโต๊ะขึ้นมาดู ลืมไปเสียสนิทว่าตอนซักเสื้อฉันเอามันมาวางไว้ตรงนี้"หรือเขาจะโทรมาทวงเกียร์"ใช่แน่ๆ ฉันนั่งทำใจอยู่สักพักก็หยิบมือถือมาโทรหาพี่โอบ รอสายไม่กี่วินาทีทางนั้นก็รับสาย"เดี๋ยวเอาพวงกุญแจไปคืนให้พรุ่งนี้ค่ะ"พูดจบฉันก็วางสายไม่รอฟังว่าพี่โอบจะตอบกลับว่าอย่างไรติ๊งๆ ไม่เกินคาดว่าต้องมีข้อความตามมา ฉันไม่ได้เปิดอ่าน แต่อ่านจากแจ้งเตือนบนหน้าจอคนโหด : เป็นแรปเปอร์?คนโหด : พรุ่งนี้บ่ายสองจะรอที่ตึกวิศวะ"ไปให้โง่ทำไม"แต่เพราะความกลัวว่าเขาจะบุกไปหาถึงตึกคณะ ฉันเลยเลือกจะมาหาพี่โอบเองดีกว่า บ่ายสองฉันก็มาเกาะอยู่ต้นไม้หน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ สวมวิญญาณพวกถ้ำมองมองหาคนหน้าโหดเอี๊ยด!เสียงล้อยางบดเบียดถนนพร้อมกับรถที่มาจอดเทียบบดบังการมองเห็น ฉันตัวชาวาบขนลุกเพราะรถคันนั้นเป็นของพี่โอบ เขาเปิดกระจกรถแล้วกระดิกนิ้วชี้เรียว..ฉันชิ! ตาดีเชียวฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินอย่างเชื่องช้าเข้่าไปหาเขา และคงไม่ทันใจนั่นแหละ พี่โอบถึงได้ลงจากรถม
หลังจากดีดดิ้นอยู่บนบ่าแกร่งจนเหนื่อย ฉันก็ถูกพี่โอบเหวี่ยงเข้ามานั่งในรถ พอเป็นอิสระฉันก็เบี่ยงตัวหนีด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น"ปืนไม่ได้จ่อหัวเรา จะกลัวเพื่อ?""พี่เป็นคนถือปืนจะไปเข้าใจอะไร"ฉันหลบหลีกดวงตาคมน่ากลัวก้มมองรองเท้าแก้วที่เหลือข้างเดียว มันน่าจะหล่นระหว่างทางที่เดินมา"ปันอยากได้รองเท้าคืนค่ะ""เราควรออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"พี่โอบรัดเข็มขัดนิรภัยให้ฉันเสร็จก็หยัดยืนขึ้นเตรียมปิดประตู แต่ฉันก็ปลดมันออกแล้วผลักประตูดึงดัน"พี่อยากไปก็ไปเลยค่ะ ปันจะไปเอารองเท้า เอาของๆ ปันในนั้น"ฉันหย่อนขาลงจากรถ ก่อนจะได้ยืนขึ้นคนโหดที่อยู่ไม่ไกลกลับจับมันมาวางที่เดิม มือใหญ่สอดรับปลายคางมนบีบแน่น"เตือนอีกครั้งว่าอย่าดื้อกับพี่ถ้าไม่อยากเจ็บตัว""ฮึก! ฮึก!"ความน่ากลัวและคำข่มขู่เรียกเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาร่วงเผาะเป็นเม็ดๆ อาบแก้ม ฉันก็แค่จะไปเอาของ ทำไมถึงต้องมาข่มขู่กันด้วยเหมือนว่าพี่โอบจะไม่ชอบน้ำตาเท่าไหร่ เขาดึงมือออกด้วยแรงหงุดหงิดแล้วปิดประตูอย่างแรง ฉันยกมือขึ้นปิดใบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น พยายามสลัดความหวาดกลัวเท่าไหร่ก็สลัดไม่ได้ เขาเป็นนักศึกษานะ ทำไมถึงมีปืน ทำไมถึงกล้าทำ







