分享

บทที่ 5

last update publish date: 2026-06-17 16:43:16

“กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ”

นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว

เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม้มันจะน้อยนิดก็ตาม เธอสัมผัสได้ถึงเยื่อบาง ๆ ที่ขาดลงพร้อมกับเสียงสะอื้นของคนใต้ล่าง

ปภาวีมองคนใต้ร่างด้วยแววตาสมเพช ไม่มีคำปลอบโยน ไร้ซึ่งความอ่อนโยน และไม่มีความถนุถนอมต่อคนใต้ร่างเลยสักนิด เธอก้มลงประกบริมฝีปากกับปากอิ่มเพื่อปิดเสียงสะอื้นไว้

ขบเม้มแล้วสอดลิ้นเรียวเข้ามากวาดหาความหอมหวานด้วยความหื่นกระหาย ส่วนนิ้วเรียวขยับเข้าออกช่องทางรักเพื่อสร้างความคุ้นชินให้กับร่างกาย แต่เพียงไม่นานก็กระแทกกระทั้นเข้าไปจนเกิดเสียงน่าอายดังขึ้นกลบเสียงสะอื้นก่อนหน้า

“อ๊ะ ... อ๊าา” เสียงสะอื้นเพราะความเจ็บก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องคราญครางอย่างสุขสมเข้ามาแทนที่ จังหวะที่เร้าร้อนทำให้คนใต้ล่างไม่อาจรั้งสะโพกสวยให้ติดอยู่กับที่นอนได้อีกเลย

“อ๊ะ ... อร๊ายยย” เสียงหวานจบลงพร้อมกับสะโพกสวยที่ทิ้งตัวลงกับที่นอนด้วยความเหนื่อยหอบเมื่อคนด้านบนได้พามาส่งถึงฝั่งฝัน สีขาวขุ่นของน้ำรักผสมสีแดงสดจากพรมจารีย์กลายเป็นสีชมพูอ่อน พากันเอ่อล้นออกมาจากช่องทางรักไม่ขาดสาย

ร่างกายเกร็งกระตุกภายในตอดรัดจนเจ้าของนิ้วเรียวทำหน้าเหย่เกเนื่องด้วยความเจ็บปวดจากการถูกบีบรัดที่นิ้วเรียว

“เหอะ! หมดแรงเลยเหรอ” ถ้อยคำเย้ยหยันเฉียบเย็นหลุดจากเรียวปากอย่างไม่ไยดี ปภาวีปรายตามองร่างเปล่าเปลือยของหญิงสาวที่นอนหอบหายใจอยู่ใต้ร่าง ด้วยแววตาแข็งกระด้าง ก่อนจะกระชากนิ้วออกจากช่องทางรักอย่างไม่ปรานี

ทว่าชนากานต์ไม่ตอบโต้ในทันที เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ จ้องสบดวงตาของคนที่อยู่เหนือร่างด้วยแววตาตัดพ้อ เจ็บปวดและแหลกสลาย

นี่น่ะหรือคือคำทักทายของคนที่เพิ่งพรากสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเธอไป

“พูดไม่ออก ติดใจใช่ไหมล่ะ เหอะ! ก็คงไม่แปลกครั้งของเธอหนิ ก็สนุกดีนะ ฉันชอบ”

เพี๊ยะ!!

เสียงฝ่ามือกระทบผิวหน้าดังสะท้อนก้อง ใบหน้าคมสะบัดตามแรง ก่อนจะตวัดสายตามองกลับมาอย่างเดือดดาล

“กล้าตบฉันงั้นเหรอ ห๊ะ!!”

เสียงตวาดแหลมปะทะกลางอากาศ ก่อนที่มือสองข้างจะกดตรึงแขนชนากานต์แน่นกับฟูกจนเนื้อจมลึกลงในผืนผ้า ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด

“ฮึก ๆ พรีนเจ็บ ... คุณหนู ปล่อยยย”

“เจ็บสิดี อย่าอวดดีกับฉันอีก!” เสียงเฉียบคมของปภาวีปักลงกลางใจชนากานต์ยิ่งกว่าคำใดในค่ำคืนนี้ ดวงตาคมกริบมองลงมาด้วยสายตาเหยียดหยามเหมือนเธอเป็นสิ่งไร้ค่า แล้วถ้อยคำต่อมาก็ซ้ำเติมจนเธอนั้นแทบหายใจไม่ออก

“จำใส่หัวเอาไว้ให้ดี เธอมันก็แค่ผู้หญิงใจง่าย ที่เสนอหน้ามานอนถ่างขาให้ฉันเอาถึงที่ ... น่าสมเพช!!”

ริมฝีปากบางพ้นคำเย้ยหยันออกมาโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนฟังเลยแม้สักนิด

ชนากานต์ตัวสั่นระริก ขณะที่น้ำตาร้อนผ่าวค่อย ๆ คลอเบ้าตา เธอไม่อยากมองหน้าหรือสบตากับคนตรงหน้าอีกต่อไป ความเจ็บจากคำดูแคลน ด้อยค่าเทียบไม่ได้เลยกับความอับอายที่กำลังพุ่งเข้าถาโถมในตอนนี้ เธอกัดริมฝีปากแน่นก่อนพูดทั้งเสียงสะอื้นอย่างสะกดกลั้น

“คุณนั่นแหละที่น่าสมเพช! พรีนไม่น่าเป็นห่วงคุณเลยจริง ๆ”

คำพูดสุดท้ายของชนากานต์แผ่วเบาราวกับว่าแรงทั้งหมดที่มีถูกใช้ไปกับการต้านทานน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหนออกมา เธอเบือนหน้าหนีผู้หญิงใจร้ายตรงหน้า พยายามหยัดดายลุกขึ้นจากเตียงเพื่อที่จะออกจากสถานที่นี้ให้ไวที่สุด

แต่เพียงแค่ขาข้างหนึ่งแตะพื้นความเจ็บร้าวก็แล่นพรวดขึ้นมาจากกึ่งกลางร่างจนเธอต้องทรุดนั่งลงอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าเหยเกแ้วยความเจ็บก่อนยกมือข้างหนึ่งกุมบริเวณท้องน้อย

เสี้ยวนาที เธอพยายามตั้งสติฝืนใจลุกขึ้นอีกครั้ง แม้จะต้องกัดฟันแน่นและเดินกะเผลกด้วยความเจ็บเธอก็ยอม มือเรียวสั่น ๆ คว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายบนพื้นมาสวมใส่ลวก ๆ ทั้งที่ร่างยังไม่พร้อม แล้วรีบเดินไปยังประตูโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองคนที่เธอเคยห่วงใยอีกเลย

“ทำอะไรลงไปวะไอ้ภัค ...”

คล้อยหลังชนากานต์เพียงครู่ ปภาวีก็เอนกายพิงพนักหัวเตียงอย่างหมดแรง ฝ่ามือยกขึ้นกดขมับรู้สึกถึงอาการมึนตื้อที่หลงเหลือจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ทว่าแรงตบเมื่อครู่ก็ทำสติที่เคยพร่าเลือนก็ค่อย ๆ คืนกลับมา ทำให้สามารถประมวลผลได้ว่าเหตุการณ์ก่อนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สายตาเลื่อนลงมองผ้าปูเตียงสีขาวที่ยับย่น เสื้อผ้ากระจัดกระจายทั้งบนพื้นและบนที่นอน ก่อนจะหยุดนิ่งที่รอยเลือดจาง ๆ บนผ้าห่มผืนใหญ่

“ครั้งแรกงั้นเหรอ” เธอพึมพำกับตัวเองเสียงเบา ไม่อยากเชื่อสายตาเท่าไรนัก ตอนแรกเธอก็แค่พูดเพื่อต้องการเอาชนะไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

ทว่าในอกกลับถูกบีบแน่นขึ้นมาดื้อ ๆ เสียอย่างนั้น ความรู้สึกต่าง ๆ มากมายไหลเวียนเข้ามาในหัวหากแต่มันกลับไม่ใช่ความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปแต่อย่างใด มันเป็นความภูมิใจที่แฝงไว้ด้วยความสะใจ ที่ได้เป็นคนแรก...ได้แตะต้องสิ่งที่อีกฝ่ายหวงแหนที่สุด

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ได้ครอบครอง แต่มันเป็นการที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกผิด รู้สึกแปดเปื้อน จนต้องเป็นฝ่ายเดินออกจากบ้านหลังนี้ไป โดยที่เธอไม่ต้องเปลืองคำพูดไล่เหมือนที่ผ่านมา

สิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่ได้เป็นคนผิด ชนากานต์ต่างหากที่เป็นฝ่ายเข้าหาเธอก่อนทุกอย่าง

ทำตัวใสซื่อ แต่สุดท้ายก็ไม่ต่างจากผู้หญิงเต้าไต่หวังใช้บันไดทางลัดถีบผลักตัวเองให้สูงขึ้น

“เธอมันน่าสมเพช ... พรีน”รอยยิ้มเย็นเฉียบแตะแต้มที่มุมปาก ก่อนเธอจะเอ่ยเสียงเบาอย่างดูแคลน แล้วลุกเข้าห้องน้ำ ล้างร่างกายกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียงหลับตานอนโดยไม่รู้สึกละอายใจอะไรเลย

เช้าวันถัดมา ...

แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้อง ทอดเงาบางเบาทาบลงบนร่างบางที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เสียงสะอื้นเงียบ ๆ มาตลอดทั้งคืน ชนากานต์ไม่ได้นอนแม้แต่นาทีเดียว ดวงตาแดงช้ำบวมเป่งจากการร้องไห้แทบไม่หยุด

เธอเกลียด เกลียดตัวเอง เกลียดที่ปล่อยให้เกิดเรื่องนั้นขึ้น เกลียดที่ใจอ่อนและไม่แข็งแรงพอจะปฏิเสธหรือขัดขืน เกลียดที่คนที่พรากสิ่งมีค่าที่สุดของเธอไป กลับเป็นคนที่เกลียดเธอที่สุด

น้ำตาหยดสุดท้ายไหลซึมลงบนปลอกหมอนอย่างไร้เสียง ก่อนที่เธอจะใช้หลังมือเช็ดมันออกอย่างลวก ๆ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง หัวใจหนักอึ้งแววตาว่างเปล่า เธอกำชับตัวเองในใจว่าตั้งแต่วันนี้ไปจะไม่พูด ไม่มอง ไม่ข้องแวะกับเขาอีกเลย จะทำเหมือนว่าไม่มีเขาอยู่ไม่มีตัวตนและเธอจะฟังป้าน้อยทุกอย่าง

แล้วจะทำเหมือนว่าเรื่องราวทุกอย่างนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

เมื่อจบความคิดนั้นเธอเดินเข้าห้องน้ำถอดเสื้อผ้าเข้าไปยืนใต้ฝักบัวปล่อยให้น้ำที่เย็นเฉียบไหลรดลงบนร่างกายอย่างเงียบงัน หวังให้น้ำล้างคราบความทรงจำที่เจ็บปวดออกไปให้หมด

แล้วเพียงไม่นานเธอก็เดินออกมายืนอยู่หน้ากระจก มองภาพสะท้อนของตัวเองอย่างนึกสมเพช ซอกคอขาวปรากฏรอยจ้ำแดงเป็นดวง ๆ อย่างเด่นชัด เธอเอื้อมมือแตะเบา ๆ ความอับอายตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก ลมหายใจขาดห้วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหันหน้าหนีจากกระจก

มือเรียวหยิบแปรงขึ้นหวีผมอย่างรวดเร็ว ปล่อยปอยผมลงมาปิดรอยแดงไว้ให้มิด แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบา ก้าวเดินลงบันไดตรงไปยังบ้านหลังใหญ่ มุ่งหน้าไปยังห้องครัวที่ป้าน้อยมักจะอยู่ในช่วงเช้า

“มีอะไรให้พรีนช่วยไหมคะป้า” เธอเอ่ยถามทันทีที่มาถึง  น้อยเงยหน้าขึ้นจากการล้างผัก เหลือบมองหลานสาวด้วยแววตาแปลกใจปนเอ็นดู

“อ้าว ตื่นเช้าจังเลยนะพรีน”

“ค่ะป้า วันนี้พรีนว่าจะช่วยป้าทำความสะอาดบ้าน แล้วก็ล้างของในครัวด้วยค่ะ”

“อืม ก็นะดีลูกป้าเหมือนจะจับไข้อยู่ด้วยเหมือนกัน ได้พรีนมาช่วยก็เบาแรงได้เยอะ”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวพรีนจัดการเอง”

“เอ่อพรีน ว่าแต่มหาลัยเปิดวันไหนล่ะป้าจะได้ขออนุญาตคุณหญิงท่านพาไปซื้อเครื่องแบบเอาไว้ก่อน”น้อยเอ่ยถามขณะจับผักใส่ลงในตระกร้า ก่อนละสายตามองหลานสาวและรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ

“อีกสองอาทิตย์ค่ะ”

“อืม ค่อย ๆ ปรับตัวไปเนาะลูก เดี๋ยวพอไปมหาลัยมีเพื่อนใหม่ก็คงจะไม่เหงาแบบนี้”

“พรีนไม่เหงาหรอกค่ะป้าน้อย ณัฐก็มาเรียนที่นี่ด้วยค่ะ”

“ณัฐลูกชายผู้ใหญ่พงษ์น่ะเหรอ?” หญิงสูงวัยชะงักเล็กน้อยก่อนเงยหน้าหันมามองหลานสาวเมื่อได้ยินชื่อของลูกชายผู้ใหญ่บ้านสมัยยังอยู่ที่เชียงใหม่ ว่าอีกฝ่ายนั้นก็เดินทางมาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯด้วยเหมือนกัน

“ใช่ค่ะ”

“งั้นก็ดีเลยสิจะได้เรียนเป็นเพื่อนกัน”น้อยว่าพลางหยิบจานสองใบจากชั้นวางแล้วยื่นส่งให้หลาน “เดี๋ยวพรีนเอาสองจานนี้ไปจัดบนโต๊ะก่อนก็แล้วกันนะ เดี๋ยวที่เหลือป้าถือไปเอง”

“ค่ะป้า”

“เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนพรีน”

在 APP 繼續免費閱讀本書
掃碼下載 APP

最新章節

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 20

    19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 19

    ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 18

    ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 17

    ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 16

    ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 15

    คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 10

    นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปก

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 9

    มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตา

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 8

    รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อ

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 7

    หนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองเสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพ

更多章節
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status