LOGINสาวน้อยเดินมาถึงหน้าที่เรียนพิเศษ พ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่ ตัดสินใจเดินไปเข้าอย่างอารมณ์หน่วง ๆ
“มาแล้วเหรอคะปานใจ ? ทุกคนคะ นี่ปานใจค่ะ เป็นนักเรียนใหม่ในคลาสเราค่ะ” ครูอ้อย เอ่ยทักทายพร้อมเกริ่นแนะนำตัวให้สาวน้อย “สวัสดีค่ะ ปานใจค่ะ เรียกสั้น ๆ ว่าป๊อบก็ได้ค่ะ” สาวน้อยกล่าวทักทายเหล่าเพื่อน ๆ วัยเดียวกันที่กำลังนั่งเคร่งทำงานที่ครูสั่ง “อ้าวป๊อบ” กานต์ทักทายด้วยน้ำเสียงตกใจเล็ก ๆ “ดีกานต์” สาวน้อยโบกมือทักทาย “มีที่ว่างอยู่ตรงนั้น หนูเดินไปนั่งเลยลูก” ครูอ้อยผายมือบ่งบอกให้ว่านั่นคือที่นั่งของเธอ “ขอบคุณค่ะ” สาวน้อยย่อไหว้ขอบคุณ แล้วเดินไปนั่งที่ของตัวเอง ที่นั่งที่ถูกเสริมเข้ามา อยู่ในมุมสุดของห้อง โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวสีขาว ที่แต่ละโต๊ะนั่งเพียงโต๊ะละสองคน แต่พิเศษตรงที่โต๊ะเธอต้องนั่งสามคนแบบเบียด ๆ สาวน้อยยิ้มทักทายเพื่อนผู้ชายเนิร์ดผอมแห้งใส่แว่นอยู่ข้าง ๆ ดูท่าทางแล้วน่าจะพูดกับคนอื่นได้ยากมาก ๆ ดูจากการขยับแว่นหนาเตอะที่ทักทายเธอตอบ เธอเอนตัวนั่งชิดผนังห้อง เหม่อมองหนุ่มน้อยที่นั่งเฉียงถัดไปสามโต๊ะ พร้อมกระดาษชีทหนาที่วางอยู่ตรงหน้า “ปานใจคะ” “คะครู” “ชีทที่วางอยู่ตรงหน้า ลงมือทำได้เลยนะคะ” “ค่ะครู” “เอาล่ะ วันนี้ครูจะพาขึ้นเรื่องของงานและพลังงาน นักเรียนเปิดหน้าเจ็ดสิบห้าค่ะ” สาวน้อยเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อเรื่องที่จะเรียน ด้วยไม่คุ้นหู และชื่อก็ฟังดูน่าจะยากเอามาก ๆ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง จนเพื่อนแว่นหนา หันมาพูดกับเธอ “คลาสเรียนฟิสิกส์น่ะ” เสียงเรียบพูดพลางก้มหน้าเริ่มทำแบบฝึกหัด “ฟิสิกส์ ? ฟิสิกส์คืออะไรอ่ะ” เธอเอ่ยถามกับตัวเอง “วิชาของมอปลายน่ะ” หนุ่มแว่นหนาตอบกลับด้วยท่าทางเดิม “แต่เราเพิ่งมอหนึ่งเองนะ” สาวน้อยเอ่ยออกมาด้วยความสงสัยอย่างสุดหัวใจ “ไม่รู้สิ” หนุ่มแว่นหนายังคงตอบกลับด้วยท่าเดิม พร้อมเสียงของครูที่ดังแทรกเข้ามา กล่าวถึงบทเรียน และเข้าสู่เนื้อหา สาวน้อยเกิดคำถามขึ้นมาในหัวมากมาย รวมถึงการมีอยู่ของเธอในที่นี่ ตอนแรกเธอก็แอบเอะใจเล็ก ๆ เพราะทั้งคลาสมีผู้หญิงแค่ไม่กี่คน นอกนั้นผู้ชายทั้งหมด ล้วนแล้วมีแต่พวกเนิร์ด ๆ ทั้งนั้น เธอแค่คิดว่าอาจจะเป็นคณิตศาสตร์ หรือไม่ก็ภาษาอังกฤษที่เธอพอจะไปได้ แต่ไม่คิดเลยว่าว่าจะเป็นวิชาฟิเสิกฟิสิกส์อะไรนี่ “ยากโคตรเลย” เธอเอ่ยปากบ่น “แต่ก็ไม่ได้แย่นะ เพราะมีกานต์อยู่ด้วย ... แต่กานต์นั่งไกลจัง ถ้าได้นั่งข้างกันเหมือนตอนประถมก็ดีสิ กานต์จะได้อธิบายให้เข้าใจได้ ดีกว่าไอ้แว่นที่มัวแต่มุ่งหน้าจะทำงาน ไม่สนใจจะมองหน้าสวย ๆ ฉันเลยสักนิด ชิ ... อยากลับบ้านแล้วอะ ครูพูดอะไรก็ไม่รู้ พลังเงิงพลังงานอะไรก็ไม่รู้ แล้ว W คืออะไรอะ แทนค่าอะไร อะไรแทนอะไร โว้ยยยยยย อยากกลับบ้านนนนนนนนน !!!!!!!!” เธอบ่นเพ้อในใจ เธอได้แต่นั่งมองหนุ่มน้อย จากมุมข้างหลัง ความมุ่งมั่น ตั้งใจในการเรียนทุกครั้งที่เธอสัมผัส เป็นเสน่ห์ที่เธอพบเห็นมาโดยตลอด เธอหลงรักในความที่หนุ่มน้อยเป็นเอามาก ๆ ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ตามเถอะ เธอยังคงยิ้มด้วยความปริ่มใจบริสุทธ์ทุกครั้งที่เห็นอดีตคนนั่งข้างตั้งใจเรียน รวมถึงตอนหยอกล้อกับเพื่อนข้าง ๆ ความอิจฉาเล็ก ๆ ก็ผุดขึ้นมาบ้าง แต่เธอก็เผลอยิ้มและหัวเราะเบาด้วยความยินดี เธอปล่อยใจไปกับความเพ้อฝันทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยไม่ได้สนใจในบทเรียนมากนัก มีบ้างที่เผลอสบตาครู ระลึกถึงความเกรงใจ จึงฝืน ๆ ทำเป็นทำแบบฝึกหัด ปล่อยเวลา ปล่อยความคิดไปกับจินตนาการ จนเวลาผ่านพ้นถึงเวลาเลิกคลาส นักเรียนกรู่กันออกจากตึกแถว พ่อแม่ผู้ปกครองนั่งรอหน้าตึก รอรับลูกหลานเพื่อที่จะรับกลับ “ป๊อบกลับไง” หนุ่มน้อยเดินมาจากข้างหลังเอ่ยถามสาวน้อยที่นั่งมอคนอื่น ๆ ขึ้นรถกลับทีละคน ๆ “น่าเดินกลับแหละ กานต์ล่ะ กลับไง” สาวน้อยตอบกลับ พร้อมถามต่อ “กานต์ให้แม่มารับอะ กลับด้วยกันสิ มันค่ำแล้วแม่ไม่อยากให้เดินกลับน่ะ” หนุ่มน้อยโบกมือลาเพื่อนที่แม่เทียบรถเปิดกระจกเรียก ก่อนจะหันมาคุยกับเธอ “เอางั้นก็ได้” สาวน้อยไม่ปฏิเสธคำชวน “นั่นไง แม่มาพอดี” หนุ่มน้อยโบกมือทักทายแม่ที่ยื่นมือออกจากกระจกเรียก จากฝั่งตรงข้ามของถนน ทั้งสองเดินเคียงกันยืนรอรถที่วิ่งไปมา รอจังหวะรถน้อย ๆ แล้วค่อยวิ่งพรวดผ่านไปด้วยความเร็ว “จังหวะนี้แหละ” หนุ่มน้อยเอ่ยขึ้น พร้อมคว้ามือนุ่มของเธอ เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากอุ้งมือของเขา จนหน้าแดงก่ำขึ้นมาในเสี้ยววิ หนุ่มน้อยวิ่งพรวดพร้อมจับมือเธอ ในห้วงเวลานั้น เธออยากให้ถนนแคบ ๆ นี้กว้างเท่าสนามฟุตบอล เธอจะได้จับมือและสัมผัสความอุ่นนุ่มจากมือเขานาน ๆ “ป๊อบขึ้นรถ” หนุ่มน้อยเรียกสติเธอกลับจากภวังค์ “หะ ๆ อ่อ ๆ ได้ ๆ” สาวน้อยหลุดจากภวังค์ ก้าวขารุดตัวเข้ารถ “สวัสดีค่ะแม่แก้ว” สาวน้อยยกมือไหว้แม่ “สวัสดีค่ะหนูป๊อบ” แม่หันมาทักทายพร้อมยกมือรับไหว้1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







