LOGIN“โอเค เรียบร้อย อะ”
ซีดียิ้มบอกพร้อมกับยื่นโทรศัพท์คืนให้ฉัน พอดีว่าเมื่อกี้พอติวกันเสร็จแล้ว ซีดีเขาขอแลกเบอร์แลกไลน์กับฉันน่ะ เขาบอกว่าเผื่อมีธุระอะไร จะได้ติดต่อกันได้ ฉันก็เห็นด้วยกับเขา เลยตกลง
ตอนนี้เราเลยแลกเบอร์แลกไลน์กันเรียบร้อยแล้วล่ะ สลับกันฟอลไอจีอะไรพวกนั้นแล้วด้วย เฟซก็เหมือนจะเป็นเพื่อนกันแล้ว เพราะเมื่อกี้ซีดีเขาบอกว่าเขาแอดฉันแล้ว และเขาก็รับให้แล้ว แบบว่าเขาทำให้เสร็จสรรพเลยล่ะ บริการดีมากเลย น่ารักสุดๆ แบบนี้ใครกันจะไม่หวั่นไหว เขาทั้งหล่อ ทั้งนิสัยดี ดูแลเอาใจใส่ดี ดีไปหมดทุกอย่าง
เพียงแต่ว่าฉันยังไม่กล้าแสดงออกไปให้เขารู้หรอก ว่าฉันกำลังปลื้มเขาและหวั่นไหวกับเขามาก ก็ยังพยายามทำตัวเองให้นิ่งเข้าไว้ ไม่อยากให้เขามองว่าฉันง่ายน่ะ
“ขอบใจนะ” ฉันยิ้มบอกบางๆ พร้อมกับรับโทรศัพท์คืนมาด้วยท่าทีนิ่งๆ อย่างที่บอกว่าฉันกำลังพยายามนิ่งเข้าไว้
“ไม่เป็นไร จริงสิ นี่ก็ค่ำแล้ว เธอกลับยังไงอ่ะ พักที่ไหน ทางกลับอันตรายรึเปล่า”
“อยู่หอใกล้ๆมอนี่เอง ไม่อันตรายหรอก เดินไปไม่นานก็ถึง ขอบคุณนะที่เป็นห่วง” ฉันเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มบางๆอย่างรู้สึกขอบคุณ
“ไม่เป็นไร แต่ถึงเธอจะบอกว่าหออยู่ใกล้ๆ เดินไปก็ถึง แต่ฉันก็เป็นห่วงอยู่ดี เพราะนี่มันค่ำแล้ว ระหว่างทางมันก็ต้องมืดถูกมั้ย”
“เอ่อ อืม ก็นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก”
“ไม่เป็นไรไม่ได้ อย่าประมาทดิ อันตรายมันอยู่รอบตัวเรานะ ยิ่งเธอเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังให้มาก” ตอนพูดดูเขาซีเรียสมากเลย ก่อนเขาจะมองฉันนิ่งขึ้น
“เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง”
“หืม? ไปส่งเหรอ”
“ใช่ เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่หอเอง บอกมาแล้วกันว่าหอไหน”
“เอ่อ แต่ว่าเรา เราเกรงใจนายอ่ะ นายอุตส่าห์เสียเวลาติวให้เราแล้วทีนึง นี่ยังต้องเสียเวลาไปส่งเราอีก มันรบกวนนายเกินไป เรากลับเองดีกว่า”
“ฉันไปส่งนี่แหละ ไม่รบกวนเลยสักนิด ไปเหอะ ฉันจะได้สบายใจด้วยไง ที่เธอถึงหออย่างปลอดภัย”
“แต่ว่า..”
“ไม่มีแต่ ไปเร็ว ลุกขึ้น ตามฉันมา” เขาแทรกฉัน ก่อนจะรวบรัดตัดบทด้วยการบอกฉันให้เดินตามแล้วเขาก็เดินนำฉันไปเลย แบบนี้เขามัดมือชกชัดๆ แล้วฉันจะมีทางเลือกได้ไงกันล่ะ ตรงๆก็คือไม่มีนั่นแหละ สุดท้ายฉันก็เลยจำต้องลุกแล้วเดินตามเขาไป
ฉันเดินตามซีดีออกมาจนกระทั่งถึงด้านนอกโรงยิม จากนั้นก็เดินตามเขาไปที่รถ ก่อนจะเห็นว่ารถของเขาเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆที่ราคามัน เอิ่ม น่าจะแพงน่าดูเลย เห็นแล้วฉันแทบไม่กล้านั่ง เลยยังยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ ไม่ค่อยกล้าขยับเข้าไปใกล้มอเตอร์ไซค์ที่คงโคตรจะแพงของเขา
“อ้าว ยืนอยู่ทำไมตรงนั้น ขึ้นมาดิ” เขาหันมาบอกเมื่อจัดการขึ้นไปคร่อมมอเตอร์ไซค์เรียบร้อยแล้ว เหมือนกำลังเตรียมจะออกตัว
“หรือว่าขึ้นไม่ได้ มันสูงเกินไปเหรอ งั้นฉันช่วยมั้ย” เขาบอกแล้วทำท่าจะลงจากรถมาจริงๆ ซึ่งแบบนั้นฉันก็เกรงใจเขาเข้าไปใหญ่สิ เพราะแค่เขาจะไปส่งมันก็มากแล้ว นี่ยังจะรบกวนเขาเรื่องช่วยฉันให้ขึ้นไปนั่งบนรถอีก เพราะงั้นไม่ได้ แบบนั้นไม่ได้ ฉันต้องรีบห้ามเขาอย่างไว
“เอ่อ ไม่ ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไร เราขึ้นได้” ฉันรีบบอก เขาเลยชะงักตัวเองเอาไว้ ไม่ได้ลงจากรถมา
“อ้าวเหรอ”
“อืม”
“แน่นะ”
“อืม”
“เค งั้นขึ้นมาเลย”
“อือ อืม” ฉันพยักหน้า ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้รถอีกนิดแล้วยกเท้าข้างนึงขึ้นไปวางบนที่วางเท้าพร้อมๆกับจับไหล่ซีดีไว้ จากนั้นวาดขาอีกข้างขึ้นไปวางเท้าตรงที่วางเท้าอีกฝั่งแล้วนั่งลง ก็เป็นอันขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์ของเขาได้เรียบร้อย อย่างค่อนข้างทุลักทุเล
สองมือของฉันที่จับไหล่ซีดีไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มขึ้น ตอนนี้มันก็ยังจับอยู่ ที่เมื่อกี้ต้องจับเพราะถ้าไม่จับมันขึ้นนั่งลำบากน่ะ ส่วนตอนนี้มันยังนั่งได้ไม่ถนัดเท่าไหร่ เลยยังจับเขาอยู่เป็นหลักยึด แต่ตอนนี้เข้าที่เข้าทางแล้วล่ะ ฉันก็เลยรีบปล่อยเขาพร้อมกับรีบขยับออกห่างทันที ขืนจับนานไป แล้วก็นั่งติดกับเขามากเกินไป มันคงดูไม่ดี ดูเสียมารยาทด้วย
“เคยัง จะออกตัวแล้วนะ”
“อืม”
“เค จับแน่นๆล่ะ เพราะเครื่องมันออกจะแรงสักหน่อย”
“อืม”
“เค”
บรื๋น!!
“ว้าย!”
หมับ!!
ตายแล้ว ฉันพอจะรู้นะว่ารถแบบนี้เครื่องมันแรง แต่ฉันไม่เคยนั่งเลยไม่รู้ว่ามันจะแรงขนาดนี้ แรงจนฉันต้องพุ่งเข้าไปกอดซีดีเอาไว้จนแน่นโดยอัตโนมัติด้วยความตกใจ มันกลัวตกนี่นา
ไอ้เกรงใจเขาก็เกรงใจนั่นแหละ กลัวเสียมารยาทก็กลัว แต่มันกลัวตกลงไปตายมากกว่านี่สิ เลยจำเป็นต้องกอดเขาไว้ กอดแน่นมากอ่ะ แน่นจนรู้สึกเหมือนจะรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับเขาอยู่แล้ว หน้าก็ด้วย มันแนบไปกับแผ่นหลังแน่นๆของเขาจนแทบจะรวมเป็นเนื้อเดียวกันไม่ต่างจากลำตัว
“โมนา หอเธอชื่ออะไรนะ” ซีดีเอี้ยวหน้ามาถามฉันระหว่างที่รถก็ยังคงพุ่งไป เหมือนเป็นการเตือนฉันให้นึกขึ้นได้ ว่าฉันยังไม่ได้บอกชื่อหอกับเขาเลย
“Ginny Vill Mansion” ฉันตอบออกไปด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง เพราะลมมันโต้น่ะ เลยต้องพูดดังๆ ไม่งั้นเขาคงไม่ได้ยิน
“เค”
บรื๋นน!!
“ว้าย!”
หมับ!!
ซีดีตอบรับแล้วยิ่งบิดคันเร่ง ซึ่งคงเป็นเรื่องธรรมดาของการขี่รถมอเตอร์ไซค์ แต่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับคนที่ไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์คันเบ้อเริ่มแบบนี้อย่างฉัน ฉันเลยตกใจมากจนต้องกอดเขาแน่นเข้าไปอีก แน่นจนไม่รู้จะแน่นยังไงแล้ว ฮืออ เมื่อไหร่จะถึงหอนะ ฉันหวาดเสียวจะแย่อยู่แล้ว เกรงใจซีดีมากด้วย เพราะฉันถือวิสาสะกอดเขาแน่นเกินไปแล้ว
เอี๊ยดด!!
กึก!
ฮืออ ในที่สุดก็ถึงสักที ฉันเลยรีบคลายกอดแล้วตั้งสติอยู่สองสามวิ ให้มันพอจะเข้าที่เข้าทาง ก่อนจะลงจากรถ โดยที่สองมือยังจับไหล่ซีดีไว้ ไม่งั้นมันจะลงลำบาก แต่พอลงมาแล้ว ฉันก็รีบปล่อยเขาเลยนะ เกรงใจเขาน่ะ เกรงใจมากๆเลย
“เอ่อ เราขอโทษที่กอดนายนะ ขอโทษที่ร้องเสียงดังด้วย เราตกใจน่ะ ขอโทษจริงๆนะ” ฉันบอกอย่างรู้สึกผิด
“หึ ขอโทษทำไม ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย กอดไว้นั่นแหละถูกแล้ว ขืนไม่กอดแล้วตกลงไปล่ะแย่เลย แต่ถ้าจะมีคนต้องขอโทษ ก็คงเป็นฉันนี่แหละ ที่อาจจะขับเร็วเกินไป ขอโทษนะ มันชินน่ะ” อ้าว กลายเป็นเขาขอโทษฉันซะงั้น ทั้งๆที่เขาไม่ผิดซะหน่อย เขาอุตส่าห์มีน้ำใจมาส่งฉันถึงหน้าหอ แล้วเขาจะเป็นคนผิดได้ยังไง
“อือ ไม่ ไม่ใช่เลย ไม่ใช่ความผิดของนายเลย นายไม่ต้องขอโทษนะ ไม่ต้องขอโทษเราเลย”
“งั้นเหรอ”
“อืม”
“เค งั้นเธอก็ไม่ต้องขอโทษฉันรู้มั้ย เธอก็ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย”
“แต่ เอ่อ..”
“ตามนั้นแหละ ไม่มีแต่” เขาแทรก ส่วนฉันเหรอ ก็ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดแล้วล่ะ กลัวซีดีจะเสียเวลาไปมากกว่านี้
“อือ อืม” ฉันเลยพยักหน้าตอบรับ
“เค งั้นเธอขึ้นหอเถอะ นี่ก็ค่ำแล้ว ไว้เจอกันที่มอ” คราวนี้เขายิ้มบอกอย่างอ่อนโยน
“อืม ขอบคุณนะที่มาส่ง” ฉันยิ้มตอบกลับไปอย่างจริงใจ
“ด้วยความเต็มใจครับ หลับฝันดีนะ”
กึก!
ที่ฉันชะงักไปสองวิ เพราะมันดันตั้งรับไม่ทัน ที่จู่ๆซีดีก็บอกฝันดีฉันพร้อมรอยยิ้มละมุนกับสายตาอ่อนโยนชวนฝัน ทำหัวใจฉันเต้นแรงไปหมด ก็คนมันไม่เคยถูกผู้ชายบอกฝันดีนี่นา ยิ่งเป็นผู้ชายหล่อขนาดนี้ ยิ่งไม่เคย
“เอ่อ อือ อืม ฝะ..ฝันดี” กว่าจะเรียกสติกลับมาได้ กินเวลาไปหลายวิเลย แต่ก็ยังไม่ค่อยร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ก็พอได้แหละมั้ง เพราะซีดีก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะจับพิรุธฉันได้ ในเมื่อเขาไม่ได้ดูแปลกไป ยังคงยิ้มละมุนให้ฉันเหมือนเดิม
“ครับ ขอบใจนะ เธอขึ้นหอเถอะ เดี๋ยวฉันจะรอดูเธอขึ้นหอก่อน จะได้แน่ใจว่าฉันมาส่งเธอถึงหอแล้วอย่างปลอดภัย” หืม? รอดูฉันขึ้นหอก่อนงั้นเหรอ ทำไมเขาถึงขยันทำให้หัวใจฉันเต้นแรงอยู่เรื่อยเลยนะ ฉันแทบจะทนนิ่งเก็บอาการหวั่นไหวไม่ให้เขารู้ไม่ไหวอยู่แล้ว แต่ก็ต้องพยายามทนแหละนะ จะให้เขารู้ได้ไงกัน น่าอายแย่เลย
“เอ่อ อืม ขอบใจนะ งั้นเราไปนะ นายขับรถกลับดีๆล่ะ”
“ครับ แน่นอนอยู่แล้ว ขอบคุณนะ”
“อือ อืม” ฉันรีบพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้าหอมาเลย ขืนยืนอยู่ต่อ เดี๋ยวคงหลุดมากกว่านี้ ก็เพราะเขานั่นแหละ เมื่อกี้ตอนเขาตอบรับ เขาทั้งยิ้มทั้งส่งสายตาอ่อนละมุนให้ฉัน ทำฉันแทบจะเก็บอาการเขินไม่อยู่ มันเลยหลุดยิ้มเขินออกมานิดนึง หน้าก็คงเผลอแดงไปบ้างแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะจับไม่ได้อ่ะนะ เห้อ โมนานะโมนา เธอนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ
MONA END
“หึ!”
ผมมองตามโมนาเดินเข้าไปในหอพักจนกระทั่งลับตา ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากออกมาอย่างพอใจ ผมอาสามาส่งเธอที่หอน่ะครับ ใช่ครับ มาส่งเธอที่หอมันก็คือส่วนหนึ่งของแผนขย้ำเธอ
การที่เมื่อกี้ผมบอกเธอว่าจะรอดูเธอเดินเข้าไปในหอพักก่อนผมถึงจะกลับ เพื่อให้แน่ใจว่าผมมาส่งเธอจนถึงหออย่างปลอดภัยแล้วก็ด้วย มันคือส่วนหนึ่งของแผน เธอจะได้รู้สึกว่าผมนี่โคตรเป็นคนดี แถมโคตรมีความเป็นสุภาพบุรุษเลยไง เธอจะได้ยิ่งไว้ใจผม
ทั้งๆที่ถึงไม่ทำแบบนี้ ผมก็ดูออกว่าเธอไว้ใจผม เชื่อใจผมจนไม่รู้จะเชื่อยังไงแล้ว เพราะผมหยอดเธอไปหลายดอกจนเธอสับสนวุ่นวายใจทำอะไรไม่ถูกไปหมดแล้วล่ะมั้ง จากประสบการณ์อันโชกโชน มันทำให้ผมดูออก ว่าโง่ๆแบบนั้นอ่ะ แม่งคงหวั่นไหวกับผมขั้นสุดไปเรียบร้อย แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาด ผมถึงทำแบบนี้ (แกล้ง)ทำดีหลายๆอย่าง ให้เธอตายใจไงครับ เธอจะได้ไม่ต้องคิดระแวดระวังอะไรทั้งนั้น มารู้ตัวอีกที ก็โดนเขมือบแล้ว
หึ! ก็ตามนั้นแหละครับ งั้นผมกลับแล้วดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยแอ๊คติ้งเป็นสุภาพบุรุษใหม่ และผมคิดไว้แล้วแหละครับ ว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรให้ของเล่นป้ายแดงของผมยิ่งตกหลุมพรางของผมจนถอนตัวไม่ขึ้น
ก็วิธีง่ายๆน่ะครับ โง่ๆแบบนั้นต้องใช้วิธียากๆให้เสียเวลาไปทำไม แม่งไม่จำเป็นเลยว่ะ ยัยนั่นไม่ได้มีค่ามากพอให้ต้องลงทุนมากมายอะไรขนาดนั้น ของง่ายๆ ใช้แค่วิธีง่ายๆก็พอ
CD END
“เกี่ยวดิ แบบว่าผัวรู้ใจเมียไง พอลูกออกมา ลูกเลยรู้ใจแม่ เห็นมั้ย ลูกได้เชื้อรู้ใจจากพ่อมาเต็มๆ” ไง ทีนี้ชัดมั้ยล่ะครับ เมียเองก็คงได้ยินชัดแล้วล่ะ เธอถึงเปลี่ยนจากยิ้มแปลกเป็นยิ้มพร้อมมองผมอย่างหมั่นไส้แทน“หืออ หลงตัวเอง” หลงตัวเองเหรอ? เอ.. หรือจะจริง เค งั้นเลิกก็ได้“โอเค งั้นไม่หลงตัวเองแล้วก็ได้ แต่ให้เมียหลงได้ป้ะ” ผมหยอดไปเต็มๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่พูดนะ แต่ผมเลื่อนหน้าไปหาเมียสุดที่รักพร้อมกับส่งสายตาปิ๊งๆ ให้เธอด้วย ทำเอาเธอยิ้มกว้าง หน้าแดงทันควันด้วยความเขิน“บ้า พอเลย อย่ามาอ่อยแถวนี้นะ อายเขา..อุ๊ย! ไอศกรีมนี่ ไปกินกันมั้ย รำลึกความหลังตอนเราไปฮันนีมูนกันไง จำได้มั้ย ว่าตอนนั้นเราไปนั่งกินไอศกรีมที่ม้านั่งแล้วรับลมตอนเย็นๆ กัน จะว่าไป ตอนนี้มันก็ใกล้เย็นแล้วเหมือนกับวันนั้นเลย”โมนายิ้มเขินแล้วจู่ๆ สายตาก็คงบังเอิญเหลือบไปเห็นร้านไอศกรีมที่เปิดขายอยู่ในสวน ผมเลยหันมองตาม ถึงได้เห็นว่ามันเป็นร้านไอศกรีมเล็กๆ ดูน่ารักอยู่เหมือนกัน และโมนาคงชอบ ผมเลยละจากร้านไอศกรีมแล้วหันกลับไปยิ้มให้เธอ“จำได้ดิ งั้นไปซื้อกันเลยมั้ย เสร็จแล้วค่อยไปนั่งกินตรงนั้นกัน ตรงนั้นมีที่นั่งพอดี”ผมหมาย
“นี่ค่ะ ถึงจะเป็นของธรรมดา แต่พวกเราก็ตั้งใจให้แม่กับป๊านะคะ” มีอาตอบรับ ก่อนก้มหยิบซองอะไรสักอย่างจากกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองขึ้นมาแล้วส่งให้ผมกับโมนา “อะไรเหรอลูก” โมนาถามเสียงเรียบ แต่ผมก็พอดูออก ว่าเธอกำลังตื่นเต้นไม่น้อย ไม่ต่างจากผม เพราะผมก็กำลังตื่นเต้น ไม่รู้ว่าในซองสีชมพูอ่อนนั่นมีอะไร “ลองเปิดดูสิคะ เป็นของขวัญจากเราสี่คนค่ะ” ยังคงเป็นมีอาที่ตอบคำถาม ส่วนหนุ่มๆอีกสามคนกำลังยิ้มมองแบบลุ้นๆ “โอเค งั้นแม่เปิดละนะ โมเปิดละนะ” โมนายิ้มบอกลูกๆ ก่อนหันมายิ้มกับผม “อือฮึ อยากรู้แล้วเหมือนกัน ว่าลูกให้อะไรเรา” “โอเค ฮืออ ตื่นเต้น” ครั้งนี้โมนายอมพูดและแสดงอาการออกมาพร้อมรอยยิ้มมีความสุข ก่อนจะรับซองสีชมพูนั่นมาจากมือของมีอาแล้วจัดการเปิดมันออกท่ามกลางความตื่นเต้นและโคตรลุ้นระทึกของผม ลูกๆเองก็เหมือนจะกำลังลุ้นอยู่ไม่น้อย ว่าพอผมกับโมนาเห็นของในซองแล้วจะเป็นยังไง กึก! แล้วก็เป็นแบบนี้ไง คือผมกับโมนาชะงักด้วยความคาดไม่ถึง “นะ..นี่มัน..” “ตั๋วออกเดทค่ะ” มีอาแทรกโมนาขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและหวังดี ไม่ต่างกับสามหนุ่มที่ก็กำลังมองเราสองคนด้วยสายตาแบบนั้นเช่นกั
“อะ..อ๊าา~” ทุกจังหวะที่ผมกำลังกระหน่ำปรนเปรอให้เธอมันคงถึงใจเธอโคตรๆ เธอถึงยังครางสะท้านจนแทบลืมหายใจไม่หยุดหย่อน มือบางขยุ้มผมของผมแรงขึ้น ส่วนมืออีกข้าง เธอเอาไปจับมือผมข้างที่กำลังแหวกกลีบดอกไม้สีสวยของเธอเอาไว้อีกทีแบบค่อนข้างแรง ราวกับว่าจะให้มันช่วยระบายความเสียว ความร้อน และความอึดอัด ทั้งๆที่เธอก็คงจะรู้ดีนั่นแหละครับ ว่าทำยังไงก็ไม่ช่วยหรอก อะไรๆก็ช่วยเธอไม่ได้มากเท่ากับผม ผมเท่านั้นที่ช่วยเธอได้ดีที่สุด และผมยินดีช่วย โคตรยินดีแล้วก็โคตรเต็มใจ แถมเต็มใจช่วยทั้งคืนเลย ไม่เสร็จไม่หยุด ไม่อิ่มไม่เลิก เอาให้สำลักความสุขกันไปข้าง ก็ต่างคนต่างโคตรหื่นนี่ครับ แล้วมันจะไปจบที่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่เอากันจนอิ่ม เอากันจนหมดแรง เอากันจนสำลักน้ำ เอ้ย! เอากันจนสำลักความสุขให้ยันเช้าไปเลย แล้วถ้าพรุ่งนี้เมียตื่นมาเลี้ยงเจ้าตัวแสบไม่ไหวก็ไม่เป็นไร ผมจะดูแลให้เอง ผมก็เคยช่วยเธอเลี้ยงนี่ครับ ผมจัดการได้อยู่แล้ว มั้งนะ ไม่รู้สิ รู้แต่ว่าผมทำแล้วก็ต้องรับผิดชอบ อีกอย่าง ผมอยากให้โมนาพักบ้าง ชวนเธอทำ(ลูก) แล้วจะไม่ให้เธอพักได้ไง แถมไม่ใช่ชวนทำแป๊บๆ แต่ก็อย่างที่บอก ว่าคงชวนทำทั้งคืน ไม่อิ่มไม่เ
“ได้สิครับ” ผมตอบรับทันทีอย่างไม่ต้องคิด ก่อนยกเธอขึ้นมานั่งคร่อมขาผม โดยที่ผมเหยียดขายาวออกไป สองมือกอดแผ่นหลังและลำตัวที่เริ่มชื้นเหงื่อไม่ต่างจากผมของเธอ ในขณะที่เธอกอดคอผมไว้แล้วขย่มผมแรงๆทันทีอย่างรู้งาน คราวนี้เสียงสั่นของเตียงยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก ก่อนแสงสวรรค์จะมาเยือนเราสองคนพร้อมกัน ทีนี้ก็ถึงเวลายิงกระสุนแล้วล่ะครับ รับรองว่าไม้ได้น้องแน่นอน ฟุ่บ! “อืมม” โมนาฟุบหน้าลงกับบ่าผมพร้อมกับกอดคอผมแน่นขึ้นทันทีด้วยลมหายใจเหนื่อยหอบ หลังจากกรำศึกที่ร้อนระอุมาพักหนึ่ง ตอนนี้เธอกระตุกเกร็งถี่ๆ ในขณะที่ผมเพิ่งจะยิงกระสุนผลิตลูกอุณหภูมิอุ่นๆใส่ช่องรองรับในตัวเธอจนหมดทุกหยด สองมือโอบกอดเธอแน่นพร้อมกับหายใจหอบเหนื่อยพอๆกับเธอ ไม่สิ น่าจะน้อยกว่าเธอ เพราะพอผ่านไปไม่นาน ลมหายใจร้อนผ่าวของผมก็ไม่ได้อยู่ในจังหวะหอบเหนื่อยแล้ว หมายถึงตอนนี้ผมเริ่มหายเหนื่อยแล้ว แม้บนตัวจะยังมีเม็ดเหงื่อผุดพรายก็ตาม แต่ผมก็เริ่มหายเหนื่อยแล้ว ในขณะที่เธอยังคงหายใจเหนื่อยๆอยู่ แม้จะไม่มากเท่าตอนเพิ่งเสร็จ(กิจ)ใหม่ๆก็ตาม “เมียจ๋า” ผมเรียกเธอเบาๆ เธอที่ยังคงสวมกอดผมพร้อมกับซุกใบหน้าไปกับบ่าแกร่งชื้นเหงื่อ
“หืม? อะไรกัน อิจฉา อื้อ อิจฉาแม้กระทั่งลูกอ่ะเหรอ” เธอถามยิ้มๆปนเสียงคราง แววตาที่เงยมองผมยังคงร้อนผ่าวและสอดแทรกด้วยความต้องการ “อิจฉาสิ เพราะงั้นคืนนี้ผัวขอกินบ้างนะ ได้มั้ย” “ได้มั้ยเหรอ มาทำคนอื่นเขาหื่นขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาถามอีกนะ” เธอพูดมาแบบนี้ ผมก็มั่นใจในคำตอบแล้วล่ะ “ก็ถามเพื่อความแน่ใจไง” ฟึ่บ! “อุ๊ย!” จู่ๆผมก็อุ้มเธอขึ้นมาอย่างไม่บอกไม่กล่าว เธอก็เลยตกใจมั้งครับ “จะอุ้มทำไมไม่บอก” “อยากให้ตื่นเต้น ไม่ตื่นเต้นมาพักใหญ่แล้ว” ผมยิ้มบอกเสียงพร่า นัยน์ตามีเพียงไฟร้อนจากความต้องการ ก่อนผมจะพาเธอตรงไปที่เตียง ปึก! ผมวางเธอลงเบาๆ ก่อนจะขึ้นไปคร่อมแล้วก้มลงไปจูบแลกลิ้นอย่างดูดดื่มกับเธอทันที แต่เป้าหมายหลักของผมมันไม่ได้มีแค่นี้ ก็บอกไปแล้ว มือผมมันถึงลูบไล้เรือนร่างบอบบางของเธอแค่พอหอมปากหอมคอ ก่อนจัดการปลดกระดุมเสื้อเธอแล้วบีบคลึงอกอวบเบาๆ ในขณะที่ปากเรามันจูบกันจนพอใจ ถึงได้ถอนจูบออกเพื่อพักหายใจบ้าง แต่ผมพักเดี๋ยวเดียวพอ เพราะความหื่นกระหายและความร้อนรุ่มจนแทบขาดใจมันสั่งให้ไม่จำเป็นต้องพัก ผมถึงก้มลงไปจูบดูดดึงเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นซอกคอและใบหูของเธอ ผมจูบ
ส่วนโมนา ตั้งแต่เราแต่งงานกันและรู้ว่าเธอท้องเจ้าตัวแสบ ผมก็ไม่ให้เธอทำงานอีกเลย คนท้องคนไส้ จะให้ทำงานได้ไงกัน แต่ความจริงผมก็กะจะไม่ให้เธอทำงานตั้งแต่เราแต่งงานกันใหม่ๆแล้วล่ะครับ เพราะผมไม่อยากให้เธอเหนื่อย ผมอยากทำงานหาเลี้ยงเธอเอง แต่เธอไม่ยอม บอกว่าอยากทำงานน่ะครับ อยากช่วยกันสร้างครอบครัว ผมออดอ้อน(ออเซาะ)เธอแค่ไหน เธอก็ไม่ยอม จนสุดท้ายผมก็จนปัญญา ต้องยอมให้เธอทำงาน แต่พอรู้ว่าเธอท้อง ผมก็รีบอ้างเรื่องลูกทันที อ้างโน้นอ้างนี่ว่าคนท้องไม่ควรทำงานอะไรที่มันเหนื่อย เดี๋ยวมันจะไอ้นั่น เดี๋ยวมันจะไอ้นี่ เดี๋ยวแม่จะไม่แข็งแรง เดี๋ยวลูกของเราก็จะไม่แข็งแรงตามไปด้วย ผมเป็นห่วงทั้งแม่ทั้งลูก ผมโน่นผมนี่ บลาๆๆ สารพัดเหตุผลที่ผมใช้เอาไปอ้าง และสารพัดเหตุผลที่ผมร่ายไป สรุปว่ามันใช้ได้ผลเว้ย เพราะโมนายอมลาออกจากงานแล้วมาอยู่บ้าน จริงสิครับ ลืมบอก คือพอเราแต่งงาน ผมก็ใช้เงินเก็บของผมซื้อบ้าน เพราะคิดว่าเวลาเรามีลูกกันสักครึ่งทีมฟุตบอล ลูกๆจะได้มีสนามหญ้ากว้างๆเอาไว้วิ่งเล่น และนอกจากซื้อบ้าน ผมก็ออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง จะได้สร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ได้สร้างอะไรเอาไว้ให้ลูกๆแบบเป็นช







