เข้าสู่ระบบผมกระแอมไอเล็กน้อยหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ของตัวเองหลังจากที่ติดตั้งอุปกรณ์เตรียมพร้อมสำหรับการแคสต์เกมครั้งแรกในรอบหลายปี อันที่จริงก็เกือบจะสิบปีเลยละ
ผมกดเปิดเริ่มการถ่ายถอดสด หน้าจอฉายภาพเกมที่ผมกำลังเปิดพร้อมจะเล่น ผมจัดท่าทางให้อยู่ในท่วงท่าที่สบายที่สุด ริมฝีปากชิดกับไมโครโฟนตั้งโต๊ะก่อนที่จะเริ่มการแคสต์เกมต่อ
สมัยตอนที่ผมอยู่มัธยมปลายผมค่อนข้างจะฮอตเลยแหละ เนื่องจากตอนนั้นคนที่จะมาแคสต์เกมทำลงช่องได้ค่อน ข้างจะมีน้อยแล้วยิ่งไลฟ์สดแคสต์เกมนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มีแบบนับช่องได้
ยอดติดตามตอนนั้นผมมีเกือบทะลุแสนกว่าแต่มันก็ลดน้อยลงตามกาลเวลาจนตอนนี้เหลือไม่ถึงพันคน
“สวัสดีคุณผู้ชมทั้งสิบคนด้วยนะครับวันนี้เรามาเล่นเกมนี้กัน นี่เลยครับ เกมที่สุดแห่งปี เกมสร้างบ้าน” ผมว่าด้วยความตื่นเต้นแต่ทำไมไม่รู้พอยิ่งนาน ๆ ไปคนดูก็เริ่มหดหายลงไป
เรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นYGSour: Donate 500 coins
“ขอบคุณคุณวายจีซาวน์สำหรับ 500 คอยน์ด้วยนะครับ อยู่เป็นเพื่อนกันยาว ๆ เลยนะ” ในน้ำเสียงนิ่มนวลของผมแฝงไปด้วยความกังวลซ่อนอยู่
นอกจากยอดวิวจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยอดผู้ติดตามยังลดลงไปอีกจนผมใจหาย
YGSour: อยู่ดึกไหมคะ
“ดึกไหมน่ะเหรอครับ” ผมเม้มริมฝีปากพลางครุ่นคิด ว่าจะไม่อยู่ดึกแล้วเชียวแต่นี่เป็นผู้ชมเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่เลยนะ “ถ้าคุณวายจีซาวน์อยากให้อยู่เป็นเพื่อน ก็อยู่ได้ครับ”
แม้ในไลฟ์จะไม่ได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของผมแต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา เป็นผู้หญิงเสียด้วยคงจะต้องมาแนวอบอุ่นเสียแล้ว
YGSour: ใจดีจัง ที่จริงเรียกว่าวายจีเฉย ๆ ก็ได้นะคะคุณDecember
“คุณวายจี ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ที่จริงเรียกผมธันวาก็ได้ครับ” ผมยังคงนั่งเล่นเกมต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยท่าทีสบาย ๆ แล้วยังมีการพูดคุยกับคุณวายจีจนเวลาล่วงเลยกันไปจนถึงตีสองก่อนที่ผมจะลงจากไลฟ์สดอย่างอารมณ์ดีด้วยยอดผู้ชมเพียงสามคนที่อีกสองคนเข้ามาในวินาทีสุดท้าย
ถึงจะไม่ได้ดีอย่างที่คิดเอาไว้แต่ผมก็รู้สึกดีนะที่มีเพื่อนใหม่ ๆ เข้ามาพูดคุยอยู่ ดูเหมือนว่าจะอายุรุ่นเดียวกับผมทั้งนั้นเลย หรือว่าเด็กเดี๋ยวนี้เขาไม่ชอบแนวแบบผมกันแล้วนะ แล้วเด็กสมัยนี้เขาชอบอะไรกันล่ะ
คงต้องไปทำการบ้านมาเพิ่มหน่อยแล้ว
⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦
หลังจากวันนั้นผมก็ขยันไลฟ์สดแคสต์เกมในช่วงเวลาเดิมของทุกวัน มีทั้งคนดูใหม่คนดูเก่าเข้ามาดูบ้างประปราย ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ตารางชีวิตของผมเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เมื่อก่อนผมก็เหมือนพนักงานบริษัทปกติแต่แค่ตำแหน่งของผมคือรองประธาน ตื่นเช้ามาทำงาน ทำโอทีจนดึกดื่นแล้วขับรถฝ่าการจราจรที่ติดขัด รถเล็ก รถใหญ่แน่นขนัดทั่วท้องถนน ทั้งผู้คนมากหน้าหลายตาที่เดินสวนกันไปมาริมฟุตพาท เพื่อกลับบ้านนอนหลังจากเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
แต่หลังจากที่ผมออกมาจากบริษัทของพ่อมาทำงานนี้ ผมต้องตื่นมาเริ่มเตรียมตัวในตอนเย็นและเริ่มไลฟ์สดในช่วงเวลาสองทุ่มของทุกวันยาวจนช่วงตีสองตีสาม บางทีก็ยาวจนถึงเช้าเลยก็มี
พอลงไลฟ์มาก็หลับเป็นตายเลย ผมรู้สึกเหมือนใบหน้าหล่อ ๆ ของผมจะซูบโทรมลงไปเยอะเลย ไม่ได้ ๆ ต้องกลับมาฟิตหน่อยแล้ว ยังไงคนเราก็ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงพร้อมกับการทำงานอย่างมีความสุขสิ
คิดได้อย่างนั้นผมก็หันไปมองกล่องบะหมี่สำเร็จรูปที่ผมเพิ่งจะซื้อมาตุนเอาไว้เมื่อเช้าแล้วก็เบือนหน้าหนี ไม่เอา วันนี้ผมจะกินสลัดผักออร์แกนิกเท่านั้น
ผมมาที่ฟิตเนสเพื่อที่จะออกกำลังกายพอเป็นพิธี ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าแค่ยกดัมบ์เบลนิดเดียวถึงได้เหนื่อยมากขนาดนี้นะ ไหนจะวิ่งแค่ไม่กี่สิบนาทีตัวผมก็อยากจะสลบลงไปบนพื้นให้รู้แล้วรู้รอด ร่างกายเอาพลังงานไปไว้ที่ไหนหมด
พอรู้แล้วว่าเส้นทางนี้นั้นยากเย็นแสนเข็ญผมก็ตัดสินใจอาบน้ำอาบท่าชำระเหงื่อไคลแล้วเดินไปที่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดมิเนียมมองหาอกไก่กับสลัดผักมากินย้อมใจสักหน่อย แต่กลายผมว่าผมมายืนนิ่งอยู่ด้านหน้าตู้แช่ผักเสียอย่างนั้น
ผมยืนนิ่งพลางอ้าปากค้างด้วยความอึ้งเมื่อเห็นป้ายราคาแต่ละอัน ทำไมเมื่อก่อนผมไม่เคยรู้เลยว่าราคาอาหารสุขภาพถึงได้แพงแสนแพงขนาดนี้ ปกติเวลากินอะไรก็สั่งให้เลขาฯ ซื้อมาให้แล้วก็หักจากในบัตรเครดิตที่ผมไม่เคยดูยอดค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเลยด้วยซ้ำ ผมลองคำนวณเงินดูแล้วปลายเดือนนี้ผมจะไม่มีแม้แต่เงินไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟห้องเสียด้วยซ้ำ
นี่ผม... กลายเป็นคุณชายถังแตกไปแล้วหรือเนี่ย
ผมตัดสินใจพับกระเป๋าสตางค์ในมือเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็งพลางคิดว่าไม่น่าปากดีกับพ่อเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ช่างประไรผมไม่ง้อหรอก เชอะ ผมจึงเดินออกไปจากหน้าตู้แช่ผักแล้วหยิบแผงไข่มาก่อนจะเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์
อย่างน้อยก็ได้กินโปรตีนบวกกับโซเดียมเพิ่มมานิดหน่อยแค่นั้นเอง
ผมเดินเข้ามาในคอนโดมิเนียมก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มเพื่อเรียกให้ลิฟต์ลงมารับ ยืนรอสักพักหนึ่งผมก็ต้องสะดุดเข้ากับเสียงของส้นรองเท้าส้นสูงที่กำลังเดินมาทางผม
ตึก ตึก ตึก
เสียงลงน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ แน่นหนักจนผมต้องละความสนใจจากการรอลิฟต์แล้วหันไปมอง
ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวด้วยชุดสูทสีน้ำเงินแต่กลับดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ สีหน้าของเธอเรียบนิ่งและเย่อหยิ่งในเวลาเดียวกันทำเอาผมแทบเกือบหยุดหายใจ เส้นผมสีดำขลับดัดลอนถูกมัดเป็นหางม้าเสริมให้บุคลิกของเธอดูเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยิ่งไปอีก ผมหยุดที่จะจับจ้องสายตาไปที่เธอไม่ได้เลย
เธอเดินมาหยุดอยู่ที่ข้างผม แม้ว่าเธอจะสวมส้นสูงสูงลิ่วแต่เธอก็สูงเหนือใบหูของผมมาเพียงนิด เสียงประตูลิฟต์เปิดดึงความสนใจของผมและเธอ พวกเราเดินเข้าไปในลิฟต์พร้อมกันก่อนที่เธอจะกดลิฟต์ไปที่ชั้นสิบสอง
เอ๊ะ ชั้นเดียวกันนี่
“ชั้นไหนเหรอคะ” เธอหันมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนสีหน้าของเธอ
“ชั้นสิบสองครับ” ผมเผลอชะงักไปชั่วครู่ราวกับลืมตัวไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป เธอเพียงพยักหน้าแล้วหันหน้ากลับไปมองยังหน้าประตูลิฟต์เหมือนเดิม
เพื่อนบ้านเราหน้าตาแบบนี้เองเหรอเนี่ย
ผมลดระดับสายตาลงแล้วเห็นว่าในมือของเธอนั้นเต็มไปด้วยกระเป๋าจากการซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมในห้อง ไม่ต่ำกว่าสิบถุงแน่ ๆ อายุยังดูน้อยอยู่เลยแต่ทำไมถึงได้ถลุงเงินเก่งนักนะ
ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะอยู่ในวัยทำงาน ที่บ้านน่าจะพอมีฐานะ เสื้อผ้าแบรนด์เนมที่สวมใส่บวกกับมูลค่าของถุงกระดาษในมือหลายใบนั้นอย่างต่ำทั้งตัวเธอมูลค่าไม่ต่ำกว่าล้านแน่ ๆ
ทั้งสวยทั้งรวย ครบรสเลยแฮะ ทำงานอะไรกันนะ
เหมือนว่าเธอจะรู้ตัวแล้วว่าผมมองเธอ เธอเลยหันมามองผมแล้วเลิกคิ้วเชิงเป็นคำถาม ผมเลยเบี่ยงสายตาไปทางอื่นแล้วกระแอมไอออกมาด้วยความเคอะเขิน
ไม่น่าไปมองอย่างนั้นเลยเหมือนโรคจิตยังไงก็ไม่รู้แฮะ
“คุณอยู่ห้อง 126 ใช่ไหมคะ”
“คุณรู้ได้ยังไงครับ” ผมเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่ออยู่ ๆ เธอก็รู้ว่าผมอยู่ห้องไหน
“ฉันเคยเห็นคนอื่นในชั้นบ้างแต่ไม่เคยเห็นคนเข้าออกห้องนั้นเลย เพิ่งมาอยู่ใหม่เหรอคะ”
“อ๋อ ผมซื้อไว้นานแล้วแต่เพิ่งย้ายมาอยู่น่ะ” ผมว่าไปตามความจริง เธอพยักหน้าเข้าใจก่อนบทสนทนาของเราจะจบลงเพียงเท่านั้น ในตัวลิฟต์เกิดเป็นมวลพลังงานบางอย่างที่ชวนให้ผมรู้สึกอึดอัดชอบกล
พอประตูลิฟต์เปิดออกผมก็รีบเดินนำออกมาเพราะกลัวว่าเธอจะเห็นสีหน้าซีดเซียวของผม คนเพิ่งออกกำลังกายแท้ ๆ ดันมาเจอสาวสวยเสียได้
ผมได้ยินเสียงรองเท้าของเธอเดินตามผมมาเลยเดาได้ว่าห้องคงจะอยู่ใกล้กันแต่พอผมหยุดอยู่หน้าห้องตัวเองเพื่อที่จะเดินไปแตะคีย์การ์ดก่อนบิดกลอนประตูเพื่อเปิด ผมก็ได้ยินเสียงเครื่องสแกนนิ้วดังขึ้นจากด้านหลัง ผมเลยอดใจไม่ได้ที่จะหันไปมอง
นี่เธออยู่ห้องตรงข้ามผมเองหรอกเหรอเนี่ย
“อ้าว คุณอยู่ห้องตรงข้ามผมเหรอครับ”
“ค่ะ ฉันย้ายมาอยู่ได้สักพัก ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” เธอคลี่รอยยิ้มบางออกมาก่อนจะปิดบานประตูลงในขณะที่ผมยังคงชะงักค้างอยู่หน้าห้อง
รอยยิ้มนั่นมันอะไร ทำไมผมถึงได้ใจสั่นขึ้นมาเฉยเลย
ผมรีบส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นออกไปจากหัวก่อนจะรีบเดินเข้าห้องตัวเองแล้วปิดประตูลง
สติน่า เวลานี้ผมจะไปเผลอใจกับผู้หญิงระดับนี้ได้ยังไง สิ้นเนื้อประดาตัวสุด ๆ เลย
⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦
กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกต้มเสร็จสรรพก่อนที่ผมจะวางหม้อลงบนโต๊ะทานอาหาร ผมนั่งลงบนเก้าอี้ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเซ็ง
ขาดเนื้อสัตว์กับผักไป ไม่เป็นไร มีแป้ง โปรตีนก็พอแล้ว
ยังแถมโซเดียมมาเป็นกอบเป็นกำอีกต่างหาก ผมแทบจะหลั่งน้ำตาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งกินข้าวทั้งน้ำตา ผมสูดเส้นมาม่าด้วยความเบื่อหน่าย นี่ก็เปลี่ยนรสชาติตลอดนะแต่ทำไมถึงได้รู้สึกเอียนจนกลืนไม่ลงแล้วเนี่ย
หลังจากที่กินเสร็จแล้วผมก็เก็บจานเตรียมที่จะแคสต์เกมเหมือนทุกวันที่ผ่านมาต่อ แต่ก่อนอื่นขอไปอ่านคอมเมนต์ของเมื่อวานหน่อยดีกว่าว่ามีคนคิดเห็นเกี่ยวกับช่องของผมอย่างไรบ้าง
:หลุดมาจากยุคไหนเนี่ย ใครเขายังเล่นเกมนี้อีก
:เหมือนลุงมาเล่นเกมให้หลานดูมากกก
:เสียงหล่อมากเลยค่ะอยากเห็นหน้า
:เกมรุ่นลุงมากกก
อะไรกันทำไมเกมในตำนานของผมถึงกลายเป็นเกมลุงไปได้ล่ะเนี่ย พวกเด็กสมัยนี้คิดอะไรกันอยู่นะ
เดี๋ยวนะ ผมใช้คำว่าเด็กสมัยนี้งั้นเหรอ ผมก็ไม่ได้แก่ขนาดนั้นนะ วันนี้ไม่มีอารมณ์แคสต์เลยแฮะ
ผมทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นก่อนจะเปิดอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ไหนดูสิเกมไหนที่ฮิตฮอตที่สุดในตอนนี้กันนะ
เดี๋ยวนี้กระแสแนวไหนมาแรงวะก็เห็นเล่นกันทุกแนวเลย แนวยิงปืนผมไม่ค่อยถนัดเพราะหัวร้อนง่าย หรือว่าจะเป็นแนว...
แนวผี?
พาร์ตริกะ และแล้วงานแต่งงานของเราก็ถูกจัดขึ้นในหนึ่งเดือนถัดมา เสียดายที่คุณย่าของฉันไม่ได้มาเพราะย้ายขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ตั้งแต่สองปีก่อน แต่ฉันเชื่อว่ายังไงคุณย่าก็ต้องเฝ้ามองฉันลงมาจากสวรรค์อยู่แล้ว ป่านนี้คงจะจับมือคุณแม่มาร้องไห้เพราะในที่สุดฉันก็แต่งงานละมั้ง “ทำไมนั่งเงียบเลยล่ะ เป็นเจ้าสาวทั้งทีก็ยิ้มหน่อยสิ” นดาว่าพลางจับแก้มให้ฉันยิ้ม ฉันเสหน้าหลบก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมามองเพื่อนสนิท “แกว่าพ่อฉันจะมาไหมอะ” “แกส่งบัตรเชิญไปแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาอยากมายินดีที่ลูกสาวคนเดียวของเขาแต่งงานเขาก็คงมาแหละ” “ถ้าเขาไม่มาแสดงว่าเขาคงไม่อยากมีฉันเป็นลูกแล้วจริง ๆ สินะ” ฉันได้แต่ถอนลมหายใจออกมาอย่างปลง ๆ พ่อฉันไม่คุยกับฉันเลยตั้งแต่ที่ฉันออกมา ตอนงานศพของคุณย่าเขาก็ไม่แม้แต่ที่จะชายตามองฉัน ให้ทนายของคุณย่ามาคุยกับฉันแทนอีก “เอาน่า ท่านอาจจะแค่ระอาใจที่ผ่านมาไม่ได้ทำตัวเป็นพ่อที่ดีก็ได้นะ” “เขาเป็นครอบครัวคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่นะ” ฉันว่าแต่ก็ไม่ได้เศร้านานมากน
พาร์ตธันวา ห้าปีผ่านไป “ที่นี่เป็นไงบ้าง” ผมเดินเข้ามาในตึกแถวห้องหนึ่งที่ผมเช่าเอาไว้เพื่อเป็นที่ตั้งของออฟฟิศธัญริกาที่ใหม่หลังจากที่ตัวเกมเริ่มมีชื่อเสียงบริษัทเองก็มีชื่อเสียงตามไปด้วย ผมเลยต้องการที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับพนักงานในการทำโพรเจกต์ใหม่ ๆ “ดีมากเลยค่ะบอส อยู่ใกล้รถไฟฟ้าด้วยเดินทางสะดวกมากเลยค่ะ” ต้นไทรว่าเสียงใสพลางกวาดสายตาไปมองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น “บริษัทใหญ่ขึ้น ผู้บริหารก็เหนื่อยหน่อยนะ ฝากด้วยล่ะ” ผมหันไปพูดกับสาวรุ่นน้องก่อนที่เธอจะพยักหน้ารับอย่างทันควัน “ได้ค่ะ หนูจะไม่ทำให้บอสผิดหวัง” ผมค่อนข้างจะเชื่อใจในตัวของต้นไทรอยู่แล้วว่าเธอต้องทำได้ดีผมเลยวางใจที่จะให้เธอขึ้นมาเป็นผู้บริหาร “นี่ ๆ จืดจางเอากระถางแจกันตั้งไว้ตรงนี้สิ” เธอรีบเข้าไปหาเพื่อนสนิทก่อนจะช่วยกันยืนจัดแจกันอยู่นานพลางถกเถียงกันอย่างเคย ตอนนี้คงจะไม่มีใครมากล้าเรียกจืดจางอีกแล้วเพราะจืดเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายผลิตและควบคุมไอทีทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นรองก็แค่ต้นไทรเท่านั้นเอง
นี่ก็ผ่านมาเกือบสามวันแล้ว แต่คุณโยก็ยังไม่ฟื้นแม้จะอาการคงที่แล้วก็ตาม หมอบอกว่าเธออาจจะตื่นมาพร้อมกับอาการความจำเสื่อมได้ ไฟล์เสียงคำรับสารภาพที่ฉันได้มาถูกยื่นเป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงกับหลักฐานชิ้นอื่น ๆ ทำให้เราปิดคดีลงได้ เหลือแค่ให้คนร้ายตื่นขึ้นมารับผิด “คุณโยฟื้นแล้วค่ะ” พยาบาลสาวเดินมาเรียกฉันที่นั่งอยู่หน้าห้องพักคนไข้ สามวันมานี้ฉันแวะเวียนมาพูดคุยกับตำรวจเจ้าของคดีที่มาเฝ้าคุณโยอยู่ทุกวันเลยพอจะได้พูดคุยกันอยู่บ้าง คุณโยเคยมีประวัติรักษาโรคทางจิตเวชเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยโดยแจ้งความเรื่องที่ไปรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอยู่ ไม่คิดว่าคราวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ พวกเราเดินเข้าไปในห้องพัก ข้อมือทั้งสองข้างของคุณโยถูกกุญแจมือตรึงเอาไว้ ภาพตรงหน้าทำเอาฉันต้องรู้สึกสลดเมื่อได้เห็นใบหน้าที่ซูบผอมลงของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยการบอบช้ำจากอุบัติเหตุ “ปล่อยฉันไปนะ ปล่อยฉัน จะมามัดฉันไว้ทำไม ฉันทำอะไรผิด” หญิงสาวเริ่มโวยวายของที่แพทย์เจ้าของไข้จะมาตรวจอาการ “คุณจำได้ไหมครับว่าตัวเองชื่ออะไร” คุณหม
พาร์ตริกะ ฉันตัดสินใจขับรถของนดามาตามพิกัดที่ที่หนึ่งที่ถูกส่ง ผ่านมาทางข้อความของบุคคลปริศนา ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงกล้ามาน่ะเหรอ บอกตามตรงว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความอวดดีของตัวเองล้วน ๆ ฉันเงยหน้ามองตึกร้างที่อยู่เบื้องหน้าแล้วเกิดรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา ฉันไม่เคยทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นขนาดนี้มาก่อนแต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ อาจจะเป็นเพราะเรื่องของพี่ธันวาฉันเลยได้ร้อนใจขึ้นมา มาที่นี่สิ แล้วเธอจะได้คำตอบของสิ่งที่เธออยากรู้ ป.ล.ห้ามบอกใครทั้งนั้นไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอไม่ได้เจอกับคุณดีเซมเบอร์อีก ฉันโทรหาพี่ธันวาเท่าไรเขาก็ไม่ยอมรับสายสักทีฉันถึงได้ร้อนใจอยู่ในตอนนี้เลยตัดสินใจเดินทางมาในทันที ฉันเดินเข้ามาในตัวตึก “ฉันมาแล้ว เธออยู่ไหน” เสียงของฉันก้องไปทั่วจนน่าขนลุกพลางกวาดสายตามองไปมาด้วยความหวาดระแวง ฉันพยายามควบคุมสติของตัวเองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นสองฉันเลยก้าวขึ้นไปบนบันไดด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ สิ่งที่ฉันไม่อาจเชื่อเลยทันทีที่ก้าวขึ้นมาบนชั้นสองฉันจะต้องพบหน้า
พาร์ตริกะ ฉันเดินทางมาที่โรงพยาบาลทันทีหลังจากที่ได้รับสายจากนดาเพื่อนสนิทว่ารถประสบอุบัติเหตุ ฉันเดินเข้าไปในห้อง พักคนไข้แล้วเห็นว่าหญิงสาวมีผ้าปิดแผลที่ข้างขมับแล้วมีแผลถลอกตามลำตัวแล้วก็ต้องตกตะลึง “ไปทำอีท่าไหนรถถึงได้ชนกองทรายข้างทางได้น่ะ” ฉันรีบเข้ามายืนข้างเตียง นดาจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาคาดโทษ “ไม่ต้องมาโกรธฉันเลยนะยะ ก็แกฝากให้ไปเอารถที่ร้าน อาหารที่แกไปฉลอง ฉันก็ไปเอาให้แต่รถแกมันเบรกไม่อยู่ ดีที่ฉันรู้ตัวก่อนแต่ดันมีรถมาตัดหน้าเลยต้องหักชนกองทรายอะ” “รถฉันมันเบรกไม่อยู่เหรอ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนกับแปลกใจ ตอนฉันขับก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรทำไมถึงได้มาเบรกแตกตอนที่นดาขับกันนะ “ริกะ” ฉันหันไปมองตามเสียงเรียก พี่ธันวาเดินเข้ามาในห้องพักด้วยสีหน้าตึงเครียด “คณธันวาสวัสดีค่ะ” “สวัสดีครับ” พี่ธันวาพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อ “เมื่อกี้พี่คุยกับตำรวจมา เขาบอกว่าเอารถของริกะไปตรวจแล้ว สายเบรกโดนตัด” “อะไรนะ?” ฉันกับนดาประสานเสียงกันด้วยความตกตะลึง
“ทำตัวอวดเก่ง ดื้อด้านหัวแข็งแต่แกไปไกลได้แค่นี้น่ะเหรอฮะ” พ่อเหวี่ยงให้ฉันลงไปนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น ฉันพยายามข่มตัวเองไม่ให้อารมณ์คุกรุ่นตามผู้เป็นพ่อ “พ่อคะ” ฉันเรียกชายหนุ่มอายุย่างห้าสิบ ด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเป็นปกติที่สุดก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมามองวัยกลางคน “พ่อไม่ฟังอะไรเลยแล้วก็เอาแต่มาด่าหนู พ่อฟังหนูอธิบายก่อนได้ไหมคะ” “อธิบายอะไร ฉันเองก็เห็นอยู่กับตาตัวเองตั้งแต่วันแรกที่คนอย่างแกคิดจะไปลงทุนกับธุรกิจเกมแล้ว คนอย่างแกเนี่ยนะจะไปสนใจอุตสาหกรรมเกมถ้าไม่โดนไอ้หมอนั่นมันหลอก” “พ่อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าหนูชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรแล้วพ่อมาทำเป็นรู้ดีว่าคนอย่างหนูจะไม่สนใจอุตสาหกรรมเกมเหรอคะ” ผู้เป็นพ่อพ่นลมหายใจออกมาเมื่อถูกฉันยอกย้อนแล้วไม่รู้จะโต้เถียงให้กลายเป็นฝ่ายถูกอย่างไร “ไม่รู้แหละ ที่ผ่านมาฉันก็พยายามจะไม่สนใจเรื่องที่แกไปเอาไอ้หมอนั่น แต่นี่แกทำให้หมอพนัสต้องย้ายไป แล้วยังมีข่าวออกมาให้ตระกูลเราเสื่อมเสียอีก คิดดูสิทายาทโรงพยาบาลดังที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศมีลูกสาวไม่มีหัวคิดแบบนี้ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” ฉ







