แชร์

บทที่ 1 ปฐมบท

ผู้เขียน: เธียรนรา
last update วันที่เผยแพร่: 2025-12-08 20:48:24

 

                เพล้ง!

                เสียงแก้วถูกปาไปกระแทกที่ผนังห้องนั่งเล่นจนเศษแก้วแตกกระจายลงเต็มพื้นด้วยความโมโหจากมือของผู้เป็นพ่อ ผมได้แต่ยืนตัวสั่นเทาด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นไม่ต่างกันหลังจากที่เราเริ่มมีปากเสียงพ่อก็จะเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อระบายโทสะกับข้าวของภายในบ้าน

                “พูดมาได้ยังไงว่าไม่อยากทำ นั่นคือสิ่งที่พ่อกับแม่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเพื่อแก แล้วแกจะมาเทไปง่าย ๆ แบบนี้ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือไงธัน” ธันวา คือชื่อเล่นของผมเองแต่พ่อกับแม่มักจะเรียกย่อ ๆ ว่า ธัน

                “ใครกันแน่ที่เห็นแก่ตัว เอาความฝันของตัวเองมายัดใส่หัวคนอื่นทั้งที่เขาไม่ต้องการนี่ต่างหากที่เห็นแก่ตัว”

                “ธันวา” แม่เรียกชื่อเต็ม ๆ ก่อนจะเข้ามากระชากแขนของผม ใบหน้าของแม่นองไปด้วยน้ำตาผมไม่เคยเห็นแม่เป็นแบบนี้มาก่อนเลยรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจอย่างน่าประหลาด “ขอโทษพ่อเดี๋ยวนี้”

                “ผมไม่ผิด ทำไมผมต้องขอโทษ” ผมถอยออกมาจากการเกาะกุมของผู้เป็นแม่พลางกวาดสายตามองผู้ที่ให้กำเนิดทั้งสองด้วยดวงตาที่ไม่เข้าใจ “ตั้งแต่เกิดมาพ่อกับแม่อยากได้อะไรผมก็ทำให้ตลอด อยากให้ผมเรียนอะไร อยากให้ผมทำอะไร ผมก็ไม่เคยขัด แต่พอผมอยากทำตามใจตัวเองบ้างทำไมผมถึงทำไม่ได้”

                “แล้วทำไมแกไม่บอกตั้งแต่เนิ่น ๆ เล่าว่าแกไม่ชอบ ปล่อยให้มันบานปลายมาตั้งขนาดนี้แล้วแกก็จะสามสิบแล้วนะ” ปีนี้ผมอายุยี่สิบแปดปี หลังเรียนจบผมก็มาทำหน้าที่รองประธานบริษัทเพื่อที่จะเตรียมสานต่อสิ่งที่พ่อทำ พ่อบอกเอาไว้ว่าเมื่อใดที่ผมแต่งงานพ่อจะยกบริษัทนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่เป็นธุรกิจของที่บ้านให้กับผม นั่นเลยทำให้ผมไม่คิดที่จะแต่งงานหรือคบหาดูใจกับใครเลย

                เพราะผมไม่ได้อยากทำ

                “พ่อเคยถามผมไหมล่ะว่าผมชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร พ่อเคยถามบ้างไหมว่าผมอยากได้หรือเปล่า” ผมเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

                “แล้วแกชอบอะไรล่ะ เอาแต่เล่นเกมไปวัน ๆ จนอายุจะขึ้นเลขสามอยู่แล้วยังคิดไม่ได้อีก ถ้าฉันปล่อยให้แกไปเป็นนักแคสต์เกมอะไรของแก ป่านนี้แกจะยังเป็นผู้เป็นคนแบบนี้ไหม”

                “นั่นมันเป็นความฝันของผมนะพ่อ” ผมโต้กลับ

                “ความฝัน ความฝันมันทำให้แกอิ่มท้องหรือเปล่าล่ะ มันกลายเป็นเงินมาให้แกได้ไหม”

                “แล้วถ้าผมทำได้ล่ะ” พ่อกับแม่ชะงักไป ผมกำหมัดแน่นจนมือของผมมันแดงไปหมดพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อควบคุมสติของตัวเองไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน

                “ธันจะทำอะไรน่ะลูก”

                “ถ้าผมทำความฝันของผมให้ออกมาเป็นเงินได้กลายเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ต้องพึ่งพ่อ พ่อจะยอมรับผมใช่ไหมครับ” ผมเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใช่ ผมในวัยยี่สิบแปดปีกระหายที่จะพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าพ่อกับแม่ ผมรู้ว่ามันอาจจะดูช้าไปสักหน่อยแต่มันยังไม่สายไปแน่นอน

                “ภายในหนึ่งปี ถ้าแกทำไม่ได้อย่างที่ปากว่าก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่ออีก”

                “ครับ ภายในหนึ่งปีหลังจากวันนี้ ผมจะไม่แตะต้องทรัพย์สินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อ ผมจะทำทุกอย่างด้วยตัวของผมเอง”

                “ธันวาตอนนี้ลูกแค่โกรธ ค่อย ๆ คิดดูอีกทีดีไหมลูก” แม่จะเดินเข้ามาหาผมแต่ผมกลับถอยหลังหนีจนแม่ชะงักไป

               “ผมลานะครับแม่ ดูแลตัวเองนะครับ” ผมยกมือไหว้ผู้เป็นแม่ก่อนจะรีบเดินขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองแล้วเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ผมก็เลือกที่จะเอาไปแค่บัตรประชาชนกับบัตรเอทีเอ็มที่เป็นเงินเก็บจากน้ำพักน้ำแรงของผมตลอดการทำงานหกปีที่ผ่านมาก็คงจะประคับประคองได้ระยะหนึ่ง

               หลังจากที่ผมเริ่มทำงานได้ผมก็เริ่มลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยการร่วมหุ้นในการสร้างคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองหลวง ทำให้ผมได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำผมเลยคิดที่จะย้ายไปอยู่คอนโดมิเนียมของตัวเอง อย่างน้อยก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่ผมรู้สึกปลอดภัยทั้งร่างกายและสบายใจมากกว่าอยู่ที่นี่

                ผมไม่รอช้าขนกระเป๋าขึ้นรถยนต์ของตัวเองก่อนจะมุ่งหน้าขับออกไปจากตัวบ้าน ผมไม่คิดแม้แต่จะเหลียวมองผ่านกระจกมองหลังเพราะผมกลัวว่าผมจะใจอ่อนแล้วลังเลในการตัดสินใจขึ้นมา

                ผมตัดสินใจมานานแล้วแค่ไม่ได้พูดมันออกมา ในเมื่อวันนี้ผมได้พูดออกไปแล้วผมก็ต้องทำให้ได้ มีอะไรที่คนอย่างผมทำไม่ได้กันล่ะ ผมเติบโตมากับการทำธุรกิจนะเรื่องแค่นี้จะไปยากอะไร

                ผมเดินเข้ามาในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองแล้วใช้

คีย์การ์ดแตะเพื่อเข้าไปในห้องแล้วก็ลอบถอนหายใจออกมา ผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยความเหนื่อยหน่ายก่อนจะค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงเพื่อพักกายพักใจสักนิดหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์

อันหนักหน่วงมา

                เวลาเพียงหนึ่งปี ผมต้องทำให้ได้

                                                                               ⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦

                พาร์ตริกะ

                “ริกะ” ฉันหันไปมองตามเสียงเรียกชื่อของตัวเอง ริกะ ชื่อเล่นนี้ไม่มีอะไรพิเศษหรอกแค่ย่อมาจากชื่อจริงอย่าง ธาริกา แค่นั้นเอง “ให้พี่ไปส่งไหม”

                แล้วหนุ่มหล่อที่เดินล้วงกระเป๋าเดินเข้ามาหาฉันคือ หมอพนัส เขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของฉันแล้วตอนนี้ก็ยังเป็นหมอศัลยกรรมประจำโรงพยาบาลที่เป็นชื่อของพ่อฉันอีกด้วย

                “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้” ฉันตอบปฏิเสธไปอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ อันที่จริงหมอพนัสก็ไม่ได้เป็นแค่รุ่นพี่ที่รู้จักหรอกแต่เขาเป็นคู่ดูตัวที่พ่อมองว่าเหมาะสมเท่านั้นเอง

                ไม่ใช่ว่าหมอพนัสไม่ดีอะไรหรอกนะ แต่ฉันแค่ไม่ได้มีความรู้สึกเกินเลยอะไรไปมากกว่าคำว่าพี่ชายเลยสักนิด

                “มันดึกแล้วนะ อีกอย่างทางกลับบ้านเธอก็เป็นทางผ่านพี่พอดี” เขายังคงดื้อดึง เป็นอย่างนี้ทุกทีเลยไม่เหนื่อยบ้างหรือไงนะ

                “ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะพี่พนัส ฉันย้ายออกมาอยู่คอนโดฯ แล้ว ไม่รบกวนพี่ให้ไปส่งบ่อย ๆ หรอกค่ะ” ฉันตอบไปตามความจริง ช่วงหลังฉันย้ายออกมาอยู่คอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเพื่อที่จะให้สะดวกต่อการเดินทางไปมาระหว่างโรงพยาบาลของพ่อและคลินิกเสริมความงามของฉันเอง

                 “ย้ายออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่เห็นบอกพี่เลย”

                 “พี่พนัสงานยุ่งจะตาย ฉันไม่อยากรบกวนหรอกค่ะ” ฉันเผยรอยยิ้มออกมาบาง ๆ ไม่ชอบเลยที่ถูกมองด้วยสายตาจับผิดแบบนี้

                 “รบกวนอะไรเล่า สำหรับริกะแล้วพี่ยินดีเสมอแหละ” หนุ่มรุ่นพี่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะเอื้อมมือมาหวังจะลูบศีรษะของฉัน ฉันถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อเป็นการปฏิเสธแบบอ้อม ๆ ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มหน้าเจื่อนก่อนจะกระแอมไอออกมาแล้วก้าวถอยหลัง อย่างน้อยก็รู้ความอยู่แหละน่า

                 “ดึกแล้วพี่พนัสไปพักผ่อนเถอะค่ะ ฉันขอตัว” ฉันค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายนิดหน่อยก่อนจะรีบหันหลังแล้วก้าวเดินออกไป เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบลงบนพื้นของลานจอดรถจนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องกลับมา

                 จังหวะสม่ำเสมอไม่มีสะดุดแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในทุกย่างก้าวของฉันเสมอ

                 จะว่าฉันเป็นสาวมั่นก็ไม่แปลกหรอกเพราะฉันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

                 ฉันเรียนจบบริหารจากมหาวิทยาลัยชื่อดังก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศอีกสองปีแล้วกลับมาเปิดคลินิกเสริมความงามที่เมืองไทย นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วถือว่าได้การตอบรับที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

                  ฉันเลือกที่จะยังไม่รับช่วงต่อจากผู้เป็นพ่อแล้วมาเปิดคลินิกของตัวเองแค่นี้ก็พอจะแสดงออกถึงความมั่นอกมั่นใจของฉันได้เป็นอย่างดี

                   รถยนต์คันหรูขับออกมาตามท้องถนนก่อนจะมาหยุดอยู่ที่คลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง เวลาเกือบสองทุ่มแล้วผู้ที่เข้ามารับบริการก็น้อยลงเนื่องจากใกล้ถึงเวลาปิดทำการแล้ว

                   ฉันเดินเข้ามาในคลินิกท่ามกลางพนักงานที่พากันยกมือไหว้ทักทายเพื่อแสดงความเคารพ ฉันส่งยิ้มให้ก่อนจะรับไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม

                   “วันนี้เหนื่อยกันหน่อยนะคะทุกคน” ฉันยกยิ้มอย่างใจดีก่อนจะเดินไปยังหน้าห้องตรวจห้องหนึ่ง หน้าห้องเขียนชื่อของแพทย์หญิงเจ้าของห้องตรวจ ฉันหันไปมองเลขาฯ สาวที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์แล้วเลิกคิ้วสูงเป็นการถาม

                   “หมอนดาอยู่ในห้องค่ะ วันนี้ไม่มีคิวตรวจแล้วค่ะ” เธอตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มสดใสฉันเลยส่งยิ้มกลับก่อนจะเคาะประตูเพื่อขออนุญาต

                   “เชิญค่ะ” นดา หรือ แพทย์หญิงนวินดา เป็นเพื่อนกับฉันตั้งแต่สมัยมัธยมพวกเราเป็นเพื่อนรักกันมากจนร่วมหุ้นกันมาเปิดคลินิกเสริมความงามแห่งนี้ด้วยกันแล้วให้นดาเป็นหนึ่งในหมอศัลยกรรมของที่นี่

                   “ว่าไงเพื่อนสาว” ฉันเปิดประตูเข้ามาก่อนจะกล่าวทักทาย นดาพอได้ยินก็รีบเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารบนโต๊ะแล้วคลี่ยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นหน้าฉัน

                   “อ้าว นึกว่าเดือนนี้จะไม่เข้าคลินิกเสียอีก” นดากล่าวก่อนจะเดินเข้ามาสวมกอดฉันเป็นการทักทายก่อนที่พวกเราจะนั่งลงบนโซฟาภายในห้องพัก “ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ยะ”

                   “ตามเคยอะ เบื่อ ๆ นิดหน่อย” ฉันว่าก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มหลังจากที่เลขาฯ สาวยกน้ำกับขนมเข้ามาเสิร์ฟเมื่อครู่

                   “เรื่องเดิม ๆ สินะ” นดาว่าอย่างรู้ทัน ไม่ว่าฉันจะไปเจอกับอะไรฉันก็มักจะมาเล่าให้เธอฟังเสมอเปรียบเหมือนไดอารี่เดินได้เลยก็ว่าได้

                   “เร่งแต่งงานบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ฉันเพิ่งอายุยี่สิบห้าเองนะ จะให้รีบแต่งงานไปทำไม” ฉันบ่นออกมาอย่างเบื่อหน่าย

                   “นั่นสิ ริกะทั้งสาวทั้งสวยขนาดนี้จะรีบแต่งงานไปให้เสียของทำไม”

                   “เห็นไหมแกยังเห็นด้วยกับฉันเลย ฉันยังมีชีวิตให้กินเที่ยวอย่างเต็มเหนี่ยวแท้ ๆ จะทิ้งอิสระของของตัวเองแล้วเข้าไปอยู่ในกรงทองเหรอ น่าเสียดายชีวิตที่เหลือชะมัด”

                   “แล้วแกไม่คิดจะคบกับใครบ้างเลยเหรอ ไม่มีใครที่ถูกใจบ้างเลยหรือไง” นดาเอ่ยถาม

                   “ไม่ละ ผู้ชายเดี๋ยวนี้หาคนที่คบได้ที่ไหนกัน มีแต่ให้ควงสนุก ๆ ไปวัน ๆ เท่านั้นแหละ”

                   “แล้วอย่างพี่หมอพนัสล่ะ” เพื่อนสาวทำท่ายิ้มกรุ้มกริ่ม รายนี้นะเชียร์ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว

                   “พี่พนัสนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ฉันมองพี่เขาเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริง ๆ อะแก”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • So Zapp! ปากดีที่ร้าย   ตอนพิเศษที่ 2 She said YES!

    พาร์ตริกะ และแล้วงานแต่งงานของเราก็ถูกจัดขึ้นในหนึ่งเดือนถัดมา เสียดายที่คุณย่าของฉันไม่ได้มาเพราะย้ายขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ตั้งแต่สองปีก่อน แต่ฉันเชื่อว่ายังไงคุณย่าก็ต้องเฝ้ามองฉันลงมาจากสวรรค์อยู่แล้ว ป่านนี้คงจะจับมือคุณแม่มาร้องไห้เพราะในที่สุดฉันก็แต่งงานละมั้ง “ทำไมนั่งเงียบเลยล่ะ เป็นเจ้าสาวทั้งทีก็ยิ้มหน่อยสิ” นดาว่าพลางจับแก้มให้ฉันยิ้ม ฉันเสหน้าหลบก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมามองเพื่อนสนิท “แกว่าพ่อฉันจะมาไหมอะ” “แกส่งบัตรเชิญไปแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาอยากมายินดีที่ลูกสาวคนเดียวของเขาแต่งงานเขาก็คงมาแหละ” “ถ้าเขาไม่มาแสดงว่าเขาคงไม่อยากมีฉันเป็นลูกแล้วจริง ๆ สินะ” ฉันได้แต่ถอนลมหายใจออกมาอย่างปลง ๆ พ่อฉันไม่คุยกับฉันเลยตั้งแต่ที่ฉันออกมา ตอนงานศพของคุณย่าเขาก็ไม่แม้แต่ที่จะชายตามองฉัน ให้ทนายของคุณย่ามาคุยกับฉันแทนอีก “เอาน่า ท่านอาจจะแค่ระอาใจที่ผ่านมาไม่ได้ทำตัวเป็นพ่อที่ดีก็ได้นะ” “เขาเป็นครอบครัวคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่นะ” ฉันว่าแต่ก็ไม่ได้เศร้านานมากน

  • So Zapp! ปากดีที่ร้าย   ตอนพิเศษที่ 1 Yes or No

    พาร์ตธันวา ห้าปีผ่านไป “ที่นี่เป็นไงบ้าง” ผมเดินเข้ามาในตึกแถวห้องหนึ่งที่ผมเช่าเอาไว้เพื่อเป็นที่ตั้งของออฟฟิศธัญริกาที่ใหม่หลังจากที่ตัวเกมเริ่มมีชื่อเสียงบริษัทเองก็มีชื่อเสียงตามไปด้วย ผมเลยต้องการที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับพนักงานในการทำโพรเจกต์ใหม่ ๆ “ดีมากเลยค่ะบอส อยู่ใกล้รถไฟฟ้าด้วยเดินทางสะดวกมากเลยค่ะ” ต้นไทรว่าเสียงใสพลางกวาดสายตาไปมองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น “บริษัทใหญ่ขึ้น ผู้บริหารก็เหนื่อยหน่อยนะ ฝากด้วยล่ะ” ผมหันไปพูดกับสาวรุ่นน้องก่อนที่เธอจะพยักหน้ารับอย่างทันควัน “ได้ค่ะ หนูจะไม่ทำให้บอสผิดหวัง” ผมค่อนข้างจะเชื่อใจในตัวของต้นไทรอยู่แล้วว่าเธอต้องทำได้ดีผมเลยวางใจที่จะให้เธอขึ้นมาเป็นผู้บริหาร “นี่ ๆ จืดจางเอากระถางแจกันตั้งไว้ตรงนี้สิ” เธอรีบเข้าไปหาเพื่อนสนิทก่อนจะช่วยกันยืนจัดแจกันอยู่นานพลางถกเถียงกันอย่างเคย ตอนนี้คงจะไม่มีใครมากล้าเรียกจืดจางอีกแล้วเพราะจืดเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายผลิตและควบคุมไอทีทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นรองก็แค่ต้นไทรเท่านั้นเอง

  • So Zapp! ปากดีที่ร้าย   บทที่ 24 ดินเนอร์หลังฝน (The End + Nc ส่งท้าย)

    นี่ก็ผ่านมาเกือบสามวันแล้ว แต่คุณโยก็ยังไม่ฟื้นแม้จะอาการคงที่แล้วก็ตาม หมอบอกว่าเธออาจจะตื่นมาพร้อมกับอาการความจำเสื่อมได้ ไฟล์เสียงคำรับสารภาพที่ฉันได้มาถูกยื่นเป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงกับหลักฐานชิ้นอื่น ๆ ทำให้เราปิดคดีลงได้ เหลือแค่ให้คนร้ายตื่นขึ้นมารับผิด “คุณโยฟื้นแล้วค่ะ” พยาบาลสาวเดินมาเรียกฉันที่นั่งอยู่หน้าห้องพักคนไข้ สามวันมานี้ฉันแวะเวียนมาพูดคุยกับตำรวจเจ้าของคดีที่มาเฝ้าคุณโยอยู่ทุกวันเลยพอจะได้พูดคุยกันอยู่บ้าง คุณโยเคยมีประวัติรักษาโรคทางจิตเวชเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยโดยแจ้งความเรื่องที่ไปรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอยู่ ไม่คิดว่าคราวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ พวกเราเดินเข้าไปในห้องพัก ข้อมือทั้งสองข้างของคุณโยถูกกุญแจมือตรึงเอาไว้ ภาพตรงหน้าทำเอาฉันต้องรู้สึกสลดเมื่อได้เห็นใบหน้าที่ซูบผอมลงของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยการบอบช้ำจากอุบัติเหตุ “ปล่อยฉันไปนะ ปล่อยฉัน จะมามัดฉันไว้ทำไม ฉันทำอะไรผิด” หญิงสาวเริ่มโวยวายของที่แพทย์เจ้าของไข้จะมาตรวจอาการ “คุณจำได้ไหมครับว่าตัวเองชื่ออะไร” คุณหม

  • So Zapp! ปากดีที่ร้าย   บทที่ 23 ใจกลางพายุ

    พาร์ตริกะ ฉันตัดสินใจขับรถของนดามาตามพิกัดที่ที่หนึ่งที่ถูกส่ง ผ่านมาทางข้อความของบุคคลปริศนา ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงกล้ามาน่ะเหรอ บอกตามตรงว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความอวดดีของตัวเองล้วน ๆ ฉันเงยหน้ามองตึกร้างที่อยู่เบื้องหน้าแล้วเกิดรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา ฉันไม่เคยทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นขนาดนี้มาก่อนแต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ อาจจะเป็นเพราะเรื่องของพี่ธันวาฉันเลยได้ร้อนใจขึ้นมา มาที่นี่สิ แล้วเธอจะได้คำตอบของสิ่งที่เธออยากรู้ ป.ล.ห้ามบอกใครทั้งนั้นไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอไม่ได้เจอกับคุณดีเซมเบอร์อีก ฉันโทรหาพี่ธันวาเท่าไรเขาก็ไม่ยอมรับสายสักทีฉันถึงได้ร้อนใจอยู่ในตอนนี้เลยตัดสินใจเดินทางมาในทันที ฉันเดินเข้ามาในตัวตึก “ฉันมาแล้ว เธออยู่ไหน” เสียงของฉันก้องไปทั่วจนน่าขนลุกพลางกวาดสายตามองไปมาด้วยความหวาดระแวง ฉันพยายามควบคุมสติของตัวเองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นสองฉันเลยก้าวขึ้นไปบนบันไดด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ สิ่งที่ฉันไม่อาจเชื่อเลยทันทีที่ก้าวขึ้นมาบนชั้นสองฉันจะต้องพบหน้า

  • So Zapp! ปากดีที่ร้าย   บทที่ 22 ลมกระโชกแรง

    พาร์ตริกะ ฉันเดินทางมาที่โรงพยาบาลทันทีหลังจากที่ได้รับสายจากนดาเพื่อนสนิทว่ารถประสบอุบัติเหตุ ฉันเดินเข้าไปในห้อง พักคนไข้แล้วเห็นว่าหญิงสาวมีผ้าปิดแผลที่ข้างขมับแล้วมีแผลถลอกตามลำตัวแล้วก็ต้องตกตะลึง “ไปทำอีท่าไหนรถถึงได้ชนกองทรายข้างทางได้น่ะ” ฉันรีบเข้ามายืนข้างเตียง นดาจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาคาดโทษ “ไม่ต้องมาโกรธฉันเลยนะยะ ก็แกฝากให้ไปเอารถที่ร้าน อาหารที่แกไปฉลอง ฉันก็ไปเอาให้แต่รถแกมันเบรกไม่อยู่ ดีที่ฉันรู้ตัวก่อนแต่ดันมีรถมาตัดหน้าเลยต้องหักชนกองทรายอะ” “รถฉันมันเบรกไม่อยู่เหรอ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนกับแปลกใจ ตอนฉันขับก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรทำไมถึงได้มาเบรกแตกตอนที่นดาขับกันนะ “ริกะ” ฉันหันไปมองตามเสียงเรียก พี่ธันวาเดินเข้ามาในห้องพักด้วยสีหน้าตึงเครียด “คณธันวาสวัสดีค่ะ” “สวัสดีครับ” พี่ธันวาพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อ “เมื่อกี้พี่คุยกับตำรวจมา เขาบอกว่าเอารถของริกะไปตรวจแล้ว สายเบรกโดนตัด” “อะไรนะ?” ฉันกับนดาประสานเสียงกันด้วยความตกตะลึง

  • So Zapp! ปากดีที่ร้าย   บทที่ 21 ลมพายุ

    “ทำตัวอวดเก่ง ดื้อด้านหัวแข็งแต่แกไปไกลได้แค่นี้น่ะเหรอฮะ” พ่อเหวี่ยงให้ฉันลงไปนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น ฉันพยายามข่มตัวเองไม่ให้อารมณ์คุกรุ่นตามผู้เป็นพ่อ “พ่อคะ” ฉันเรียกชายหนุ่มอายุย่างห้าสิบ ด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเป็นปกติที่สุดก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมามองวัยกลางคน “พ่อไม่ฟังอะไรเลยแล้วก็เอาแต่มาด่าหนู พ่อฟังหนูอธิบายก่อนได้ไหมคะ” “อธิบายอะไร ฉันเองก็เห็นอยู่กับตาตัวเองตั้งแต่วันแรกที่คนอย่างแกคิดจะไปลงทุนกับธุรกิจเกมแล้ว คนอย่างแกเนี่ยนะจะไปสนใจอุตสาหกรรมเกมถ้าไม่โดนไอ้หมอนั่นมันหลอก” “พ่อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าหนูชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรแล้วพ่อมาทำเป็นรู้ดีว่าคนอย่างหนูจะไม่สนใจอุตสาหกรรมเกมเหรอคะ” ผู้เป็นพ่อพ่นลมหายใจออกมาเมื่อถูกฉันยอกย้อนแล้วไม่รู้จะโต้เถียงให้กลายเป็นฝ่ายถูกอย่างไร “ไม่รู้แหละ ที่ผ่านมาฉันก็พยายามจะไม่สนใจเรื่องที่แกไปเอาไอ้หมอนั่น แต่นี่แกทำให้หมอพนัสต้องย้ายไป แล้วยังมีข่าวออกมาให้ตระกูลเราเสื่อมเสียอีก คิดดูสิทายาทโรงพยาบาลดังที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศมีลูกสาวไม่มีหัวคิดแบบนี้ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” ฉ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status