เข้าสู่ระบบเป็นเวลากว่าเดือนกว่าแล้วที่ผมเฝ้าสังเกตการณ์หญิงสาวที่อยู่ห้องตรงข้าม อย่าว่าผมเป็นโรคจิตนะ ผมแค่อยากรู้ว่าเธอเป็นคนอย่างไรแค่นั้นเอง
ส่วนมากผมจะได้ยินเสียงเธอเปิดปิดประตูห้องเป็นเวลาเดิมซ้ำ ๆ ถ้าให้เดาก็คงทำงานประจำสินะ
ผมมักจะเห็นเธอใช้เงินไปกับการช็อปปิงค่อนข้างจะบ่อยและแต่ละครั้งก็ไม่ต่ำกว่าแสนแน่ ๆ คนอะไรใช้เงินอย่างกับเป็นเศษใบไม้ที่หาได้ตามข้างถนน ถ้ามีเงินไว้ถลุงเล่นเยอะขนาดนั้น น่าจะพอมีเหลือ ๆ ให้ผมยืมได้สักนิดสักหน่อยไหมนะ
นี่ผมคิดอะไรอยู่เนี่ย ผมจะไปขอยืมเงินคนแปลกหน้ามาเปิดบริษัทอย่างนั้นเหรอ
ผมสลัดสิ่งที่คิดอยู่ในหัวของตัวเองออกไปก่อนจะกลับมาโฟกัสกับเสียงดนตรีในบาร์แห่งหนึ่ง เวลาที่ผมคิดอะไรไม่ออกจะชอบมานั่งฟังดนตรีสดในบาร์นั่งชิลแห่งนี้
“มึงว่าเขาเหงาไหมวะ” ผมหันไปมองคนพูด รูบี้ เพื่อนสนิทของผมตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย
“ว่าไงนะ”
“กูว่าที่เขาช็อปปิงเยอะขนาดนั้นเพราะเขาไม่รู้จะเอาเวลาไปใช้กับใครมากกว่า การช็อปปิงเลยเป็นทางออกให้เขาได้ใช้เวลากับตัวเอง” ผมตั้งใจฟังในขณะที่รูบี้ขยับกรอบแว่นเล็กน้อยยามที่พูด “เขาเคยพาใครมาห้องบ้างไหม”
“ไม่เลย กูยังงงเลย เพื่อนก็ไม่มีเหรอวะ” ผมพูดพลางส่ายหน้าก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบเพื่อซึมซับบรรยากาศรอบตัวให้ได้ผ่อนคลายสมองที่เอาแต่คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ไม่ตกมาทั้งวัน
“เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียวมากกว่ามีแฟนนะ กูว่าเขาอาจจะเหงาก็ได้ มึงลองเข้าหาเขาแล้วชวนเขามาร่วมหุ้นกับมึงดูดีไหม”
“แบบนี้เหมือนกูเข้าไปหลอกเขาปะวะ” ผมเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล
“มึงไม่ได้ไปหลอกเอาเงินเขาสักหน่อย มึงก็แค่อยากให้เขามาร่วมหุ้นด้วย ยังไงพอมีเงินปันผลแล้วมึงก็ต้องให้เขาอยู่ดี แค่ไปคุยเรื่องธุรกิจเองมึงถนัดอยู่แล้วนี่”
“ยังไม่รู้ชื่อแซ่เขาเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำงานอะไร เขาจะมาสนใจหรือเปล่ายังไม่รู้” ผมว่าด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง
“มึงสนใจเขาไม่ใช่เหรอไม่งั้นมึงจะมาเล่าให้กูฟังเพื่อ”
“จะลองดูก็แล้วกัน ถ้าเขาสนใจเรื่องธุรกิจกูจะลองชวนเขามาลงทุนดู”
“เออดี แบบนี้สิวะค่อยสมกับเป็นธันวาเพื่อนกูหน่อย” ผมพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากไปจนหมด เหล้าที่ว่าขมยังไม่สู้ชีวิตของผมตอนนี้เลยแต่ทำไงได้ก็ผมเลือกแล้วนี่
⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦⬦
รูบี้ขับรถมาส่งผมที่คอนโดมิเนียมเพราะว่ามันไม่ได้ดื่มเป็นเพื่อนผม ผมเดินเข้ามาในคอนโดมิเนียมก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ที่จริงผมก็ไม่ได้เมามากหรอกนะแค่กรึ่ม ๆ เท่านั้น เอง
ผมเห็นว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ในร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดมิเนียม ผมดัดลอนปล่อยสยายยาวจนถึงกลางหลัง ใบหน้าไม่มีการแต่งแต้มอะไรแถมยังอยู่ในชุดสบาย ๆ กำลังนั่งจิบเครื่องดื่มอุ่นพลางใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตไปด้วย
สลัดลุกในวันแรกที่เราเจอกันเลยแฮะ เข้าไปทำความรู้จักก็คงจะไม่เสียหายอะไรหรอกมั้ง
ผมเดินเข้าไปในร้านก่อนจะซื้อเครื่องดื่มอุ่น ๆ มาดื่มให้สร่างเมาแล้วเดินมาหาหญิงสาวที่โต๊ะ
“ขอโทษนะครับตรงนี้มีคนนั่งหรือเปล่า” เธอเงยหน้ามามองผมด้วยความงุนงงแต่พอเห็นว่าผมเป็นใครเลยส่ายหน้าก่อนจะผายมือไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเธอ
“ไม่มีค่ะ คุณจะนั่งเลยก็ได้นะคะ”
“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มรับก่อนจะนั่งลงตรงหน้าเธอ “มานั่งรอใครเหรอครับ”
“เปล่าหรอกค่ะ มานั่งเล่นคนเดียวแค่นั้นเอง” ท่าทางจะเหงาจริง ๆ นั่นแหละ ผมแอบเห็นว่าเธอนั่งอ่านอะไรบางอย่างอย่างใจจดใจจ่อ ตัวหนังสือเต็มไปหมดจนผมได้แต่มองตาปริบ ๆ
“ผมยังไม่ได้ถามชื่อคุณเลย อยู่ห้องตรงข้ามกันแท้ ๆ น่าจะทำความรู้จักกันนะครับ” เธอเงยหน้าขึ้นมามองผมอีกครั้งก่อนจะปิดแท็บเล็ตลงเพื่อให้ความสนใจกับบทสนทนาของเรามากขึ้น ผมชอบท่วงท่าของเธอจัง มันดูน่ามองไปนาน ๆ
“ฉันชื่อริกะค่ะ ขอโทษที่ยังไม่ได้แนะนำตัวนะคะ”
“ไม่เป็นไรเลยครับ ผมชื่อธันวานะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เธอยิ้มตอบแล้วนิ่งชะงักเพื่อรอว่าผมจะพูดอะไรต่อไป กลายเป็นว่าผมรู้สึกประหม่าไปเลย กลัวว่าสิ่งที่ผมจะพูดต่อจะดีพอที่เธอยอมสละเวลามาฟังหรือเปล่า
“คุณริกะมาอยู่ที่นี่นานแล้วเหรอครับ”
“ก็ประมาณสองเดือนกว่าได้แล้วมั้งคะ” เธอยิ้มตอบ
“ก่อนผมไม่นานเองสินะ” ผมนั่งหลังตรงยามที่สายตาของเธอจับจ้องมาทางผม สายตาคู่นั้นทำเอาผมใจสั่นอย่างบอกไม่ถูกเลย
“ค่ะ ฉันย้ายมาเพราะมันอยู่ใกล้ที่ทำงาน แล้วทำไมคุณธันวาถึงมาอยู่คอนโดฯ นี้เหรอคะ” จะบอกว่ายังไงดีว่าผมเป็นหุ้นส่วนของที่นี่น่ะ แล้วถ้าพูดเรื่องที่ผมออกจากบ้านมาเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองมันจะเหมือนเด็กที่ต่อต้านพ่อแม่จนหนีออกจากบ้านไหมนะ
ความน่าเชื่อถือก็ลดฮวบลงไปน่ะสิ
“ผมกำลังจะทำธุรกิจเป็นของตัวเองน่ะครับ เลยไม่อยากรบกวนที่บ้าน”
“ทำธุรกิจเหรอคะ” ริกะเลิกคิ้วด้วยความสนใจ “อยากทำธุรกิจประเภทไหนเหรอคะ”
“สร้างและพัฒนาเกมน่ะครับ” ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นเมื่อเธอแสดงออกว่าสนใจในสิ่งที่ผมพูดอยู่ อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ดูเข้าถึงยากเหมือนการวางตัวเลย ออกจะ... ดูเหมือนเด็กเสียด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมเกมเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากเลยนะคะ มีเกมใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเลย”
“คุณสนใจเรื่องนี้ด้วยเหรอครับ” ผมเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ค่ะ เคยสนใจอยู่พักหนึ่ง แต่ด้วยความที่มันเติบโตเร็วมาก พวกค่ายใหญ่ ๆ ทำเงินได้มหาศาลก็จริงแต่พวกค่ายเกิดใหม่ก็ตายกันเพียบเลยล่ะค่ะ การแข่งขันมันค่อนข้างจะสูง” ผมแทบสะอึกตรงคำว่าค่ายเกิดใหม่ก็ตายกันเพียบนี่แหละ
แล้วผมที่กำลังจะเปิดค่ายเกมก็ใจแป้วเลยน่ะสิ
“เอ่อ... ฉันไม่ได้มีเจตนาจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีนะคะ” ผมรีบคลี่ยิ้มกว้างออกมาเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไร
“ผมไม่กลัวหรอกครับ ผมยอมทิ้งทุกอย่างมาเพื่อทำตามความฝันของตัวเอง ผมต้องทำให้ได้เพราะมันคือเดิมพันชีวิตของผม”
“ถ้าคุณมั่นใจอย่างนั้นฉันก็เอาใจช่วยนะคะ” เธอยิ้มกว้างตอบกลับมา อะไรกันขนาดไม่ได้แต่งหน้าทำไมถึงได้ส่องประกายขนาดนี้กันนะ นี่คือการแต่งตัวแบบชิล ๆ จริง ๆ เหรอ
“ขอบคุณนะครับ” ให้ตายสิ ผมลืมคุยเรื่องชวนให้เธอมาลงทุนเลย ทำไงดี
“คุณเพิ่งกลับมาจากปาร์ตี้ใช่ไหมคะ” ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วก้มมองตัวเอง ทำไมเธอถึงรู้กันนะ
“ครับ คุณรู้ได้ยังไง”
“ฉันได้กลิ่นแอลกอฮอล์น่ะค่ะ แต่ฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ ฉันก็ดื่มบ้างบางเวลา” ริกะว่าอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรก่อนจะก้มลงไปมองแท็บเล็ตของตัวเองต่อ อยากรู้จังว่าคนอย่างริกะกำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่นะ
“คุณทำอะไรอยู่เหรอครับ”
“อ่านนิยายน่ะค่ะ”
“ฮะ?” ตัวหนังสือยาวเหยียดนั่นคือนิยายหรอกเหรอ ผมคิดว่าเธอจะอ่านพวกปรัชญาชีวิตหรือไม่ก็หนังสือเกี่ยวกับเรื่องการเงินอะไรทำนองนั้นเสียอีก
“ก็นิยายไงคะ อ่านเล่นเวลาว่าง ๆ น่ะ” เธอขมวดคิ้วคล้ายว่าสับสนที่ผมแสดงออกมาเช่นนี้ “แปลกเหรอคะ”
ผมกลับมายิ้มเหมือนเดิมหลังจากที่เพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อกี้ทำตัวเสียมารยาทไปมาก “เปล่าเลยครับ คุณริกะสนใจนิยายแนวไหนเป็นพิเศษเหรอครับ”
“นิยายวาย” นิยายวาย? เหมือนจะคุ้นหูแต่ก็ไม่รู้เลยแฮะ มันคือนิยายแบบไหนกัน
“ไม่รู้จักเหรอคะ” ริกะแอบขำออกมาเมื่อเห็นว่าผมขมวดคิ้ว ผมเลยส่ายหน้าตามความจริง หรือที่เขาบอกว่าผมเป็นลุงนี่เห็นทีจะเรื่องจริงสินะ
“นิยายวายคืออะไรเหรอครับ คล้ายไซไฟอย่างนี้หรือเปล่า” ผมตอบกลับไปยิ่งทำคุณริกะขำออกมามากกว่าเดิม
“นิยายวายคือนิยายชายรักชายค่ะ”
“คุณริกะชอบอ่านเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ช่วงนี้มันเป็นเทร็นด์เลยนะคะ อุตสาหกรรมเกมที่ว่าเติบโตเนี่ยยังไม่เท่าอุตสาหกรรมวายเลยค่ะ” ริกะพูดพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ เหมือนว่าเธอจะชอบเรื่องนี้จริง ๆ สินะ
ทำให้ผมนึกไอเดียบางอย่างออก
เกมจีบหนุ่มยังไงล่ะ
ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่คุณริกะพูด แต่ผมก็ยอมรับเลยว่ามันน่าสนใจเอามาก ๆ ยิ่งพอเธอพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีผมก็เผลอยิ้มตามเธออย่างไม่รู้ตัว
“เดี๋ยวนี้น่ะนะ มีทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือนิยายที่เกี่ยวกับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเยอะมากเลยค่ะ แถมเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกได้ง่ายด้วย ฉันสนใจด้านนี้มากเลยล่ะ”
“คุณริกะทำงานเกี่ยวกับสายงานนี้เหรอครับ” ผมเอ่ยถามออกไปเมื่อเห็นว่าดวงตาของเธอนั้นเป็นประกายยามที่พูดถึงเรื่องนี้ ผมชอบมากเลย มันเหมือนเธอเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เล่าในสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่เหมือนผู้หญิงลุกเย่อหยิ่งที่ผมเห็นที่หน้าลิฟต์เลย
“เปล่าหรอกค่ะ” แต่ทำไมเธอถึงได้ตอบกลับด้วยสีหน้า ที่ดูหมองลงกันนะ “ฉันเป็นเจ้าของคลินิกเสริมความงาม”
“คนละสายงานเลยนี่ครับ” ผมเลิกคิ้วด้วยความสงสัยพลางทอดสายตามองเธอ หญิงสาวถอนหายใจออกมาเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากจะเอ่ยถึงเลย
“ฉันเดินตามรอยคุณพ่อน่ะค่ะ ตอนที่คุณพูดว่ายอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความฝันของตัวเอง ฉันก็นับถือคุณนะคะ คุณกล้ามากจริง ๆ ฉันคงทำเหมือนคุณไม่ได้หรอก” ริกะยกยิ้มมุมปากขึ้นมาแต่มันกลับไม่ส่งถึงแววตาของเธอเลยสักนิด อะไรกันเมื่อกี้ยังดวงตาเป็นประกายอยู่เลย ทำไมถึงได้ดับลงไปเสียแล้วล่ะ
“ลองดูไหมล่ะครับ”
“อะไรนะคะ” เธอเลิกคิ้วสูงแล้วสบตากับผม เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดแต่ก็ตั้งหน้าตั้งตารอว่าผมต้องการจะสื่ออะไร
“คุณริกะไม่จำเป็นต้องทิ้งอะไรเลยครับถ้าคุณริกะร่วม มือกับผม ผมจะทำแทนคุณริกะเองครับ”
พาร์ตริกะ และแล้วงานแต่งงานของเราก็ถูกจัดขึ้นในหนึ่งเดือนถัดมา เสียดายที่คุณย่าของฉันไม่ได้มาเพราะย้ายขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ตั้งแต่สองปีก่อน แต่ฉันเชื่อว่ายังไงคุณย่าก็ต้องเฝ้ามองฉันลงมาจากสวรรค์อยู่แล้ว ป่านนี้คงจะจับมือคุณแม่มาร้องไห้เพราะในที่สุดฉันก็แต่งงานละมั้ง “ทำไมนั่งเงียบเลยล่ะ เป็นเจ้าสาวทั้งทีก็ยิ้มหน่อยสิ” นดาว่าพลางจับแก้มให้ฉันยิ้ม ฉันเสหน้าหลบก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมามองเพื่อนสนิท “แกว่าพ่อฉันจะมาไหมอะ” “แกส่งบัตรเชิญไปแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาอยากมายินดีที่ลูกสาวคนเดียวของเขาแต่งงานเขาก็คงมาแหละ” “ถ้าเขาไม่มาแสดงว่าเขาคงไม่อยากมีฉันเป็นลูกแล้วจริง ๆ สินะ” ฉันได้แต่ถอนลมหายใจออกมาอย่างปลง ๆ พ่อฉันไม่คุยกับฉันเลยตั้งแต่ที่ฉันออกมา ตอนงานศพของคุณย่าเขาก็ไม่แม้แต่ที่จะชายตามองฉัน ให้ทนายของคุณย่ามาคุยกับฉันแทนอีก “เอาน่า ท่านอาจจะแค่ระอาใจที่ผ่านมาไม่ได้ทำตัวเป็นพ่อที่ดีก็ได้นะ” “เขาเป็นครอบครัวคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่นะ” ฉันว่าแต่ก็ไม่ได้เศร้านานมากน
พาร์ตธันวา ห้าปีผ่านไป “ที่นี่เป็นไงบ้าง” ผมเดินเข้ามาในตึกแถวห้องหนึ่งที่ผมเช่าเอาไว้เพื่อเป็นที่ตั้งของออฟฟิศธัญริกาที่ใหม่หลังจากที่ตัวเกมเริ่มมีชื่อเสียงบริษัทเองก็มีชื่อเสียงตามไปด้วย ผมเลยต้องการที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับพนักงานในการทำโพรเจกต์ใหม่ ๆ “ดีมากเลยค่ะบอส อยู่ใกล้รถไฟฟ้าด้วยเดินทางสะดวกมากเลยค่ะ” ต้นไทรว่าเสียงใสพลางกวาดสายตาไปมองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น “บริษัทใหญ่ขึ้น ผู้บริหารก็เหนื่อยหน่อยนะ ฝากด้วยล่ะ” ผมหันไปพูดกับสาวรุ่นน้องก่อนที่เธอจะพยักหน้ารับอย่างทันควัน “ได้ค่ะ หนูจะไม่ทำให้บอสผิดหวัง” ผมค่อนข้างจะเชื่อใจในตัวของต้นไทรอยู่แล้วว่าเธอต้องทำได้ดีผมเลยวางใจที่จะให้เธอขึ้นมาเป็นผู้บริหาร “นี่ ๆ จืดจางเอากระถางแจกันตั้งไว้ตรงนี้สิ” เธอรีบเข้าไปหาเพื่อนสนิทก่อนจะช่วยกันยืนจัดแจกันอยู่นานพลางถกเถียงกันอย่างเคย ตอนนี้คงจะไม่มีใครมากล้าเรียกจืดจางอีกแล้วเพราะจืดเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายผลิตและควบคุมไอทีทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นรองก็แค่ต้นไทรเท่านั้นเอง
นี่ก็ผ่านมาเกือบสามวันแล้ว แต่คุณโยก็ยังไม่ฟื้นแม้จะอาการคงที่แล้วก็ตาม หมอบอกว่าเธออาจจะตื่นมาพร้อมกับอาการความจำเสื่อมได้ ไฟล์เสียงคำรับสารภาพที่ฉันได้มาถูกยื่นเป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงกับหลักฐานชิ้นอื่น ๆ ทำให้เราปิดคดีลงได้ เหลือแค่ให้คนร้ายตื่นขึ้นมารับผิด “คุณโยฟื้นแล้วค่ะ” พยาบาลสาวเดินมาเรียกฉันที่นั่งอยู่หน้าห้องพักคนไข้ สามวันมานี้ฉันแวะเวียนมาพูดคุยกับตำรวจเจ้าของคดีที่มาเฝ้าคุณโยอยู่ทุกวันเลยพอจะได้พูดคุยกันอยู่บ้าง คุณโยเคยมีประวัติรักษาโรคทางจิตเวชเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยโดยแจ้งความเรื่องที่ไปรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นอยู่ ไม่คิดว่าคราวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ พวกเราเดินเข้าไปในห้องพัก ข้อมือทั้งสองข้างของคุณโยถูกกุญแจมือตรึงเอาไว้ ภาพตรงหน้าทำเอาฉันต้องรู้สึกสลดเมื่อได้เห็นใบหน้าที่ซูบผอมลงของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยการบอบช้ำจากอุบัติเหตุ “ปล่อยฉันไปนะ ปล่อยฉัน จะมามัดฉันไว้ทำไม ฉันทำอะไรผิด” หญิงสาวเริ่มโวยวายของที่แพทย์เจ้าของไข้จะมาตรวจอาการ “คุณจำได้ไหมครับว่าตัวเองชื่ออะไร” คุณหม
พาร์ตริกะ ฉันตัดสินใจขับรถของนดามาตามพิกัดที่ที่หนึ่งที่ถูกส่ง ผ่านมาทางข้อความของบุคคลปริศนา ถ้าถามว่าทำไมฉันถึงกล้ามาน่ะเหรอ บอกตามตรงว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความอวดดีของตัวเองล้วน ๆ ฉันเงยหน้ามองตึกร้างที่อยู่เบื้องหน้าแล้วเกิดรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา ฉันไม่เคยทำอะไรที่หุนหันพลันแล่นขนาดนี้มาก่อนแต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ อาจจะเป็นเพราะเรื่องของพี่ธันวาฉันเลยได้ร้อนใจขึ้นมา มาที่นี่สิ แล้วเธอจะได้คำตอบของสิ่งที่เธออยากรู้ ป.ล.ห้ามบอกใครทั้งนั้นไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอไม่ได้เจอกับคุณดีเซมเบอร์อีก ฉันโทรหาพี่ธันวาเท่าไรเขาก็ไม่ยอมรับสายสักทีฉันถึงได้ร้อนใจอยู่ในตอนนี้เลยตัดสินใจเดินทางมาในทันที ฉันเดินเข้ามาในตัวตึก “ฉันมาแล้ว เธออยู่ไหน” เสียงของฉันก้องไปทั่วจนน่าขนลุกพลางกวาดสายตามองไปมาด้วยความหวาดระแวง ฉันพยายามควบคุมสติของตัวเองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นสองฉันเลยก้าวขึ้นไปบนบันไดด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ สิ่งที่ฉันไม่อาจเชื่อเลยทันทีที่ก้าวขึ้นมาบนชั้นสองฉันจะต้องพบหน้า
พาร์ตริกะ ฉันเดินทางมาที่โรงพยาบาลทันทีหลังจากที่ได้รับสายจากนดาเพื่อนสนิทว่ารถประสบอุบัติเหตุ ฉันเดินเข้าไปในห้อง พักคนไข้แล้วเห็นว่าหญิงสาวมีผ้าปิดแผลที่ข้างขมับแล้วมีแผลถลอกตามลำตัวแล้วก็ต้องตกตะลึง “ไปทำอีท่าไหนรถถึงได้ชนกองทรายข้างทางได้น่ะ” ฉันรีบเข้ามายืนข้างเตียง นดาจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาคาดโทษ “ไม่ต้องมาโกรธฉันเลยนะยะ ก็แกฝากให้ไปเอารถที่ร้าน อาหารที่แกไปฉลอง ฉันก็ไปเอาให้แต่รถแกมันเบรกไม่อยู่ ดีที่ฉันรู้ตัวก่อนแต่ดันมีรถมาตัดหน้าเลยต้องหักชนกองทรายอะ” “รถฉันมันเบรกไม่อยู่เหรอ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนกับแปลกใจ ตอนฉันขับก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรทำไมถึงได้มาเบรกแตกตอนที่นดาขับกันนะ “ริกะ” ฉันหันไปมองตามเสียงเรียก พี่ธันวาเดินเข้ามาในห้องพักด้วยสีหน้าตึงเครียด “คณธันวาสวัสดีค่ะ” “สวัสดีครับ” พี่ธันวาพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อ “เมื่อกี้พี่คุยกับตำรวจมา เขาบอกว่าเอารถของริกะไปตรวจแล้ว สายเบรกโดนตัด” “อะไรนะ?” ฉันกับนดาประสานเสียงกันด้วยความตกตะลึง
“ทำตัวอวดเก่ง ดื้อด้านหัวแข็งแต่แกไปไกลได้แค่นี้น่ะเหรอฮะ” พ่อเหวี่ยงให้ฉันลงไปนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น ฉันพยายามข่มตัวเองไม่ให้อารมณ์คุกรุ่นตามผู้เป็นพ่อ “พ่อคะ” ฉันเรียกชายหนุ่มอายุย่างห้าสิบ ด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าเป็นปกติที่สุดก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมามองวัยกลางคน “พ่อไม่ฟังอะไรเลยแล้วก็เอาแต่มาด่าหนู พ่อฟังหนูอธิบายก่อนได้ไหมคะ” “อธิบายอะไร ฉันเองก็เห็นอยู่กับตาตัวเองตั้งแต่วันแรกที่คนอย่างแกคิดจะไปลงทุนกับธุรกิจเกมแล้ว คนอย่างแกเนี่ยนะจะไปสนใจอุตสาหกรรมเกมถ้าไม่โดนไอ้หมอนั่นมันหลอก” “พ่อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าหนูชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรแล้วพ่อมาทำเป็นรู้ดีว่าคนอย่างหนูจะไม่สนใจอุตสาหกรรมเกมเหรอคะ” ผู้เป็นพ่อพ่นลมหายใจออกมาเมื่อถูกฉันยอกย้อนแล้วไม่รู้จะโต้เถียงให้กลายเป็นฝ่ายถูกอย่างไร “ไม่รู้แหละ ที่ผ่านมาฉันก็พยายามจะไม่สนใจเรื่องที่แกไปเอาไอ้หมอนั่น แต่นี่แกทำให้หมอพนัสต้องย้ายไป แล้วยังมีข่าวออกมาให้ตระกูลเราเสื่อมเสียอีก คิดดูสิทายาทโรงพยาบาลดังที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศมีลูกสาวไม่มีหัวคิดแบบนี้ ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” ฉ







