LOGIN“เป็นอะไรไป...” เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่ออยู่ๆ เสียงเจื้อยแจ้วที่ดังขึ้นตั้งแต่ออกจากไร่เงียบหายไปเมื่อรถของเขาเลี้ยวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังของจังหวัด
“ตื่นเต้นค่ะ”
“มีเพื่อนบ้างหรือยัง” เปรมถามต่อ เขาคิดว่ากว่าจะเข้ามาเรียนที่นี่ได้ ก็ต้องเข้ามาสมัครและมาสอบถึงสองครั้ง คนที่สดใสร่าเริงอย่างทานตะวันน่าจะมีเพื่อนบ้างแล้ว
“มีค่ะ ชื่อปันปัน” นักศึกษาคนสวยตอบเสียงสดใสก่อนจะหยิบกระจกบานเล็กๆ ในกระเป๋าขึ้นมาส่อง สำรวจใบหน้าและทรงผมของตัวเองอีกนิด
เปรมชำเลืองมองเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมากับท่าทางของคนข้างๆ
“เพิ่งรู้จักกันก็อย่าไปอะไรกับเค้ามาก ค่อยๆ ดูกันไป”
“รับทราบค่ะ คุณผู้ปกครอง”
ใช่แล้ว คนที่เป็นผู้ปกครองของเธอคือเปรมไม่ใช่คุณหญิงมรกตอย่างที่ควรจะเป็น แต่เหตุผลมันคืออะไรทานตะวันไม่ได้สนใจที่อยากจะรู้มัน อย่างไรเสียคุณเปรมก็ไม่ได้รังเกียจเธอ แม้เขาจะชอบแกล้งเธอ แต่เขาก็ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นคนอื่นเลยสักครั้ง
“เดี๋ยวเธอจะโดนทานตะวัน!” เปรมว่าขึ้นน้ำเสียงดุๆ แต่น้ำเสียงดุนั่นทานตะวันชินมันเสียแล้ว ดุกว่านี้เธอก็เคยโดนมาแล้ว
เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้น ทานตะวันยิ้มกว้างก่อนที่จะต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
“คุณเปรมจะไปไหนเหรอคะ” หญิงสาวถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่าเปรมดับเครื่องรถและกำลังจะลงจากรถเช่นเดียวกับเธอ
“เข้าไปทำธุระหน่อย”
“ที่นี่เหรอ...” นั่นยิ่งทำให้เธอสงสัยมากยิ่งขึ้น
“อืม...” เปรมตอบรับเบาๆ ในลำคอก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ และเดินอ้อมมายังอีกฝั่งที่คนตัวเล็กนั่งอยู่
เขายื่นมือไปเปิดประตูให้เธอพร้อมกับยื่นมือไปรับเพราะรถของตัวเองค่อนข้างที่จะสูง แต่ทานตะวันก็ขึ้นลงได้อย่างคล่องแคล่วและระมัดระวังเป็นอย่างดี
“ขอบคุณค่ะ”
“ไปสิ น่าจะทางเดียวกัน” เปรมบอกเสียงนิ่งเรียบก่อนจะเดินนำนักศึกษาเฟรชชี่เข้ามาในอาคารเรียนอย่างคุ้นเคย
แน่ล่ะสิ มหาวิทยาลัยนี่เขาเข้าออกอยู่หลายครั้งก่อนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ ก่อนหน้านั้นเขาอาจจะเป็นแค่ศิษย์เก่า
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว...
“ไอ้เปรม!! ทางนี้” เสียงที่ดังขึ้นจากด้านในอาคารทำให้เปรมและทานตะวันต้องหันมอง
มือหนาแตะแผ่นหลังบางของคนข้างๆ ในเดินไปในทิศทางที่มีป้ายบอกทาง
‘ห้องอธิการบดี’
“นี่ธีรภัทร เพื่อนฉัน” เปรมเอ่ยแนะนำให้ทานตะวันรู้จักชายหนุ่มที่เขาตั้งใจมาพบในวันนี้
ทานตะวันยิ้มบางๆ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนของคุณเปรมเท่านั้น ป้ายหน้าห้องและป้ายชื่อบนโต๊ะทำงานใหญ่บอกชัดว่าเขาคืออธิการบดีของมหาวิทยาลัย
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมไม่ให้เสียชื่อคนที่รับเธอมาอุปการะหรือแม้แต่แม่ของเธอที่เสียไปแน่นอน
คนถูกแนะนำตัวยิ้มอ่อน มองนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ตนดูแลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางเพื่อนที่ยืนหน้านิ่งอยู่ข้างๆ
“นี่เหรอน้องสาวมึง” ธีภัทรถามเสียงหยอกเย้า
ความเป็นมาของทานตะวัน ตนเองก็พอรู้มาบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าคนที่ไม่เอาใครอย่างเปรมจะลงทุนมาฝากฝังเด็กคนนี้ด้วยตัวเอง
“ลูกสาวแม่กู ไม่ใช่น้องกู”
“แล้วมันต่างกันตรงไหนไอ้นี่!” ธีรภัทรรีบพูดแทรกทันที
เขารู้ดีว่าเพื่อนปากไม่ค่อยรักษาน้ำใจใคร และเกรงว่าทานตะวันจะไม่สบายใจกับคำพูดนั้น
แต่ผิดคาด ทานตะวันกลับมีรอยยิ้ม
‘เธอชินแล้ว’
“ไม่เป็นไรค่ะ ตะวันชินแล้ว”
“มึงนี่มันปากหมาเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ” ธีรภัทรถึงกับส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจออกมา
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เปรมก็เหมือนไม่เคยเปลี่ยน
“เธอก็ไปหาเพื่อนได้แล้ว รู้ใช่มั้ยต้องทำตัวยังไง”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างว่าง่าย สิ่งที่เปรมบอกเธอเข้าใจเป็นอย่างดี ถึงเขาไม่บอกเธอก็ไม่คิดจะบอกใครอยู่แล้ว
°•○ 🌼 ○•°
“คุณเปรม!! คุณเปรมขาเร็วๆ ได้มั้ยคะ” เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นจากระเบียงบ้านคนถูกเรียกเดินเกาหัวออกมาจากห้องทำงานในบ้านหลังใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วเข้มขมวดชนกันแทบจะผูกกันเป็นปมกับสรรพนามที่ได้ยินครั้งแล้วครั้งเล่า“เรียกพ่อแบบนี้อีกแล้ว”เด็กหญิงผมเปียสองข้างในชุดเอี๊ยมกางเกงขาสั้นสีส้มขาว อายุห้าขวบย่นจมูกนิดๆ ก่อนจะเอียงคอถามอย่างสงสัย ดวงตากลมโตเปล่งประกายซุกซน“ทำไมคะ คนโปรดเรียกไม่ได้เหรอคะ ทำไมคุณแม่เรียกได้ล่ะ”“หนูยังเรียกแม่ว่าคุณแม่ได้เลย ทำไมเรียกพ่อว่าคุณพ่อไม่ได้ล่ะครับ”เปรมถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อมองหน้าลูกสาวสุดที่รัก“คนโปรดถามก่อนนะ คุณเปรมก็ตอบมาก่อนสิ!” คนตัวเล็กเถียงเสียงใส ขมวดคิ้วหนักอย่างไม่ยอมมือหนาของคนเป็นพ่อวางลงที่ศีรษะน้อยๆ ของลูกสาวตัวกลมก่อนจะโยกไปมาด้วยความเอ็นดู‘ลูกแม่จริงๆ’ นอกจากหน้าตาที่ถอดผู้เป็นแม่มาเต็มๆ แล้วนิสัยใจคอของคนโปรดยังเหมือนกับทานตะวันไม่ผิดเพี้ยน เรียกว่าเป็นแฝดกันก็ว่าได้“โอเคๆ เรียกได้ครับ คุณเปรมก็คุณเปรม”“ก็แค่นั้นแหละ~” เด็กหญิงตอบพลางย่นจมูกใส่ แล้วก้าวขาสั้นๆ ลงบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวังเ
แล้วสิ่งที่พิมพลอยคาดการณ์ไว้ก็ไม่คิด เพราะทานตะวันตั้งท้องจริงๆ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้วเก้าเดือนว่าที่คุณแม่เตรียมที่เปลี่ยนเป็นคุณแม่ป้ายแดงในอีกไม่ที่ชั่วโมงข้างหน้า เช่นเดียวกับว่าที่คุณพ่อที่กำลังจะกลายเป็นคุณพ่อป้ายแดงเช่นเดียวกัน“ตื่นเต้นจังเลยค่ะคุณแม่...” ทานตะวันหันไปหาคุณหญิงมรกตที่นั่งอยู่ข้างเตียงทานตะวันมาพักอยู่ที่โรงพยาบาลได้สองวันแล้ว และกำหนดผ่าคลอดของเธอคือวันนี้ ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้วเหลือแค่รอพยาบาลมารับตัวเข้าห้องคลอดเท่านั้น“แม่ก็ตื่นเต้น แต่หนูไม่ต้องกลัวนะลูก แม่กับพี่เค้าจะรอหนูอยู่ตรงนี้นะคะ” คุณหญิงมรกตบอกแล้วลูบแก้มของลูกสะใภ้อย่างแสนรักจากตอนที่เป็นลูกบุญธรรมก็รักอยู่แล้ว กลายมาเป็นลูกสะใภ้อย่างที่ใจหวังไว้ก็ยิ่งรักมากขึ้น“ไม่อยากให้เข้าไปด้วยจริงๆ ใช่มั้ย” เปรมถามอีกครั้งที่จริงก็ถามมาแล้วหลายครั้ง แต่ทานตะวันก็ตอบคำเดิม ไม่ใช่ไม่อยากให้เข้าไปด้วย แต่เพราะคุณเปรมของเธอน่ะชอบดุพยาบาล ขนาดตอนที่เข้ามานอนวันแรกแล้วต้องให้น้ำเกลือ เธอสะดุ้งตอนโดนแทงเข็มน้ำเกลือ คุณเปรมก็โวยวายจนพยาบาลหน้าซีดกันหมดหากเขาเข้าไปเห็นการผ่าคลอด เธอกลัวว่าเขา
ทันทีที่กลับมาถึงบ้านเปรมก็ทิ้งตัวลงกับเตียงใหญ่อย่างหมดแรง ทานตะวันรีบนั่งลงข้างๆ แล้วแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาออกหวังให้คนตัวโตได้สบายตัว“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะคะ” เธอถามอย่างห่วงใย อยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีไม่เคยเห็นคุณเปรมเป็นแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว ขนาดตอนที่เขาป่วยยังไม่เคยเป็นหนักขนาดนี้“นั่นสิ...”“อาบน้ำหน่อยมั้ยคะจะได้สบายตัว”เปรมค่อยๆ ลืมตาขึ้น พอเห็นหน้าเศร้าๆ ของเมียรักก็รีบดันตัวลุกขึ้น มือหนากุมแก้มนุ่มด้วยความทะนุถนอมทานตะวันเม้มปากเบาๆ ขอบตาสวยร้อนผ่าวขึ้นมา“ปวดหัวมั้ยคะ”“อย่าร้อง ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” เขาบอกเสียงนุ่มก็แค่อยู่ๆ ก็รู้สึกคลื่นไส้อย่างจะอาเจียนเท่านั้น ไม่รู้ผู้หญิงคนนั้นใช้น้ำหอมอะไรกลิ่นถึงได้ฉุนขนาดนั้น“งั้นคุณไปอาบน้ำนะคะ ตะวันจะไปหาอะไรร้อนๆ มาให้ดื่ม”“อืม...” เปรมตอบรับอย่างว่าง่ายร่างหนาลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำด้วยท่าทางเหนื่อยๆ ทานตะวันนั่งมองจนประตูห้องน้ำปิดลง เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นออกไปให้ฟองจันทร์เตรียมชาอุ่นๆ ให้เปรมใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าทุกครั้ง เขารู้สึกว่ากลิ่นฉุนของผู้หญิงคนนั้นยังติดปลายจมูกอยู่ กว่าจะมั่นใจว่าไม่ได้กลิ่นนั
“ชุดนี้??” เสียงทุ้มของคนตัวโตเอ่ยถามในขณะที่สายตาจับจ้องไปยังเมียเด็กที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องแต่งตัวทานตะวันในชุดเดรสเกาะอกสีดำสั่นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย“ไม่สวยเหรอคะ” หญิงสาวมองตัวเองในกระจกบานใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่ภาพสะท้อนตรงหน้าจะมีร่างหนาเดินเข้ามาสวมกอดหลวมๆ จากด้านหลัง“สวย สวยจนหวงไปหมดแล้ว” หากไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองเรียนจบเขาคงไม่ยอมให้เธอไปแน่ๆทานตะวันหมุนตัวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดที่ปลอดภัยแล้วเอียงหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ้อนหวาน“หวงทำไม คุณไปกับตะวันด้วยไม่ใช่เหรอคะ”“ไปด้วยก็หวง ไม่อยากให้ใครมอง” เปรมตอบเสียงอ้อนไม่ต่างกันสองแขนส่งไปคล้องคอคนพี่ไว้แล้วเบียดร่างกายเข้าหาคนตัวโตอีกเล็กน้อย“ตะวันอยากสวย อยากสวยใครทุกคนอิจฉาคุณ” นี่คือสิ่งที่ทานตะวันคิดและพยายามทำมันมาตลอดไม่ใช่แค่ความสวย ความดูดี แต่เธอพยายามทุกอย่างที่จะอยู่ข้างๆ ผู้ชายที่เพียบพร้อมคนนี้ แล้วเธอก็ทำมันได้อย่างดี เธอสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาได้ แยมผลไม้ที่เป็นแบรนด์ของเธอก็กำลังไปด้วยดี เป็นที่ต้องการของท้องตลอดอย่างมากผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเปรมก็มีดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน“แต่ฉันจะตายเอานะ”
ชีวิตของทานตะวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนักศึกษาปีหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องโบกมือลาคำว่า ‘นักศึกษา’ แล้ว“ใจหายอ่า...” เสียงนุ่มของทานตะวันเอ่ยขึ้นในระหว่างที่กำลังลงจากอาคารเรียนการสอบในวันสุดท้ายสิ้นสุดลงแล้ว“ใจหายอะไร เดี๋ยวตะวันก็ต้องมาที่นี่บ่อยๆ” ปันปันแซวเสียงไม่ดังมากทานตะวันยู่หน้าใส่เบาๆมาทำไมล่ะ ไม่มาหรอก ถึงจะมีสิทธิ์ในสถานที่แห่งนี้ในฐานะน้องสาวเพียงคนเดียวของเจ้าของมหาวิทยาลัย แต่สำหรับเธอแล้วมันเป็นแค่สถานที่แห่งหนึ่งที่เธอมาเล่าเรียนและได้เจอเพื่อนๆ เท่านั้น“ไม่คุยด้วยแล้ว ไว้เจอกันคืนนี้นะ” เธอพูดเสียงอ่อนพร้อมโบกมือลา ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่เธอนอนกอดอยู่ทุกคืนนั่งรออยู่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่คุณเปรมในเสื้อเชิ้ตสีเข้มเรียบกับกางเกงยีนดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่าน แต่เมื่อเขายิ้มความโดดเด่นนั่นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่า“รีบไปเลย สาวๆ มองใหญ่แล้ว” ปันปันกระซิบแซวเบาๆ“อื้อ!!” ทานตะวันตอบกลับเสียงใสก่อนจะโบกมือลาอีกครั้ง แล้วรีบเดินไปหาคนที่รออยู่ด้วยหัวใจที่คันยุบยิบไปหมดยิ่งเห็นสายตาที่สาวๆ มองมาที่สามีของเธอ ทานตะวันยิ่งรู้สึกหงุดหงิดไปห
“สบายใจแล้วใช่มั้ยหืม...” เปรมถามเสียงอ่อนโยนในระหว่างที่กำลังเดินกลับขึ้นมาบนบ้านในช่วงค่ำของวัน“สบายใจมากๆ เลยค่ะ”“แล้วแบบนี้ฉันยังจะดุเธอได้มั้ยนะ” ร่างหนาถามอย่างหยอกล้อทานตะวันยู่ปากใส่เล็กน้อย ก่อนจะสวมกอดที่เอวกว้างแน่น ท่าทางออดอ้อนของเธอทำให้เปรมหลุดยิ้มโดยไม่รู้ตัว“ดุไม่ได้แล้ว” เธอพูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกเขา“ทำไม จะหนีกลับไปบ้านพ่อเธอหรือไง”“เปล่า~ ดุไม่ได้แล้วเพราะตะวันไม่ได้ดื้อแล้วต่างหาก เป็นเด็กดีมากๆ เลยด้วย”รอยยิ้มหวานๆ ที่แต่ก่อนเปรมทำได้แค่เพียงแอบมองอยู่ห่างๆ ตอนนี้มันปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว และที่สำคัญรอยยิ้มหวานตรงหน้ามันเป็นเขาที่ได้เป็นเจ้าของ“จะรอดู” เขาบอกพร้อมกับแตะนิ้วลงที่ปลายจมูกโด่งสวยเบาๆ ก่อนจะโอบเอวคนน้องเดินกลับเข้าห้องนอนทานตะวันยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงห้อง กลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่กำลังออกดอกเบ่งบานส่งกลิ่นหอมช่วยผ่อนคลาย ลมเย็นพัดผ่านเบาๆ พรางให้คิดถึงบางคนที่อยู่บนท้องฟ้า“แม่จ๋า แม่รับรู้ทุกอย่างแล้วใช่มั้ยคะ...”รับรู้แล้วใช่มั้ยว่าที่ผ่านมาพ่อรักแม่แค่ไหน ที่ผ่านมาเธอรู้ว่าแม่ของเธอทนทุกข์ทรมานมาก หลายครั้งที่เธอแอบเห็นแม่ของเธอร้องไห้ ไม่
สองขาแกร่งก้าวพาคนตัวเล็กมาที่รถที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะขับตรงกลับบ้านทันทีโดยไม่แวะที่ไหนและทันทีที่กลับมาถึงบ้าน สิ่งที่เปรมเตรียมใจไว้ก็เกิดขึ้นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด“ตายแล้ว!! แกทำอะไรน้องห้ะตาเปรม!” เสียงคุณหญิงมรกตดังขึ้นทันทีที่เห็นสภาพของทานตะวันในอ้อมแขนลูกชายเปรมถอนหายใจออกมาก่อนจะปร
เมื่อตกลงกันได้ทั้งสามก็เข้ามาที่โกดังของไร่ เป็นส่วนที่แยกออกมาคล้ายๆ กับโรงงานอบใบชาขนาดกลาง คนงานที่ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตยืนหน้าเครียดอยู่ด้านหน้าและทันทีที่เปรมเข้ามาถึง“ขอโทษครับคุณเปรม” วีระที่เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องอบใบชาเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในความดู
แสงแดดที่ร้อนระอุทำเอาเจ้าของไร่วัยสามสิบกว่าๆ ต้องถอดหมวกที่สวมใส่อยู่มาโบกพัดให้ตัวเองเพื่อคลายความร้อนที่กำลังเล่นงานตัวเอง ในระหว่างที่ยืนดูคนงานในไร่กำลังช่วยกันยกลังใบชาขึ้นรถเตรียมที่จะส่งต่อให้กับลูกค้ารายใหญ่ด้วยตัวเอง“เข้าไปด้านในก่อนมั้ยครับคุณเปรม วันนี้อากาศร้อนมาก” วายุ ผู้ช่วยส่วนตั
ทานตะวันชั่งใจอยู่นานตั้งแต่ออกจากมหาวิทยาลัย จนถึงตอนนี้ สุดท้ายเธอก็ไม่อาจทนกับความเงียบของอีกคนได้“คุณเปรม…”“มีอะไร” น้ำเสียงห้วนเหมือนทุกครั้งดังกลับมาริมฝีปากสวยเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อ“คุณไม่พอใจตะวันหรือเปล่าคะ” เธออดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจทำอะไรให้เขาไม่พอใจ ถึงได้เงียบผิดปกติแบบ







