เข้าสู่ระบบ
"ไอ้เทมส์ มึงฟังกูให้ดีนะ ช่วงที่กูไม่อยู่ ห้ามมึงพาสาวที่ไหนมาค้างที่นี่เด็ดขาด แล้วก็บอกไอ้สองคนนั้นด้วยว่าห้ามมามั่วสุมปาร์ตี้ดึกดื่น น้องกูต้องการความสงบ"
เสียงเข้มของกฤตดังขึ้นกลางห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง เจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มกำลังยืนเท้าเอว สีหน้าจริงจังขั้นสุดจนคิ้วขมวดเข้าหากัน สายตาคมกริบจ้องมองเพื่อนสนิทที่นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอยู่บนโซฟาหนังสีดำสนิท
เทมส์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าอย่างเชื่องช้า ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยอยู่เป็นนิจไม่ได้แสดงอาการเดือดเนื้อร้อนใจอะไร เขาสบตาเพื่อนสนิทพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"มึงพูดประโยคนี้มารอบที่สิบแล้วไอ้กฤต กูรู้แล้วน่า กูรับปากมึงแล้วไงว่าจะดูแลน้องมึงให้"
"ให้มันจริงเหอะ กูรู้สันดานพวกมึงดี" กฤตชี้หน้าเพื่อนเรียงตัว เริ่มจากเทมส์ที่นั่งนิ่งสงบ ถัดมาคือไทม์ แฝดน้องของเทมส์ที่กำลังนั่งกดโทรศัพท์มือถือยิ้มกริ่ม และสุดท้ายคือวี ชายหนุ่มร่างหนาในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ขาดเข่าที่กำลังนั่งพิงพนักโซฟาหลับตาหน้าตาเฉย "โดยเฉพาะมึงไอ้ไทม์ ผับมึงน่ะสาวเยอะ อย่ากระเตงใครมาให้เกะกะสายตาน้องกูเด็ดขาด"
ไทม์เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะในลำคอ "อะไรของมึงวะไอ้กฤต กูแยกแยะออกน่าว่าอะไรเป็นอะไร นี่น้องสาวมึงนะ กูเห็นมาตั้งแต่ใส่คอซอง มึงจะหวงอะไรนักหนา กูไม่จับน้องมึงกินหรอกน่า"
"ไอ้สัส ปากมึงนี่นะ" กฤตสบถเบาๆ ก่อนจะหันไปหาเพื่อนอีกคน "ไอ้วี มึงก็เหมือนกัน เวลามาที่นี่ก็หัดพูดจาให้มันเข้าหูคนหน่อย น้องกูไม่ใช่ลูกน้องในอู่มึงนะโว้ย"
วีลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาดุดันมองตรงมาที่กฤต "กูยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ มึงจะบ่นหาพระแสงอะไรนักหนาวะ รีบๆ ไสหัวไปสนามบินได้แล้วไป เดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก"
อินทิรา หรือ อิน หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปี ยืนจับหูหิ้วกระเป๋าเดินทางใบโตของตัวเองแน่น เธอลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกเกร็งจนทำตัวไม่ถูก บรรยากาศตรงหน้าคือการรวมตัวของผู้ชายตัวโตสี่คนที่สาดคำพูดใส่กันไปมาด้วยสรรพนามดิบตามประสาเพื่อนสนิท แม้เธอจะคุ้นหน้าคุ้นตาเพื่อนของพี่ชายกลุ่มนี้มาบ้างตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็เป็นการเจอกันแค่ผิวเผินเวลาพี่ชายพาไปกินข้าว ไม่เคยต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันแบบนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะบริษัทที่ยุโรปมีปัญหาด่วนจนพี่ชายต้องบินไปจัดการเป็นเดือน และคอนโดของเธอกำลังอยู่ในช่วงซ่อมแซมระบบน้ำทิ้ง บวกกับกลัวว่าโรคจิตตามระรานพอดี พี่กฤตคงไม่บังคับให้เธอย้ายมาอยู่ที่เพนต์เฮาส์ของพี่เทมส์แบบมัดมือชกขนาดนี้
"อิน"
เสียงเรียกของพี่ชายทำให้อินสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นสบตากฤตที่เดินเข้ามาหาพร้อมกับวางมือลงบนศีรษะของเธอเบาๆ
"พี่ไปก่อนนะ มีปัญหาอะไรก็บอกไอ้เทมส์มันได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ ถือซะว่าที่นี่เป็นบ้านเรา มันน่ะรบกวนพี่เยอะกว่านี้อีก" กฤตลดเสียงลงให้อ่อนโยนขึ้นเมื่อคุยกับน้องสาว "ส่วนเรื่องอาหารการกิน ไอ้พวกนี้มันสั่งเข้ามากินกันทุกวันอยู่แล้ว อินอยากกินอะไรก็ฝากพวกมันสั่งได้เลย หรือถ้าอยากทำกินเองก็ตามสบาย"
"อินเกรงใจพี่ๆ เขานี่คะพี่กฤต อินไปเช่าโรงแรมอยู่ก่อนก็ได้ อินดูแลตัวเองได้จริงๆ นะ" อินประท้วงเสียงแผ่ว พยายามโน้มน้าวพี่ชายเป็นครั้งสุดท้าย เธอไม่อยากเป็นภาระและไม่อยากทำลายพื้นที่ส่วนตัวของผู้ชายกลุ่มนี้
"ไม่ได้ พี่ไม่ไว้ใจให้เราไปนอนที่อื่นคนเดียว ถ้าไอ้เหี้ยนั่นมันตามเราจะทำไง" กฤตปฏิเสธเสียงแข็งทันที "อยู่ที่นี่แหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว มีไอ้หมาบ้าสามตัวนี้คอยเฝ้า ไม่มีใครกล้าทำอะไรอินหรอก"
อินลอบถอนหายใจ รู้ดีว่าไม่มีทางขัดใจพี่ชายจอมเผด็จการคนนี้ได้ เธอพยักหน้ารับช้าๆ "ก็ได้ค่ะ พี่กฤตเดินทางปลอดภัยนะคะ ถึงแล้วทักไลน์มาบอกอินด้วย"
กฤตพยักหน้า รวบตัวน้องสาวเข้ามากอดเร็วๆ หนึ่งทีก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสามคนอีกครั้งด้วยสายตาคาดโทษ "กูฝากด้วยนะ ถ้ากลับมาแล้วน้องกูมีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว พวกมึงเตรียมตัวตายหมู่ได้เลย"
พูดจบกฤตก็คว้ากระเป๋าเอกสารของตัวเองแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้อินยืนเค้งคว้างอยู่กลางห้องนั่งเล่นกว้างใหญ่ที่ตอนนี้ตกอยู่ในความเงียบงัน
อินก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง สองมือบีบเข้าหากันแน่น ความรู้สึกอึดอัดเริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้อง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมจะเอ่ยปากขอตัวเอาของเข้าไปเก็บในห้อง แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัว ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
"มา พี่ช่วยถือ"
เสียงทุ้มติดจะขี้เล่นดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวยาวที่เอื้อมมาดึงหูหิ้วกระเป๋าเดินทางไปจากมือเธอ อินเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นไทม์ เขาส่งยิ้มกว้างมาให้ นัยน์ตาพราวระยับของเขาทำให้บรรยากาศที่ดูตึงเครียดเมื่อครู่ผ่อนคลายลงทันที
"เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะพี่ไทม์ กระเป๋ามันหนัก อินลากเองได้ค่ะ" อินรีบปฏิเสธ เกรงใจจนหน้าเสีย
"พี่แข็งแรง" ไทม์ขยิบตาให้หนึ่งที ทำเอาอินเผลอเม้มปากแน่น "ห้องแขกอยู่ทางขวา เดินตามพี่มาเลยคนเก่ง"
พายุใช้โทสะ ใช้กำลัง ใช้เสียงตวาดข่มขู่ดั่งไฟป่าที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างจนมอดไหม้ ส่วนศิลาก็ใช้ตรรกะ ใช้สัญญา ใช้กรงขังและกฎเกณฑ์อันเย็นชามาบีบรัด ทั้งสองคนคิดว่าความกลัวจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ยอมจำนน แต่พวกเขาไม่เคยเข้าใจ... ว่ายิ่งใช้ความรุนแรงและกฎเกณฑ์กดทับมากเท่าไหร่ ปราการในใจของข้าวหอมกลับยิ่งก่อตัวหนาแน่นและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นมนุษย์ไม่ได้ยอมแพ้เพราะความเจ็บปวดแต่มนุษย์จะยอมจำนนอย่างสิ้นท่า... เมื่อถูกต้อนให้พ่ายแพ้ต่อความต้องการลึกๆ ในสัญชาตญาณของตัวเองต่างหากอคินสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็กที่กำลังนั่งขดตัวอยู่ข้างเตียง ข้าวหอมกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ใบหน้าเนียนซุกอยู่ระหว่างท่อนแขน ไหล่บางสั่นสะท้านเป็นจังหวะถี่ๆ จากแรงสะอื้นที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เธออยู่ในสภาพเปราะบางดั่งเครื่องเคลือบดินเผาที่มีรอยร้าวรอบด้าน เพียงแค่ลงน้ำหนักมือไม่ถูกจุด ชิ้นงานศิลปะชิ้นเอกนี้ก็อาจจะแตกสลายคามือไปตลอดกาลเขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างกายเธอ กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำตาจางๆ จากตัวเธอลอยเข้าแตะจมูก"น้องหอม..."อคินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม หวานล้ำและอ่อนโยนดั่ง
นัยน์ตาคมกริบของศิลากระตุกวูบไปเสี้ยววินาที ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไร้ตรรกะรองรับแล่นพล่านเข้ามาในอกซ้าย มันคือความเจ็บแปลบที่คล้ายกับตอนที่เขาเห็นรอยช้ำบนเข่าของเธอในกล้องวงจรปิด... ความรู้สึกขัดใจที่เห็นดวงตาคู่สวยคู่นี้มองเขาด้วยความชิงชัง แทนที่จะเป็นรอยยิ้มสดใสตอนที่เธอเล่าเรื่องเมล็ดกาแฟเมื่อคืนก่อนแต่ด้วยความทะนงตนและตรรกะที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต ศิลาไม่อาจแสดงความอ่อนแอทางอารมณ์ออกมาให้เห็นได้เขาเพียงแค่เหยียดริมฝีปากบางตรง ดันกรอบแว่นตาขึ้นช้าๆ แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้"ในโลกของความเป็นจริง ข้าวหอม... คุณค่าของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษามันไว้ และราคาของเธอนั้น สูงเกินกว่าที่ฉันจะยอมปล่อยให้ใครมาชุบมือเปิบไปได้... แม้แต่ตัวเธอเอง"ศิลาผละสายตาออกจากใบหน้าหวาน เขายกมือขึ้นชี้ตรงไปยังประตูห้องทำงาน"กลับไปที่ห้องนอนของเธอซะ" ศิลาออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด "บอดี้การ์ดสองคนจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูตลอดเวลา เธอจะได้รับอนุญาตให้ออกมาเฉพาะเวลาทำอาหารและเวลาร่วมโต๊ะอาหารเท่านั้น... ไปได้แล้ว"ข้าวหอมมอ
"เธอแอบย่องออกจากบ้านพักในเวลาวิกาลโดยไม่แจ้งให้ผู้ควบคุมระบบทราบ และเธอออกไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งใต้ต้นไม้ในสวนสาธารณะ... ผู้ชายที่สวมหมวกและแว่นตาดำ ผู้ชายที่ส่งมอบเอกสารใส่ร้ายบริษัทฉบับนี้ให้เธอ" ศิลาใช้ปลายนิ้วแตะลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลเบาๆ "เธอคิดจริงๆ หรือ ว่าการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและเต็มไปด้วยช่องโหว่แบบนี้ จะรอดพ้นสายตาของระบบไปได้"ข้าวหอมนิ่งอึ้ง ใบหน้าเนียนซีดเผือดจนไร้สีเลือด เธอไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่สายตาที่มองทะลุปรุโปร่งของศิลาทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ"เขา... เขาไม่ได้เป็นคนร้าย..." เธอพยายามเค้นเสียงแก้ต่าง ละล่ำละลักพูด "เขาแค่... เอาเอกสารมาให้ฉันดู...""เอกสารปลอม" ศิลาเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลงไปอีกระดับ "การโอนเงินในเอกสารฉบับนี้ระบุรหัสสาขาของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกยุบไปแล้วตั้งแต่สามปีก่อน ตราประทับของบริษัทร่วมทุนถูกวางตำแหน่งผิดพลาดไปสองเซนติเมตร และลายเซ็นของฉันกับพายุในรายงานการประชุมลับ เป็นการคัดลอกจากไฟล์สแกนหนังสือมอบอำนาจเก่า... มีเพียงคนที่โง่เขลาและถูก
ทว่า ความผิดพลาดของพายุไม่ได้ทำให้ศิลาแปลกใจเท่ากับพฤติกรรมของหญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ข้าวหอมนั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน ร่างเล็กของเธอยังคงสวมเสื้อสเวตเตอร์หนาสีเทาเข้มตัวเดิม ชายเสื้อยับย่นจากการถูกกระชาก ข้อมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตัก ขอบตาแดงก่ำและบวมช้ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวคิ้วของศิลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย คือท่วงท่าการเม้มริมฝีปากแน่นสนิท และแววตาที่จ้องมองพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างดื้อดึงแววตาของคนที่กำลังซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้มิดชิดความลับที่หนักหนาพอจะทำให้ผู้หญิงที่เคยยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ กล้าแอบหนีออกจากเพนต์เฮาส์ตั้งแต่เช้ามืดศิลาเลื่อนสายตามองไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเล็กที่เขายึดมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ มันวางสงบนิ่งอยู่ข้างแท็บเล็ตส่วนตัวของเขา ตราประทับปลอมและรายงานการเดินบัญชีที่พิมพ์ออกมาอย่างหยาบๆ ในซองนั้น ถูกเขากวาดสายตาตรวจเช็กความถูกต้องทางนิติวิทยาศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ห้านาทีแรกที่เธอก้าวเข้ามาในห้องนี้เอกสารปลอมแปลงขั้นพื้นฐาน... ฝีมื
ความกลัวที่จะถูกทิ้ง... ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในสถานสงเคราะห์... ผสมผสานกับความแค้นที่ถูกหักหลังซ้ำสอง บีบให้สติสัมปชัญญะของพายุขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง"มึงกล้าเปรียบเทียบกูกับมันงั้นเหรอ..."พายุกัดฟันพูดทีละคำ เสียงแหบต่ำจนฟังดูคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง ดวงตาคมเข้มแดงก่ำลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่งที่ไร้การควบคุมเขาปล่อยมือจากแขนของเธอก่อนจะเงื้อหมัดขวาที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยรอยสักเปลวไฟขึ้นสูงในอากาศ!แรงโทสะสั่งการให้เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าเพื่อระบายความเจ็บปวดที่อัดแน่นจนแทบอกแตกตายข้าวหอมเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอผงะถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาคอนกรีตต้นใหญ่จนไร้ทางหนี เมื่อเห็นหมัดหนักๆ เงื้อขึ้นสุดแขน หญิงสาวหลับตาแน่น ย่อตัวลง และยกสองแขนขึ้นมาปิดศีรษะเพื่อรอรับแรงกระแทกอันทารุณตามชะตากรรมเธอนึกว่าเขาจะชกเธอ... นึกว่าจุดจบของเธอได้มาถึงแล้ววูบ!ลมหมัดที่รุนแรงเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอไปเพียงไม่ถึงมิลลิเมตรพลั่ก! เปรี้ยง!เสียงกำปั้นหนัก
หมับ!มือหนาหยาบกร้านเอื้อมออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้างของข้าวหอมอย่างแรง แรงบีบมหาศาลทำให้เนื้อเนียนแทบแหลกคามือ ข้าวหอมหลุดเสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บแปลบใบหน้าคมเข้มของพายุโน้มลงมาประชิดจนหน้าผากเกือบชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เปรอะเปื้อนกลิ่นบรั่นดีเป่ารดผิวแก้มซีดเซียวดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ฟันกรามขบแน่นจนได้ยินเสียงลั่นสุรเสียงแหบต่ำ ลึก และเต็มไปด้วยความคุกคามอันดิบเถื่อนดังรอดไรฟันออกมา บีบให้อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนแทบหยุดหมุนเวียน"มึงออกไปไหนมาตั้งแต่เช้ามืด... ข้าวหอม" พายุเค้นเสียงถาม แววตาวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่ง "ลงไปร่านรอกระดูกชิ้นไหนมา... ตอบกูมาเดี๋ยวนี้!"กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศกลิ่นซีดาร์วูดในห้องรับแขกไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มที่กำลังแผดเผาอยู่ในอกของพายุได้เลยแม้แต่น้อยมือหนาของเขาบีบลึกเข้าไปในเนื้อเนียนตรงต้นแขนของข้าวหอม เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อใต้เสื้อสเวตเตอร์หนาที่กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ นั้นบอบบางจนเหมือนกิ่งไม้แห้งที่เขาออกแรง







