FAZER LOGIN“เบ็กกี้ ฉันรู้นะว่าการเจอกันครั้งแรกของพวกเราไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไร แต่เพื่อนของฉันไม่ใช่พวกนิสัยไม่ดีอย่างที่เธอเคยเจอแน่ พวกเขาไม่ทำร้ายเธอหรอก จำที่เธอตะโกนใส่หน้าฉันได้ไหม เธอโกรธที่ทุกคนตัดสินเธอ ถูกไหม มันเหมือนกันแหละ เธอก็ตัดสินพวกเราไปแล้ว แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่พวกเราทำกับเธอมันถูกหรอกนะ เรื่องตลกบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับคนอื่น พวกเราเสียใจจริง ๆ นะที่ทำให้เธอรู้สึกอย่างนั้น”
ใบหน้าขาวซีดเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ สายตาของเด็กสาวมองต่ำลง “ฉันขอโทษเหมือนกัน ฉันขอโทษที่พูดแบบนั้นกับเธอ”
แน่นอน เธอโล่งอก อเล็กซิสมีบทเรียนกับการที่เธอไม่สนใจที่จะพูด ไม่ยอมสังเกตคนรอบข้าง เพราะเหตุนี้เธอเลยเสียจูนไป แม้ว่าเธอเพิ่งเจอเบ็กกี้ แต่เพราะเห็นว่าเด็กสาวเจอเรื่องเลวร้ายมามากพอสมควร เธอไม่อยากปล่อยเด็กคนนี้อยู่คนเดียว แล้วในสภาพเหมือนถูกขับไล่ออกจากกลุ่มแบบนั้น เบ็กกี้เป็นแค่เด็กผู้หญิงและเป็นเหยื่อของพวกความเชื่อสุดโต่งกับพวกคนเลว
“เอาล่ะ พวกเราจะไปกันได้แล้วหรือยัง”
“ไปไหนเหรอ”
อเล็กซิสกระโดดลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง “กินข้าวไง เธอเป็นสมาชิกใหม่แล้วนะ”
แม้ว่าเบ็กกี้ยอมเชื่อใจอเล็กซิสมากขึ้น แต่แทนที่สาวน้อยผมแดงจะเดินข้างกาย เธอกลับเลือกเดินตามหลังต้อย ๆ ทั้งสองปะกับอเล็กซ์โดยบังเอิญ พอเขาเห็นเบ็กกี้ ชายหนุ่มยิ้มแล้วปรบมือ “ยินดีด้วย สำหรับตำแหน่งพี่เลี้ยงคนใหม่”
“เงียบน่า แล้วเพื่อนซี้นายล่ะ”
“เดี๋ยวมา เฮ้ ทำไมต้องหลบหน้าฉันด้วย ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” เขาบ่นเมื่อเบ็กกี้เกาะหลังเธอแน่น
“เบ็กกี้ เมื่อกี้เขาแซวฉัน ไม่ใช่เธอหรอก”
“เด็กคนนี้ไม่กลัวเธอแล้วเหรอ” อเล็กซ์ถาม คนที่เพิ่งถูกแซวยิ้มกว้าง “มิน่า” เขาชำเลืองมองเบ็กกี้อีกแวบหนึ่ง “จะว่าไป เหลืออีกแค่สามวันเอง เธอคิดถึงห้องนั้นไหม”
พวกเขากำลังเดินไปห้องอาหาร เป็นครั้งแรกที่เธอได้คุยกับอเล็กซ์เป็นการส่วนตัวหลังจากออกมาจากท้องฟ้าจำลอง (แม้จะมีน้องสาวตัวเล็กตามอยู่ข้างหลังก็ตาม) วันนั้นพวกเขาคุยกันจนถึงเช้า ลืมข้าวเช้าไปเสียสนิท มันเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง พวกเขาพูดถึงข้อสงสัยต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ รวมทั้งปัญหาปรัชญามากมายตามความเข้าใจของตัวเอง จนมีแขกคนอื่นเข้ามาในห้อง บทสนทนาจึงจบลง ทว่าความรู้สึกบางอย่างยังติดอยู่ในใจ มันเป็นเหตุการณ์ที่แปลกและน่าจดจำในเวลาเดียวกัน เพราะเธอสามารถคุยกับคนที่เพิ่งเจอได้ถึงขนาดนี้ แถมในหัวข้อที่คุยกับใครไม่ได้นอกจากเขา มันคงเป็นเวทมนตร์หนึ่งที่อเล็กซ์มี
“แต่พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่กลับไปนี่นา”
“ใช่ แต่พวกเราไม่ได้จะกลับไปแบบ...ฉันหมายถึง เรากลับไปคุยกันแบบนั้น จะแหกกฎสักนิดไม่ได้เหรอ” เขาเหล่ตาเอียงคอทำให้ผมสีดำที่ปรกหน้าเลื่อนลงมา อากัปกิริยาที่ทำให้มุมปากของอเล็กซิสกระตุกนิด ๆ
“ก็จริงนะ...มันไม่ได้ตายตัวสักหน่อยเนอะ” เธอเออออ
“ถ้าอย่างนั้น...”
“นายได้พลังมายังไงเหรอ” เบ็กกี้แทรกขึ้น ดวงตาสุกสกาวสะท้อนให้เห็นความคิดข้างในว่าอยากจะมีส่วนร่วมบ้าง สาวน้อยผมแดงอยากคุยด้วยแต่เลือกฝึกทักษะเข้าสังคมผิดเวลาไปหน่อย
อเล็กซิสหวังว่าเธอจะไม่ทำแบบนี้ เพราะเธอรู้สึกว่าอเล็กซ์กำลังจะชวนเธอกลับไปที่นั่นอีกในคืนนี้ และหัวใจของเธอก็ลิงโลดรอคำชวนนั้น ไม่ ไม่สิ ไม่ได้ลิงโลด ฉันแค่ชอบคุยหัวข้อพวกนั้นต่างหาก แค่นั้นเอง เธอเลิกคิดเรื่องไร้สาระในหัว เพราะอเล็กซ์ทำหน้าเหมือนโดนสูบความสุขออกไปจนหมดเมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป
เธอพยายามไม่มองหน้าเบ็กกี้เพราะเด็กสาวจะเข้าใจว่าเธอตำหนิ มันคงไม่ใช่คำถามที่เหมาะสมเท่าไรสำหรับคนที่เพิ่งเจอกัน เบ็กกี้แค่ไร้เดียงสาเกินไปที่จะตระหนักถึงข้อนี้
“ฉะ ฉันขอโทษที่ถามแบบนั้น” สาวน้อยผมแดงกล่าวตะกุกตะกัก
อเล็กซ์ยังคงเงียบเหมือนกับจมหายไปกับความคิดในหัว ผิวของเขาขาวซีดเป็นทุนเดิม ดังนั้นเมื่อมีอาการเหมือนวิญญาณหลุดจากร่าง สภาพในตอนนี้จึงไม่ต่างจากแวมไพร์หนุ่ม ชายหนุ่มเป็นคนดูดีมีเสน่ห์แม้เพียงสวมเสื้อยืดและกางเกงยีนสีดำ เขาอาจไม่มีกลิ่นอายอันตรายหรือน่าหลงใหลอย่างเบน ไม่หล่อฮอตอย่างเวด และไม่ได้เทพบุตรจ๋าอย่างหนุ่มผมสีเงิน แต่เขากลับมีเอกลักษณ์พิลึก แปลกแต่ยังเท่ ยิ่งเธอนึกถึงภาพเขาตอนถือบุหรี่ในมือ (และแม้เธอไม่ชอบกลิ่นบุหรี่) ก็ยังดูกวนประสาทแต่ก็คูลในเวลาเดียวกัน ทว่าเมื่อไม่มีมัน บางครั้งเขาก็เหมือนคุณชายมาดดี
“เขาโกรธฉันเหรอ” เบ็กกี้กระซิบถาม
อเล็กซิสสบตากับอเล็กซ์ “เธอไม่ได้ตั้งใจจะถามเรื่องส่วนตัวของนาย”
ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วปัดผมออกไปจากหน้าตัวเอง “ไม่...มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรอก ก็แค่ ฉันอยู่ในโรงพยาบาล...และรู้ว่า...ตัวเองสูญเสีย...”
“...สูญเสีย?” เด็กสาวทั้งสองทวนคำ
“...”
อเล็กซิสจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำที่ส่งกลับความเศร้าหมองและโหยหา และทันใดนั้นเธอกลับเหมือนหลุดเข้าไปในอวกาศ เห็นดวงดาวรอบตัว เขาพกจักรวาลของตัวเองมาด้วย เขายืนอยู่ใกล้ ใกล้พอสมควร อย่างน้อยไหล่ชนกัน ราวกับทั้งคู่ลืมว่ายังมีอีกคนอยู่ด้วย เมื่อไม่มีกลิ่นบุหรี่ กลิ่นหอมจากตัวเขามาจากสบู่ คล้ายกับว่าอเล็กซ์มีแม่เหล็กคอยดึงเธออยู่ เบ็กกี้อยู่ด้วย เวทมนตร์ของเขามีผลกับเธอมากกว่าที่คิด มันปลุกความรู้สึกประหลาดและเธอพยายามจะหยุดมันไว้ เบ็กกี้อยู่ด้วย แต่เพราะตาคู่นั้น มันมีพลังในระดับหลุมดำขนาดยักษ์ที่พยายามจะกลืนกินเธอ อเล็กซิสเบือนหน้าไปทางอื่นเมื่อรู้สึกว่าสายตาของเบ็กกี้กำลังเพ่งมองอย่างสงสัย
เธอค่อยดึงสติกลับมาเป็นตัวของตัวเอง อเล็กซ์เหมือนอยากจะพูดบางสิ่งแต่แล้วกลับเปลี่ยนใจ “ฉันจำได้ว่าเธอเอาเครื่องเล่นซีดีมาด้วย ขอยืมได้ไหม” คำถามนี้เหมือนผุดขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน และเขาทำเหมือนเบ็กกี้ไม่ได้ถามอะไรเลย
“อ้อ ใช่ ได้สิ ตอนนี้เลยเหรอ”
เขาพยักหน้า
อเล็กซิสปรับสีหน้า “ดะ ได้ เดี๋ยวกลับห้องไปเอาให้”
“แล้วกินข้าวล่ะ ฉัน...ฉันไม่ไปคนเดียวนะ” สาวน้อยผมแดงท้วง
เด็กสาวผมสีน้ำตาลอยากตบหน้าตัวเองให้ตื่นสักที “เธอมากับฉัน เอ่อ ไม่ใช่” เป็นอะไรไปนะเรา “อเล็กซ์ ฉันให้เครื่องเล่นหลังกินข้าวได้ไหม”
“อ้อ ได้สิ” เขาพยักหน้าตอบ “เออนี่ เธอทำให้เด็กคนนี้ตามเธอต้อย ๆ ได้ไง” พูดแล้วพยักพเยิดไปทางเบ็กกี้ “เหมือนลูกหมาตัวเล็ก ๆ เลย”
“นี่” เธอตีแขนชายหนุ่ม “อย่าพูดแบบนี้ได้ไหม” เบ็กกี้อาจจะคล้ายมินนี่ แต่ก็มีจุดต่างเหมือนกัน นั่นคืออ่อนไหวต่อคำพูด ส่วนมินนี่นั้นไม่ได้สนใจ
หนุ่มร่างสูงยิ้มล้อ “งั้นแสดงว่าเธอล้างสมองเด็กคนนี้ได้สำเร็จสินะ”
“ไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย”
“เธอไม่ได้ทำแบบนั้น”
อเล็กซ์เอียงคอแล้วยิ้มแบบ เห็นไหมล่ะ จากนั้นพูดว่า “แล้วมีรายชื่อคนที่จะฆ่าแล้วยัง กี่คนล่ะ"
“สอง นายล่ะ”
“เยอะแยะ”
เด็กสาวหัวเราะ อเล็กซ์ยื่นหน้าถามเบ็กกี้ “แล้วเธอล่ะ”
คนตัวเล็กสุดส่ายหน้า
“อ้อ เด็กดี ๆ“ แล้วเขาก็ยกมือลูบหัวเบ็กกี้แผ่วเบา ซึ่งน่าแปลก เบ็กกี้ดูหายอึดอัดมากขึ้นแม้เขาจะทำเหมือนเธอเป็นลูกหมาก็ตาม บางทีเธออาจจะเลือกให้อเล็กซ์แสดงท่าทีเอ็นดูแบบนี้มากกว่ากวนประสาท หรือมองเธอเป็นตัวประหลาด
“โอเค กลับไปหัวข้อก่อนหน้า ถ้าเธออยาก...เธอมีแผ่นของศิลปินคนไหนบ้างนะ”
อาการปวดหัวตุบ ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งที่สองข้างขมับ ข้อเสียของอเล็กซ์คือเดี๋ยวผีเข้าผีออก “คาร์เมน เดอะ ดาร์ก เอจ แล้วก็ เอกโค่ ออฟ มายน์”
“รสนิยมดีนี่ วงโปรดฉันหมดเลย แต่อยากฟังคาร์เมนสำหรับคืนนี้ วันนี้เธอจะกินอะไรล่ะ”
เด็กสาวทั้งสองสบตากัน “เอาจริงนะอเล็กซ์ ฉันตามนายไม่ทันอะ แป๊บ ๆ นายก็เปลี่ยนหัวข้อ ไหวไหม”
“ก็คนมันท้องว่าง สมองก็เลยโล่งไปด้วย ฉันหิวมากน่ะ” เขาพูดแล้วสาวเท้านำหน้าไปไกล ปล่อยให้คนที่เหลือยืนงง
เมื่อเห็นว่าพวกเธอไม่ตามไป เขาหันกลับมา “ไปทางเดียวกันไหมคุณ”
อเล็กซิสถอนหายใจแล้วหันหน้าไปหาเบ็กกี้ “ถ้ามีคนบอกว่าเธอแปลกละก็อย่าไปใส่ใจเลย เธอกำลังจะมีเพื่อนแบบเดียวกันแล้วล่ะ”
ไม่ต้องรอว่าเบ็กกี้จะเข้าใจหรือไม่ พี่สาวป้ายแดงจับมือน้องเล็กแล้วผละจากจุดนั้น
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







